วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Meen to be yours คุณหนูมีนจะร้าย ตอนที่ 6

 

0 6

รางวัลคนเก่ง

 

 

 

 

 

 

 

ก๊อกๆๆ

มีนาเปิดประตู ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบให้สหภัฐก้าวเข้ามาด้านใน

จุ๊บ!

ใบหน้าคมขยับไปหอมแก้มมีนาเร็วๆ ก่อนจะเอ่ยบ่นออกมาตามประสา

“ร้อนเป็นบ้าเลย”

“ทำไรเนี่ย”

มีนาแก้มแดง เธอยืนนิ่งไปหลายวินาทีก่อนจะตั้งสติได้

“เอารางวัลไงครับ” สหภัฐเอ่ยเสียงนุ่ม

มือหนาโอบเอวเล็กพาเดินเข้าห้อง ก่อนจะล็อคประตู

ชายหนุ่มเดินไปหยิบชามในห้องครัวมาเทโจ๊กใส่ถ้วยด้วยความเคยชินราวกับเป็นบ้านของตัวเอง

มีนาเม้มปากมอง ก่อนจะเดินเข้าไปหาใกล้ๆ

ร่างเล็กยื่นใบหน้าเข้าไปดมอาหาร เมื่อได้กลิ่นเชิญชวนจนเริ่มรู้สึกหิวขึ้นมา

“หอมจัง”

“นั่งรอครับ เดี๋ยวเสร็จแล้ว”

มีนากระโดดขึ้นไปนั่งบนเคาน์เตอร์บาร์ ให้สหภัฐตวัดตามองดุๆ ทว่าเจ้าของห้องกลับไม่รู้สึกทุกข์ร้อนอะไร ซ้ำยังหยิบปาท่องโก๋ส่งเข้าปาก เคี้ยวหงุบหงับอีกด้วย

“นั่งข้างบนแล้วจะกินยังไง” คนแก่กว่าเอ่ยเสียงดุ

“ก็กินแบบนี้ไง”

มีนาว่าพลางฉีกปาท่องโก๋อีกชิ้นส่งเข้าปาก เคี้ยวตุ่ยๆ ก่อนจะก้มตัวลงตักกินโจ๊กราวกับว่ามันไม่ใช่เรื่องยากลำบากอะไร สหภัฐได้แต่ถอนหายใจออกมาอย่างนึกเหนื่อยหน่าย นัยน์ตาคู่คมฉายแววหงุดหงิดออกมาอย่างชัดเจน

เขาไม่ชอบเด็กดื้อตาใส โดยเฉพาะเวลาที่อีกฝ่ายทำมันตอนที่เขากำลังหิว

ไม่ชอบเลยสักนิดเดียว

แต่เพราะอีกฝ่ายเป็นมีนา สหภัฐจึงทำเป็นไม่สนใจและดึงเก้าอี้มานั่งแทน

มีนาหัวเราะร่วน นึกชอบใจกับท่าทางและสีหน้ายักษ์ของคนตัวโตอยู่ไม่น้อย

ดูเหมือนว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อคืนกลับกลายเป็นเรื่องเล็กๆ ไปแล้ว ความโกรธและน้อยใจต่างๆ ที่เธอมีต่อสหภัฐค่อยๆ ถูกลดทอนลงไป

ร่างเล็กขยับตัวลงจากเคาน์เตอร์ ก่อนจะขยับไปนั่งตักแกร่งจนศีรษะของเธอบดบังสายตาของสหภัฐไปเสียหมด

“นั่งดีๆ ได้ไหม จะหงุดหงิดแล้วนะมีน”

ร่างสูงเอ่ยดุเสียงเข้ม

“ทำไมล่ะ เป็นแฟนกันนั่งตักกันไม่ได้หรอ”

“นั่งได้ แต่มันไม่ใช่เวลา” สหภัฐอธิบาย

“พี่จะกิน ทำแบบนี้มันอึดอัด”

“แสดงว่าเรื่องแฟน... พี่พูดจริงๆ หรอคราม”

แทนที่สหภัฐจะแก้ต่างเรื่องคำว่าแฟนอย่างที่แอบคิดเอาไว้ อีกฝ่ายกลับโฟกัสเรื่องอื่นแทน

การกระทำที่ทำให้มีนาเผลอกัดปากตัวเองด้วยใจที่เต้นระรัว

ประโยคที่เอ่ยถามมันแผ่วเบามากเสียจนเหมือนกระซิบ เธอไม่กล้าแม้แต่จะหันกลับไปสบตากับสหภัฐในตอนนี้ด้วยซ้ำ

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก และเกินความคาดหมายของเธอไปเสียหมด

“อืมสิ เรื่องแบบนี้ใครเขาเอามาล้อเล่นกัน”

มีนากำช้อนโจ๊กแน่น

“มีน พี่หิวครับ”

สหภัฐเอ่ยบอกด้วยท่าทางเหนื่อยใจ ก่อนที่กลิ่นหอมอ่อนๆ ของคนตรงหน้าจะทำให้ชายหนุ่มเริ่มเลื่อนใบหน้าเข้าหาลำคอขาว

ปลายจมูกโด่งรันถูไถลงบนผิวเนียนนุ่มที่บ่งบอกว่าเจ้าตัวนั้นดูแลตัวเองอยู่เป็นอย่างดี ริมฝีปากหยักทาบทับลงไปงับผิวของมีนาเล่นเบาๆ ด้วยท่าทางหยอกล้อ

“หรือจะให้พี่กินอย่างอื่นแทนโจ๊กนี่ดี”

สหภัฐเอ่ยบอกข้างใบหูเล็กเสียงพร่า น้ำเสียงเปี่ยมไปด้วยความต้องการอย่างไม่คิดจะปิดบัง

ลองมีผู้หญิงตัวเล็กแสนน่ารักน่าเอ็นดูกำลังนั่งอยู่บนตัก ยามหันหลังเอาแผ่นหลังตัวเองแนบไปกับอกแกร่งของเขาจนระยะห่างระหว่างกันมันแทบไม่เหลือดูสิ

เป็นใคร ใครจะทนไหวบ้าง

เพล้ง!

มีนาสะดุ้งสุดตัวจนเผลอทำช้อนกระเบื้องหล่นพื้น หญิงสาวรีบหยัดตัวลุกขึ้นยืนให้สหภัฐหันมองด้วยท่าทางงุนงง

อะไร? ปกติถึงเนื้อถึงตัวกว่านี้อีก นี่ไม่ใช่ครั้งแรกสักหน่อยที่เราจะถูกเนื้อต้องตัวกัน ถึงแม้ว่าเมื่อคืนจะเป็นจูบแรกระหว่างกันก็ตาม

“ถ้าพี่หิวมาก... ก็กินเลย”

มีนาดันชามโจ๊กไปให้สหภัฐ จู่ๆ เธอก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกขึ้นมาเสียดื้อๆ

“ทานเยอะๆนะ”

รอยยิ้มบางที่ดูฝาดเฝื่อนเกินกว่าจะยินดี ทำให้สหภัฐเริ่มขมวดคิ้วเข้าหากัน

“เป็นอะไร”

มีนาเม้มปากแน่น เธอนั่งลงบนเก้าอี้ตัวข้างๆ ก่อนจะเอาชามตัวเองมาตักกิน

“ถามครับ ไม่ได้ยินหรอ

“ได้ยิน แต่ไม่รู้จะตอบว่าอะไร”

“รังเกียจกันมากหรอ โดนนิดโดนหน่อยไม่ได้เลยงั้นสิ”

ถึงสหภัฐจะเคยพูดประโยคนี้ไปแล้ว แต่ท่าทางของอีกฝ่ายที่กำลังแสดงต่อกันมันกลับทำให้ร่างสูงนึกน้อยใจอย่างบอกไม่ถูก

“หรือจริงๆ แล้ว แค่แฟนก็ไม่ได้อยากเป็นตั้งแต่แรก

“พี่ยังไม่ได้ขอด้วยซ้ำ” มีนาเงยหน้าขึ้นสบตา

คิดจะทำอะไรก็ทำ อยากได้อะไรก็ได้อย่างนั้นหรอ

ไม่คิดบ้างหรอว่าเธอจะรู้สึกยังไง เธอเองก็เป็นคน เสียใจเป็นเหมือนกันนะ

ทำไมถึงพูดเอาแต่ได้แบบนี้ล่ะ

“ขอ?” สหภัฐทวนคำ

สองแขนยกขึ้นกอดอก ยามจ้องมองมีนานิ่งๆ

“ทำไมพี่ต้องขอ”

คิ้วเข้มขมวดเป็นปม

แฟนมันคือสถานะที่เราพอใจกันทั้งคู่ไม่ใช่หรอวะ

“คือพี่ต้องเป็นคนเอ่ยปากขอก่อนหรอ เราถึงจะพอใจ” สหภัฐว่าอย่างเหลืออด

มีนาขมวดคิ้วมุ่น ยามสบตากับสหภัฐ

“พี่ต้องคุกเข่าสวมแหวนด้วยไหม ถึงจะยอมตกปากรับคำเป็นแฟนกันสักที”

ก่อนหน้านี้ชายหนุ่มเข้าใจว่าเราคิดตรงกันมาตลอด ในแบบที่อยู่ด้วยกันแล้วสบายใจ โดยไม่จำเป็นต้องมีสถานะ

สหภัฐเคยคิดว่า เขาเป็นคนสำคัญและอยู่ที่หนึ่ง เป็นที่สุดของมีนาเสมอ

พอเจอเรื่องเมื่อคืน มันทำให้สหภัฐเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าตกลงเรื่องที่ผ่านมา เขาแค่คิดไปเองคนเดียวหรือยังไงกันแน่

แค่จะรับปากตกลงว่าเป็นแฟนกันต่อหน้าคนอื่น มีนาก็ยังเลือกที่จะปฏิเสธมันต่อหน้าเขา มันเหมือนหักหน้ากันกลายๆ ทั้งๆ ที่มีคนอยู่รอบข้างเยอะแยะไปหมด

ตั้งแต่เกิดมาสหภัฐยังไม่เคยต้องถูกใครมองด้วยสายตาแบบนั้น ไม่เคยถูกปฏิเสธ และไม่เคยต้องมานั่งร้องขอในความสัมพันธ์ไหนๆ ไม่ว่ากับใครก็ตาม

“มีนสิต้องพูดประโยคนี้”

เธอตื้อมาตั้งเท่าไหร่แล้ว สหภัฐต่างหากที่ยังไม่ยอมรับความสัมพันธ์ของเราสักที แล้วอยู่ๆ ก็ไปป่าวประกาศต่อหน้าคนอื่นโดยที่ไม่เคยพูดคุยกันมาก่อน

ทำแบบนั้นจะไม่ให้มีนารู้สึกสับสนได้ยังไงกัน

เธอก็แค่อยากได้ความมั่นใจจากคำพูดจริงจังจากปากของสหภัฐก็เท่านั้นเอง

“ตกลงจะเป็นแฟนหรือไม่เป็น” สหภัฐตวัดตามองหน้ามีนานิ่งๆ

มีนายู่ปาก มองค้อนอย่างนึกเคือง

“ตอบ”

“เออ เป็น”

เสียงหวานกระแทกเสียงกลับไปอย่างนึกหงุดหงิดในใจ

“อือ แล้วอย่าให้เห็นว่าทำแบบนั้นอีก แม่ง คบกันมาตั้งเท่าไหร่แล้ววะ กล้าพูดแบบนั้นต่อหน้าคนอื่นได้ยังไง”

สาบานได้เลยว่าถ้าไม่ใช่คนตรงหน้า สหภัฐคงเลิกคุยด้วยไปนานแล้ว ไม่คิดจะมารับ มานั่งกินข้าวด้วยให้เสียอารมณ์หรอก

มีนาอ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

คบกันมาตั้งนานแล้วหรอ?

เดี๋ยวนะ... ยังไง เมื่อไหร่ ตอนไหน ทำไมเธอไม่เห็นรู้เลย

สหภัฐเดินไปหยิบช้อนคันใหม่มานั่งตักโจ๊กเย็นชืดเข้าปากด้วยท่าทางอารมณ์เสีย เขาคว้าปาท่องโก๋กัดเข้าปากด้วยความหิว

พรึ่บ!

มีนาแกล้งแย่งปาโก๋อีกข้างในชิ้นเดียวกันที่อยู่ในมือ ‘แฟนหนุ่ม’ หมาดๆ ของเธอมากินบ้าง สหภัฐตวัดตามอง คราวนี้เขาไม่ได้เอ่ยปากว่าอะไรเหมือนอย่างเคย

อันที่จริงคำตอบเรื่องคบไม่คบ มันค่อนข้างทำให้เขาพอใจมากอยู่พอสมควร

ชายหนุ่มกระดกน้ำเต้าหู้ที่เททิ้งไว้ตั้งนานแล้วขึ้นดื่ม เคี้ยวเครื่องหงุบหงับในปาก ให้มีนามองจ้องน้ำเต้าหู้แก้วสหภัฐตาวาว

ทำไมพี่ครามกินอะไรก็ดูน่าอร่อยไปหมดเลย

สหภัฐเลื่อนสายตาไปมองคนข้างๆ เมื่อสัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายกำลังนั่งจ้องกันตาไม่กระพริบ ชายหนุ่มยกแก้วขึ้นกอดด้วยท่าทางหวงๆ

“ของตัวเองก็มี กินแก้วตัวเองไปเลย”

ก็สั่งแบบเดียวกันมาสองถุง ทำไมอะไรๆ ต้องมาแย่งเขากินหมดเลยเนี่ย

ไม่เข้าใจผู้หญิงเลยจริงๆ

“หวงกับแฟนได้ไง”

มีนาย่นจมูกใส่สหภัฐไปหนึ่งที ก่อนจะเลื่อนแก้วของตัวเองไปให้อีกฝ่าย

“อ่ะ แลกกัน”

นี่อีกฝ่ายกำไรล้วนๆ เลยนะ แก้วของสหภัฐเหลือน้ำเต้าหู้อยู่ในนั้นไม่ถึงครึ่งแก้วแล้วด้วยซ้ำ

“ไม่ พี่จะกินแก้วนี้” สหภัฐเริ่มงอแง

ให้ตายเถอะ ถ้ามีใครในมหาวิทยาลัยเห็นเขาในโหมดนี้ล่ะก็

คงได้ถูกล้อจนตายแน่เลย

“อยากกินด้วย”

มีนาเอ่ยบอก ให้สหภัฐยู่ปาก ชายหนุ่มนิ่งมองแก้วของตัวเองที่มองเห็นแป้งสีใสกลมๆ ลอยปะปนอยู่กับลูกเดือยสีขาว ก่อนที่เขาจะยอมแบ่งให้ด้วยความจำยอม

ใช่... ที่จริงแล้วสหภัฐเป็นพวกชอบหวงของ อะไรก็ตามแต่ที่เป็นของเขา ไม่มีวันที่ใครก็ตามจะได้แตะต้อง แต่ดูเหมือนว่ากับมีนา มันจะกลายเป็นข้อยกเว้น

“ขอบคุณค่ะ”

มีนายกยิ้มหวาน ยื่นหน้าไปหอมแก้มสหภัฐเบาๆ ก่อนจะผละตัวออก

มือเล็กคว้าแก้วสีดำของสหภัฐขึ้นดื่มและเคี้ยวเครื่องในน้ำเต้าหู้ด้วยท่าทางเอร็ดอร่อย

สหภัฐเผลอยกมือขึ้นแตะข้างแก้มตัวเองเบาๆ เมื่อสัมผัสแผ่วเบานั้นยังคงติดตรึงจนรู้สึกได้ หัวใจแมนๆ เริ่มสั่นไหวอย่างน่าประหลาด ริมฝีปากหยักเริ่มหลุดรอยยิ้มออกมาไม่รู้ตัว

เขารู้สึกอารมณ์ดีขึ้นจนกลับมาก้มมองชามโจ๊กและลงมือทานต่ออีกครั้ง

 

 

 

คณะอักษรศาสตร์

มหาวิทยาลัยชื่อดังแห่งหนึ่ง

ริมฝีปากนุ่มเม้มเข้าหากันแน่น ยามนั่งดูอะไรบางอย่างในมือถือ ดวงตากลมโตฉายแววเป็นกังวลอย่างชัดเจน อีกทั้งสีหน้าก็ยังดูเครียดมากซะจนเพื่อนสนิทที่นั่งอยู่ข้างกันอย่างลิลล์สัมผัสได้ เธอยื่นหน้ามาใกล้ด้วยความอยากรู้

“ดูไรอ่ะ ดูด้วยสิ”

“แกรู้จักรุ่นพี่คนนี้รึเปล่า”

มีนายื่นรูปใครบางคนให้ดู ก่อนจะเอ่ยถาม

เธอรู้สึกคุ้นหน้าหญิงสาวในรูปมากๆ แต่ก็นึกไม่ออกสักที

“พี่สายขิมไง ประธานเชียร์คณะเรา แกจำพี่เขาไม่ได้หรอ”

ลิลล์ตอบกลับไปตามความจริง ให้คนฟังอย่างมีนากัดปาก

“ประธานเชียร์หรอ”

“เขาฮอตมากเลยนะ เวลายิ้มทีขนาดฉันเป็นผู้หญิงด้วยกันยังละลายเลย”

ลิลล์พูดไปทำหน้าเขินไปด้วย

อันที่จริงถ้าเป็นผู้หญิง ลิลล์ไม่ค่อยจะถูกชะตากับใครนักหรอก แต่สำหรับรุ่นพี่คนนี้แล้ว เธอมองข้ามทุกอย่างไปเลยจริงๆ

พี่สายขิม ประธานเชียร์ปี 3 ที่ทั้งสวย น่ารัก น่าเคารพ ทั้งยังหุ่นดี จนเรียกได้ว่าเพียบพร้อมไปซะทุกอย่าง และมีแต่คนหมายปองอยากจะเป็นเจ้าของ

จากที่เคยอคติก็กลายเป็นหลงชอบรอยยิ้มของอีกฝ่ายอย่างอดไม่ได้จริงๆ

มีนาเริ่มทำหน้าเครียดหนักกว่าเก่า

ให้ตายเถอะ!

ทำไมคู่แข่งของเธอถึงได้เลิศเลอปานนั้นกันนะ

แล้วแบบนี้เธอจะเอาอะไรไปสู้กัน

“ทำไมหรอ มีเรื่องอะไรหรอแก ทำไมทำหน้าแบบนั้นล่ะ”

ลิลล์เริ่มขมวดคิ้วเข้าหากันอย่างนึกสงสัย

“น้ำเย็นๆ มาแล้วครับ คุยอะไรกันอยู่สองสาว”

แก้วน้ำแข็งสองใบถูกยื่นให้มีนาและลิลล์คนละใบ ขณะที่จ้าวสมุทรวางขวดน้ำอีกสองขวดที่อุ้มมาไว้บนโต๊ะ

“คุยถึงพี่ขิมอยู่”

ลิลล์ตอบกลับยามเปิดน้ำจากขวดมารินเทใส่แก้ว โดยไม่ลืมที่จะเอ่ยปากฟ้อง

“ดูหน้าเพื่อนนายสิ เครียดอะไรก็ไม่รู้”

“ฉันเจอชื่อพี่เขาในมือถือพี่คราม”

มีนาพ่นลมหายใจ พองแก้มอย่างไม่นึกพอใจ

“อ๋อ เขาก็อาจจะเป็นเพื่อนกันไงแก… ฮะ!? เดี๋ยวนะ แกหมายถึง...”

ประโยคแรกก็แค่พูดปลอบไปอย่างนั้น แต่พอนึกถึงความจริงที่ว่าสายขิมกับพวกเธอนั้นเรียนอยู่คณะเดียวกัน ส่วนสหภัฐนั้นเรียนคณะบริหาร ก็ทำให้ลิลล์ถึงกับเกือบจะสำลักน้ำ หญิงสาวหันกลับมาให้ความสนใจเพื่อนสนิทในทันที

“แต่มันไม่มีแชท เหมือนแค่เป็นเพื่อนกันไว้เฉยๆ”

มีนากัดปาก ดวงตากลมโตสั่นไหว ในหัวนึกกังวลอย่างไม่อาจห้ามตัวเองได้

จ้าวสมุทรเลิกคิ้ว ยื่นหน้าไปดูดน้ำเปล่าในมือมีนา ยามเอ่ยเสริม

“กิ๊กแน่ๆ ไม่ต้องสืบก็พอจะเดาออก”

คนอย่างสหภัฐไว้ใจได้ที่ไหน ต่อหน้ายิ้มละลาย ลับหลังคงมีสาวไว้รอเพียบ

เพียะ!

“พูดอะไรแบบนั้น เดี๋ยวยัยมีนก็คิดมากหรอก”

จ้าวสมุทรสะดุ้งสุดตัว กล้ามแขนกระตุกเต็มแรงตามจังหวะการโดนฟาดของฝ่ามือลิลล์ หลอดน้ำดื่มกระเด็นหลุดจากปากไปนอนแอ้งแม้งอยู่บนโต๊ะ

“ไอ้... ยัยบ้านี่!”

จ้าวสมุทรแยกเขี้ยว เกือบจะหลุดด่าตามประสาคนสนิทกัน แต่ก็ลืมไปว่าอีกฝ่ายเป็นผู้หญิงเลยเปลี่ยนคำแทน

“เลอะหมดแล้ว”

มีนาหลุดขำ เธอคว้าทิชชูมาซับปากให้จ้าวสมุทร

“แม่ง” จ้าวสมุทรดึงทิชชูมาเช็ดเสื้อนักศึกษาตัวเอง ยามเอ่ยบ่น

“ฟาดซะแรงเลย”

นี่มันมือคนหรือเท้าสัตว์กันเนี่ย

ดีนะที่เป็นน้ำเปล่า ไม่งั้นคงต้องกลับไปเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หอใหม่

“ก็ใครใช้ให้เดาส่งๆ ไปแบบนั้นล่ะ คนฟังอาจจะเก็บไปเครียดก็ได้ไม่รู้หรอ”

“เครียดก็ดี จะได้เลิกกันไปเลย”

จ้าวสมุทรว่าออกมาตามตรง ก่อนจะเสริมต่อ

“ไม่รู้ว่านึกยังไงถึงได้ไปคว้าผู้ชายแบบนั้นมาเป็นแฟน คนใกล้ตัวมีเยอะแยะไม่รู้จักมอง”

ฮึ่ย มันน่าเซ็งจริงๆ เลย

ลิลล์หัวเราะร่วน เธอพอจะเข้าใจความหมายที่จ้าวสมุทรตั้งใจจะสื่ออยู่หรอก

“แล้วไหนล่ะคนใกล้ตัวที่นายว่า เห็นบ้างรึเปล่ายัยมีน”

ประโยคหลังลิลล์ตั้งใจถามมีนา เพื่อให้จ้าวสมุทรนั้นถอดใจเสียที

มีนาทำหน้าเซ็งเมื่อได้ยินคำดังกล่าว

“วันๆ ฉันได้เจอใครนอกจากแกกับโจที่ไหน เรื่องคนใกล้ตัวนี่ตัดทิ้งไปได้เลย”

จ้าวสมุทรทำหน้าเซ็งยิ่งกว่าคนเอ่ยเสียอีก

เออครับ คำว่าเพื่อนมันค้ำคอ

“ถ้าเขากิ๊กกันขึ้นมาจริงๆ แล้วเราจะเอาอะไรไปสู้”

มีนาวกกลับเข้าสู่ดราม่าที่ตนเผชิญอีกครั้ง นัยน์ตาคู่สวยดูเศร้าสร้อย

ดูสิเธอมีอะไรสู่พี่ขิมได้สักอย่างไหม

ไม่ มี เลย!

“ต้องสู้ด้วยหรอ! เธอเป็นแฟนนะเว้ย ฟอ แอ นอ แฟน อ่ะ!” จ้าวสมุทรกรอกตา

เนื้อไม่ได้กิน หนังไม่ได้รองนั่ง เอากระดูกไปแขวนคอจริงๆ ทำไมเขาถึงต้องมาให้คำปรึกษา ทั้งที่ตัวเองอยากหวังเคลมมีนามาตลอดด้วยเนี่ย

โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย

“จริงด้วย”

มีนากระพริบตาปริบๆ คำพูดของจ้าวสมุทรทำให้เธอได้สติขึ้นมาเสียอย่างนั้น

จ้าวสมุทรถอนหายใจ ส่ายหน้าเอือมระอา ก่อนจะคว้าแก้วน้ำดื่มของลิลล์มาดูดให้อีกฝ่ายรีบแย่งคืนทันที

“ขี้หวง!”

“อะ...!!” ลิลล์ชะงักปากที่เกือบจะต่อล้อต่อเถียงกับจ้าวสมุทร ก่อนจะทำตาโตเมื่อมองเห็นใครบางคนกำลังเดินมาทางนี้

“นู่นกลุ่มพี่เชียร์นี่นา! ไปขอลายเซ็นกัน”

พวกรุ่นพี่บอกว่าถ้าพวกเธอล่าสายเซ็นต์พี่เชียร์มาไม่ได้เลยจะโดนทำโทษ

จ้าวสมุทรสบตามีนาอย่างนึกเป็นห่วง

ก็พึ่งคุยกันว่าพี่สายขิมอาจจะเป็นกิ๊กสหภัฐก็ได้ ลิลล์ยังจะกระดี้กระด๊าเป็นปลากระดี่ได้น้ำ อยากจะได้ลายเซ็นพี่เขาขึ้นมาอีก

เพื่อนเขานี่มันยังไงกันนะ

“ไปกันยัยมีน! กลุ่มนี้ไม่ได้เจอตัวได้ง่ายๆ เลยนะ ไปเร็ว”

ลิลล์คว้าแขนเพื่อนกับสมุดสะสมลายเซ็นต์ให้วิ่งไปทางกลุ่มของสายขิม

จ้าวสมุทรหยิบสมุดบนโต๊ะเดินตามไป ยามส่ายศีรษะไปมาอย่างนึกเอือม

ลิลล์นะลิลล์ ทำอะไรของเธอเนี่ย

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...