1 6
หาตัวช่วย
“แน่ใจแล้วหรอน้องมีน
พี่ว่าเรากลับไปคิดใหม่อีกรอบก่อนน่าจะดีกว่า”
เสียงทุ้มเข้มของเจสันเอ่ยบอกแฟนสาวของเพื่อนสนิท
หลังจากที่เธอลงทุนเดินทางมาหาเขาถึงที่คลับส่วนตัว
ทั้งยังเอ่ยปากร้องขอให้เขาช่วยทำ ‘บางสิ่ง’
“มีนคิดมาทั้งคืนแล้วค่ะ
ช่วยมีนหน่อยเถอะนะ ถ้าไม่ใช่พี่ มีนก็ไม่รู้แล้วว่าจะไปขอความช่วยเหลือจากใคร”
ชายหนุ่มมองสบตาเด็กสาว
ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมา
“พี่เป็นเพื่อนคราม
ทำไมน้องมีนถึงคิดว่าพี่จะช่วย”
มีนาเม้มปาก
เธอนึกหาคำตอบนั้นให้เขาไม่ได้
จึงตัดสินใจที่จะค่อยๆ ลุกขึ้นยืน
“ถ้าอย่างนั้น... มีนไม่รบกวนแล้วก็ได้ค่ะ”
มีนาคิดว่าถ้าไม่ใช่เจสัน
เธออาจจะสามารถหาใครบางคนที่ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ได้
หมับ
เจสันคว้าข้อมือเล็กเอาไว้
จนคนที่ถูกรั้งได้แต่ชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง
“เอาสิ พี่จะยอมช่วย”
เขาเองก็อยากแกล้งดัดนิสัยเพื่อนให้หลาบจำดูสักครั้ง
ก่อนที่สหภัฐจะสูญเสียผู้หญิงดีๆอย่างเด็กสาวตรงหน้าไปจริงๆ
“ถ้าพี่ไม่ช่วยเราก็จะไปขอให้คนอื่นมาช่วยแทนอยู่ดีสินะ”
เจสันว่าดักออกมาอย่างรู้ทัน
ดังนั้น
เป็นเขาคงดีกว่า
“ระ รู้ด้วยหรอคะ”
มีนาตาโต เธอไม่คิดว่าเขาจะสามารถอ่านเธอออกได้อย่างง่ายดายขนาดนั้น
“ว่าแผนของเรามาสิ
จะให้พี่ทำยังไงบ้างก็ลองว่ามา”
“ที่จริง...”
มีนาก้มมองมือตัวเองด้วยความรู้สึกหลากหลายที่เอ่อล้นอยู่เต็มหัวใจ
“มีนไม่มีแผนอะไรเลยค่ะ
ที่อยากให้พี่ช่วยเพราะคิดว่าพี่น่าจะรู้จักเขาดีในมุมที่มีนเองก็อาจจะยังไม่เคยเห็นด้วยตาตัวเอง”
เจสันกระตุกยิ้ม
แววตาคู่คมฉายแววนึกสนุกออกมาอย่างชัดเจน แม้จะกำลังเก็บซ่อนสีหน้ายินดีเอาไว้มากแค่ไหนก็ตาม
“ถ้าจะให้พี่แนะนำก็พอจะได้
แต่หนูนั่นแหละที่จะกล้าทำแบบนั้นกับพี่รึเปล่า”
“หมายถึง...อะไรหรอคะ”
มีนารู้สึกประหม่าจนเผลอเม้มปากเข้าหากันแน่น
เจสันขยับเข้าไปใกล้
สบตา วางมือหนาลงบนโต๊ะ ยามโน้มตัวเข้าหามีนเล็กน้อย จนเด็กสาวขยับผละถอยหลังจนกระทั่งแผ่นหลังติดกับพนักพิงเก้าอี้
“พี่เจมส์”
มีนาไม่แน่ใจว่าตัวเองเอ่ยเรียกอีกฝ่ายไปด้วยน้ำเสียงแบบไหน
มันอาจจะแอบสั่นเครือนิดๆด้วยความรู้สึกไม่มั่นคง หรือมันอาจจะเป็นแค่เพียงคำเอ่ยเรียกที่เอ่ยเพื่อเรียกสติอีกคนเอาไว้เท่านั้น
ร่างสูงเอ่ยกระซิบข้างต้นคอขาว
จนลมหายใจอุ่นๆถูกพ่นรดลงผิวเนื้อเบาๆ
“ว่าไงครับ น้องมีน”
มีนาสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด
ก่อนจะผ่อนออก
“ก็ถ้าพี่เจมส์มั่นใจว่าเป็นวิธีที่ช่วยสยบพี่ครามได้
มีนก็พร้อมจะทำ”
เจสันผละออกเล็กน้อยยามสบตา
ก่อนที่เขาจะมองเห็นดวงตากลมโตของมีนาที่กำลังสบตากลับมาด้วยแววตาแน่วแน่จนเขาอดที่จะเผลอกระตุกยิ้มออกมาไม่ได้
ดี
เขาชอบเด็กใจถึงแบบนี้เนี่ยแหละ ค่อยคุยกันได้หน่อย
ห้องเรียน คณะบริหาร
“หิวว่ะ มีไรกินบ้าง...วะ”
ประโยคหลังถูกเอ่ยเสียงแผ่วเบา
เพราะเจ้าของคำพูดกำลังชะงักไปอย่างคาดไม่ถึง
เมื่อเห็นเจสันกับมีนากำลังนั่งพูดคุยกันด้วยท่าทางสนิทสนมบนเก้าอี้ที่ตั้งไว้ติดกัน
มันทั้งอึ้ง
ทั้งช็อกอย่างบอกไม่ถูก คล้ายมีใครสักคนเอาก้อนปอนด์ใหญ่ๆมาทุบกลางขมับจนตื๊อไปทั้งศีรษะ
คืออะไรวะ
มีอะไรที่เขาไม่รู้อีกงั้นหรอ
มีนาหัวเราะคิกคักกับเจสัน
แววตาฉายแววสดใสจนคนมองรู้สึกเหมือนหัวใจมันถูกบีบรัดอย่างรุนแรง
“อย่ามาหลอกมีนซะให้ยากเลย
มีนไม่เชื่อพี่เจมส์หรอก”
ปึ้ง!!
หนังสือเล่มหนาถูกโยนจนปกหนาๆของมันกระแทกไปที่โต๊ะเต็มแรง
คนทั้งคลาสหันกลับมามองพวกเขาเป็นตาเดียว
มีนาหันมายิ้มหวานให้สหภัฐ
ราวกับว่าเรื่องที่เธอกำลังทำนั้นช่างเป็นเรื่องปกติที่แสนจะธรรมดา
“มาแล้วหรอคะพี่คราม
มีนรอตั้งนานเลย”
สหภัฐนั่งลงที่ตัวเองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์
แม้เจสันจะพยักหน้าทักทายเหมือนอย่างทุกวัน ทว่าเขากลับไม่มีอารมณ์ที่จะพยักหน้าตอบ
ร่างสูงนั่งเรียนขณะที่อาจารย์เดินเข้าคลาสพอดี
มีนาแอบหยิบดินสอกดในกระเป๋าตัวเองมาวาดรูปปูตัวเล็กๆบนชีทเรียนของสหภัฐที่ถูกวางอยู่ก่อนแล้ว
แม้ว่าร่างสูงข้างๆเธอจะกำลังแสดงอาการและท่าทางหงุดหงิดจนไม่อยากพูดจากับใครก็ตาม
หลังเลิกคลาส -
สหภัฐลุกขึ้นยืน
ก่อนจะก้าวออกจากห้องเรียนโดยไม่คิดจะเงยหน้ามองทั้งมีนาและเจสันเลยแม้แต่น้อย
เขาทำราวกับว่าคนทั้งคู่เป็นเพียงธาตุอากาศเท่านั้น
เสียงเซ็งแซ่
ซุบซิบเริ่มกลับคืนมาอีกครั้งให้เด็กสาวที่ยังคงนั่งอยู่ที่เดิมได้แต่เม้มปากด้วยหัวใจดวงเล็กที่สั่นระรัว
ดวงตากลมโตสั่นระริกราวกับไม่มั่นใจในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ
เธอหันมองเจสันราวกับขอความคิดเห็น
“หิวมั้ย
ไปนั่งเล่นคอนโดพี่สิ เดี๋ยวพี่สั่งอะไรมาให้กิน”
เจสันว่าด้วยท่าทางปกติ
เขาวางมือลงบนศีรษะของมีนา ไม่นึกสนทั้งสายตาและเสียงนินทาของคนอื่นที่กำลังมองมายังเราสอง
ราวกับว่าเขากับมีนากำลังคบชู้และพากันสวมเขาเดือนคณะรูปหล่ออย่างสหภัฐอย่างไรอย่างนั้น
“วิธีนี้จะดีแน่หรอคะ
พี่ครามโกรธเดินหนีไปแล้ว”
“อยากง้อมันหรอ”
มีนาเม้มปาก
“มีนไม่ได้ทำอะไรผิดสักหน่อย
จะไปง้อด้วยเรื่องอะไร”
เจสันค่อนข้างพอใจในคำตอบของเด็กสาว
“ตกลงไปไหมครับ
ที่ถาม”
มีนาพยักหน้าให้เจสันเดินนำไปที่รถ
บรืนนนน
รถสปอร์ตสัญชาติยุโรปสีเหลืองเงาทั้งคันเคลื่อนห่างออกไปจากตึกเรียน
ให้คนที่เอาแต่มองตามจนสุดสายตา บีบแก้วกาแฟในมือเต็มแรง
จนเครื่องดื่มด้านในหกกระจายเลอะเต็มฝ่ามือ ก่อนจะหยดแหมะลงบนพื้นคอนกรีต
ร่างสูงพ่นลมหายใจยาวๆออกมาด้วยสีหน้าราวกับอยากจะฆ่าใครสักคนให้ตายคามือ
และใครคนนั้นก็ไม่ใช่ใครที่ไหน
ถ้าไม่ใช่เพื่อนสนิทที่รู้จักกันมาตั้งแต่ยังเรียนอยู่ปีหนึ่ง
และสหภัฐคงจะไม่รู้สึกเจ็บใจเท่านี้
หากผู้หญิงคนที่อีกฝ่ายเดินเคียงคู่ไม่ใช่ มีนา
เด็กสาวที่เขาทั้งทุ่มเท
เอ็นดู และเผลอคิดไปแล้วว่าอีกฝ่ายนั้นพิเศษเกินกว่าผู้หญิงคนใดบนโลก
ทั้งที่ความเป็นจริงแล้ว
คนที่ไว้ใจกลับกลายเป็นคนที่ร้ายที่สุด
“แฮ่กๆๆ”
แมทธิววิ่งมายังใต้ตึกเรียนด้วยสภาพหอบแฮ่ก
หยาดเหงื่อซึมตามกรอบหน้าสีแทน เช่นเดียวกับเสื้อนักศึกษาที่แม้จะพึ่งอาบน้ำมา
แต่ความรีบร้อนที่วุ่นวายตั้งแต่เช้า กลับทำให้สภาพของเขาในเวลานี้
ไม่ต่างจากคนที่พึ่งไปเตะบอลมาหมาดๆ
“ทันคลาสไหมวะ”
ชายหนุ่มวางมือท้าวกับหน้าขาตัวเอง
หอบหายใจรุนแรงจนตัวโยน
เขาหอบเหนื่อยอยู่สักพักจนลมหายใจเริ่มค่อยๆกลับมาเป็นปกติ
จึงจะเงยหน้ามองเพื่อนที่ยืนอยู่ก่อนแล้ว แมทธิวมองซ้ายมองขวาด้วยความงุนงง
“แล้วไอ้เจมส์ไปไหนอ่ะ”
ชายหนุ่มฉีกยิ้มกว้าง
ยืดอกด้วยความภาคภูมิ
“หรือว่าวันนี้ฉันมาถึงก่อน
ต้องอัพสตอรี่อวดโลกสักหน่อยแล้ว”
เขาควักโทรศัพท์มือถือออกมา
เตรียมตั้งท่าแอคมุมหล่อ
ก่อนที่ทุกอย่างที่ตั้งใจทำจะถูกหยุดชะงักด้วยฝีมือของสหภัฐ
และยังไม่ทันที่แมทธิวจะได้เอ่ยถามอะไร อีกฝ่ายก็โยนแก้วในมือทิ้งถังขยะ
ก่อนจะลากเขาไปยังฝั่งของโรงอาหารใต้ตึกเรียน
“ฮะ!”
แมทธิวเอ่ยเสียงดังลั่นด้วยความรู้สึกประหลาดใจปะปนไปกับความไม่เชื่อในสิ่งที่หลุดออกจากปากเพื่อนอย่างชัดเจน
“ไอ้เจมส์เนี่ยนะจะทำอย่างนั้น
ฉันไม่เชื่อ นายเข้าใจผิดไปเองรึเปล่า”
ถ้าเป็นเขาก็ว่าไปอย่าง
หากจะบอกว่าใครในกลุ่มที่ดูจะไม่หักหลังเพื่อนมากที่สุด
คนๆนั้นจะเป็นใครไปไม่ได้เลยถ้าหากไม่ใช่เจสัน
แม้ว่าบุคลิกของเจสันจะดูเงียบขรึมมาดนิ่ง
และดูอ่านยากในบางครา แต่เมื่อเวลามีปัญหา
เจสันกลับเป็นคนแรกที่พร้อมจะยื่นมือมาช่วยเหลือทุกครั้ง
ท่าทางและนิสัยตรงไปตรงมาของอีกคน ที่แม้จะดูปากร้ายในบางที
ทำให้แมทธิวไม่มีทางปักใจเชื่อว่าสิ่งที่ได้ยินทั้งหมด มันจะเป็นเรื่องจริง
ทุกอย่างมันดูประหลาดมากเกินไป
สหภัฐตักข้าวกะเพราเข้าปากด้วยความหิว
เขาเคี้ยวแล้วกลืนลงคอ ก่อนจะสบตาเพื่อนด้วยท่าทางจริงจัง
“ฉันเห็นกับตา
ได้ยินกับหู”
“ได้ยินว่าอะไร”
“ได้ยินมันหัวเราะกันไง”
สหภัฐตบโต๊ะด้วยท่าทางโมโห
จนคนที่นั่งอยู่ด้วยกันเผลอสะดุ้ง
“แล้วไหนจะนั่งรถไปด้วยกันอีก
ทำแบบนี้มันหักหน้ากันเกินไปเปล่าวะ”
แมทธิวขมวดคิ้ว
เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดโทรออกเพื่อต่อสายหาเจสัน
(ฮัลโหลค่ะ
คือพี่เจมส์ขับรถอยู่ พี่ไมล์มีอะไรรึเปล่าคะ)
แมทธิวสบตากับสหภัฐด้วยท่าทางช็อกๆ
“อ่า
คือ...น้องมีนหรอครับ” เขาได้แต่กระพริบตาปริบๆ
ในหัวมันว่างเปล่าจนนึกคำทักทายออกไปไม่ถูก
(ใช่ค่ะ แปปนะคะ
เดี๋ยวมีนเปิดสปีกเกอร์โฟนให้)
เสียงปลายสายกุกกักครู่หนึ่งก่อนที่เสียงของเจสันจะดังแทรกขึ้นมา
(ว่า มีไร)
แมทธิวเงยหน้ามองสหภัฐ
เขาไม่รู้จะพูดยังไงเลยคราวนี้
“ทำไมนายอยู่กับเมียไอ้ครามได้วะ”
(ก็น้องเขาหิว ฉันเลยชวนไปกินข้าวที่ห้อง)
ประโยคที่ได้ยินทำเอาแมทธิวนิ่งอึ้งไปกันใหญ่
(พี่ไมล์มาทานด้วยกันสิคะ
พี่เจมส์บอกจะทำเมนูเด็ดให้กินด้วยล่ะ)
“แต่...คือ...”
โอ้ย จะพูดยังไงดีวะ
คือมันคันปากยิบๆ อยากถามว่าสหภัฐกับมีนาเลิกกันแล้วหรอ
แต่มันกลับพูดไม่ออกเพราะเห็นเพื่อนกำลังนั่งทำหน้ายักษ์อยู่ตรงนี้
สหภัฐดันตัวออกจากเก้าอี้
ไม่พูดอะไร ถือจานออกไปเก็บ แล้วก้าวออกไปจากโรงอาหารทันที
“เฮ้ยเดี๋ยวดิ! คราม
ไอ้คราม”
เจสันหลุดหัวเราะในลำคอจนแมทธิวกลับมาให้ความสนใจกับปลายสายอีกครั้ง
“เล่นอะไรกันวะ
บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะเจมส์”
เจสันที่เขารู้จักไม่ใช่คนแบบนั้นแน่ๆ
(มาที่ห้องสิ
พาเพื่อนรักนายมาด้วย เย็นนี้ฉันมีเซอร์ไพรส์)
“พาอะไรล่ะ
มันเดินไปนู่นแล้ว”
ดูจะหัวเสียมากๆเลยด้วย
(อ่า...แค่นี้ก่อนนะ ฉันจะพาน้องเเวะซื้อของ)
“เออๆๆๆ”
หลังเลิกเรียน
ตอนเย็น
แมทธิวขมวดคิ้วเมื่อเห็นสหภัฐเดินมากับผู้หญิงที่ไม่คุ้นหน้า
หลังจากที่ทั้งเขาและสหภัฐต่างนั่งเรียนต่อ โดยไร้เงาของเจสันเหมือนอย่างเคย
“กลับก่อนนะ”
ดูเหมือนว่าเพื่อนของเขาจะตั้งใจมาเพื่อบอกถึงจุดประสงค์ของตัวเองมากกว่าจะมาเก็บของ
“เดี๋ยวไอ้คราม
ไปคอนโดเจมส์ด้วยกันก่อนดิ”
ชายหนุ่มขมวดคิ้วฉับทันทีที่ได้ยิน
“ไม่ไป จะไปทำอะไร
ไปดูพวกมันเอากันหรอ”
ใครมันจะโง่ไปเยือนถึงถิ่นจระเข้ขนาดนั้น
สู้ให้เขาไม่รับรู้ไม่ดีกว่าหรอ
“ถ้าข้องมากก็ควรไปดูให้เห็นกับตาไม่ใช่หรอวะ”
แมทธิวกล่าว ก่อนจะว่าต่อ
“แต่ฉันเชื่อใจน้องมีนนะ
แล้วก็เชื่อในตัวไอ้เจมส์ด้วย คราวนี้ก็อยู่ที่นายแล้วว่าจะเชื่อใจเมียกับเพื่อนสนิทของตัวเองรึเปล่า”
สหภัฐนิ่งไปอย่างใช้ความคิด
“ไปกันเถอะค่ะพี่คราม
หนูร้อนแล้วอ่ะ” สาวน้อยไม่คุ้นหน้า ปากแดง แต่งตัวจัดจ้าน ทั้งที่ยังคงสวมเพียงแค่ชุดนักศึกษา
แต่กลับทั้งรัดทั้งสั้นจนเหมือนแทบจะเลิกขึ้นมาถึงเอว
กอดแขนสหภัฐเอาไว้ให้แมทธิวปรายตามอง
ก่อนจะละสายตาตัวเองหันกลับมามองหน้าสหภัฐอีกครั้ง
“ถ้าเปลี่ยนใจก็ตามไปแล้วกัน”
“อืม”
07:00 PM
แกร่ก
สหภัฐเปิดประตูเข้าไปในห้องเจสัน
หลังจากกรอกรหัสและรูดคีย์การ์ดสำรองบริเวณหน้าห้องแล้ว
กลิ่นอาหารลอยคลุ้งไปทั่ว
เสียงเพลงดังคลอไปทั่วทั้งห้อง ไร้เสียงพูดคุยเจื้อยแจ้วอย่างที่ควรจะเป็น
ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปทั้งห้อง
ก่อนที่สายตาจะหยุดโฟกัสที่แผ่นหลังบางของใครบางคนที่เขาคุ้นเคยเป็นอย่างดี
มีนากำลังนั่งท้าวคางเม้มปาก
ใบหน้าครุ่นคิดนึกแผนการบางอย่างที่ตนกับเจสันตั้งใจเตรียมที่จะเซอร์ไพร์สแฟนหนุ่มของเธอ
เมื่อมองนาฬิกาแล้วพบว่านี่มันทุ่มตรงแล้ว
แต่ยังไม่เห็นวี่แววของสหภัฐแต่อย่างใด
สงสัยว่าแผนของเจสันจะไปไม่รอดซะแล้ว
แถมยังเสี่ยงว่าเธอมีโอกาสที่จะสูญเสียสหภัฐไปยังไงก็ไม่รู้สิ
“อ้าวคราม! ฉันว่าจะลงไปซื้อเบียร์พอดี
นายเอาด้วยมั้ย”
มีนาหันมองแทบจะทันทีที่ได้ยินเสียงเอ่ยปากทักของแมทธิว
ดวงตากลมโตฉายแววดีใจก่อนจะชะงักไปเมื่อเห็นรอยลิปสติกสีแดงที่ปกเสื้อนักศึกษาของสหภัฐ
หัวใจดวงเล็กกระตุกวูบลงไปกองอยู่ที่ตาตุ่ม
เธอเผลอกัดปากเข้าหากันแน่นด้วยความรู้สึกวูบโหวงไปทั้งอก
ไม่ว่าเธอจะทำอย่างไรกับใคร
มันคงไม่สามารถหยุดให้อีกฝ่ายหันมองกลับมายังเธอได้เลยสินะ
หึ มีนา
เธอคิดทำบ้าอะไรอยู่ โง่เกินไปแล้ว
เด็กสาวก้มมองฝ่ามือของตัวเอง
สะกดกลั้นก้อนความเสียใจให้มันกลืนกลับลงไปตามเดิม พยายามที่จะไม่แสดงอาการอะไรมาก
แม้ว่ามันจะแทบทำไม่ได้เลยก็ตาม
“ไม่อะ วันนี้ฉันอยากดื่มโคล่ามากกว่า”
สหภัฐเอ่ยปฏิเสธ มือหนาดึงเลื่อนเก้าอี้มานั่งลงข้างๆมีนา
เขามองเจสันที่ใส่ผ้ากันเปื้อนแล้วขมวดคิ้ว
ลงมือทำเองเลยหรอวะ
เป็นเพื่อนกันมาก็ตั้งหลายปี
พอจะรู้ว่าเจสันพอมีฝีมือการทำอาหารอยู่บ้าง
ทว่าส่วนใหญ่เพื่อนเขามักจะเลือกที่จะสั่งอาหารมาทานที่ห้อง
ไม่ก็ไปแฮงเอาท์ข้างนอกมากกว่าจะเสียเวลาทำเองแบบนี้
ยิ่งเห็นก็ยิ่งหงุดหงิดอย่างอดไม่ได้
จนได้แต่พรูลมหายใจ ไม่นึกมองหน้าเด็กสาวที่เคยมีสถานะ ‘แฟน’ กับเขาเสียด้วยซ้ำ
จบก็คือจบ
เขาอย่างสหภัฐไม่นึกอยากได้ของเหลือจากเพื่อนมากินซ้ำสองหรอก
แม้จะไม่มีใครเอ่ยปากบอกเลิก
แต่ทุกอย่างที่ทั้งมีนาและเจสันกระทำกับเขา
มันก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้สหภัฐไม่นึกอยากต่อความยาวสาวความยืดกับใครให้เสียอารมณ์อีก
มีนาเผลอกัดปากอย่างนึกเสียใจ
นอกจากหัวใจที่มันชาวาบไปทั้งดวงแล้ว ก็คงมีแต่ใบหน้าของเธอเนี่ยแหละ
ที่แทบอยากจะลุกออกจากโต๊ะ แล้วหนีไปร้องไห้คนเดียวเสียให้ได้
อีกแล้ว
เขาเมินเฉยต่อเธออีกแล้ว แสดงว่าที่ผ่านมา
มันก็แค่ความฝันเพ้อเจ้อที่เธอมีต่อสหภัฐเพียงคนเดียวสินะ
“มาทันเวลาพอดีเลยนะ”
เจสันวางสเต็กตรงหน้ามีนา
และสหภัฐ ในขณะที่ส่วนของแมทธิว เขาเตรียมเอาไว้ให้แล้ว
แต่ตั้งใจเตี๊ยมกับเพื่อนอีกที ให้ลงไปซื้อของมาเพิ่มทั้งๆที่ในห้องน่ะ
มีอาหารมากมายจนแทบจะทานกันไม่หมดเสียด้วยซ้ำ
ทันทีที่รปภ.ด้านล่างโทรขึ้นมารายงานว่าสหภัฐขับรถมาจอด
เจสันกับแมทธิวก็เริ่มแผนการณ์ต่อไปโดยทันที
“ทำเอง?”
“เปล่า ซื้อมา
แค่จัดใส่จานเฉยๆ”
เจสันรินไวน์ใส่แก้ว
มองหน้าสหภัฐ
“เอาหน่อยมั้ย กินกับสเต็กนี่เข้ากันนะ”
สหภัฐมองหน้าเจสันนิ่งๆ
ก่อนจะเอื้อมมือไปคว้ามาทั้งขวด แล้วกระดกไวน์เข้าปากอึกใหญ่หลายอึก
มีนาตาโต
รีบคว้ามือไว้
“เธอดื่มอะไรขนาดนี้
เดี๋ยวก็เมาหรอกคราม”
“ยุ่งอะไร!”
สหภัฐกระชากแขนที่ถือขวดไวน์ให้ออกห่างจากมีนา
จนเด็กสาวสะดุ้งด้วยความตกใจ เขากระแทกขวดไวน์ลงกับโต๊ะเต็มแรง
ก่อนจะลงมือหั่นสเต็กกิน
“ทานได้มั้ยน้องมีน
มาเดี๋ยวพี่ช่วย”
เจสันขยับไปหั่นชิ้นสเต็กในจานมีนาให้สหภัฐปรายตามอง
ก่อนจะลั่นวาจาออกมาอย่างเจ็บแสบ
“ไม่ทันไรก็เป็นง่อยแล้วหรอ
ไม่มีปัญญาหั่นเองก็ไม่ต้องกินดิ”
มีนามองหน้าสหภัฐ
ความเสียใจเมื่อครู่มันมลายหายไปแทบจะทันที จนถูกแทนที่ด้วยความโมโห
เธอขยับไปหยิบมีดมาหั่นชิ้นเนื้อออกยามเอ่ยบอกกับเจสันด้วยรอยยิ้ม
“มีนหั่นได้ค่ะ
พี่เจมส์ลองชิมให้มีนหน่อยสิ ว่าพริกไทยมันเผ็ดเกินไปรึเปล่า”
ส้อมสแตนเลสหนาจิ้มลงบนชิ้นเนื้อพอดีคำที่ส่งควันร้อนหอมฉุยน่ารับประทานจรดริมฝีปากผู้เป็นเจ้าของห้องให้เจสันกระตุกยิ้ม
มองสบตากับมีนาราวกับมีความหมายบางอย่างแอบแฝงอยู่ในนั้น
ชายหนุ่มแลบลิ้นเลียปาก
ก่อนจะอ้าปากรับชิ้นเนื้อที่มีนาส่งให้เข้าปาก
เคร้ง!
“มันจะมากไปแล้วนะมีน!
ทำอะไรวะ”
สหภัฐฉุดข้อมือเล็กของมีนาให้ออกห่างจากเจสันเต็มแรง
สายตาบ่งบอกถึงความไม่พอใจจนถึงขีดสุด
เขาไม่สนใจด้วยซ้ำว่ามีนาจะกำลังนิ่วหน้าด้วยความเจ็บมากแค่ไหน
เจสันขยับมากระชากเเขนสหภัฐออก
ก่อนจะเอ่ยเสียงเรียบ
“น้องเขาเจ็บนะไอ้คราม”
“ทำไม
เจ็บแค่นี้ทำสำออยหรอ แล้วที่พวกนายทำกับฉัน ฉันไม่เจ็บรึไง” สหภัฐเอ่ยออกมาราวกับความอดทนสุดท้ายได้ขาดสะบั้นลงจนแทบไม่มีเหลือ
ครืด
เก้าอี้ที่มีนานั่งอยู่ถูกเลื่อนให้ออกจากห่างโต๊ะกินข้าวเล็กน้อย
ก่อนที่มีนาจะยืนขึ้นเพื่อสบตากับแฟนหนุ่มของตนด้วยแววตาที่เจ็บปวดไม่ต่างกัน
“เจ็บหรอ
พี่เจ็บเป็นด้วยรึไงคราม”
เธอต่างหากที่ต้องพูดคำแบบนั้น
คนอย่างเขามันช่างไร้หัวใจ เห็นแก่ตัว เอาแต่ได้สุดๆไปเลย
นี่เธอเคยหลงรักผู้ชายแบบนี้เข้าไปได้ยังไงกัน
“ตกลงตั้งใจทำอะไรกันแน่”
สหภัฐลุกขึ้นยืนสบตาเช่นกัน
“ถ้าอยากจะเลิก
ทำไมไม่บอกกันดีๆ ทำแบบนี้ทำไมวะ”
นัยน์ตาคมสั่นไหว
ความเจ็บปวดมันคละคลุ้งไปด้วยความอ่อนแอที่เขาพยายามแอบซ่อนมันมาตลอด
นับตั้งแต่ที่เห็นทั้งคู่หยอกล้อกัน หัวเราะกัน และขึ้นรถไปด้วยกัน
จนมาถึงตอนนี้
วันที่สหภัฐรู้สึกเจ็บปวดอย่างสุดหัวใจ
แม้ภายนอกชายหนุ่มอาจจะดูไม่รู้สึกรู้สากับเรื่องที่เกิดขึ้นเลยแม้แต่นิด
ทั้งยังคงไม่ทิ้งลาย
และเหมือนผู้ชายเจ้าสำราญที่นึกอยากจะสนุกกับผู้หญิงคนอื่นไปทั่วไม่ต่างจากเดิม
แต่ใครจะรู้กันล่ะว่าในใจของสหภัฐนั้นกำลังอยู่ในขั้นวิกฤตมากแค่ไหน
เขาแทบทนมองเห็นมีนาไปไหนกับใครต่อใครที่ไม่ใช่เขาไม่ได้
เขาแทบอยากจะต่อยเพื่อนสนิทให้ตายเสียคามือ ให้เจสันจมกองเลือด
ให้มันรู้ซึ้งกับสิ่งที่กล้าทำเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ได้ลง
ดวงตาคู่คมที่เคยมองมาอย่างอ่อนโยน
แน่วแน่ กลับกลายมันเป็นสั่นคลอน และเต็มไปด้วยความตัดพ้อจนคนถูกมองได้แต่กำมือแน่น
เล็บเล็กๆจิกเข้าไปในผิวเนื้อจนรู้สึกเจ็บ
มีนาเงยหน้ามองสหภัฐราวกับไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่อีกคนพูดเลยสักนิด
“อือ เราอยากเลิก
อยากเลิกกับเธอตอนนี้วินาทีนี้เลย”
“มีน”
เจสันขมวดคิ้วมองเพราะมันไม่ใช่บทบาทที่วางกันไว้
“เออ! งั้นก็เลิก
แล้วจะไปมีใหม่ที่ไหนก็เชิญ”
สหภัฐเดินออกจากห้อง
ปิดประตูดังปั้ง! จนดังสะเทือนก้องไปทั้งห้อง
“ฮึก”
มีนาทรุดนั่ง
ยกมือปิดหน้า น้ำตารินไหลแอบสองแก้มราวกับกำแพงทั้งหมดได้พังทลายลงมาในแบบที่เธอเองก็แบกรับมันไม่ไหวอีกต่อไป
พี่ครามใจร้าย
ใจร้ายที่สุดเลย
เจสันถอนหายใจออกมาเบาๆ
ชายหนุ่มยกมือขึ้นกุมขมับตัวเองก่อนจะนวดคลึงไปมา
ให้ตายเถอะ!
นี่มันไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่สุดๆไปเลย
“อะไรกันวะ ทำไมอยู่ๆไอ้ครามมันออกไปแบบนั้น”
แมทธิวเดินเข้ามาในห้องพร้อมถุงร้านสะดวกซื้อในมือ
ชายหนุ่มหันมองมีนาที่กำลังร้องห่มร้องไห้ด้วยท่าทางงุนงง
เมื่อครู่เขาเกือบจะอ้าปากถามสหภัฐที่หุนหันพลันแล่นออกไปจากคอนโดแล้ว
ทว่าสีหน้าที่บอกบุญไม่รับของอีกคน บวกกับฝีเท้าที่ก้าวเร็วๆ
ก็ทำให้ยากที่จะทำอย่างนั้น
มีนาสะอื้นตัวโยน
เธอร้องไห้ต่อไปแบบนั้นอยู่สักพัก ก่อนจะยกมือปาดน้ำตา
แล้วลุกขึ้นหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมาถือเอาไว้
“จะไปไหนครับ
เดี๋ยวไปส่ง”
“ขอบคุณมากนะคะ
สำหรับทุกอย่างเลย แต่ต่อไปนี้พี่คงไม่ต้องช่วยอะไรมีนกับพี่ครามแล้ว”
เด็กสาวพูดบอก
แม้จะมีคราบน้ำตานองหน้า
สำหรับเธอทุกสิ่งอย่างมันจบลงแล้วจริงๆ
แมทธิวได้แต่นิ่งเงียบ
เขาไม่รู้จะเอ่ยปลอบเด็กสาวยังไง
อีกอย่างชายหนุ่มก็รู้แค่ข้อมูลคร่าวๆจากปากของเจสันเท่านั้น
ไม่ได้รู้ลึกในรายละเอียดขนาดนั้น
“มีนไม่ไหวแล้วแหละ
พยายามแค่ไหนเราก็เปลี่ยนเขาไม่ได้หรอกค่ะ”
“พี่ว่าเราลองเอากลับไปทบทวนสักหน่อยเถอะ”
เจสันเอ่ยให้มีนาส่ายหน้าไปมาเบาๆ เจ้าของห้องและแผนการณ์ทั้งหมดถอนหายใจยาวออกมา
คนใจร้อนคุยกันแบบนี้
มันไม่ใช่ทางออกที่ดีเลย
“มีน
ถ้าเราเองก็คิดเหมือนมัน พี่ว่าเรื่องนี้มันต้องมีทางออกที่ดีกว่าจบแบบนี้
เชื่อพี่สิ” เจสันเอ่ยอีกครั้ง
“พี่ก็เห็นว่าเขาไม่มีวันเลิกมั่วผู้หญิง
ไม่ว่าจะให้แค่ไหนก็ไม่มีวันพอ”
“เฮ้ๆๆ ใจเย็นก่อนหนู
พูดแบบนี้แสดงว่าไม่เคยคุยกับมันใช่มั้ย ว่าจริงๆแล้วมันอยากจะแต่งงานกับเราน่ะ”
แมทธิวเอ่ยบอก เขาไม่อยากให้มีผู้หญิงคนไหนเข้าใจเพื่อนรักของเขาผิดไปหรอกนะ
โดยเฉพาะหากคนๆนั้นเป็น
‘น้องมีน’ เด็กผู้หญิงที่เขาเองก็พอจะรู้ว่าสหภัฐให้ความสำคัญกับอีกฝ่ายมากแค่ไหน
คนปากแข็งปากหนักอย่างสหภัฐ
อาจจะแสดงออกไม่เก่ง ต่อหน้าอย่าง ในใจอีกอย่าง
แต่เชื่อเถอะว่าเพื่อนเขาคนนี้มันมีหัวใจให้เด็กผู้หญิงตรงหน้านี่จริงๆ
มีนาเงยหน้ามองทั้งน้ำตา
ในขณะที่เจสันพยักหน้าให้ ยืนยันว่าสิ่งที่แมทธิวพูดคือเรื่องจริง
“มันพูดกับพวกพี่ตลอด
ว่าถ้าไม่ใช่มีน ผู้หญิงคนไหนก็ไม่มีทางได้แต่งงานกับมัน” แมทธิวเอ่ยต่อ
“แต่พี่ครามไม่เคยบอกมีน
อีกอย่างถ้าคิดแบบนั้นแล้วทำไมถึงยังไปยุ่งกับคนอื่นไม่หยุดอีกล่ะ”
มันไม่มีเหตุผลเลย
ถ้าอยากจะแต่งงานกันจริงๆอย่างที่ปากว่า
มันสมควรแล้วหรอที่เธอจะต้องเจอเรื่องแบบนี้ซ้ำๆซากๆไม่หยุด แม้แต่สายขิมก็ยังส่งรูปมาเย้ยกันอยู่แทบทุกวันไป
“อันนี้พูดยาก”
แมทธิวถอนหายใจปลงๆ
“ถ้ายังไม่แต่งงานกัน
น้องก็ยังไม่ใช่เจ้าของของมันอยู่ดี”
เสือที่มันเจ้าชู้มากๆ
มันก็คงคิดแบบนี้กันหมดแหละมั้ง
“แล้วมีนต้องทนอยู่แบบนี้ไปอีกนานเท่าไหร่หรอคะ
บางทีจบแบบนี้มันอาจจะดีกว่า”
“ถ้างั้นก็แล้วแต่เราเถอะ
พวกพี่จะไปบังคับอะไรเราได้ล่ะ จริงไหม” เจสันเอ่ยตัดบทสนทนา
แมทธิวมองหน้ามีนาด้วยความรู้สึกเสียดายอย่างสุดซึ้ง
หากเขาสามารถที่จะโน้มน้าวใจให้คนทั้งคู่กลับมาคืนดีกันได้ใหม่อีกครั้ง
เพื่อนอย่างเขาคงไม่ลังเลเลยที่จะทำ
ใครพลาดปล่อยให้สาวน้อยนิสัยน่ารัก
มารยาทดีหลุดมือไปแบบนี้ คนแบบนั้นถ้าไม่โง่ก็คงบ้าเต็มทน
“มีนขอตัวกลับก่อนนะคะ
ขอบคุณพวกพี่มากจริงๆ”
แมทธิวถอนหายยาวอีกครั้ง
ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างจำยอม
“งั้นเดี๋ยวไปส่งครับ”
“ไม่เป็นไรค่ะ
มีนกลับได้”
“เอางั้นจริงอ่ะ”
แมทธิวหันสบตาเจสันราวกับขอความเห็น
“ถ้าไม่ให้พวกพี่ไปส่ง
พี่ไม่ให้กลับนะบอกก่อน” เจสันเอ่ยให้แมทธิวพยักหน้า
“อันนี้พี่เห็นด้วยกับไอ้เจมส์
กลับคนเดียวอันตรายนะน้องมีน ข้างนอกก็มืดแล้วด้วย”
บอกตามตรง
ถ้ามีนาไม่ใช่เด็กของสหภัฐ พวกเขาทั้งคู่คงไม่ลังเลเลยที่จะหลอกล่อเหยื่อให้ติดกับในค่ำคืนนี้
มีนาเม้มปาก
เธอหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ตามเดิม
“ถ้างั้น...เดี๋ยวมีนโทรให้เพื่อนมารับก็ได้ค่ะ”
เธอไม่อยากรบกวนเพื่อนๆของครามอีกแล้ว
“ระหว่างรอก็ทานอะไรรองท้องสักหน่อย
พี่ชิมให้แล้วร้านนี้ไม่เผ็ดหรอกครับ” เจสัน
มีนามองเจมส์อย่างชั่งใจ
เธอกินอะไรไม่ลงแล้ว
แต่ก็หิวจริงๆนั่นแหละ
ค่อยๆหยิบมีดขึ้นมาตัดกิน
หลังจากส่งข้อความไปหาเพื่อน และเพื่อนตอบรับกลับมาแล้ว
เจสันเลื่อนจานอีกจานให้แมทธิว
ในขณะที่ตัวเองก็เริ่มลงมือทานอาหารตรงหน้าเช่นกัน
แมทธิวแกะกล่องหอยเชลล์อบชีสให้มีนานิ่วหน้า
เธอทำจมูกฟุดฟิด คิ้วเรียวขมวดเข้าหากันแน่นเมื่อจู่ๆก็เกิดรู้สึกพะอืดพะอมขึ้นมาดื้อๆ
หญิงสาวรีบยันตัวเองออกจากโต๊ะ แล้ววิ่งไปอาเจียนในห้องน้ำทันที
“อุ อ้วก!”
เจสันกับแมทธิวมองหน้ากันโดยที่ไม่ต้องมีใครพูดอะไร
ทว่าพวกเขากลับรู้ดีถึงอะไรบางอย่างที่เกิดขึ้นราวกับนัดกันมา
เวรแล้วไง
.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น