บทที่ ๐๙
‘ม่านใสพังทลาย’
๑๖
ปีก่อน
“คุณยายคะ บัวเจ็บ เจ็บตรงนี้”
เด็กหญิงบัวบูชาในวัยหกขวบชี้ที่ลำคอของตนหลังจากรับประทานอาหารแล้วมีก้างปลาทิ่มคออยู่ด้านใน
เพราะความไม่รู้จึงทำให้เด็กน้อยคิดว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นบาดคอตนเอง
“ในน้ำมีเข็มใช่ไหมคะ
ทำไมบัวดื่มแล้วเจ็บจังเลยล่ะ”
เสียงหัวเราะเอ็นดูของคุณหญิงผกาทิพย์ดังขึ้น
เธอมองหลานสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนจะปั้นข้าวเหนียวพอดีคำแล้วยื่นให้หลานสาว
“เอ๋ คุณยายให้บัวทำไมหรอคะ บัวอิ่มแล้ว”
“ยายว่าหลานน่าจะก้างติดคอ
ลองกลืนข้าวเหนียวคำนี้ดูสิ”
“มันใหญ่เกินไป... กลืนได้จริงๆ หรอคะ”
คุณยายพยักหน้ารับให้บัวบูชาเอื้อมมือไปหยิบข้าวเหนียวคำนั้น
ก่อนจะพยายามฝืนกลืนลงคอ
ไม่นานนักอาหารเจ็บระคายเคืองด้านในลำคอก็จางหายไป
เด็กน้อยยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม
“หายเจ็บแล้วจริงๆ ด้วย!”
บัวบูชาในวัยเด็กยิ้มร่าอย่างนึกดีใจ
“คุณยายของบัวเก่งที่สุดในโลกเลย”
ภาพความทรงจำวัยเด็กไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวให้บัวบูชาเงยหน้ามองคุณยายของเธอด้วยความคิดถึง
และอดรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่ได้
เธอโตแล้วแต่ก็ยังทานอาหารไม่ระวัง
น่าตีจริงๆ เลย
บัวบูชารวบรวมความกล้าขยับไปกอดแขนผกาทิพย์เอาไว้ด้วยท่าทางออดอ้อน
“คุณยายไม่ทำหน้าแบบนั้นสิคะ
คราวหลังบัวจะระวังให้มากกว่า...”
“ทำตามที่ยายบอก ยายจะออกไปทำธุระ”
ผกาทิพย์ขัดทั้งที่บัวบูชายังพูดไม่ทันจบประโยค
ภายในใจหญิงชรากำลังร้อนรน
พลังวิญญาณอ่อนล้าจนกลัวว่าจะสลายไปต่อหน้าหลานสาว
ฝ่ามือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหัวหลานสาวสุดที่รักเบาๆ
ด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อเห็นใบหน้าคล้ายจะร้องไห้ของอีกคน
“พักผ่อนนะหนูบัว
เดี๋ยวตอนเย็นยายจะกลับมาทานข้าวด้วย”
“คุณยายจะไปไหนหรอคะ”
น้ำปรุงเงยหน้ามองใบหน้าของคุณหญิงผกาทิพย์ที่ฉายแววเคร่งเครียด
ก่อนตัดสินใจออกหน้าแทน
“คุณบัวจ๊ะ เมื่อเช้ามะลิที่สวนออกดอกเยอะเลย น้ำปรุงเก็บมาตั้งเยอะแหน่ะ
เดี๋ยวเราไปนั่งร้อยมาลัยเล่นกันดีไหมจ๊ะ”
บัวบูชายู่ปาก
ถึงการร้อยมาลัยจะเป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่เธอเคยโปรดปรานในวัยเด็ก
แถมยังเป็นการย้อนวันวานที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
แต่ว่า…
“พี่อยากออกไปกับคุณยายมากกว่านี่นา
กลับมาแล้วค่อยเล่นกันก็ได้”
“แต่น้ำปรุงว่า...”
“เฮ้อ… ก็ได้
ถ้าอย่างนั้นบัวไปร้อยมาลัยกับน้ำปรุงนะคะคุณยาย”
ผกาทิพย์พยักหน้ารับ
ก่อนจะฝากฝังให้น้ำปรุงดูแลบัวบูชาให้ดี
“ดูแลหลานฉันให้ดีล่ะน้ำปรุง”
“จ้ะคุณหญิง น้ำปรุงจะดูแลอย่างดี
คุณหญิงไม่ต้องเป็นห่วงเลย”
๒๐.๐๐
น.
ภายในห้องอาหาร
เป็นอีกหนึ่งมื้อของเรือนหลังนี้ที่บัวบูชาทานอาหารเพียงคนเดียว
โดยที่ผกาทิพย์ทำเพียงนั่งร่วมโต๊ะด้วยไม่ได้แตะต้องอาหารใดๆ เลย
แม้กระทั่งน้ำเปล่า
บัวบูชากลืนข้าวต้มหมูสับลงคอ
เธอเลือกที่จะไม่เอ่ยทักถามอะไรอีก
หญิงสาวนั่งทานอาหารเงียบๆ
ด้วยความคิดมากมายภายในหัว
จะว่าไปตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่บ้านคุณยาย อะไรๆ
ในเรือนหลายอย่างก็ดูแปลกตา ไม่เหมือนแต่ก่อนที่บัวบูชาเคยอยู่
คนสวนที่มักมาพูดคุยด้วยก็คล้ายจะชอบหลบหน้าหลบตากันอยู่ตลอดถ้าไม่นับน้ำปรุงที่ตัวติดกัน
นอกจากผกาทิพย์ก็มีเพียงอนงค์ที่พูดคุยกับเธอ
แปลกชะมัด
เหมือนคนอื่นในเรือนถูกห้ามไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับเธออย่างไรอย่างนั้น
“คุณยา…”
พรึ่บ!
ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ไฟในบ้านเกิดดับลง
ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี
เพราะวันนี้คุณยายกลับเรือนดึก
กว่าบัวบูชาจะได้ทานอาหารเย็น จากมื้อค่ำก็กลายเป็นมื้อดึกเสียแล้ว
บัวบูชาสะดุ้งสุดตัว
เธอขยับเข้าหาน้ำปรุงที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยความลืมตัว
เช่นเดียวกับน้ำปรุงที่ร้องลั่นพร้อมกับเข้ามากอดเอวบัวบูชาเอาไว้แน่น
“ว๊าย!!! คุณบัว”
เด็กสาวตัวสั่นเทาด้วยท่าทางหวาดกลัว
บัวบูชายิ้มหวาน ก่อนจะยกมือลูบหลังน้ำปรุงเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบอย่างนึกขำปนเอ็นดู
“ยังไม่เลิกกลัวความมืดอีกหรอน้ำปรุง”
น้ำปรุงยังคงตัวสั่นไม่หาย
แม้อาการจะเริ่มทุเลาลงไปบ้างก็ตาม
สิ่งที่ทำให้เธอตกใจมากกว่าความมืดยามค่ำคืนก็คือเงาดำมืดที่น้ำปรุงมั่นใจว่าไม่ได้มีแค่เพียงหนึ่ง
หลังจากที่ผกาทิพย์ช่วยบัวบูชาเอาไว้จากการทานอาหารติดคอ
จนถึงตอนนี้หญิงชราก็ยังไม่สามารถฟื้นพลังได้ดังเดิม
ม่านพลังสีขาวโปร่งใสที่เคยปกคลุมเรือนเอาไว้ก็ยังไม่กลับมา
นั่นทำให้สัมภเวสีและวิญญาณอื่นๆ เข้ามาในเรือนได้อย่างง่ายดาย
บัวบูชาที่มีชะตาชีวิตอยู่บนเส้นด้ายอยู่แล้วจึงอาจเป็นอันตรายได้อย่างไม่ต้องสงสัย
ยามดวงตก
เพียงลมเพลมพัดก็สามารถทำให้เจ็บหนักปางตายได้
บัวบูชาเงยหน้ามองผกาทิพย์ที่ดูสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก
สงสัยอาการป่วยของคุณยายจะยังไม่หายดี
บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท ไร้แสงไฟใด
นอกจากแสงกระทบจากดวงจันทร์ที่โผล่พ้นกลุ่มก้อนเมฆมาเพียงเสี้ยว
“ไฟน่าจะตก
เดี๋ยวอนงค์ไปเรียกคนมาดูให้นะคะคุณหญิง”
ผกาทิพย์พยักหน้าช้าๆ
สีหน้าดูเหนื่อยอ่อนไร้เรี่ยวแรง มือเหี่ยวสั่นไหวยามยกขึ้นลูบศีรษะของหลานสาว
“ไม่ต้องกลัวนะหนูบัว อีกสักพักไฟก็คงกลับมา”
นัยน์ตาทอแสงจ้องมองใบหน้าของหลานสาวด้วยแววตาอาลัย
ดูเหมือนชะตาชีวิตของบัวบูชาจะใกล้ถึงคราวสิ้นสุดลงในอีกไม่นานนี้
เธอจะใช้วิธีใดในการปกป้องหลานสาวต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษอันแสนศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ดี
ซ่าาาา
ลมพัดกรรโชกแรงสาดซัดเข้ามาในตัวเรือน
พร้อมกับสายฝนห่าใหญ่
ต้นไม้ใหญ่ไหวโยกโหมกระหน่ำ
ใบไม้ปลิดปลิวร่วงหล่น พลันท้องฟ้าที่มืดอยู่แล้วแลมืดสนิทไร้เงาจันทร์
น้ำปรุงรีบผละออกจากบัวบูชา
ก่อนจะรีบนำทีมคนรับใช้คนอื่นๆ ให้ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างทุกบาน
ไม่ให้ฝนสาดเข้ามา
บัวบูชาขยับลุกขึ้นไปประคองคุณยายให้หลบฝน
เพราะสายน้ำนั้นสาดเข้ามาถึงโต๊ะทานอาหาร
“คุณยายระวังนะคะ”
“ยายไม่เป็นไร”
เสียงของคุณหญิงผกาทิพย์สั่นคลอน
พลังของเธอหดหายไปจนแทบไม่มีแรงเหลือ เธอไม่สามารถปกป้องคนในเรือนได้อีกต่อไป
ทั้งภาพมายาที่สร้างปกปิดความเป็นจริงของสภาพบ้านเรือนหลังนี้ก็เริ่มมลายหายไปทีละน้อย
เรือนแสนสวยเชื่อมต่อกับโลกภายนอกที่เป็นของจริง
ผนังไม้และเครื่องเรือนค่อยๆ เก่าหลุดลอกตามกาลเวลา
โชคดีที่บัวบูชาเอาแต่ตกใจเรื่องพายุและเป็นห่วงเพียงผกาทิพย์
เธอจึงไม่ได้สังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างผ่านความมืด
ปึ้ง!
แรงกระแทกของประตูหน้าต่างที่ถูกพัดด้วยลมเต็มแรงสร้างความตกใจให้กับทุกคนในห้อง
น้ำปรุงกลืนน้ำลายอึกใหญ่
ก่อนจะตัดสินใจแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า โดยการชวนบัวบูชากลับเข้าห้องนอน
ในจังหวะเดียวกับที่อนงค์เดินกลับมาพาคุณหญิงผกาทิพย์กลับเข้าห้องพักไปเช่นกัน
บัวบูชามองตามคุณยายไปด้วยความเป็นห่วงจนลับสายตา
“ตรงนี้ฝนสาดแรง คุณบัวรีบเข้าห้องนอนเถอะจ้ะ
ถูกละอองฝนมากๆ จะไม่สบายเอาได้”
บัวบูชาเม้มปากแน่น หญิงสาวจ้องมองหน้าต่างที่ไม่สามารถทนต่อลมแรงได้จนตัวล็อคหลุดออก
น่าแปลกที่พายุดันเข้าในหน้าร้อนแบบนี้
พายุฤดูร้อนรึเปล่านะ
ทำไมไม่เห็นพยากรณ์อากาศเตือนอะไรเลยล่ะ
หรือเพราะเธอไม่ได้ตามข่าวสารใดๆ เลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่กัน
“พี่ว่าเราช่วยกันหาอะไรมาปิดหน้าต่างเอาไว้กันเถอะ
ถ้าฝนสาดเข้ามาไม่หยุดแบบนี้ข้าวของเสียหายกันพอดี”
“แต่ถ้าคุณบัวป่วย
น้ำปรุงจะถูกคุณหญิงทำโทษนะจ๊ะ”
น้ำปรุงแสร้งทำสีหน้าสลด น่าสงสาร
เมื่อครู่เธอได้ยินเสียงกระซิบจากคุณหญิงผกาทิพย์ว่าห้ามไม่ให้บัวบูชาเข้าใกล้หน้าต่าง
แต่ดูเหมือนว่าหลานสาวจอมแก่นคนนี้ของคุณหญิงจะดื้อรั้นเหลือเกินและชอบพาตัวเองเข้าไปหาอันตรายอยู่เรื่อยเลย
ให้ตายเถอะ! น้ำปรุงจะทำอย่างไรดี
ซ่าาาา โครม!
สายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาจนเกิดเสียงดังสนั่นพสุธาทำเอาทั้งผีทั้งคนสะดุ้งโหยงตกใจ
ร่างดำทมิฬของอำคาปรากฏอยู่บริเวณชานบ้าน
ใบหน้าซูบผอมเริ่มมีเค้าโครงคล้ายมนุษย์มากกว่าที่เคย
พิธีเซ่นไหว้ของผกาทิพย์ทำให้เขาฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้เป็นอย่างมาก
ผีอำคายืนนิ่งจ้องมองบัวบูชาที่กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน
ริมฝีปากฉีกกว้างแสยะยิ้มให้กับสายเลือดเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้อีกไม่นานก็คงจะสิ้นใจตายตามกันมาก็เถอะ
ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อำคาขอใช้หลานคนนี้ให้เป็นประโยชน์ก่อนก็แล้วกัน
ฉะนั้น…
‘ยอมรับข้า บูชาข้าสิ แล้วเจ้าจักปลอดภัย’
น้ำเสียงคุ้นหูดังก้องในโสตประสาท
ภาพความทรงจำที่เทวาลัยวนฉายชัดอีกครั้งให้บัวบูชาเบิกตากว้าง
เธอจำเสียงนี้ได้!
‘เอ่ยมอบกายและจิตวิญญาณให้ข้า จงรักภักดีต่อข้า
ข้าสัญญาจักทำทุกทางให้เจ้ารอด’
ราวกับต้องมนต์สะกด
บัวบูชาจ้องมองเงาดำมืดที่เผยให้เห็นเรือนร่างคล้ายมนุษย์ทีละนิดๆ
อีกฝ่ายยืนอยู่ท่ามกลางพายุฝน
หากแต่กลับมีเนื้อตัวแห้งสนิท ไม่มีแม้หยดน้ำสักหยดเดียวที่เกาะอยู่บนผิวกาย
“นะ… นั่นใคร”
บัวบูชาพึมพำแผ่วเบา มันดังพอให้น้ำปรุงหันมอง
“คุณเป็นใครกันแน่”
หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้บานหน้าต่างมากขึ้น
สายฝนกรรโชกรุนแรง สายลมพัดกระหน่ำ
แสงสว่างวาบยามสายฟ้าผ่าลงมาใจกลางสวนผลไม้
ทำให้บัวบูชาเห็นใบหน้าของอำคาได้อย่างชัดเจน
เธอรู้สึกราวกับเคยเจอคนตรงหน้ามาก่อน
รู้สึกคุ้นเคยจนเผลอวางใจให้กับอีกฝ่ายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง
“คุณบัว”
น้ำปรุงรีบขยับเข้ามารั้งต้นแขนเรียวของบัวบูชาเอาไว้
ทว่าเด็กสาวกลับรู้สึกร้อนวูบจนต้องรีบผละมือออก
เธอตวัดสายตาจ้องมองอำคาด้วยความไม่พอใจ
ในสายตาของน้ำปรุง คุณอำคาไม่มีทางมาดีแน่ๆ
ลำพังแค่ตัวเองยังต้องคอยพึ่งให้คุณหญิงผกาทิพย์ทำพิธีเซ่นไหว้ให้
แล้วนับประสาอะไรที่อีกฝ่ายจะหวังดีหรือยอมมาช่วยเหลือบัวบูชากัน
น่าแปลกที่ในตอนนี้น้ำปรุงดันคิดถึงเหล่าทหารนาคาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
บางทีกลุ่มที่หมายจะเอาชีวิตกันตามบทลงทัณฑ์อาจไม่น่ากลัวเท่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างอำคาก็ได้
น้ำปรุงไม่ไว้ใจผีคุณอำคาเลย
ถึงอย่างนั้นภาพวันที่เธอถูกอีกฝ่ายฆ่าตายด้วยกองเพลิงก็ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ
นั่นทำให้น้ำปรุงหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับอำคาเท่าที่ควร
บัวบูชาก้าวเท้าเข้าใกล้หน้าต่างบานที่อำคายืนอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ
ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ฝ่ามือขาวสั่นไหว
หยดเหงื่อไหลซึมทั่วกรอบใบหน้า ทั้งๆ
ที่อากาศเย็นชื้นจนน้ำปรุงที่ยืนอยู่ด้วยกันก็ยังหนาวสั่น
บัวบูชาหลุดไปในภวังค์ คล้ายสติหลุดลอยชั่วขณะ
หญิงสาวพึมพำถ้อยคำบางอย่างที่แม้แต่น้ำปรุงเองก็ยังฟังไม่เข้าใจ
สองขาก้าวเท้าไปชิดกับขอบกำแพงคล้ายมีบางสิ่งเรียกให้เดินเข้าไปหา
ดวงตากลมโตเปล่งประกายสีทองเรืองรองยามต้องแสงจากสายฟ้าที่ผ่าฟาดลงมาไม่หยุด
แกร่กๆ
มือเรียวเอื้อมจับขอบหน้าต่างไม้
เสียงเรียกของน้ำปรุงไม่อาจหยุดยั้งการกระทำของบัวบูชาได้เลย
ร่างบางขยับปีนขึ้นนั่งที่ขอบหน้าต่าง
มีเพียงฝ่ามือที่จับบานไม้ด้านข้างเอาไว้แน่นเท่านั้นที่ใช้พยุงตัว
แววตาเลื่อนลอยของบัวบูชาจ้องมองไปยังเบื้องหน้าที่มีคลื่นพายุโหมกระหน่ำจนเกิดกลุ่มไอควันปะปนไปกับสายฝน
ไอเย็นยะเยือกกระทบดวงหน้าหวาน
หยาดเม็ดฝนสาดกระเซ็นบนแก้มเนียนใส
เธอทำท่าจะกระโดดออกไปหาเงาดำของอำคาที่ยืนส่งยิ้มมาให้กัน
“คุณบัว!”
น้ำปรุงร้องเรียกดังก้อง
วิญญาณของเด็กสาวรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วทั้งฝ่ามือที่ก่อนหน้านี้พยายามจะคว้าตัวผู้เป็นนายเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า
แต่ราวกับมีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังแผดเผากันทั้งที่ยังไม่ทันได้ถึงตัวบัวบูชาเสียด้วยซ้ำ
“ฮึก… องค์นาคา ได้โปรด
ได้โปรดปกป้องลูกหลานด้วยเถิด”
น้ำปรุงยกมือขึ้นพนมกลางอก
เด็กสาวหมดแรงจะฉุดรั้งหรือแม้แต่จะยื้อชีวิตของบัวบูชาเอาไว้แล้ว
ความเชื่อเดียวที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโต
‘องค์สมุทรนาคราช
ท่านคือราชาพญานาคที่คอยปกป้องลูกหลานมาหลายชั่วอายุคนแล้ว’
คำบอกเล่าจากรุ่นปู่ย่าที่ส่งต่อกันมาจนถึงลูกหลาน
ความหวังเดียวที่คุณหญิงผกาทิพย์ยังคงเชื่อมั่นและภาวนา
รวมถึงตัวน้ำปรุงด้วยเช่นกัน
“โปรดช่วยคุณบัวด้วยเถิดนะจ้ะ น้ำปรุงขอร้อง”
เธอเป็นเพียงวิญญาณที่ไร้พลังอำนาจใดๆ สิ่งเดียวที่น้ำปรุงมีคือหัวใจและศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่มีต่อองค์พญานาคา
เงาทมิฬของอำคายืนจ้องมองเข้ามาอยู่ด้านนอก
กลิ่นไอสังหารและความน่ากลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนน้ำปรุงไม่กล้าแม้แต่เงยหน้ามอง
เธอพยายามอ้อนวอนหาที่พึ่งทางใจของผู้คนในหมู่บ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เท้าข้างหนึ่งของบัวบูชาก้าวออกไปสัมผัสอากาศนอกเรือนที่ไร้พื้นไม้กางกั้น
แค่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็จะเอื้อมไปหาอำคาที่ยืนอ้าแขนรออยู่ได้ดั่งใจปรารถนา
พรึ่บ!
ทว่าในจังหวะที่ปลายเท้าเล็กเปลือยเปล่าของบัวบูชาจะก้าวออกจากขอบหน้าต่างไม้เก่าได้สำเร็จ
แสงสว่างเจิดจ้าสีขาวก็เปล่งประกายขึ้นรอบตัว
คล้ายมีฝ่ามือหนาของใครบางคนรั้งแขนทั้งสองข้างของบัวบูชาให้หล่นลงบนพื้นไม้ในห้องอาหารดังเดิมแทนที่จะกระโจนออกนอกหน้าต่าง
“คุณบัว ฮือ... คุณบัว”
น้ำปรุงร่ำไห้จวนขาดใจ
เธอโผเข้ากอดผู้เป็นนายด้วยร่างกายสั่นเทา
เด็กสาวคิดว่าตัวเองจะเสียบัวบูชาไปแล้ว
“นะ… น้ำปรุง”
บัวบูชาหายใจหอบเหนื่อย
หญิงสาวกลับมามีสติอีกครั้ง
สัมผัสเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความรู้สึก
ฝ่ามือเนียนนุ่มของใครบางคนที่เอื้อมมาเกี่ยวรั้งกันออกจากภวังค์แฝงไปด้วยความอบอุ่น
โจงกระเบนสีเขียวแก่ที่ถูกทอขึ้นด้วยผ้าชั้นดีเป็นลวดลายงดงามช่างคุ้นตาคล้ายกันกับรูปปั้นที่เทวาลัย
‘สมุทรานาคราช’
เขาเป็นใครกัน
และมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเธอและครอบครัวกันแน่
น้ำตาหยดใสเอ่อคลอดวงตากลมโต
สองมือยกขึ้นโอบกอดตัวเอง โดยมีน้ำปรุงประคองกอดเอาไว้ไม่ห่างกาย
‘เจ้าจงจำนามนี้ไว้ให้มั่น
แลแก้แค้นมันให้แก่ตระกูลของเรา’
เสียงทุ้มของอำคาดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง
ความรู้สึกสองแบบตีกันวุ่นอยู่ภายในสมอง
ระหว่างศัตรูที่รอวันกลับไปแก้แค้น
หรือราชาผู้อบอุ่นที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา
สรุปแล้วนั้นเธอควรจะเชื่อใคร
บัวบูชาควรเชื่อเสียงร้องโหยหวนที่ดังกรอกหู
หรือเชื่อความรู้สึกลึกๆ ในหัวใจของตนเองดี

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น