วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 9

 

บทที่ ๐๙

‘ม่านใสพังทลาย’

 

 

 

๑๖ ปีก่อน

 

“คุณยายคะ บัวเจ็บ เจ็บตรงนี้”

เด็กหญิงบัวบูชาในวัยหกขวบชี้ที่ลำคอของตนหลังจากรับประทานอาหารแล้วมีก้างปลาทิ่มคออยู่ด้านใน

เพราะความไม่รู้จึงทำให้เด็กน้อยคิดว่าน้ำที่ดื่มเข้าไปนั้นบาดคอตนเอง

“ในน้ำมีเข็มใช่ไหมคะ ทำไมบัวดื่มแล้วเจ็บจังเลยล่ะ”

เสียงหัวเราะเอ็นดูของคุณหญิงผกาทิพย์ดังขึ้น เธอมองหลานสาวด้วยความรักใคร่ ก่อนจะปั้นข้าวเหนียวพอดีคำแล้วยื่นให้หลานสาว

“เอ๋ คุณยายให้บัวทำไมหรอคะ บัวอิ่มแล้ว”

“ยายว่าหลานน่าจะก้างติดคอ ลองกลืนข้าวเหนียวคำนี้ดูสิ”

“มันใหญ่เกินไป... กลืนได้จริงๆ หรอคะ”

คุณยายพยักหน้ารับให้บัวบูชาเอื้อมมือไปหยิบข้าวเหนียวคำนั้น ก่อนจะพยายามฝืนกลืนลงคอ

ไม่นานนักอาหารเจ็บระคายเคืองด้านในลำคอก็จางหายไป

เด็กน้อยยกแก้วน้ำขึ้นดื่ม

“หายเจ็บแล้วจริงๆ ด้วย!”

บัวบูชาในวัยเด็กยิ้มร่าอย่างนึกดีใจ

“คุณยายของบัวเก่งที่สุดในโลกเลย”

 

ภาพความทรงจำวัยเด็กไหลย้อนกลับเข้ามาในหัวให้บัวบูชาเงยหน้ามองคุณยายของเธอด้วยความคิดถึง และอดรู้สึกผิดอยู่ในใจไม่ได้

เธอโตแล้วแต่ก็ยังทานอาหารไม่ระวัง

น่าตีจริงๆ เลย

บัวบูชารวบรวมความกล้าขยับไปกอดแขนผกาทิพย์เอาไว้ด้วยท่าทางออดอ้อน

“คุณยายไม่ทำหน้าแบบนั้นสิคะ คราวหลังบัวจะระวังให้มากกว่า...”

“ทำตามที่ยายบอก ยายจะออกไปทำธุระ”

ผกาทิพย์ขัดทั้งที่บัวบูชายังพูดไม่ทันจบประโยค

ภายในใจหญิงชรากำลังร้อนรน พลังวิญญาณอ่อนล้าจนกลัวว่าจะสลายไปต่อหน้าหลานสาว

ฝ่ามือเหี่ยวย่นยกขึ้นลูบหัวหลานสาวสุดที่รักเบาๆ ด้วยแววตาอ่อนโยน เมื่อเห็นใบหน้าคล้ายจะร้องไห้ของอีกคน

“พักผ่อนนะหนูบัว เดี๋ยวตอนเย็นยายจะกลับมาทานข้าวด้วย”

“คุณยายจะไปไหนหรอคะ”

น้ำปรุงเงยหน้ามองใบหน้าของคุณหญิงผกาทิพย์ที่ฉายแววเคร่งเครียด ก่อนตัดสินใจออกหน้าแทน

“คุณบัวจ๊ะ เมื่อเช้ามะลิที่สวนออกดอกเยอะเลย น้ำปรุงเก็บมาตั้งเยอะแหน่ะ เดี๋ยวเราไปนั่งร้อยมาลัยเล่นกันดีไหมจ๊ะ”

บัวบูชายู่ปาก ถึงการร้อยมาลัยจะเป็นหนึ่งในงานอดิเรกที่เธอเคยโปรดปรานในวัยเด็ก แถมยังเป็นการย้อนวันวานที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย

แต่ว่า…

“พี่อยากออกไปกับคุณยายมากกว่านี่นา กลับมาแล้วค่อยเล่นกันก็ได้”

“แต่น้ำปรุงว่า...”

“เฮ้อ… ก็ได้ ถ้าอย่างนั้นบัวไปร้อยมาลัยกับน้ำปรุงนะคะคุณยาย”

ผกาทิพย์พยักหน้ารับ ก่อนจะฝากฝังให้น้ำปรุงดูแลบัวบูชาให้ดี

“ดูแลหลานฉันให้ดีล่ะน้ำปรุง”

“จ้ะคุณหญิง น้ำปรุงจะดูแลอย่างดี คุณหญิงไม่ต้องเป็นห่วงเลย”

 

 

 

 

๒๐.๐๐ น.

ภายในห้องอาหาร

เป็นอีกหนึ่งมื้อของเรือนหลังนี้ที่บัวบูชาทานอาหารเพียงคนเดียว โดยที่ผกาทิพย์ทำเพียงนั่งร่วมโต๊ะด้วยไม่ได้แตะต้องอาหารใดๆ เลย แม้กระทั่งน้ำเปล่า

บัวบูชากลืนข้าวต้มหมูสับลงคอ เธอเลือกที่จะไม่เอ่ยทักถามอะไรอีก

หญิงสาวนั่งทานอาหารเงียบๆ ด้วยความคิดมากมายภายในหัว

จะว่าไปตั้งแต่ที่เธอมาอยู่ที่บ้านคุณยาย อะไรๆ ในเรือนหลายอย่างก็ดูแปลกตา ไม่เหมือนแต่ก่อนที่บัวบูชาเคยอยู่

คนสวนที่มักมาพูดคุยด้วยก็คล้ายจะชอบหลบหน้าหลบตากันอยู่ตลอดถ้าไม่นับน้ำปรุงที่ตัวติดกัน นอกจากผกาทิพย์ก็มีเพียงอนงค์ที่พูดคุยกับเธอ

แปลกชะมัด

เหมือนคนอื่นในเรือนถูกห้ามไม่ให้มีปฏิสัมพันธ์กับเธออย่างไรอย่างนั้น

“คุณยา…”

พรึ่บ!

ยังไม่ทันได้เอ่ยจบ ไฟในบ้านเกิดดับลง ท่ามกลางความมืดมิดในยามราตรี

เพราะวันนี้คุณยายกลับเรือนดึก กว่าบัวบูชาจะได้ทานอาหารเย็น จากมื้อค่ำก็กลายเป็นมื้อดึกเสียแล้ว

บัวบูชาสะดุ้งสุดตัว เธอขยับเข้าหาน้ำปรุงที่นั่งอยู่ข้างๆ กันด้วยความลืมตัว เช่นเดียวกับน้ำปรุงที่ร้องลั่นพร้อมกับเข้ามากอดเอวบัวบูชาเอาไว้แน่น

“ว๊าย!!! คุณบัว”

เด็กสาวตัวสั่นเทาด้วยท่าทางหวาดกลัว บัวบูชายิ้มหวาน ก่อนจะยกมือลูบหลังน้ำปรุงเบาๆ แล้วเอ่ยปลอบอย่างนึกขำปนเอ็นดู

“ยังไม่เลิกกลัวความมืดอีกหรอน้ำปรุง”

น้ำปรุงยังคงตัวสั่นไม่หาย แม้อาการจะเริ่มทุเลาลงไปบ้างก็ตาม

สิ่งที่ทำให้เธอตกใจมากกว่าความมืดยามค่ำคืนก็คือเงาดำมืดที่น้ำปรุงมั่นใจว่าไม่ได้มีแค่เพียงหนึ่ง

หลังจากที่ผกาทิพย์ช่วยบัวบูชาเอาไว้จากการทานอาหารติดคอ จนถึงตอนนี้หญิงชราก็ยังไม่สามารถฟื้นพลังได้ดังเดิม

ม่านพลังสีขาวโปร่งใสที่เคยปกคลุมเรือนเอาไว้ก็ยังไม่กลับมา นั่นทำให้สัมภเวสีและวิญญาณอื่นๆ เข้ามาในเรือนได้อย่างง่ายดาย

บัวบูชาที่มีชะตาชีวิตอยู่บนเส้นด้ายอยู่แล้วจึงอาจเป็นอันตรายได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ยามดวงตก เพียงลมเพลมพัดก็สามารถทำให้เจ็บหนักปางตายได้

บัวบูชาเงยหน้ามองผกาทิพย์ที่ดูสุขภาพไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก สงสัยอาการป่วยของคุณยายจะยังไม่หายดี

บรรยากาศรอบข้างมืดสนิท ไร้แสงไฟใด นอกจากแสงกระทบจากดวงจันทร์ที่โผล่พ้นกลุ่มก้อนเมฆมาเพียงเสี้ยว

“ไฟน่าจะตก เดี๋ยวอนงค์ไปเรียกคนมาดูให้นะคะคุณหญิง”

ผกาทิพย์พยักหน้าช้าๆ สีหน้าดูเหนื่อยอ่อนไร้เรี่ยวแรง มือเหี่ยวสั่นไหวยามยกขึ้นลูบศีรษะของหลานสาว

“ไม่ต้องกลัวนะหนูบัว อีกสักพักไฟก็คงกลับมา”

นัยน์ตาทอแสงจ้องมองใบหน้าของหลานสาวด้วยแววตาอาลัย

ดูเหมือนชะตาชีวิตของบัวบูชาจะใกล้ถึงคราวสิ้นสุดลงในอีกไม่นานนี้

เธอจะใช้วิธีใดในการปกป้องหลานสาวต่อไปเพื่อหลีกเลี่ยงบทลงโทษอันแสนศักดิ์สิทธิ์นั้นได้ดี

 

 

ซ่าาาา

ลมพัดกรรโชกแรงสาดซัดเข้ามาในตัวเรือน พร้อมกับสายฝนห่าใหญ่

ต้นไม้ใหญ่ไหวโยกโหมกระหน่ำ ใบไม้ปลิดปลิวร่วงหล่น พลันท้องฟ้าที่มืดอยู่แล้วแลมืดสนิทไร้เงาจันทร์

น้ำปรุงรีบผละออกจากบัวบูชา ก่อนจะรีบนำทีมคนรับใช้คนอื่นๆ ให้ช่วยกันปิดประตูหน้าต่างทุกบาน ไม่ให้ฝนสาดเข้ามา

บัวบูชาขยับลุกขึ้นไปประคองคุณยายให้หลบฝน เพราะสายน้ำนั้นสาดเข้ามาถึงโต๊ะทานอาหาร

“คุณยายระวังนะคะ”

“ยายไม่เป็นไร”

เสียงของคุณหญิงผกาทิพย์สั่นคลอน พลังของเธอหดหายไปจนแทบไม่มีแรงเหลือ เธอไม่สามารถปกป้องคนในเรือนได้อีกต่อไป ทั้งภาพมายาที่สร้างปกปิดความเป็นจริงของสภาพบ้านเรือนหลังนี้ก็เริ่มมลายหายไปทีละน้อย

เรือนแสนสวยเชื่อมต่อกับโลกภายนอกที่เป็นของจริง ผนังไม้และเครื่องเรือนค่อยๆ เก่าหลุดลอกตามกาลเวลา

โชคดีที่บัวบูชาเอาแต่ตกใจเรื่องพายุและเป็นห่วงเพียงผกาทิพย์ เธอจึงไม่ได้สังเกตสภาพแวดล้อมรอบข้างผ่านความมืด

ปึ้ง!

แรงกระแทกของประตูหน้าต่างที่ถูกพัดด้วยลมเต็มแรงสร้างความตกใจให้กับทุกคนในห้อง

น้ำปรุงกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะตัดสินใจแก้สถานการณ์เฉพาะหน้า โดยการชวนบัวบูชากลับเข้าห้องนอน ในจังหวะเดียวกับที่อนงค์เดินกลับมาพาคุณหญิงผกาทิพย์กลับเข้าห้องพักไปเช่นกัน

บัวบูชามองตามคุณยายไปด้วยความเป็นห่วงจนลับสายตา

“ตรงนี้ฝนสาดแรง คุณบัวรีบเข้าห้องนอนเถอะจ้ะ ถูกละอองฝนมากๆ จะไม่สบายเอาได้”

บัวบูชาเม้มปากแน่น หญิงสาวจ้องมองหน้าต่างที่ไม่สามารถทนต่อลมแรงได้จนตัวล็อคหลุดออก

น่าแปลกที่พายุดันเข้าในหน้าร้อนแบบนี้

พายุฤดูร้อนรึเปล่านะ

ทำไมไม่เห็นพยากรณ์อากาศเตือนอะไรเลยล่ะ หรือเพราะเธอไม่ได้ตามข่าวสารใดๆ เลยตั้งแต่มาอยู่ที่นี่กัน

“พี่ว่าเราช่วยกันหาอะไรมาปิดหน้าต่างเอาไว้กันเถอะ ถ้าฝนสาดเข้ามาไม่หยุดแบบนี้ข้าวของเสียหายกันพอดี”

“แต่ถ้าคุณบัวป่วย น้ำปรุงจะถูกคุณหญิงทำโทษนะจ๊ะ”

น้ำปรุงแสร้งทำสีหน้าสลด น่าสงสาร

เมื่อครู่เธอได้ยินเสียงกระซิบจากคุณหญิงผกาทิพย์ว่าห้ามไม่ให้บัวบูชาเข้าใกล้หน้าต่าง แต่ดูเหมือนว่าหลานสาวจอมแก่นคนนี้ของคุณหญิงจะดื้อรั้นเหลือเกินและชอบพาตัวเองเข้าไปหาอันตรายอยู่เรื่อยเลย

ให้ตายเถอะ! น้ำปรุงจะทำอย่างไรดี

ซ่าาาา โครม!

สายฟ้าผ่าเปรี้ยงลงมาจนเกิดเสียงดังสนั่นพสุธาทำเอาทั้งผีทั้งคนสะดุ้งโหยงตกใจ ร่างดำทมิฬของอำคาปรากฏอยู่บริเวณชานบ้าน ใบหน้าซูบผอมเริ่มมีเค้าโครงคล้ายมนุษย์มากกว่าที่เคย

พิธีเซ่นไหว้ของผกาทิพย์ทำให้เขาฟื้นฟูพลังขึ้นมาได้เป็นอย่างมาก

ผีอำคายืนนิ่งจ้องมองบัวบูชาที่กำลังมองมาที่เขาเช่นกัน ริมฝีปากฉีกกว้างแสยะยิ้มให้กับสายเลือดเพียงคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่

แม้อีกไม่นานก็คงจะสิ้นใจตายตามกันมาก็เถอะ

ช่วงเวลาที่เหลืออยู่อำคาขอใช้หลานคนนี้ให้เป็นประโยชน์ก่อนก็แล้วกัน

ฉะนั้น…

‘ยอมรับข้า บูชาข้าสิ แล้วเจ้าจักปลอดภัย’

น้ำเสียงคุ้นหูดังก้องในโสตประสาท ภาพความทรงจำที่เทวาลัยวนฉายชัดอีกครั้งให้บัวบูชาเบิกตากว้าง

เธอจำเสียงนี้ได้!

‘เอ่ยมอบกายและจิตวิญญาณให้ข้า จงรักภักดีต่อข้า ข้าสัญญาจักทำทุกทางให้เจ้ารอด’

ราวกับต้องมนต์สะกด บัวบูชาจ้องมองเงาดำมืดที่เผยให้เห็นเรือนร่างคล้ายมนุษย์ทีละนิดๆ

อีกฝ่ายยืนอยู่ท่ามกลางพายุฝน หากแต่กลับมีเนื้อตัวแห้งสนิท ไม่มีแม้หยดน้ำสักหยดเดียวที่เกาะอยู่บนผิวกาย

“นะ… นั่นใคร”

บัวบูชาพึมพำแผ่วเบา มันดังพอให้น้ำปรุงหันมอง

“คุณเป็นใครกันแน่”

หญิงสาวก้าวเข้าไปใกล้บานหน้าต่างมากขึ้น

สายฝนกรรโชกรุนแรง สายลมพัดกระหน่ำ แสงสว่างวาบยามสายฟ้าผ่าลงมาใจกลางสวนผลไม้ ทำให้บัวบูชาเห็นใบหน้าของอำคาได้อย่างชัดเจน

เธอรู้สึกราวกับเคยเจอคนตรงหน้ามาก่อน

รู้สึกคุ้นเคยจนเผลอวางใจให้กับอีกฝ่ายอย่างไม่มีข้อโต้แย้ง

“คุณบัว”

น้ำปรุงรีบขยับเข้ามารั้งต้นแขนเรียวของบัวบูชาเอาไว้ ทว่าเด็กสาวกลับรู้สึกร้อนวูบจนต้องรีบผละมือออก

เธอตวัดสายตาจ้องมองอำคาด้วยความไม่พอใจ

ในสายตาของน้ำปรุง คุณอำคาไม่มีทางมาดีแน่ๆ

ลำพังแค่ตัวเองยังต้องคอยพึ่งให้คุณหญิงผกาทิพย์ทำพิธีเซ่นไหว้ให้        แล้วนับประสาอะไรที่อีกฝ่ายจะหวังดีหรือยอมมาช่วยเหลือบัวบูชากัน

น่าแปลกที่ในตอนนี้น้ำปรุงดันคิดถึงเหล่าทหารนาคาขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

บางทีกลุ่มที่หมายจะเอาชีวิตกันตามบทลงทัณฑ์อาจไม่น่ากลัวเท่าวิญญาณที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นอย่างอำคาก็ได้

น้ำปรุงไม่ไว้ใจผีคุณอำคาเลย

ถึงอย่างนั้นภาพวันที่เธอถูกอีกฝ่ายฆ่าตายด้วยกองเพลิงก็ยังคงชัดเจนอยู่ในความทรงจำ นั่นทำให้น้ำปรุงหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าไปยุ่งกับอำคาเท่าที่ควร

บัวบูชาก้าวเท้าเข้าใกล้หน้าต่างบานที่อำคายืนอยู่มากขึ้นเรื่อยๆ

ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่น ฝ่ามือขาวสั่นไหว หยดเหงื่อไหลซึมทั่วกรอบใบหน้า ทั้งๆ ที่อากาศเย็นชื้นจนน้ำปรุงที่ยืนอยู่ด้วยกันก็ยังหนาวสั่น

บัวบูชาหลุดไปในภวังค์ คล้ายสติหลุดลอยชั่วขณะ

หญิงสาวพึมพำถ้อยคำบางอย่างที่แม้แต่น้ำปรุงเองก็ยังฟังไม่เข้าใจ

สองขาก้าวเท้าไปชิดกับขอบกำแพงคล้ายมีบางสิ่งเรียกให้เดินเข้าไปหา ดวงตากลมโตเปล่งประกายสีทองเรืองรองยามต้องแสงจากสายฟ้าที่ผ่าฟาดลงมาไม่หยุด

แกร่กๆ

มือเรียวเอื้อมจับขอบหน้าต่างไม้ เสียงเรียกของน้ำปรุงไม่อาจหยุดยั้งการกระทำของบัวบูชาได้เลย

ร่างบางขยับปีนขึ้นนั่งที่ขอบหน้าต่าง มีเพียงฝ่ามือที่จับบานไม้ด้านข้างเอาไว้แน่นเท่านั้นที่ใช้พยุงตัว

แววตาเลื่อนลอยของบัวบูชาจ้องมองไปยังเบื้องหน้าที่มีคลื่นพายุโหมกระหน่ำจนเกิดกลุ่มไอควันปะปนไปกับสายฝน

ไอเย็นยะเยือกกระทบดวงหน้าหวาน หยาดเม็ดฝนสาดกระเซ็นบนแก้มเนียนใส เธอทำท่าจะกระโดดออกไปหาเงาดำของอำคาที่ยืนส่งยิ้มมาให้กัน

“คุณบัว!”

น้ำปรุงร้องเรียกดังก้อง วิญญาณของเด็กสาวรู้สึกเจ็บระบมไปทั่วทั้งฝ่ามือที่ก่อนหน้านี้พยายามจะคว้าตัวผู้เป็นนายเอาไว้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่ราวกับมีพลังบางอย่างที่มองไม่เห็นกำลังแผดเผากันทั้งที่ยังไม่ทันได้ถึงตัวบัวบูชาเสียด้วยซ้ำ

“ฮึก… องค์นาคา ได้โปรด ได้โปรดปกป้องลูกหลานด้วยเถิด”

น้ำปรุงยกมือขึ้นพนมกลางอก เด็กสาวหมดแรงจะฉุดรั้งหรือแม้แต่จะยื้อชีวิตของบัวบูชาเอาไว้แล้ว

ความเชื่อเดียวที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เล็กจนโต

‘องค์สมุทรนาคราช ท่านคือราชาพญานาคที่คอยปกป้องลูกหลานมาหลายชั่วอายุคนแล้ว’

คำบอกเล่าจากรุ่นปู่ย่าที่ส่งต่อกันมาจนถึงลูกหลาน

ความหวังเดียวที่คุณหญิงผกาทิพย์ยังคงเชื่อมั่นและภาวนา รวมถึงตัวน้ำปรุงด้วยเช่นกัน

“โปรดช่วยคุณบัวด้วยเถิดนะจ้ะ น้ำปรุงขอร้อง”

เธอเป็นเพียงวิญญาณที่ไร้พลังอำนาจใดๆ สิ่งเดียวที่น้ำปรุงมีคือหัวใจและศรัทธาอันบริสุทธิ์ที่มีต่อองค์พญานาคา

เงาทมิฬของอำคายืนจ้องมองเข้ามาอยู่ด้านนอก

กลิ่นไอสังหารและความน่ากลัวแผ่ซ่านไปทั่วบริเวณจนน้ำปรุงไม่กล้าแม้แต่เงยหน้ามอง

เธอพยายามอ้อนวอนหาที่พึ่งทางใจของผู้คนในหมู่บ้านซ้ำแล้วซ้ำเล่า

เท้าข้างหนึ่งของบัวบูชาก้าวออกไปสัมผัสอากาศนอกเรือนที่ไร้พื้นไม้กางกั้น แค่เพียงเสี้ยววินาทีเธอก็จะเอื้อมไปหาอำคาที่ยืนอ้าแขนรออยู่ได้ดั่งใจปรารถนา

พรึ่บ!

ทว่าในจังหวะที่ปลายเท้าเล็กเปลือยเปล่าของบัวบูชาจะก้าวออกจากขอบหน้าต่างไม้เก่าได้สำเร็จ

แสงสว่างเจิดจ้าสีขาวก็เปล่งประกายขึ้นรอบตัว คล้ายมีฝ่ามือหนาของใครบางคนรั้งแขนทั้งสองข้างของบัวบูชาให้หล่นลงบนพื้นไม้ในห้องอาหารดังเดิมแทนที่จะกระโจนออกนอกหน้าต่าง

“คุณบัว ฮือ... คุณบัว”

น้ำปรุงร่ำไห้จวนขาดใจ เธอโผเข้ากอดผู้เป็นนายด้วยร่างกายสั่นเทา

เด็กสาวคิดว่าตัวเองจะเสียบัวบูชาไปแล้ว

“นะ… น้ำปรุง”

บัวบูชาหายใจหอบเหนื่อย หญิงสาวกลับมามีสติอีกครั้ง

สัมผัสเมื่อครู่ยังคงชัดเจนในความรู้สึก

ฝ่ามือเนียนนุ่มของใครบางคนที่เอื้อมมาเกี่ยวรั้งกันออกจากภวังค์แฝงไปด้วยความอบอุ่น  

โจงกระเบนสีเขียวแก่ที่ถูกทอขึ้นด้วยผ้าชั้นดีเป็นลวดลายงดงามช่างคุ้นตาคล้ายกันกับรูปปั้นที่เทวาลัย

‘สมุทรานาคราช’

เขาเป็นใครกัน และมีความเกี่ยวข้องอะไรกับเธอและครอบครัวกันแน่

น้ำตาหยดใสเอ่อคลอดวงตากลมโต สองมือยกขึ้นโอบกอดตัวเอง โดยมีน้ำปรุงประคองกอดเอาไว้ไม่ห่างกาย

‘เจ้าจงจำนามนี้ไว้ให้มั่น แลแก้แค้นมันให้แก่ตระกูลของเรา’

เสียงทุ้มของอำคาดังก้องขึ้นมาอีกครั้ง

ความรู้สึกสองแบบตีกันวุ่นอยู่ภายในสมอง

ระหว่างศัตรูที่รอวันกลับไปแก้แค้น หรือราชาผู้อบอุ่นที่เปี่ยมไปด้วยเมตตา

สรุปแล้วนั้นเธอควรจะเชื่อใคร

บัวบูชาควรเชื่อเสียงร้องโหยหวนที่ดังกรอกหู หรือเชื่อความรู้สึกลึกๆ ในหัวใจของตนเองดี


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...