วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 10

 

บทที่ ๑๐

‘เพลิงโหมบัลลังก์’

 

 

 

สงครามกลางเมือง

ก่อนองค์สมุทราขึ้นครองราชย์

 

เสียงร่ำไห้ของนาคาน้อยดังก้องไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งท่ามกลางสงครามโชกเลือด ความสูญเสียที่ได้รับแทรกซึมทั่วทุกอณูผิว

ร่างของบิดา มารดา รวมถึงพี่น้องร่วมสายเลือดต่างมีสภาพน่าอนาถอย่างไม่อาจทนมอง

พวกเขาจากไปด้วยความทุกข์ทรมาน ช่างเป็นเรื่องราวที่สมุทราไม่อยากให้กลายเป็นเรื่องจริง เขายังเด็กเกินกว่าจะรับไหว

บางทีหากเปลี่ยนเหตุการณ์ตรงหน้าให้เป็นเพียงภาพในความฝันได้ก็คงดี

ฝันร้ายยามราตรีที่เพียงลืมตาตื่นขึ้นมา เรื่องราวทุกอย่างก็จะเลือนหายไปและกลับมาอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขดังเดิม

น้ำตาหยดใสยังคงไหลรินอย่างต่อเนื่องไม่มีจุดสิ้นสุด

แรงรั้งขององครักษ์วัยกลางคนพยายามดึงเขาออกจากกองเพลิงที่กำลังโหมกระหน่ำ ทว่าสมุทรากลับพยายามยื้อแรงไว้อย่างสุดความสามารถ เพื่อที่จะพุ่งเข้าไปหาครอบครัวที่เขาทั้งรักและผูกพันสุดหัวใจ

ทำไม...

ทำไมเรื่องแบบนี้ถึงต้องเกิดขึ้นกับเขา

ทำไมกัน

เคร้ง!

เสียงดาบหนาเล่มใหญ่ตกกระทบพื้นหินพาให้หนึ่งเด็กชายและหนึ่งองครักษ์หันมอง

แววตาของผู้มีศักดิ์เป็นลุงบุญธรรมที่เคยเคารพรักกลับดูโหดเหี้ยม ไร้เมตตา ต่างจากขุนนางคนเดิมที่บิดาเคยแต่งตั้งให้เป็นถึงราชครู

ครั้งหนึ่งอีกฝ่ายเคยอบรมสอนสั่ง เคยเล่านิทานตำนานต่างๆ ให้ได้ฟัง เคยเป็นผู้ที่สมุทราน้อยไว้เนื้อเชื่อใจอย่างถึงที่สุด

บัดนี้กำลังจ้องมองกันด้วยแววตาเลือดเย็นและไร้ความปราณี

“สมุทรา มาหาลุงมา”

เสียงเรียกหวานหูฟังดูน่าสยดสยองชวนขนลุก ใบหน้าที่ไม่ได้เหี่ยวย่นตามอายุที่อยู่มาหลายพันปีเต็มไปด้วยหยดเลือดแห้งกรัง

มือหนายื่นมือออกหมายจะคว้าตัวรัชทายาทองค์เดียวของราชาที่เขาพึ่งปลิดชีพไปเข้าหาตัว ทว่าองครักษ์ที่จงรักภักดีกลับอยู่ปกป้องข้างกายไม่ห่าง

ช่างเป็นเสี้ยนหนามในชีวิตของเขาเสียจริง

พวกไม่รู้จักรักตัวกลัวตาย

เพราะอำนาจในมือที่เกือบถือได้ว่าสูงสุดในบรรดาเหล่าขุนนาง ทำให้ภูวศิษฐ์ก่อกบฏได้สำเร็จอย่างไม่ยากเย็น แค่ปลิดชีพองค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ไปเพียงพระองค์เดียว มีหรือขุนนางอื่นๆ จะไม่ยอมเชื่อฟัง

ตอนนี้องค์รัชทายาทตัวน้อยก็ไม่ต่างจากเด็กไร้เดียงสาที่ไร้หนทางสู้ ไร้ผู้คนคอยปกป้อง     หากองครักษ์แก่ๆ คนเดียวที่ยังยึดมั่นในราชาองค์เดิมอย่างจาวาลจะสามารถปกป้องเชื้อพระวงศ์องค์สุดท้ายไปได้ตลอด

มันคงน่าขันสิ้นดี

“องค์ชาย หลบหลังกระหม่อมไว้พะยะค่ะ”

จาวาลเอ่ยบอก มือหนาหยิบหอกแหลมขึ้นมาเตรียมรับมือกับอสูรร้ายตรงหน้าที่แม้รูปลักษณ์จะยังคงเป็นมนุษย์ แต่หัวใจหยาบช้ายิ่งกว่าอสูรตนใด

แม้ไฟแค้นจะสุมทรวง ทว่าสมุทรานั้นยังมีสติพอที่จะทำตามคำร้องขอขององครักษ์เพียงหนึ่งเดียวที่เลือกยืนข้างกัน

แต่แล้ว...

“อึ่ก...”

จู่ๆ สายโลหิตจำนวนมากก็หลั่งไหลออกจากริมฝีปากหยักกร้าน จาวาลเบิกตาโพลงด้วยความไม่เข้าใจ เขาเจ็บปวดรวดร้าวไปทั้งร่างกายทั้งๆ ที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้แตะตัว

“คิดว่าตัวเองเป็นผู้ใดกัน ทาสรับใช้ไร้นายอย่างเจ้า คิดดีแล้วหรือจักมาต่อกรกับข้า”

ภูวศิษฐ์ตะโกนกร้าวด้วยความโมโห ฝ่าเท้าหนายกขึ้นถีบร่างองครักษ์คนเก่งจนหงายหลังนอนหมอบลงไปกับพื้น

หมับ!

“อย่า... อย่าแตะต้ององค์ชาย”

จาวาลใช้แรงเฮือกสุดท้ายเอื้อมไปรั้งข้อเท้าของภูวศิษฐ์เอาไว้

เขาสัญญากับองค์ราชาเอาไว้แล้วว่าจะปกป้ององค์ชายตัวน้อยไปจนกว่าชีวิตจะหาไม่ และจาวาลไม่มีวันคิดกลับคำ

ประโยคร้องขอความเห็นใจที่ไม่มีวันได้รับความเมตตาตอบกลับ ทำเอาราชาองค์ใหม่ที่แต่งตั้งตัวเองขึ้นมากลั้วหัวเราะด้วยความสุขสมใจ    

“หนีไป หนีไปขอรับองค์ชาย”

เมื่อไร้ซึ่งทางหนรอด ทางสุดท้ายคือสมุทราต้องรีบพาตัวเองหนีไปให้สุดทาง

ในเวลานี้ไม่มีสิ่งใดมีค่าเท่าชีวิตขององค์ชาย แม้ต้องแลกด้วยลมหายใจของเขาก็ตาม

สมุทรากัดฟันแน่น มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตาที่ไหลนองใบหน้า นัยน์ตาตื่นกลัวแปรเปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นและเด็ดเดี่ยวในชั่ววินาที

นาคาตัวเล็กๆ ที่เคยแต่ใช้ชีวิตเล่นสนุกท่ามกลางผู้คนที่ตามเอาใจ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล บัดนี้ถึงเวลาต้องแบกรับความเจ็บปวดและความหวังเดียวของวงศ์ตระกูลเอาไว้บนสองบ่า

สมุทราสูดหายใจเข้าเต็มปอด ก่อนจะตัดสินใจวิ่งหนีเอาชีวิตรอดด้วยความเจ็บปวดไปทั้งหัวใจ

เด็กหนุ่มวิ่งหนีออกไปจากบ้านเกิดของตนเอง

เสียงร้องโหยหวนของจาวาลดังก้องถ้ำหิน

บ้านที่เคยสงบสุขและเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ตอนนี้ถูกกองไฟแห่งความโลภลุกโหม เต็มไปด้วยเสียงร้องระทมและหยาดน้ำตา

สองเท้าเล็กจำใจหนีออกจากเมืองอย่างเดียวดาย

ทุกคนอันเป็นที่รักจากไป เหลือเพียงเขาที่ถูกทิ้งเอาไว้เพียงลำพัง

 

 

 

 

๒๐ ปีให้หลัง

 

สมุทรานาคาเติบโตเป็นชายหนุ่มที่แข็งแกร่งกำยำ เรือนกายเต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อที่ผ่านการออกกำลังกายมาเป็นอย่างดี

องค์ชายหนุ่มฝึกฝนศิลปะการต่อสู้ทุกแขนงจนเก่งกล้า ใช้ชีวิตประหนึ่งสามัญชนธรรมดาอยู่บนเมืองมนุษย์ เพื่อรอคอยวันที่พร้อมจะกลับไปทวงบัลลังก์และศักดิ์ศรีของวงศ์ตระกูลคืน

“น้ำพะยะค่ะฝ่าบาท”

“ขอบใจเจ้ามากจารีย์”

ไม่รู้ว่าถือเป็นโชคดีหรือฟ้ายังคงเห็นใจ เมื่อครั้งที่สมุทรานาคาในวัยเด็กหลบหนีออกไปได้ไม่ไกล เขาก็ได้พบกับบุตรชายของจาวาลที่มีอายุไล่เลี่ยกัน

เด็กชายที่สูญเสียบิดาไปเช่นเดียวกัน ทว่าเต็มไปด้วยแรงมุ่งมั่นที่ถูกปลูกฝังให้จงรักภักดีต่อราชวงศ์มาตั้งแต่จำความได้

นาคาน้อยจารีย์ร่วมพาสมุทราหลบหนีจนมาถึงเมืองมนุษย์ได้ในที่สุด

นี่คือจุดเริ่มต้นของนวนิยายแค้นบทใหม่ที่สมุทรากำลังจะขีดเขียนมันขึ้นมาด้วยตนเอง

นาคาหนุ่มเอื้อมมือไปรับกะลาใส่น้ำจากคนสนิท เขาดื่มมันโดยไม่คิดจะสงสัยใดๆ เพราะความเชื่อใจที่เชื่อมถึงกัน

หากในโลกนี้จะมีใครสักคนที่คิดร้ายต่อกัน ไม่ว่าอย่างไรมันผู้นั้นก็ไม่มีวันเป็นจารีย์

“วันนี้ข้าบรรเลงเพลงดาบได้ดีหรือไม่” สมุทราเอ่ยถาม

“ดีแล้วพะย่ะค่ะ”

จารีย์เอ่ยชมด้วยรอยยิ้มอย่างเช่นในทุกวัน ก่อนที่เจ้าตัวจะมีสีหน้าจริงจังขึ้นเมื่อกำลังจะกล่าวถึงเรื่องที่พวกเขาหลีกเลี่ยงจะเอ่ยกันมาหลายปี

“กระหม่อมคิดว่าพระองค์พร้อมแล้ว” สมุทรานิ่งเงียบ

ไม่ใช่ว่าเขาไม่คิดเช่นเดียวกับเพื่อนสนิท เพียงแต่สมุทรายังไม่มั่นใจว่าความสามารถที่มีอยู่นั้นมันจะเพียงพอต่อการกลับไปต่อกรกับผู้ที่เคยเป็นถึงราชครูของเขาในอดีตได้หรือเปล่า

“เหตุใดเจ้าจึงคิดเช่นนั้น”

“ศิลปะการต่อสู้ทุกแขนง ในเพลานี้คงมิมีผู้ใดล้มพระองค์ลงได้ ไม่ว่าจักเป็นนาคาหรือมนุษย์ต่างก็ล้วนยอมรับในฝีมือของพระองค์จากใจจริง”

มีพญานาคจำนวนไม่น้อยที่แอบช่วยสมุทราฝึกฝนอย่างลับๆ แม้ว่าจะเสี่ยงหัวหลุดจากบ่ามากแค่ไหนก็ตาม

ในเวลานี้ภูวศิษฐ์ยึดครองบัลลังก์มานานร่วม ๒๐ ปี กลายเป็นราชานาคราชที่ไร้ซึ่งความเป็นธรรม

ชาวเมืองล้วนอยู่กันอย่างหวาดผวา หวาดกลัวซึ่งอำนาจที่แม้แต่ขุนนางหรือเหล่าทหารก็ยังไม่มีผู้ใดกล้าขัดใจ

หากผู้ใดไม่เห็นสมควรกับราชาองค์ปัจจุบัน มันผู้นั้นก็มักจะถูกปลิดชีพด้วยวิธีต่างๆ จนสิ้นใจตาย

ข่าวลือดังกล่าวก้องสะท้านไปทั้งเมือง ชาวนาคาต่างพากันเบือนหน้าหนีกับการกระทำอันต่ำช้าของราชาภูวศิษฐ์ แต่กลับไม่มีผู้คนกล้าคิดจะต่อกร

หากรักตัวกลัวตาย หวงแหนชีวิตตนและครอบครัว ใครจะกล้าไม่เห็นด้วยกับทุกสิ่งที่องค์ราชาของแผ่นดินพึงกระทำกัน

“เชื่อเถิดว่าแม้แต่องค์เทวดาก็ยังอวยพรให้แก่ท่าน หลังจากนี้จักมิมีใครสร้างบาดแผลทางร่างกายให้กับพระองค์ได้อย่างแน่นอน”

จารีย์ยืนยันด้วยความภูมิใจ

สมุทรานาคาเติบโตมาได้อย่างดีจนน่าชื่นชม

ครั้งหนึ่ง เด็กชายเคยวิ่งหนีความตาย แบกเอาความหวังของวงศ์ตระกูลไว้ ใครจะคิดว่าบัดนี้กลับกลายเป็นนาคาหนุ่มน้ำดีที่เฝ้ารอการกลับไปชำระไฟแค้นและทวงคืนความยุติธรรมให้ตนและครอบครัว

เขาแทบจะอดทนรอคอยให้เวลานั้นมาถึงไม่ไหว

ความสิ้นหวัง ความสูญเสียที่ไม่มีผู้ใดคาดคิด กลิ่นคาวเลือดของนาคาทุกตนที่หลั่งลงพื้นคละคลุ้งอยู่ท่ามกลางกองเพลิงกัมปนาท

ทั้งหมดนั่นคงจะยุติลงในวันที่สมุทรานาคาได้กลับไปทวงคืนทุกสิ่งที่ควรจะเป็นของตนคืน และปกครองบ้านเมืองต่อไปด้วยความเป็นธรรม

ดั่งคำกล่าวที่ว่า บุญคุณต้องทดแทน ความแค้นก็ต้องชำระเช่นกัน

“เจ้าก็พูดไปเรื่อย”

สมุทราแค่นหัวเราะ พร้อมส่ายศีรษะเบาๆ

“หัวเราะเช่นนี้ มิทรงเชื่อกระหม่อมหรือพะยะค่ะ”

“ข้าเข้าป่าไปตัดไม้หาฟืน เสี้ยนไม้ยังตำนิ้วข้าอยู่เลย มันจักเป็นเช่นที่เจ้าว่าได้อย่างไร”

“เรื่องนั้นมิเกี่ยวกับสิ่งที่กระหม่อมเอ่ยถึงเสียหน่อย กระหม่อมหมายถึงว่าพระองค์จักตีรันฟันแทงกับผู้อื่นเขามิเข้าต่างหาก”

“แน่สิก็เกล็ดของข้าในเวลานี้แข็งแกร่งกว่าตอนวัยเยาว์นัก”

“เฮ้อ”

จารีย์ถอนหายใจยาวอย่างจนใจจะเถียงต่อ

“ข้าจักเริ่มลงมือในเช้าวันพรุ่ง”

ทว่าอยู่ๆ เสียงทรงอำนาจก็เอ่ยขึ้น ท่ามกลางความสิ้นหวังของจารีย์ที่คิดว่าคงต้องรอต่อไปอีกหลายปี

“ชะ… เช้าวันพรุ่งเลยหรือพะยะค่ะ”

“หรือเจ้าคิดว่ามิควร”

“เปล่าเลยพะยะค่ะ”

“นี่ก็เย็นมากแล้ว เจ้าไปพักเถิด ข้าอยากใช้เวลาตามลำพังเสียหน่อย”

“หากพระองค์ต้องการเช่นนั้น งั้นราตรีสวัสดิ์พะยะค่ะฝ่าบาท”

“อืม ราตรีสวัสดิ์สหายข้า”

 

 

กลางดึก

 

สมุทราขยับกายลุกขึ้นออกจากผ้าห่ม ขณะที่จารีย์ยังคงหลับใหลอยู่บนเตียงไม้อีกเตียงหนึ่งใกล้ๆ กัน

เขาก้าวออกจากที่พักอย่างเงียบเชียบ ก่อนจะเดินออกมาโดยไม่ลืมที่จะปิดประตูลงกลอนจากด้านนอก

ร่างสูงตรงไปยังโรงม้า เพื่อหยิบเอาอาวุธที่ตนตระเตรียมเอาไว้

สมุทราไม่ต้องการให้มีองครักษ์หรือใครตามติดไปด้วย นาคาหนุ่มไม่อยากสูญเสียใครไปจากสงครามเลือดเย็นนี้อีก

เขาจะกลับไปทวงทุกอย่างคืนด้วยตัวเองผู้เดียว

ดวงตาคู่คมฉายแววเด็ดเดี่ยว

หลายปีที่ผ่านมามีหลายชีวิตถูกพรากลมหายใจไปเพราะความบ้าอำนาจของภูวศิษฐ์

สมุทราจะไม่ยอมให้ชีวิตเหล่านั้นต้องสูญเปล่า

ทุกดวงวิญญาณ ทุกเสียงร่ำไห้จะต้องได้รับความเป็นธรรม

สมุทราจะทวงทุกอย่าง จะมอบความแค้น และความเจ็บปวดทั้งหมดกลับคืนสู่ท่านลุงที่กลายร่างเป็นอสูรร้ายอย่างเต็มตัว

 

อันจะกล่าวขับขานบทเพลงแค้น

ถึงคราวแม้นมรณามิหวั่นไหว

หากต้องสละสิ้นลมหายใจ

ขอกลับไปทวงบัลลังก์ทุกสิ่งคืน

 

อันจะกล่าวขับขานบทเพลงรัก

เป็นประจักษ์ล้วนแล้วคือหน้าที่

ความผูกพันของเราสองตระกูลนี้

ขอคืนแก่มัจจุราชผู้นั้นเอย

            ความรักอันบริสุทธิ์ที่เด็กคนหนึ่งมีให้แก่ครอบครัวและบุคคลอันเคารพรักย่อมเกิดจากความรักและผูกพัน     

อดีตภูวศิษฐ์ไม่ต่างจากบิดาที่อุ้มชูมาดั่งครอบครัว

ในเมื่อเขาผู้นั้นไร้ความปราณี สมุทราจะเป็นผู้นำพาความสูญเสียและทุกข์ระทมให้กลับคืนไปสู่ตัวของอีกฝ่ายตราบชั่วนิรันดร์

 

 

กองเพลิงโหมสะท้อนในแววตา องค์สมุทราเปล่งวาจาเสียงดังฟังชัด

“ความแค้นของข้ากำลังจักสิ้นสุดลง แต่ความผิดของเจ้าจักตามหลอกหลอนเจ้าแลลูกหลานของเจ้าไปตลอดกาล”

คมดาบจ่อบริเวณลำคอขององค์ราชา คนที่สมุทราเคยเคารพและไว้ใจ

“ข้าขอลงทัณฑ์ตระกูลพญานาคาภูวศิษฐ์ให้ต้องโทษประหารชีวิตไปเจ็ดชั่วโคตร หากลูกหลานมันผู้ใดเข้าสู่วัฐจักรการเวียนว่ายตายเกิดจักต้องสิ้นชีวีแลทนทุกข์ทรมานให้สมกับที่เคยกบฎคิดทรยศต่อแผ่นดิน”

สมุทราขยุ้มศีรษะของภูวศิษฐ์ขึ้น เอ่ยกระซิบด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก

“พวกเจ้าจักต้องชดใช้ในสิ่งที่กระทำ แลต้องจดจำความผิดนี้จนขึ้นใจ”

ฉึบ!

คมดาบกรีดต้นคอลึกจนเลือดทะลัก ดวงตาคมทั้งสองคู่สบกันด้วยแววตาที่ต่างกัน

สมุทราเปี่ยมอิสระ หลุดพ้นจากพันธนาการไฟแค้นในใจที่ลุกโหม ส่วนภูวศิษฐ์นั้นกำลังหวาดกลัว ทว่ากลับเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้ แม้จนตรอก

“กูจักมิยอมให้มันจบเช่นนี้แน่”

ภูวศิษฐ์จ้องมองนาคาหนุ่มตรงหน้าตาเขม็ง ริมฝีปากหยักกระอักเลือดสีเข้มออกมาตรงหน้า เลือดในกายไหลทะลักออกจากทวารทั้งห้า

“ถึงตัวกูจักต้องตาย แลลูกหลานของกูต้องถูกลงทัณฑ์… อึ่ก! แค่กๆ กูขอสาปแช่งให้มึงพบเจอแต่ความชิบหาย ขอให้มึงทรมานดั่งตายทั้งเป็น”

เสียงหัวเราะดังลั่น ก่อนจะค่อยๆ เบาลงตามจังหวะการเต้นของหัวใจที่ใกล้หยุดลงเต็มที

“เราจักต้องทุกข์ทรมานไปด้วยกัน… สมุทรา”

ภูวศิษฐ์แสยะยิ้มในคราวสุดท้ายของชีวิต

สมุทรานิ่งเงียบ จ้องมองภูวศิษฐ์ที่ขาดใจตาย ดวงตาแดงก่ำเบิกโพลงจ้องมองมาด้วยความแค้นจนกระทั่งสิ้นลม

ไม่เคยมีเลยจริงๆ สินะ

ความรักที่นาคาผู้นี้มีต่อเด็กที่ฟูมฟักมาเช่นเขา

ทุกสิ่งเป็นแค่สิ่งที่ภูวศิษฐ์สร้างขึ้นเพื่อให้ได้รับการยอมรับจากครอบครัวของเขา

เป็นเพียงหนึ่งในแผนการที่คิดกบฏก็เท่านั้นเอง

สิ่งที่สมุทราทำก็เพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้แก่ทุกดวงวิญญาณที่สูญสิ้นไป ต่อให้ต้องแลกมาซึ่งความทุกข์ทรมานเช่นไร สมุทราก็จะขอรับมันไว้ด้วยตนเอง

 

 

 

 

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...