บทที่ ๐๘
‘คาดไม่ถึง’
น้ำปรุงยืนชะโงกมองไปยังลานพิธีลับๆ
ที่คุณหญิงผกาทิพย์ให้พากันมาจัดอยู่ด้านในสวนผลไม้
ท่าทางตะกละตะกลามของวิญญาณดำมืดอย่างอำคา
ทำเธออดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ถึงจะเป็นผีเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าน้ำปรุงจะเคยชิน เด็กสาวไม่อยากคิดเลยว่าหากบัวบูชามาเห็นเข้า
อีกฝ่ายจะว่ายังไง
หมับ!
น้ำปรุงสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกว่ามีใครจับที่บ่า
เธอกระวีกระวาดเอ่ยบอก
“ไม่ใช่นะจ๊ะ ไม่ใช่อย่างที่คุณบัวคิดนะจ๊ะ”
“อะไรของเธอน้ำปรุง”
น้ำปรุงถอนหายใจเฮือกใหญ่
เมื่อพบว่าไม่ใช่บัวบูชาอย่างที่นึกกลัว
“เสียงดังโวยวายแบบนี้
เดี๋ยวคุณหนูบัวก็ได้ลงมาเห็นกันพอดี”
“โธ่ป้าอนงค์ หนูตกใจหมดเลย”
คุณป้าหัวหน้าแม่บ้านเล่นมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงกันแบบนี้
น้ำปรุงแทบหัวใจวายตายอีกรอบ
อนงค์ส่ายหน้าเอือม ก่อนจะหันมองอำคาแล้วทำท่าสยอง
“เธอไปดูแลคุณบัวเถอะ ทางนี้ฉันจะดูแลเอง”
มองก็รู้ว่าน้ำปรุงหวาดกลัวอำคาอยู่ไม่น้อย
ขนาดเธอเป็นผีเองแท้ๆ ยังอดกลัวผีคุณอำคาไม่ได้เลย
“ตกลงจ้ะ” น้ำปรุงรีบตอบรับ
ก่อนจะหายตัววับไปหาบัวบูชาทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น
เมื่อคืนบัวบูชาเอาแต่เฝ้าคิดถึงเรื่องที่เทวาลัยจนนอนไม่หลับ
เธอตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อที่จะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว
เป็นอีกคืนที่เธอไม่ได้หยุดหายใจ
แม้จะไม่ได้นอนหลับสบายเหมือนในคืนแรกก็ตาม
มือเล็กยกขึ้นเติมแต่งใบหน้าด้วยเครื่องประทินผิวที่พกมาจากเมืองกรุง
ก๊อกๆๆ
“คุณบัว คุณบัวตื่นรึยังจ๊ะ”
เสียงเรียกคุ้นหูของสาวใช้คนสนิท
ทำให้บัวบูชาหยัดตัวลุกขึ้นก่อนจะก้าวเดินไปเปิดประตู
“น้ำปรุงมีอะไรรึเปล่า”
“คุณหญิงผกาทิพย์ให้น้ำปรุงมาตามคุณบัวลงไปทานข้าวด้วยกันจ้ะ”
เด็กสาวเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
บัวบูชาเกือบจะยิ้มตอบไปอยู่แล้ว
แต่กลับต้องชะงักเพราะหางตาดันเหลือบไปเห็นเงาดำของใครบางคนอยู่ด้านหลังน้ำปรุงอีกที
มือเล็กยกขึ้นขยี้ดวงตาของตนเล็กน้อยก่อนจะกระพริบตาถี่ๆ
เพื่อจับจ้องบริเวณชานบันไดว่างเปล่า
เงาดำนั้นเลือนหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ
ตาฝาดอีกแล้วหรอเรา
“อะไรหรอจ๊ะ”
น้ำปรุงที่สังเกตเห็นท่าทีดังกล่าวก็หันมองตามด้วยความสงสัย
“ไม่มีอะไรหรอก เราลงไปหาคุณยายกันเถอะ” บัวบูชาตอบปัด
เธอรู้ดีว่าคำว่าผีกับน้ำปรุงเป็นของที่ไม่เข้ากันสักเท่าไหร่
หากเอ่ยเล่าออกไปคงจะมีแต่ทำให้เด็กสาวหวาดกลัวและขวัญผวาเสียเปล่าๆ
“เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง หลับสบายดีไหมหลานยาย”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มฉายชัดถึงความอ่อนโยน
นัยน์ตาคู่สวยแฝงไปด้วยความห่วงใยและรักใคร่สุดหัวใจ
“หลับสบายมากๆ เลยค่ะ
ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่บัวก็หลับสบายทุกคืนเลย”
“ทานเยอะๆ นะ
ยายตั้งใจให้ป้าอนงค์ทำแต่ของโปรดหลานทั้งนั้นเลย”
คุณหญิงผกาทิพย์ระบายยิ้มมีความสุข
“คุณยายไม่ทานด้วยกันหรอคะ”
คิ้วเรียวเลิกขึ้นสงสัย
เมื่อเห็นว่าจานข้าวสวยร้อนๆ ถูกวางไว้ตรงหน้าเธอเพียงคนเดียว และไม่ได้ถูกเตรียมไว้ให้คุณยายเหมือนอย่างเคย
บัวบูชาหันมองคุณยายด้วยท่าทางงุนงง
“เธอด้วยน้ำปรุง ตักข้าวมานั่งกินด้วยกันสิ”
ทั้งน้ำปรุง คุณหญิงผกาทิพย์ รวมไปถึงอนงค์
แม่บ้าน และบรรดาสาวใช้คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
จะให้ลงมือทานด้วยได้อย่างไร
ผีอย่างพวกเธอไม่สามารถทานอาหารมนุษย์ได้ด้วยซ้ำ
อีกอย่างถึงจะทานไปก็ไม่ได้ทำให้อิ่มเหมือนผีคุณอำคาหรอก
สิ่งที่พวกเธอต้องการคือบุญกุศลที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเอาไว้ก็เพียงพอ
“พอดีเมื่อเช้าน้ำปรุงกับคุณหญิงไปตักบาตรมา
เลยทานข้าวก้นบาตรกันไปแล้วน่ะจ้ะ” น้ำปรุงยกยิ้มแหย
ไม่รู้ว่าโกหกไปแล้วจะบาปกว่าเดิมรึเปล่า
แล้วบัวบูชาจะเชื่อหรือไม่
แต่ขืนเธอบอกความจริงออกไปคงได้โดนคุณหญิงเอ็ดไปหลายวันแน่
มิหนำซ้ำจากที่บัวบูชาจะอยู่ที่นี่ต่อได้อย่างมีความสุขจะกลับกลายเป็นเรื่องราวน่าสยองขวัญเสียมากกว่า
พวกเธอรู้ดีว่าบัวบูชามีความผูกพันกับคุณหญิงผกาทิพย์มาก
ไม่ใช่แค่เพียงทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความทรงจำดีๆ
ที่เคยมีร่วมกันในครั้งวัยเยาว์และอื่นๆ อีก
“ของอร่อยเยอะมากเลยจ้ะคุณบัว ตอนนี้พวกเราก็เลยยังอิ่มกันอยู่เลย”
เด็กสาวน้ำปรุงยกมือขึ้นลูบท้องตนด้วยท่าทางอิ่มหนำสำราญ
ท่าทางราวกับนักแสดงมืออาชีพ ทำให้ป้าอนงค์แอบยกนิ้วโป้งให้ด้วยความชื่นชม
การแสดงละครยอดเยี่ยมขนาดนี้
นี่ถ้าหากน้ำปรุงยังมีชีวิต รางวัลการละครดีเด่นคงไม่ไกลเกินเอื้อม
“ตักบาตรหรอ”
บัวบูชาพึมพำ
ก่อนจะหันไปคุยกับคุณยายอย่างนึกขึ้นได้
“คุณยายขา
พรุ่งนี้บัวขอตื่นมาใส่บาตรด้วยได้ไหมคะ”
ตั้งแต่กลับมาจากเทวาลัยวันนั้น
เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย เรื่องราวและเสียงเรียกของใครคนนั้นยังคงกวนใจให้บัวบูชาเผลอนึกถึงอยู่ตลอดเวลา
“ได้สิ เดี๋ยวยายจะให้คนเตรียมของใส่บาตรให้นะ”
คุณหญิงผกาทิพย์เอ่ยตอบด้วยท่าทางใจดี
“วันนี้คุณบัวมีแพลนจะทำอะไรไหมจ๊ะ”
น้ำปรุงเอ่ยถามต่อ
“พี่อยากเข้าไปดูผลไม้ในสวน”
บัวบูชาเงียบไปเล็กน้อย
ยามหันมองคุณยายเพื่อกล่าวขออนุญาต
“บัวไปได้รึเปล่าคะคุณยาย”
คุณหญิงผกาทิพย์นั่งคิด เธอไม่ได้ตอบคำใดๆ ออกมา
แต่ก็พยักหน้ารับให้บัวบูชายิ้มกว้าง
ใจจริงผกาทิพย์แทบไม่อยากให้บัวบูชาก้าวออกจากประตูเรือนนี้เลยด้วยซ้ำ
เธอเป็นห่วง
ยิ่งตอนนี้หญิงชราสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างจากดวงจิตของเหล่าทหารพญานาคที่สิ้นอายุขัยไปในอดีตในวันที่เกิดสงคราม
ทหารเหล่านั้นจับจ้องมายังเธอและครอบครัวราวกับจะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะมาทวงคืน
ผู้ต้องโทษของตระกูลกำลังจะได้รับการลงทัณฑ์อีกครั้ง
คนนั้นๆ ก็คือ บัวบูชา
เหล่าทหารกล้ายืนออกันอยู่หน้าประตูเรือน หากแต่ก็ไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาด้านในให้ผกาทิพย์พอจะใจชื้นอยู่บ้าง
เธอยอมแลกบุญกุศลทุกสิ่งอย่าง
เพื่อสร้างม่านคุ้มครองอยู่รอบบ้าน
แม้จะไม่สามารถป้องกันวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักรบทหารนาคาได้
แต่อย่างนั้นก็พอจะช่วยคุ้มภัยอื่นๆ ให้แก่บัวบูชาได้อยู่บ้าง
ทั้งหมดที่ผกาทิพย์พยายามทุ่มเททำก็เพื่อประวิงเวลาเอาไว้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในเร็ววัน
เธอรู้ดีว่าตนเองไม่อาจฝืนโชคชะตาแสนสั้นของบัวบูชาได้
ตอนนี้ผกาทิพย์เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะปกป้องหลานสาวให้มีชีวิตรอดไปได้อีกนานสักแค่ไหน
ความจริงอันเจ็บปวดที่ทุกดวงวิญญาณในเรือนนี้นั้นต่างรับรู้ได้เป็นอย่างดี
แต่ทุกคนกลับพยายามเก็บซ่อนความทุกข์ตรมเอาไว้ใต้พื้นพรม
ป้องกันไม่ให้บัวบูชาสัมผัสหรือเอื้อมถึง
น้ำปรุงและป้าอนงค์เองก็ชะงักนิ่ง
พวกเธอเงียบไปเพราะสัมผัสถึงเหล่าทหารนั้นได้เช่นกัน
มวลพลังมหาศาลกับกองกำลังทหารโบราณช่างดูน่าเกรงขาม
แบบนี้แล้วแค่เพียงวิญญาณตัวเล็กๆ อย่างพวกเธอจะสามารถต่อกรได้อย่างไรกัน
รอยยิ้มของบัวบูชาในเวลานี้ช่างดูสดใสเกินกว่าจะทำลายมันได้ลง
“กับข้าวพวกนี้ป้าอนงค์ทำเองเลยหรอคะ อร่อยมากๆ
เลย”
“อร่อยก็ทานเยอะๆ นะคะ ป้าทำสุดฝีมือเลย”
ป้าอนงค์แย้มยิ้มให้บัวบูชา
ทั้งที่ภายในใจร้อนรุ่มจนแทบยืนไม่อยู่
บัวบูชารับประทานอาหารต่อด้วยความเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย
แกร่ก!
เคร้ง!
ช้อนแสตนเลสร่วงหล่นจากมือทันทีที่จู่ๆ
อาหารที่ควรจะไหลลงคอดันจุกอยู่ที่หลอดลม
“อึ่ก! อื้อ”
หญิงสาวยกมือขึ้นทุบอก
เธอรู้สึกคล้ายมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอจนเริ่มหายใจไม่ออก
ใบหน้าสวยแดงก่ำ
น้ำตารื้นขึ้นบริเวณขอบตา
“คุณบัว! ตายแล้ว!”
น้ำปรุงรีบรุดกายเข้ามาช่วยอย่างรวดเร็ว
เด็กสาวมีสีหน้าตื่นตระหนก
“แค่กๆๆ”
บัวบูชาพยายามหอบหายใจ
แต่กลับทำได้ยากเย็นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามพรากชีวิตของเธอไป
“ฮือ… คุณบัว”
น้ำปรุงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น
เธอกังวลเรื่องบัวบูชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
แตกต่างจากผกาทิพย์และอนงค์ที่พยายามตั้งสติให้ได้และหาทางช่วยเหลือหลานสาวตรงหน้า
คุณหญิงผกาทิพย์หันมองหลานสาวด้วยแววตานิ่งสงบ
คล้ายว่าเธอนั้นกำลังพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ในใจ
ไม่นานนักนักเก็ตไก่ทอดขนาดพอดีคำที่บัวบูชากินเข้าไปก็กระเด็นหลุดออกมาตามแรงตบที่หลังคอของอนงค์
“น้ำค่ะคุณบัว ดื่มน้ำก่อนนะคะ”
อนงค์ถอยหลังออกให้น้ำปรุงที่ร้องไห้สลึกสะอื้นเข้ามาลูบหลังบัวบูชาแทน
ส่วนตัวเองก็ขยับไปหยิบน้ำดื่มจากแก้วให้บัวบูชารับไปดื่ม
เกือบไปแล้ว
ผกาทิพย์มองหลานสาวด้วยความเป็นห่วง
เธอสูดหายใจเข้าด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยในตอนนี้บัวบูชาก็ยังมีชีวิตอยู่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่คุณหญิงผกาทิพย์พยายามกระทำนั้น
หนทางของความสำเร็จช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน
พวกเราจะดูแลชีวิตของบัวบูชาได้อย่างไร
ในเมื่อเวลาทุกอย่างมันกำลังจะหมดลง
บัวบูชาน้ำตาคลอ
เธอดื่มน้ำเปล่าลงคอ
ก่อนจะหอบหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสูดเอาอากาศเข้าไปในปอด
ความทรมานเมื่อครู่ราวกับจะขาดใจตายลงไปจริงๆ
ยังไม่จางหาย
หญิงสาวยังคงขวัญเสีย
เธอกำลังจะอ้าปากอ้อนคุณยายเหมือนเมื่อครั้งที่เคยตกต้นไม้
และหวังว่าคุณยายจะช่วยปลอบประโลมดวงใจน้อยๆ ดวงนี้
ทว่ายังไม่ทันที่บัวบูชาจะพูดอะไร
ผกาทิพย์ก็เอ่ยขึ้นมาซะก่อน
“น้ำปรุง พาหลานฉันไปพักที่ห้องที”
ผกาทิพย์ค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้
โดยมีอนงค์คอยช่วยพยุง
ไร้ซึ่งการเอ่ยปลอบประโลมใดๆ
ในตอนนี้ผกาทิพย์เอาแต่คิดมากเรื่องความปลอดภัยของบัวบูชาจนแทบไม่มีอารมณ์คิดเรื่องละเอียดอ่อนอื่นๆ
ทั้งพลังที่ใช้ไปเมื่อกี้ก็มากเสียจนร่างของเธอแทบสลาย
หญิงชรามองออกไปด้านนอกชานบ้าน
เธอพบว่าม่านพลังของตัวเองหายไป คงเพราะพลังวิญญาณของเธอนั้นอ่อนแอลงกะทันหัน
ในวันนี้ผกาทิพย์คงต้องพักฝืนอีกยาว
“บัวไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ
แค่ทานเร็วเกินไปจนติดคอเท่านั้นเอง”
บัวบูชายกยิ้มแหย
เธอกลัวว่าจะถูกคุณยายดุ
เพราะสีหน้าและแววตาของผกาทิพย์กำลังแสดงออกมาแบบนั้น
ท่าทางห่างเหินหมางเมินของคุณยาย ทำให้บัวบูชานึกแปลกใจ
คุณยายคงเป็นห่วงเธอมากจนเผลอโกรธใช่ไหมนะ
ต้องใช่แน่ๆ เลย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น