วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 8

 

บทที่ ๐๘

‘คาดไม่ถึง’

 

 

 

น้ำปรุงยืนชะโงกมองไปยังลานพิธีลับๆ ที่คุณหญิงผกาทิพย์ให้พากันมาจัดอยู่ด้านในสวนผลไม้

ท่าทางตะกละตะกลามของวิญญาณดำมืดอย่างอำคา ทำเธออดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้ ถึงจะเป็นผีเหมือนกัน แต่ก็ใช่ว่าน้ำปรุงจะเคยชิน                       เด็กสาวไม่อยากคิดเลยว่าหากบัวบูชามาเห็นเข้า อีกฝ่ายจะว่ายังไง

หมับ!

น้ำปรุงสะดุ้งสุดตัวเมื่อรู้สึกว่ามีใครจับที่บ่า เธอกระวีกระวาดเอ่ยบอก

“ไม่ใช่นะจ๊ะ ไม่ใช่อย่างที่คุณบัวคิดนะจ๊ะ”

“อะไรของเธอน้ำปรุง”

น้ำปรุงถอนหายใจเฮือกใหญ่ เมื่อพบว่าไม่ใช่บัวบูชาอย่างที่นึกกลัว

“เสียงดังโวยวายแบบนี้ เดี๋ยวคุณหนูบัวก็ได้ลงมาเห็นกันพอดี”

“โธ่ป้าอนงค์ หนูตกใจหมดเลย”

คุณป้าหัวหน้าแม่บ้านเล่นมาไม่ให้ซุ่มให้เสียงกันแบบนี้ น้ำปรุงแทบหัวใจวายตายอีกรอบ

อนงค์ส่ายหน้าเอือม ก่อนจะหันมองอำคาแล้วทำท่าสยอง

“เธอไปดูแลคุณบัวเถอะ ทางนี้ฉันจะดูแลเอง”

มองก็รู้ว่าน้ำปรุงหวาดกลัวอำคาอยู่ไม่น้อย ขนาดเธอเป็นผีเองแท้ๆ ยังอดกลัวผีคุณอำคาไม่ได้เลย

“ตกลงจ้ะ” น้ำปรุงรีบตอบรับ ก่อนจะหายตัววับไปหาบัวบูชาทันที

 

 

 

 

เช้าวันรุ่งขึ้น

เมื่อคืนบัวบูชาเอาแต่เฝ้าคิดถึงเรื่องที่เทวาลัยจนนอนไม่หลับ เธอตื่นตั้งแต่เช้ามืดเพื่อที่จะลุกขึ้นไปอาบน้ำแต่งตัว

เป็นอีกคืนที่เธอไม่ได้หยุดหายใจ แม้จะไม่ได้นอนหลับสบายเหมือนในคืนแรกก็ตาม

มือเล็กยกขึ้นเติมแต่งใบหน้าด้วยเครื่องประทินผิวที่พกมาจากเมืองกรุง

 

ก๊อกๆๆ

“คุณบัว คุณบัวตื่นรึยังจ๊ะ”

            เสียงเรียกคุ้นหูของสาวใช้คนสนิท ทำให้บัวบูชาหยัดตัวลุกขึ้นก่อนจะก้าวเดินไปเปิดประตู

“น้ำปรุงมีอะไรรึเปล่า”

“คุณหญิงผกาทิพย์ให้น้ำปรุงมาตามคุณบัวลงไปทานข้าวด้วยกันจ้ะ” เด็กสาวเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม

บัวบูชาเกือบจะยิ้มตอบไปอยู่แล้ว แต่กลับต้องชะงักเพราะหางตาดันเหลือบไปเห็นเงาดำของใครบางคนอยู่ด้านหลังน้ำปรุงอีกที

มือเล็กยกขึ้นขยี้ดวงตาของตนเล็กน้อยก่อนจะกระพริบตาถี่ๆ เพื่อจับจ้องบริเวณชานบันไดว่างเปล่า

เงาดำนั้นเลือนหายไปราวกับไม่เคยปรากฏ

ตาฝาดอีกแล้วหรอเรา

“อะไรหรอจ๊ะ”

น้ำปรุงที่สังเกตเห็นท่าทีดังกล่าวก็หันมองตามด้วยความสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก เราลงไปหาคุณยายกันเถอะ” บัวบูชาตอบปัด

เธอรู้ดีว่าคำว่าผีกับน้ำปรุงเป็นของที่ไม่เข้ากันสักเท่าไหร่ หากเอ่ยเล่าออกไปคงจะมีแต่ทำให้เด็กสาวหวาดกลัวและขวัญผวาเสียเปล่าๆ 

 

 

 

“เมื่อคืนเป็นอย่างไรบ้าง หลับสบายดีไหมหลานยาย”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มฉายชัดถึงความอ่อนโยน นัยน์ตาคู่สวยแฝงไปด้วยความห่วงใยและรักใคร่สุดหัวใจ

“หลับสบายมากๆ เลยค่ะ ตั้งแต่มาอยู่ที่นี่บัวก็หลับสบายทุกคืนเลย”

“ทานเยอะๆ นะ ยายตั้งใจให้ป้าอนงค์ทำแต่ของโปรดหลานทั้งนั้นเลย”

คุณหญิงผกาทิพย์ระบายยิ้มมีความสุข

“คุณยายไม่ทานด้วยกันหรอคะ”

คิ้วเรียวเลิกขึ้นสงสัย เมื่อเห็นว่าจานข้าวสวยร้อนๆ ถูกวางไว้ตรงหน้าเธอเพียงคนเดียว และไม่ได้ถูกเตรียมไว้ให้คุณยายเหมือนอย่างเคย

บัวบูชาหันมองคุณยายด้วยท่าทางงุนงง

“เธอด้วยน้ำปรุง ตักข้าวมานั่งกินด้วยกันสิ”

ทั้งน้ำปรุง คุณหญิงผกาทิพย์ รวมไปถึงอนงค์ แม่บ้าน และบรรดาสาวใช้คนอื่นๆ ต่างมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

จะให้ลงมือทานด้วยได้อย่างไร ผีอย่างพวกเธอไม่สามารถทานอาหารมนุษย์ได้ด้วยซ้ำ อีกอย่างถึงจะทานไปก็ไม่ได้ทำให้อิ่มเหมือนผีคุณอำคาหรอก

สิ่งที่พวกเธอต้องการคือบุญกุศลที่คอยหล่อเลี้ยงจิตวิญญาณเอาไว้ก็เพียงพอ

“พอดีเมื่อเช้าน้ำปรุงกับคุณหญิงไปตักบาตรมา เลยทานข้าวก้นบาตรกันไปแล้วน่ะจ้ะ” น้ำปรุงยกยิ้มแหย

ไม่รู้ว่าโกหกไปแล้วจะบาปกว่าเดิมรึเปล่า แล้วบัวบูชาจะเชื่อหรือไม่ แต่ขืนเธอบอกความจริงออกไปคงได้โดนคุณหญิงเอ็ดไปหลายวันแน่

มิหนำซ้ำจากที่บัวบูชาจะอยู่ที่นี่ต่อได้อย่างมีความสุขจะกลับกลายเป็นเรื่องราวน่าสยองขวัญเสียมากกว่า

พวกเธอรู้ดีว่าบัวบูชามีความผูกพันกับคุณหญิงผกาทิพย์มาก ไม่ใช่แค่เพียงทางสายเลือดเท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงความทรงจำดีๆ ที่เคยมีร่วมกันในครั้งวัยเยาว์และอื่นๆ อีก

“ของอร่อยเยอะมากเลยจ้ะคุณบัว ตอนนี้พวกเราก็เลยยังอิ่มกันอยู่เลย”

เด็กสาวน้ำปรุงยกมือขึ้นลูบท้องตนด้วยท่าทางอิ่มหนำสำราญ ท่าทางราวกับนักแสดงมืออาชีพ ทำให้ป้าอนงค์แอบยกนิ้วโป้งให้ด้วยความชื่นชม

การแสดงละครยอดเยี่ยมขนาดนี้ นี่ถ้าหากน้ำปรุงยังมีชีวิต รางวัลการละครดีเด่นคงไม่ไกลเกินเอื้อม

“ตักบาตรหรอ”  

บัวบูชาพึมพำ ก่อนจะหันไปคุยกับคุณยายอย่างนึกขึ้นได้

“คุณยายขา พรุ่งนี้บัวขอตื่นมาใส่บาตรด้วยได้ไหมคะ”

ตั้งแต่กลับมาจากเทวาลัยวันนั้น เธอรู้สึกไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลย เรื่องราวและเสียงเรียกของใครคนนั้นยังคงกวนใจให้บัวบูชาเผลอนึกถึงอยู่ตลอดเวลา

“ได้สิ เดี๋ยวยายจะให้คนเตรียมของใส่บาตรให้นะ”

คุณหญิงผกาทิพย์เอ่ยตอบด้วยท่าทางใจดี

“วันนี้คุณบัวมีแพลนจะทำอะไรไหมจ๊ะ” น้ำปรุงเอ่ยถามต่อ

“พี่อยากเข้าไปดูผลไม้ในสวน”       

บัวบูชาเงียบไปเล็กน้อย ยามหันมองคุณยายเพื่อกล่าวขออนุญาต

“บัวไปได้รึเปล่าคะคุณยาย”

คุณหญิงผกาทิพย์นั่งคิด เธอไม่ได้ตอบคำใดๆ ออกมา แต่ก็พยักหน้ารับให้บัวบูชายิ้มกว้าง

ใจจริงผกาทิพย์แทบไม่อยากให้บัวบูชาก้าวออกจากประตูเรือนนี้เลยด้วยซ้ำ

เธอเป็นห่วง

ยิ่งตอนนี้หญิงชราสัมผัสได้ถึงพลังบางอย่างจากดวงจิตของเหล่าทหารพญานาคที่สิ้นอายุขัยไปในอดีตในวันที่เกิดสงคราม ทหารเหล่านั้นจับจ้องมายังเธอและครอบครัวราวกับจะบอกว่าถึงเวลาแล้วที่พวกเขาจะมาทวงคืน

ผู้ต้องโทษของตระกูลกำลังจะได้รับการลงทัณฑ์อีกครั้ง

คนนั้นๆ ก็คือ บัวบูชา

เหล่าทหารกล้ายืนออกันอยู่หน้าประตูเรือน หากแต่ก็ไม่ได้ล่วงล้ำเข้ามาด้านในให้ผกาทิพย์พอจะใจชื้นอยู่บ้าง

เธอยอมแลกบุญกุศลทุกสิ่งอย่าง เพื่อสร้างม่านคุ้มครองอยู่รอบบ้าน

แม้จะไม่สามารถป้องกันวิญญาณศักดิ์สิทธิ์ของเหล่านักรบทหารนาคาได้ แต่อย่างนั้นก็พอจะช่วยคุ้มภัยอื่นๆ ให้แก่บัวบูชาได้อยู่บ้าง

ทั้งหมดที่ผกาทิพย์พยายามทุ่มเททำก็เพื่อประวิงเวลาเอาไว้ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายขึ้นในเร็ววัน เธอรู้ดีว่าตนเองไม่อาจฝืนโชคชะตาแสนสั้นของบัวบูชาได้

ตอนนี้ผกาทิพย์เริ่มไม่มั่นใจแล้วว่าจะปกป้องหลานสาวให้มีชีวิตรอดไปได้อีกนานสักแค่ไหน

ความจริงอันเจ็บปวดที่ทุกดวงวิญญาณในเรือนนี้นั้นต่างรับรู้ได้เป็นอย่างดี แต่ทุกคนกลับพยายามเก็บซ่อนความทุกข์ตรมเอาไว้ใต้พื้นพรม ป้องกันไม่ให้บัวบูชาสัมผัสหรือเอื้อมถึง

น้ำปรุงและป้าอนงค์เองก็ชะงักนิ่ง พวกเธอเงียบไปเพราะสัมผัสถึงเหล่าทหารนั้นได้เช่นกัน

มวลพลังมหาศาลกับกองกำลังทหารโบราณช่างดูน่าเกรงขาม แบบนี้แล้วแค่เพียงวิญญาณตัวเล็กๆ อย่างพวกเธอจะสามารถต่อกรได้อย่างไรกัน

รอยยิ้มของบัวบูชาในเวลานี้ช่างดูสดใสเกินกว่าจะทำลายมันได้ลง

“กับข้าวพวกนี้ป้าอนงค์ทำเองเลยหรอคะ อร่อยมากๆ เลย”

“อร่อยก็ทานเยอะๆ นะคะ ป้าทำสุดฝีมือเลย”

ป้าอนงค์แย้มยิ้มให้บัวบูชา ทั้งที่ภายในใจร้อนรุ่มจนแทบยืนไม่อยู่

บัวบูชารับประทานอาหารต่อด้วยความเพลิดเพลินและเอร็ดอร่อย

แกร่ก!

เคร้ง!

ช้อนแสตนเลสร่วงหล่นจากมือทันทีที่จู่ๆ อาหารที่ควรจะไหลลงคอดันจุกอยู่ที่หลอดลม

“อึ่ก! อื้อ”

หญิงสาวยกมือขึ้นทุบอก เธอรู้สึกคล้ายมีอะไรบางอย่างติดอยู่ที่ลำคอจนเริ่มหายใจไม่ออก

ใบหน้าสวยแดงก่ำ น้ำตารื้นขึ้นบริเวณขอบตา

 

“คุณบัว! ตายแล้ว!”

น้ำปรุงรีบรุดกายเข้ามาช่วยอย่างรวดเร็ว เด็กสาวมีสีหน้าตื่นตระหนก

“แค่กๆๆ”

บัวบูชาพยายามหอบหายใจ แต่กลับทำได้ยากเย็นเหมือนมีมือที่มองไม่เห็นกำลังพยายามพรากชีวิตของเธอไป

“ฮือ… คุณบัว”

น้ำปรุงร้องไห้ออกมาด้วยความอัดอั้น

เธอกังวลเรื่องบัวบูชาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แตกต่างจากผกาทิพย์และอนงค์ที่พยายามตั้งสติให้ได้และหาทางช่วยเหลือหลานสาวตรงหน้า

คุณหญิงผกาทิพย์หันมองหลานสาวด้วยแววตานิ่งสงบ คล้ายว่าเธอนั้นกำลังพึมพำอะไรบางอย่างอยู่ในใจ ไม่นานนักนักเก็ตไก่ทอดขนาดพอดีคำที่บัวบูชากินเข้าไปก็กระเด็นหลุดออกมาตามแรงตบที่หลังคอของอนงค์

“น้ำค่ะคุณบัว ดื่มน้ำก่อนนะคะ”

อนงค์ถอยหลังออกให้น้ำปรุงที่ร้องไห้สลึกสะอื้นเข้ามาลูบหลังบัวบูชาแทน ส่วนตัวเองก็ขยับไปหยิบน้ำดื่มจากแก้วให้บัวบูชารับไปดื่ม

เกือบไปแล้ว

ผกาทิพย์มองหลานสาวด้วยความเป็นห่วง เธอสูดหายใจเข้าด้วยความโล่งใจ อย่างน้อยในตอนนี้บัวบูชาก็ยังมีชีวิตอยู่

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นยิ่งตอกย้ำว่าสิ่งที่คุณหญิงผกาทิพย์พยายามกระทำนั้น หนทางของความสำเร็จช่างริบหรี่เสียเหลือเกิน

พวกเราจะดูแลชีวิตของบัวบูชาได้อย่างไร ในเมื่อเวลาทุกอย่างมันกำลังจะหมดลง

บัวบูชาน้ำตาคลอ

เธอดื่มน้ำเปล่าลงคอ ก่อนจะหอบหายใจเข้าลึกๆ เพื่อสูดเอาอากาศเข้าไปในปอด

ความทรมานเมื่อครู่ราวกับจะขาดใจตายลงไปจริงๆ ยังไม่จางหาย

หญิงสาวยังคงขวัญเสีย เธอกำลังจะอ้าปากอ้อนคุณยายเหมือนเมื่อครั้งที่เคยตกต้นไม้ และหวังว่าคุณยายจะช่วยปลอบประโลมดวงใจน้อยๆ ดวงนี้

ทว่ายังไม่ทันที่บัวบูชาจะพูดอะไร ผกาทิพย์ก็เอ่ยขึ้นมาซะก่อน

“น้ำปรุง พาหลานฉันไปพักที่ห้องที”

ผกาทิพย์ค่อยๆ หยัดตัวลุกขึ้นจากเก้าอี้ โดยมีอนงค์คอยช่วยพยุง

ไร้ซึ่งการเอ่ยปลอบประโลมใดๆ

ในตอนนี้ผกาทิพย์เอาแต่คิดมากเรื่องความปลอดภัยของบัวบูชาจนแทบไม่มีอารมณ์คิดเรื่องละเอียดอ่อนอื่นๆ ทั้งพลังที่ใช้ไปเมื่อกี้ก็มากเสียจนร่างของเธอแทบสลาย

หญิงชรามองออกไปด้านนอกชานบ้าน เธอพบว่าม่านพลังของตัวเองหายไป คงเพราะพลังวิญญาณของเธอนั้นอ่อนแอลงกะทันหัน

ในวันนี้ผกาทิพย์คงต้องพักฝืนอีกยาว

“บัวไม่เป็นอะไรแล้วค่ะ แค่ทานเร็วเกินไปจนติดคอเท่านั้นเอง” 

บัวบูชายกยิ้มแหย

เธอกลัวว่าจะถูกคุณยายดุ เพราะสีหน้าและแววตาของผกาทิพย์กำลังแสดงออกมาแบบนั้น

ท่าทางห่างเหินหมางเมินของคุณยาย ทำให้บัวบูชานึกแปลกใจ

คุณยายคงเป็นห่วงเธอมากจนเผลอโกรธใช่ไหมนะ

ต้องใช่แน่ๆ เลย

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...