วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 7

 

บทที่ ๐๗

‘ทุกข์ทรมาน’

 

 

 

ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน

 

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรียกให้นางนาคิณีที่หลับใหลอยู่ใต้ถ้ำลึกพร้อมโซ่ตรวนปรือตาขึ้นมอง

เธอหายใจแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง

รอยบุ๋มกลางหน้าผากที่เกิดจากการสละมณีนาคาประจำตัวของตนทิ้งไปยังคงเด่นชัด

มณีนาคาเป็นอัญมณีประจำกายที่เอาไว้กักเก็บพลังชีวิตและอำนาจของเหล่านาคาและนาคี

มันคือจิตวิญญาณของชาวเรา

ทว่า ปทุมธารากลับเลือกที่จะใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเพื่อทำลายมัน

ทำลายจิตวิญญาณของตนเอง

“ช่างเป็นบุญของหม่อมฉันยิ่งนักที่องค์ราชาสละเวลาอันมีค่าเข้ามาหาถึงที่นี่”

เสียงที่เคยสดใส บัดนี้แหบพร่าไร้พลัง  นัยน์ตาเจ็บช้ำตวัดมองร่างหนาเรืองรองที่ย่างกรายเข้ามาในถ้ำยามอัสดง ใบหน้าหวานงดงามเหนือหญิงใดแสยะยิ้มมุมปาก

พญานาคิณีสาวจ้องมองผู้ที่เป็นถึงองค์ราชาราวกับเป็นผู้ชนะ ทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งใดสู้อีกฝ่ายได้เลย

สำรับอาหารคาวหวานและผลไม้แกะสลักลวดลายประณีตงดงามถูกนำมาวางลงตรงหน้าด้วยฝีมือของอังเต องครักษ์หนุ่มประจำกายขององค์ราชา

ปทุมธาราเลิกคิ้วมองเล็กน้อย นาคิณีสาวชะงักนิ่ง รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับอีกแล้วในภพชาตินี้

“น้ำใจจากข้า หวังว่าเจ้าจักยังมิลืมวันสำคัญของตนเอง”

เสียงทุ้มเต็มไปด้วยอำนาจ ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่อยู่ภายใน นัยน์ตาคมเสมองหญิงสาวที่เขาเมตตาและเอ็นดู

หากวันนั้นไม่เกิดเรื่องราวเลวร้ายขึ้น วันนี้ของเราคงดีกว่าที่เป็นอยู่

ความกระหายอำนาจไม่เคยปราณีผู้ใด มันนำพาทุกความหายนะมาสู่ตนเองและครอบครัว

ช่างน่าเสียดาย

 

“อยู่ในถ้ำมืดมนเช่นนี้จักรู้วันเดือนปีได้เช่นไรองค์สมุทรา”

ปทุมธาราตวัดสายตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูงดงามราวกับบุรุษในวรรณคดี องค์ราชาผู้สูงส่งต่างจากหญิงมีมลทินอย่างเธอราวฟ้ากับเหว

“ไม่ยักรู้ว่าเรื่องของหม่อนฉันจักยังคงสำคัญในสายตาของฝ่าบาทด้วย”

หญิงสาวได้แต่ยิ้มเยาะตนเอง

มีชีวิตเช่นนี้ ต่อให้ถึงวันคล้ายวันเกิดก็ไม่มีคุณค่าอะไร

เธอเลิกสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปนานแล้ว ตอนนี้ปทุมธาราหวังเพียงหลุดพ้นออกไปจากที่นี่ให้ได้ก็เท่านั้น

“พูดจาประชดประชันได้เช่นนี้ เจ้าคงฟื้นพลังได้มากเพียงพอแล้วสินะ”

สมุทรานาคราชจ้องมองรอยแผลเป็นกลางหน้าผากของนาคิณีสาวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง หากแต่ภายในจิตใจกลับขุ่นมัว

เขาไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำสิ้นคิดนั่น แต่ก็มิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่ง

แม้อีกฝ่ายจะไม่สิ้นใจทันทีหลังจากมณีนาคาสลายไป แต่นับตั้งแต่นั้นร่างกายก็จะค่อยๆ ทรุดลง

หากไม่มีพลังของเขาคอยหล่อเลี้ยงและหมุนเวียนอยู่ที่นี่เรื่อยๆ ปทุมธาราคงเหลือเพียงชื่อไปนานแล้ว

“ท่านกลัวหรือเพคะ… กลัวหม่อมฉันทำสำเร็จจนต้องยอมเฉียดกายลงมาที่นี่ด้วยพระองค์เองเลยหรือองค์ราชา”

มองจากสรวงสวรรค์ก็ยังรู้ อย่างสมุทรานาคราชน่ะหรือจะสละเวลามาเยี่ยมเยียนนักโทษอย่างเธอ

เป็นเรื่องที่ละเมอเพ้อฝันทั้งนั้น

แท้จริงแล้วองค์ราชามาที่นี่ก็เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าพลังนาคาที่ยังพอหลงเหลืออยู่ของเธอจะฟื้นฟูขึ้นมาได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก

เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ปทุมธาราจะทำสำเร็จนั้นก็มีมากขึ้นไปด้วย

“หม่อมฉันจักทำสำเร็จเป็นแน่ แม้แต่ท่านก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้”

เพลานี้เธอมิอาจตายตามคำประกาศิตจากมัจจุราชตรงหน้า แต่ต้องมาทุกข์ทรมานและถูกจองจำตลอดไปในภพชาตินี้

ปทุมธารายอมสละมณีนาคาของตนเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกไปจากบ่วงกรรมและโทษทัณฑ์ที่ได้รับมา

ในเมื่อเขาประสงค์ให้เธอมีชีวิตอยู่ ต่างจากเธอที่ประสงค์อยากจะไป

ความต้องการที่ไม่เหมือนกัน ทำร้ายและทำลายความสัมพันธ์ที่เคยดี

ชีวิตต่อจากนี้ ปทุมธาราขอเลือกมันด้วยตนเอง

มณีนาคาที่แตกสลายเป็นความหวังเดียวที่ปทุมธาราเอาชีวิตอันไร้ค่าของตนเองเป็นเดิมพัน

การมีชีวิตอยู่ในสภาพแบบนี้ เธอยอมตายตามบิดามารดาและพี่ชายไปซะยังดีกว่า

“อีกไม่นานไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็จักต้องตาย มิมีสิ่งใดเปลี่ยนชะตาได้ ท่านย่อมรู้ดี”

“ข้าเป็นผู้ลงทัณฑ์ ชะตาเจ้าย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของข้า”

“…”

“พยายามต่อไปก็ล้วนแล้วแต่ทรมานตนเองเสียเปล่าๆ ล้มเลิกความคิดโง่เง่านี้เสียเถิดปทุมธารา” สมุทรานาคาว่าอย่างใจเย็น

ต่อให้ปทุมธาราจะใช้อีกสักกี่สิบมณีนาคาก็ไม่อาจช่วยให้เธอหนีจากโทษทัณฑ์นี้ไปได้อย่างที่ใจคิด

“หึ ฮ่าๆๆ เช่นนั้นหรือ”

เสียงหวานพร่าหัวเราะยียวน ทั้งยังมองด้วยแววตาท้าทาย

“หากเป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็มิเห็นต้องกังวลสิ่งใด แล้วเหตุใดจึงต้องมีทีท่าเคร่งเครียดด้วยเล่าองค์ราชาผู้มากไปด้วยอำนาจล้นมือ”

“มากเกินไปแล้ว!”

เป็นอังเตที่อดทนคำพูดกวนโทสะของนาคิณีสาวไม่ไหว องครักษ์หนุ่มไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดองค์ราชาของเขาถึงได้ยังคงนิ่งฟังต่อไปได้อยู่อีก

“ช่างเถิดอังเต กับนางผู้นี้ข้ามิขอถือสา”

สมุทรายกยิ้มมุมปาก ยามตวัดสายตาคมคายไปมองใบหน้าซีดเซียวไร้สีสัน

สภาพเช่นนี้ยังคิดต่อกรกัน แล้วเขาจะไปถือสาผู้ที่ไม่มีทางสู้แต่อวดดีได้อย่างไร

“สำรับอาหารที่เตรียมมานี้ หากนางมิต้องการ เจ้าจงนำกลับไป”

เสียงทุ้มเอ่ยสั่งให้อังเตน้อมศีรษะรับ นาคาหนุ่มขยับยกสำรับขึ้นมาถือไว้ตามเดิม โดยที่ปทุมธาราก็ทำเพียงมองกลับมา ไม่ได้เอ่ยห้ามแต่อย่างใด

“สักวันกรรมจักตามทัน ท่านอาจต้องเจ็บปวดมิต่างจากที่ข้าเจ็บ”

“กรรมมักตามทันผู้ที่กระทำความผิดอยู่เสมอ เช่นเจ้าแลตระกูลของเจ้าที่กำลังได้รับอยู่ในเพลานี้อย่างไรเล่า”

“สมุทรา!”

“ระวังคำพูดให้ดีปทุมธารา อย่าคิดว่าข้าจักใจดี”

นัยน์ตาสีทองอร่ามฉายแววดุดัน คำที่เอ่ยออกมาดูจริงจังจนคนฟังอย่างอังเตลอบกลืนน้ำลาย

สมุทรานาคราชจ้องมองใบหน้าหวานของปทุมธาราอีกครั้ง ก่อนจะละสายตาแล้วเดินนำอังเตออกไปอย่างไม่หันหลังกลับมามอง

 

“สั่งทหารเฝ้าที่นี่อย่างเข้มงวด มีสิ่งใดผิดปกติให้รายงานข้า”

สมุทรานาคราชเอ่ยสั่ง หลังจากพาตัวเองออกห่างมาจากบริเวณคุมขังนั้นแล้ว

นัยน์ตาคมฉายแววสั่นไหว ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมอย่างที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น

“จับตามองนางไว้ให้ดี ผลัดเวรยามเฝ้าอย่าให้คลาดสายตา”

“พะยะค่ะองค์ราชา”

 

 

 

 

 

ผกาทิพย์หลับตาลงขณะนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระบนเรือน หญิงชราผ่อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ปรับความวุ่นวายในเรื่องต่างๆ ภายในจิตใจให้สงบลง

สายลมอุ่นร้อนพัดผ่านบานหน้าต่างด้านข้างโต๊ะหมู่บูชา ม่านหน้าต่างเปิดออกเผยให้เห็นเงาดำทมิฬที่ปรากฎกายเลือนลางอยู่ตรงนั้น

“แม่ครับ… ผมหิว”

อำคา ร้องเรียกผู้ให้กำเนิดด้วยน้ำเสียงโหยหวน

ใบหน้าคมซีดเซียวเหลือเพียงหนังย่นๆ ห่อหุ้มกระดูกที่โปนออกมาเอาไว้ ดวงตาไร้แววดูอิดโรย เบ้าตาลึกโบ๋ช้ำเลือดช้ำหนองดูน่าสยดสยอง กลุ่มควันสีดำลอยคลุ้งรอบกาย

แม้สถานที่แห่งนี้จะมีเทวดาอารักข์และเจ้าที่เจ้าทางคอยปกปักษ์คุ้มครองอยู่ แต่อำคากลับได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้านจากคำกล่าวเชิญของคุณหญิงผกาทิพย์ ผู้เป็นมารดาทั้งในชาตินี้และชาติก่อนๆ

หญิงชรามิอาจทำใจปล่อยบุตรชายแท้ๆ ของตนเอาไว้ด้านนอกเพียงลำพังได้

แม้ทุกคนจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อำคากลับแตกต่าง

บุตรชายคนนี้ของเธอนั้นกระทำความผิดบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทั้งยังไม่เคยทำบุญใดๆ เพิ่มเติมเลยในชาติภพนี้

กรรมใดก็ไม่อาจหนักหนาเท่ากรรมที่ได้ลงมือปลิดชีพชีวิตด้วยตนเอง

การกระทำเหล่านั้น รวมถึงเคราะห์กรรมที่สะสมมาในอดีตชาติส่งผลให้อำคาเป็นวิญญาณอาฆาตร้ายที่ไม่สามารถสร้างบุญได้ต่อเช่นผกาทิพย์และคนอื่นๆ

อำคาทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น

ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลดละโทสะและแรงแค้นลง แถมยังดูจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

“แม่…”

ผกาทิพย์สูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นจากสมาธิ

ริมฝีปากหยักเหี่ยวย่นของผกาทิพย์พึมพำท่องบทแผ่เมตตา หวังเพียงส่งบุญบารมีบางส่วนไปให้บุตรชาย ทว่าวิญญาณร้ายที่ติดอยู่ในบ่วงกงกรรมกงเกวียนของตนเองอย่างอำคากลับไม่เคยสัมผัสถึงมัน

ไม่ว่าหญิงชราจะพยายามอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้มากมายแค่ไหนมันก็ไม่เคยเพียงพอและไปถึง

แสงสีทองวาบสว่างออกมาและเลือนหายไปก่อนจะถึงตัวบุตรชายที่ยืนนิ่งอยู่บริเวณหลังม่านหน้าต่าง

อำคาในตอนนี้เนื้อตัวสั่นเทา เขาร้อนรุ่มราวกับอวัยวะภายในจะระเบิดออกมาด้านนอก มือหนาที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมขยับเอื้อมเข้ามาในตัวเรือนหมายจะสัมผัสเพียงเสี้ยวของกุศลที่มารดาส่งมาให้

“อึก!”

ของเหลวสีแดงกระอักไหลออกมาจากโพรงปากที่ฉีกยาวจนแทบถึงรูหู

ไม่ใช่เพียงสัมผัสไม่ได้ แค่เข้าใกล้อำคานั้นก็ทุกข์ทรมานราวจะขาดใจ

คุณหญิงผกาทิพย์เริ่มรู้สึกกังวล เธอเป็นห่วงบุตรชายอันเป็นที่รักจับขั้วหัวใจ แม้ลูกจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปเพียงใดก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนความรักที่บริสุทธิ์ของผู้เป็นแม่ได้เลย

ผกาทิพย์ยังคงรักและเอ็นดูอำคาไม่ต่างจากวันแรกที่เธอคลอดออกมา

หญิงชราไม่เคยโกรธอีกฝ่ายเลยทั้งที่ทุกคนก็ล้วนสิ้นใจตาย เหตุเพราะการกระทำของอำคาทั้งนั้น

เธอรู้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้  

คำลงโทษของตระกูลที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหนีพ้น

“อนงค์”

ผกาทิพย์เอ่ยเรียกอนงค์ที่นั่งคอยรับใช้เธออยู่ด้านข้างให้อีกฝ่ายขานรับ

“จัดเตรียมสำรับคาวหวานที ฉันจะทำพิธีเซ่นไหว้”

อนงค์ชะงักไปเล็กน้อย เธอปรายตามองไปยังบานหน้าต่างชั่วครู่

“ค่ะ คุณหญิง”

 

 

 

ทันทีที่ธูปหนึ่งดอกปักลงไปบนสำรับอาหาร เครื่องเซ่นมากมายก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าอำคาให้ผีหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปคว้าทุกอย่างกลืนลงคอ

อำคาสวาปามเครื่องเซ่นด้วยท่าทางหิวโหยราวกับไม่มีอะไรตกถึงท้องมาร่วมหลายเดือน

มือซูบผอมเอื้อมหยิบหมูเห็ดเป็ดไก่ ฉีกทึ้งเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่า

เศษอาหารมากมายกระจัดกระจายไปตามโต๊ะตัวยาว ปริมาณอาหารทั้งหมดมีเทียบเท่ามากพอที่จะเลี้ยงคนได้ทั้งบ้าน แต่ผีอำคากลับสามารถทานมันหมดได้ในรวดเดียวภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง

แก้วน้ำดื่มถูกกระดกเข้าปาก ทว่า… ความหิวที่ถูกบรรเทาลงไปจนลดน้อยลงเรื่อยๆ กลับค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทันทีที่หยุดมือ

เสียงหอบหายใจรุนแรงด้วยความทุกข์ทรมานดังขึ้นอีกครั้ง

เพราะผลบุญที่ไม่อาจเอื้อมมือรับไว้ได้ทำให้อาหารเครื่องเซ่นเหล่านี้จากแม่ผู้มีพระคุณเป็นเพียงความหวังเดียวของเขา

นับตั้งแต่ที่บัวบูชาเข้ามาอยู่ในบ้าน ผกาทิพย์ก็แทบไม่ได้จัดเครื่องเซ่นให้อำคาเลย

หลานสาวของเธอไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น และผกาทิพย์ก็ไม่มีวันให้รู้ด้วย

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...