บทที่ ๐๗
‘ทุกข์ทรมาน’
ย้อนกลับไปเมื่อหลายร้อยปีก่อน
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรียกให้นางนาคิณีที่หลับใหลอยู่ใต้ถ้ำลึกพร้อมโซ่ตรวนปรือตาขึ้นมอง
เธอหายใจแผ่วเบาอย่างไร้เรี่ยวแรง
รอยบุ๋มกลางหน้าผากที่เกิดจากการสละมณีนาคาประจำตัวของตนทิ้งไปยังคงเด่นชัด
มณีนาคาเป็นอัญมณีประจำกายที่เอาไว้กักเก็บพลังชีวิตและอำนาจของเหล่านาคาและนาคี
มันคือจิตวิญญาณของชาวเรา
ทว่า
ปทุมธารากลับเลือกที่จะใช้เรี่ยวแรงสุดท้ายเพื่อทำลายมัน
ทำลายจิตวิญญาณของตนเอง
“ช่างเป็นบุญของหม่อมฉันยิ่งนักที่องค์ราชาสละเวลาอันมีค่าเข้ามาหาถึงที่นี่”
เสียงที่เคยสดใส บัดนี้แหบพร่าไร้พลัง
นัยน์ตาเจ็บช้ำตวัดมองร่างหนาเรืองรองที่ย่างกรายเข้ามาในถ้ำยามอัสดง
ใบหน้าหวานงดงามเหนือหญิงใดแสยะยิ้มมุมปาก
พญานาคิณีสาวจ้องมองผู้ที่เป็นถึงองค์ราชาราวกับเป็นผู้ชนะ
ทั้งๆ ที่ไม่มีสิ่งใดสู้อีกฝ่ายได้เลย
สำรับอาหารคาวหวานและผลไม้แกะสลักลวดลายประณีตงดงามถูกนำมาวางลงตรงหน้าด้วยฝีมือของอังเต
องครักษ์หนุ่มประจำกายขององค์ราชา
ปทุมธาราเลิกคิ้วมองเล็กน้อย นาคิณีสาวชะงักนิ่ง
รู้สึกประหลาดใจกับสิ่งที่ไม่คาดคิดว่าจะได้รับอีกแล้วในภพชาตินี้
“น้ำใจจากข้า
หวังว่าเจ้าจักยังมิลืมวันสำคัญของตนเอง”
เสียงทุ้มเต็มไปด้วยอำนาจ
ทว่ามันกลับแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่อยู่ภายใน
นัยน์ตาคมเสมองหญิงสาวที่เขาเมตตาและเอ็นดู
หากวันนั้นไม่เกิดเรื่องราวเลวร้ายขึ้น
วันนี้ของเราคงดีกว่าที่เป็นอยู่
ความกระหายอำนาจไม่เคยปราณีผู้ใด
มันนำพาทุกความหายนะมาสู่ตนเองและครอบครัว
ช่างน่าเสียดาย
“อยู่ในถ้ำมืดมนเช่นนี้จักรู้วันเดือนปีได้เช่นไรองค์สมุทรา”
ปทุมธาราตวัดสายตาจ้องมองใบหน้าหล่อเหลาที่ดูงดงามราวกับบุรุษในวรรณคดี
องค์ราชาผู้สูงส่งต่างจากหญิงมีมลทินอย่างเธอราวฟ้ากับเหว
“ไม่ยักรู้ว่าเรื่องของหม่อนฉันจักยังคงสำคัญในสายตาของฝ่าบาทด้วย”
หญิงสาวได้แต่ยิ้มเยาะตนเอง
มีชีวิตเช่นนี้
ต่อให้ถึงวันคล้ายวันเกิดก็ไม่มีคุณค่าอะไร
เธอเลิกสนใจเรื่องไร้สาระพวกนี้ไปนานแล้ว
ตอนนี้ปทุมธาราหวังเพียงหลุดพ้นออกไปจากที่นี่ให้ได้ก็เท่านั้น
“พูดจาประชดประชันได้เช่นนี้
เจ้าคงฟื้นพลังได้มากเพียงพอแล้วสินะ”
สมุทรานาคราชจ้องมองรอยแผลเป็นกลางหน้าผากของนาคิณีสาวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง
หากแต่ภายในจิตใจกลับขุ่นมัว
เขาไม่เคยเห็นด้วยกับการกระทำสิ้นคิดนั่น
แต่ก็มิอาจยื่นมือเข้าไปยุ่ง
แม้อีกฝ่ายจะไม่สิ้นใจทันทีหลังจากมณีนาคาสลายไป
แต่นับตั้งแต่นั้นร่างกายก็จะค่อยๆ ทรุดลง
หากไม่มีพลังของเขาคอยหล่อเลี้ยงและหมุนเวียนอยู่ที่นี่เรื่อยๆ
ปทุมธาราคงเหลือเพียงชื่อไปนานแล้ว
“ท่านกลัวหรือเพคะ…
กลัวหม่อมฉันทำสำเร็จจนต้องยอมเฉียดกายลงมาที่นี่ด้วยพระองค์เองเลยหรือองค์ราชา”
มองจากสรวงสวรรค์ก็ยังรู้
อย่างสมุทรานาคราชน่ะหรือจะสละเวลามาเยี่ยมเยียนนักโทษอย่างเธอ
เป็นเรื่องที่ละเมอเพ้อฝันทั้งนั้น
แท้จริงแล้วองค์ราชามาที่นี่ก็เพื่อตรวจดูให้แน่ใจว่าพลังนาคาที่ยังพอหลงเหลืออยู่ของเธอจะฟื้นฟูขึ้นมาได้มากน้อยเพียงใดต่างหาก
เพราะนั่นหมายถึงโอกาสที่ปทุมธาราจะทำสำเร็จนั้นก็มีมากขึ้นไปด้วย
“หม่อมฉันจักทำสำเร็จเป็นแน่
แม้แต่ท่านก็มิอาจเปลี่ยนแปลงสิ่งใดได้”
เพลานี้เธอมิอาจตายตามคำประกาศิตจากมัจจุราชตรงหน้า
แต่ต้องมาทุกข์ทรมานและถูกจองจำตลอดไปในภพชาตินี้
ปทุมธารายอมสละมณีนาคาของตนเพื่อปลดปล่อยตัวเองออกไปจากบ่วงกรรมและโทษทัณฑ์ที่ได้รับมา
ในเมื่อเขาประสงค์ให้เธอมีชีวิตอยู่
ต่างจากเธอที่ประสงค์อยากจะไป
ความต้องการที่ไม่เหมือนกัน
ทำร้ายและทำลายความสัมพันธ์ที่เคยดี
ชีวิตต่อจากนี้
ปทุมธาราขอเลือกมันด้วยตนเอง
มณีนาคาที่แตกสลายเป็นความหวังเดียวที่ปทุมธาราเอาชีวิตอันไร้ค่าของตนเองเป็นเดิมพัน
การมีชีวิตอยู่ในสภาพแบบนี้
เธอยอมตายตามบิดามารดาและพี่ชายไปซะยังดีกว่า
“อีกไม่นานไม่ว่าอย่างไรหม่อมฉันก็จักต้องตาย
มิมีสิ่งใดเปลี่ยนชะตาได้ ท่านย่อมรู้ดี”
“ข้าเป็นผู้ลงทัณฑ์
ชะตาเจ้าย่อมเป็นไปตามความประสงค์ของข้า”
“…”
“พยายามต่อไปก็ล้วนแล้วแต่ทรมานตนเองเสียเปล่าๆ
ล้มเลิกความคิดโง่เง่านี้เสียเถิดปทุมธารา” สมุทรานาคาว่าอย่างใจเย็น
ต่อให้ปทุมธาราจะใช้อีกสักกี่สิบมณีนาคาก็ไม่อาจช่วยให้เธอหนีจากโทษทัณฑ์นี้ไปได้อย่างที่ใจคิด
“หึ ฮ่าๆๆ เช่นนั้นหรือ”
เสียงหวานพร่าหัวเราะยียวน
ทั้งยังมองด้วยแววตาท้าทาย
“หากเป็นเช่นนั้นจริง
ท่านก็มิเห็นต้องกังวลสิ่งใด
แล้วเหตุใดจึงต้องมีทีท่าเคร่งเครียดด้วยเล่าองค์ราชาผู้มากไปด้วยอำนาจล้นมือ”
“มากเกินไปแล้ว!”
เป็นอังเตที่อดทนคำพูดกวนโทสะของนาคิณีสาวไม่ไหว
องครักษ์หนุ่มไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดองค์ราชาของเขาถึงได้ยังคงนิ่งฟังต่อไปได้อยู่อีก
“ช่างเถิดอังเต
กับนางผู้นี้ข้ามิขอถือสา”
สมุทรายกยิ้มมุมปาก
ยามตวัดสายตาคมคายไปมองใบหน้าซีดเซียวไร้สีสัน
สภาพเช่นนี้ยังคิดต่อกรกัน
แล้วเขาจะไปถือสาผู้ที่ไม่มีทางสู้แต่อวดดีได้อย่างไร
“สำรับอาหารที่เตรียมมานี้ หากนางมิต้องการ
เจ้าจงนำกลับไป”
เสียงทุ้มเอ่ยสั่งให้อังเตน้อมศีรษะรับ
นาคาหนุ่มขยับยกสำรับขึ้นมาถือไว้ตามเดิม โดยที่ปทุมธาราก็ทำเพียงมองกลับมา
ไม่ได้เอ่ยห้ามแต่อย่างใด
“สักวันกรรมจักตามทัน
ท่านอาจต้องเจ็บปวดมิต่างจากที่ข้าเจ็บ”
“กรรมมักตามทันผู้ที่กระทำความผิดอยู่เสมอ
เช่นเจ้าแลตระกูลของเจ้าที่กำลังได้รับอยู่ในเพลานี้อย่างไรเล่า”
“สมุทรา!”
“ระวังคำพูดให้ดีปทุมธารา อย่าคิดว่าข้าจักใจดี”
นัยน์ตาสีทองอร่ามฉายแววดุดัน
คำที่เอ่ยออกมาดูจริงจังจนคนฟังอย่างอังเตลอบกลืนน้ำลาย
สมุทรานาคราชจ้องมองใบหน้าหวานของปทุมธาราอีกครั้ง
ก่อนจะละสายตาแล้วเดินนำอังเตออกไปอย่างไม่หันหลังกลับมามอง
“สั่งทหารเฝ้าที่นี่อย่างเข้มงวด
มีสิ่งใดผิดปกติให้รายงานข้า”
สมุทรานาคราชเอ่ยสั่ง หลังจากพาตัวเองออกห่างมาจากบริเวณคุมขังนั้นแล้ว
นัยน์ตาคมฉายแววสั่นไหว
ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นนิ่งขรึมอย่างที่ไม่มีผู้ใดทันสังเกตเห็น
“จับตามองนางไว้ให้ดี
ผลัดเวรยามเฝ้าอย่าให้คลาดสายตา”
“พะยะค่ะองค์ราชา”
ผกาทิพย์หลับตาลงขณะนั่งสมาธิอยู่ในห้องพระบนเรือน
หญิงชราผ่อนลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ ปรับความวุ่นวายในเรื่องต่างๆ
ภายในจิตใจให้สงบลง
สายลมอุ่นร้อนพัดผ่านบานหน้าต่างด้านข้างโต๊ะหมู่บูชา
ม่านหน้าต่างเปิดออกเผยให้เห็นเงาดำทมิฬที่ปรากฎกายเลือนลางอยู่ตรงนั้น
“แม่ครับ… ผมหิว”
อำคา ร้องเรียกผู้ให้กำเนิดด้วยน้ำเสียงโหยหวน
ใบหน้าคมซีดเซียวเหลือเพียงหนังย่นๆ
ห่อหุ้มกระดูกที่โปนออกมาเอาไว้ ดวงตาไร้แววดูอิดโรย
เบ้าตาลึกโบ๋ช้ำเลือดช้ำหนองดูน่าสยดสยอง กลุ่มควันสีดำลอยคลุ้งรอบกาย
แม้สถานที่แห่งนี้จะมีเทวดาอารักข์และเจ้าที่เจ้าทางคอยปกปักษ์คุ้มครองอยู่
แต่อำคากลับได้รับอนุญาตให้เข้ามาในบ้านจากคำกล่าวเชิญของคุณหญิงผกาทิพย์
ผู้เป็นมารดาทั้งในชาตินี้และชาติก่อนๆ
หญิงชรามิอาจทำใจปล่อยบุตรชายแท้ๆ
ของตนเอาไว้ด้านนอกเพียงลำพังได้
แม้ทุกคนจะเสียชีวิตไปแล้ว แต่อำคากลับแตกต่าง
บุตรชายคนนี้ของเธอนั้นกระทำความผิดบาปซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทั้งยังไม่เคยทำบุญใดๆ เพิ่มเติมเลยในชาติภพนี้
กรรมใดก็ไม่อาจหนักหนาเท่ากรรมที่ได้ลงมือปลิดชีพชีวิตด้วยตนเอง
การกระทำเหล่านั้น
รวมถึงเคราะห์กรรมที่สะสมมาในอดีตชาติส่งผลให้อำคาเป็นวิญญาณอาฆาตร้ายที่ไม่สามารถสร้างบุญได้ต่อเช่นผกาทิพย์และคนอื่นๆ
อำคาทุกข์ทรมานเสียยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น
ถึงอย่างนั้นเจ้าตัวก็ยังไม่ยอมลดละโทสะและแรงแค้นลง
แถมยังดูจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ
“แม่…”
ผกาทิพย์สูดหายใจเข้าลึกๆ
ก่อนจะลืมตาตื่นขึ้นจากสมาธิ
ริมฝีปากหยักเหี่ยวย่นของผกาทิพย์พึมพำท่องบทแผ่เมตตา
หวังเพียงส่งบุญบารมีบางส่วนไปให้บุตรชาย
ทว่าวิญญาณร้ายที่ติดอยู่ในบ่วงกงกรรมกงเกวียนของตนเองอย่างอำคากลับไม่เคยสัมผัสถึงมัน
ไม่ว่าหญิงชราจะพยายามอุทิศส่วนบุญส่วนกุศลไปให้มากมายแค่ไหนมันก็ไม่เคยเพียงพอและไปถึง
แสงสีทองวาบสว่างออกมาและเลือนหายไปก่อนจะถึงตัวบุตรชายที่ยืนนิ่งอยู่บริเวณหลังม่านหน้าต่าง
อำคาในตอนนี้เนื้อตัวสั่นเทา
เขาร้อนรุ่มราวกับอวัยวะภายในจะระเบิดออกมาด้านนอก
มือหนาที่แทบไม่เหลือเค้าโครงเดิมขยับเอื้อมเข้ามาในตัวเรือนหมายจะสัมผัสเพียงเสี้ยวของกุศลที่มารดาส่งมาให้
“อึก!”
ของเหลวสีแดงกระอักไหลออกมาจากโพรงปากที่ฉีกยาวจนแทบถึงรูหู
ไม่ใช่เพียงสัมผัสไม่ได้
แค่เข้าใกล้อำคานั้นก็ทุกข์ทรมานราวจะขาดใจ
คุณหญิงผกาทิพย์เริ่มรู้สึกกังวล เธอเป็นห่วงบุตรชายอันเป็นที่รักจับขั้วหัวใจ
แม้ลูกจะมีรูปร่างเปลี่ยนไปเพียงใดก็ไม่อาจแปรเปลี่ยนความรักที่บริสุทธิ์ของผู้เป็นแม่ได้เลย
ผกาทิพย์ยังคงรักและเอ็นดูอำคาไม่ต่างจากวันแรกที่เธอคลอดออกมา
หญิงชราไม่เคยโกรธอีกฝ่ายเลยทั้งที่ทุกคนก็ล้วนสิ้นใจตาย
เหตุเพราะการกระทำของอำคาทั้งนั้น
เธอรู้ดีว่ามันเป็นสิ่งที่ครอบครัวของเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้
คำลงโทษของตระกูลที่ไม่ว่าใครก็ไม่อาจหนีพ้น
“อนงค์”
ผกาทิพย์เอ่ยเรียกอนงค์ที่นั่งคอยรับใช้เธออยู่ด้านข้างให้อีกฝ่ายขานรับ
“จัดเตรียมสำรับคาวหวานที ฉันจะทำพิธีเซ่นไหว้”
อนงค์ชะงักไปเล็กน้อย
เธอปรายตามองไปยังบานหน้าต่างชั่วครู่
“ค่ะ คุณหญิง”
ทันทีที่ธูปหนึ่งดอกปักลงไปบนสำรับอาหาร
เครื่องเซ่นมากมายก็ปรากฎอยู่ตรงหน้าอำคาให้ผีหนุ่มรีบพุ่งเข้าไปคว้าทุกอย่างกลืนลงคอ
อำคาสวาปามเครื่องเซ่นด้วยท่าทางหิวโหยราวกับไม่มีอะไรตกถึงท้องมาร่วมหลายเดือน
มือซูบผอมเอื้อมหยิบหมูเห็ดเป็ดไก่
ฉีกทึ้งเข้าปากครั้งแล้วครั้งเล่า
เศษอาหารมากมายกระจัดกระจายไปตามโต๊ะตัวยาว
ปริมาณอาหารทั้งหมดมีเทียบเท่ามากพอที่จะเลี้ยงคนได้ทั้งบ้าน
แต่ผีอำคากลับสามารถทานมันหมดได้ในรวดเดียวภายในเวลาไม่ถึงครึ่งชั่วโมง
แก้วน้ำดื่มถูกกระดกเข้าปาก ทว่า…
ความหิวที่ถูกบรรเทาลงไปจนลดน้อยลงเรื่อยๆ กลับค่อยๆ เพิ่มมากขึ้นทันทีที่หยุดมือ
เสียงหอบหายใจรุนแรงด้วยความทุกข์ทรมานดังขึ้นอีกครั้ง
เพราะผลบุญที่ไม่อาจเอื้อมมือรับไว้ได้ทำให้อาหารเครื่องเซ่นเหล่านี้จากแม่ผู้มีพระคุณเป็นเพียงความหวังเดียวของเขา
นับตั้งแต่ที่บัวบูชาเข้ามาอยู่ในบ้าน
ผกาทิพย์ก็แทบไม่ได้จัดเครื่องเซ่นให้อำคาเลย
หลานสาวของเธอไม่เคยรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้น
และผกาทิพย์ก็ไม่มีวันให้รู้ด้วย

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น