บทที่ ๐๖
‘องค์สมุทรา’
๖.๐๐
น.
เช้าวันใหม่
อากาศแจ่มใส เสียงนกน้อยร้องขับขานราวกับบทเพลงจากธรรมชาติช่วยปลุกบัวบูชาให้ตื่นขึ้นมาจากห้วงความฝัน
หญิงสาวลืมตาตื่นขึ้นด้วยความสดใส
เธอนอนหลับสนิทและรู้สึกสบายใจอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ร่างเล็กขยับตัวลุกขึ้นหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดดูเวลาเป็นอย่างแรก
ก่อนจะเข้าแอพสุขภาพที่เชื่อมกับนาฬิกาข้อมือที่สวมอยู่ เพื่อตรวจดูอัตราการเต้นของหัวใจและปริมาณออกซิเจนในเลือด
“ก็ปกตินี่นา”
ทุกอย่างปกติดี
ไร้ซึ่งการแจ้งเตือนใดๆ
เป็นเรื่องที่แทบไม่เคยเกิดขึ้นได้เลยในขณะที่เธออาศัยอยู่บ้านในเมืองหลวง
นัยน์ตาคู่สวยละสายตาจากหน้าจอมองออกไปนอกบานหน้าต่าง
เธอเปิดมันเอาไว้ทั้งคืนเพื่อขับไล่กลิ่นอับภายในห้องนอน
ผ้าม่านสีชมพูอ่อนผืนบางพลิ้วไหวไปมายามต้องสายลม
นกเขาตัวเล็กตัวหนึ่งบินมาเกาะอยู่บริเวณขอบหน้าต่าง
มันคาบเศษไม้มาวางทับกันไว้คล้ายจะสร้างรังอยู่ตรงนี้
บัวบูชาลุกขึ้นนั่ง
พลางจะขยับตัวเดินเข้าไปดูใกล้ๆ
หญิงสาวค่อยๆ
ลงน้ำหนักเท้าอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กระทบกับข้อเท้าที่บวมเบ่งของเธอ
ก่อนจะต้องแปลกใจที่อาการเจ็บของเธอนั้นหายเป็นปลิดทิ้ง ทั้งอาการบวมแดงก็หายไปด้วย
ยาสมุนไพรของน้ำปรุงนี่ช่างดีอย่างน่าเหลือเชื่อ
ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มหวาน
นึกว่าต้องเจ็บข้อเท้าไปอีกหลายวันซะแล้ว แบบนี้ก็ออกไปเที่ยวเล่นได้หนำใจ
พรึบ
พรึบ พรึบ
นกน้อยตัวเดิมบินกลับมาอีกครั้ง
หลังจากที่มันบินไปบินมาเพื่อคาบกิ่งไม้มาสร้างรังไม่หยุด
บัวบูชาขยับเข้าใกล้ขึ้นเรื่อยๆ
ใบหน้าเปื้อนยิ้มนั้นยิ้มกว้างมากขึ้น
เมื่อนกน้อยไม่ได้มีทีท่าหวาดกลัวหรือบินหนีไปอย่างที่นึก
แม่นกเขากระโดดด้วยสองขาเล็กๆ
เข้ามาหา ให้บัวบูชาเผลอยกมือขึ้นหมายจะสัมผัสกลุ่มขนนุ่ม
ทว่า…
แกร่ก!
“ตื่นแล้วหรอคะคุณหนู”
เป็นอนงค์เองที่เปิดประตูห้องนอนเข้ามา
พร้อมกับแก้วใสใส่น้ำมะนาวคั้นสดที่ผสมกับน้ำอุ่นในอุณหภูมิพอเหมาะมาแล้ว
เสียงเรียกที่มาไม่ทันได้ตั้งตัว
ทำให้บัวบูชาเผลอสะดุ้งจนนกน้อยบินหนีไป หญิงสาวหันมองทางต้นเสียง
ก่อนจะต้องประหลาดใจอีกครั้งเมื่อหันกลับมามองยังขอบหน้าต่างดังเดิมแล้วสิ่งตรงหน้ากลับอันตรธานหายไป
เศษกิ่งไม้เมื่อกี้หายไปไหนแล้ว
บานหน้าต่างสะอาดเอี่ยมราวกับไม่เคยมีนกตัวใดพยายามจะทำรังมาก่อน
บัวบูชาพยายามชะโงกหน้ามองลงไปยังพื้นดินด้านล่าง
เพราะคิดว่าบางทีรังที่กำลังสร้างนั่นอาจพลัดตกลงไป แต่ทุกอย่างก็ว่างเปล่า
เป็นไปได้ยังไงกัน
“น้ำอุ่นผสมมะนาวค่ะ
ดื่มตอนเช้าช่วยล้างสารพิษในร่างกาย”
อนงค์ยิ้มหวาน
วันนี้เธออยู่ในชุดสีเหลืองอร่ามตั้งแต่หัวจรดเท้า นับเป็นสีที่อนงค์ชื่นชอบที่สุด
เพราะเป็นชุดที่บัวบูชาเคยเลือกซื้อและส่งมาให้จากเมืองหลวง
“ขอบคุณนะคะป้าอนงค์”
บัวบูชายิ้มรับพลางเอื้อมมือไปรับแก้วน้ำมะนาวจากป้าอนงค์มายกขึ้นจรดริมฝีปาก
หญิงสาวหลับตาปี๋
รสชาติมันเปรี้ยวยิ่งกว่ามะยมที่กินไปเมื่อวานนี้อีก
ไม่ใช่ว่าวันนี้เธอจะวิ่งเข้าห้องน้ำทั้งวันหรอกนะ
“มะนาวสดๆ พึ่งเก็บมาจากสวนเลยนะคะ
คุณหญิงผกาแกให้คนงานในสวนดูแลกันเอง ไม่มีสารเคมีแน่นอนค่ะ”
พูดถึงสวนผลไม้ของคุณยาย
บัวบูชาไม่ได้เข้าไปเล่นนานแล้ว กลับบ้านมารอบนี้ก็ยังไม่มีโอกาสได้เดินเข้าไป
ทั้งๆ ที่สวนก็อยู่ติดกันกับบ้านแท้ๆ
“วันนี้บัวเข้าไปเดินเล่นในสวนได้ไหมคะ”
“ได้สิคะ แต่ตอนนี้คุณบัวรีบอาบน้ำก่อนดีกว่า
คุณหญิงท่านรอพบอยู่ที่ห้องพระนู่นแหน่ะ” อนงค์เอ่ยยิ้มๆ
“ห้องพระหรอคะ”
“วันนี้วันพระ
คุณหญิงแกมักจะเข้าไปสวดมนต์น่ะค่ะ”
บัวบูชาพยักหน้ารับ
คุณยายของเธอชอบทำบุญยิ่งกว่าใครเลยนี่นา
“ถ้าอย่างนั้นอาบน้ำเสร็จ บัวจะรีบตามไปนะคะ”
คล้อยหลังจากอนงค์
บัวบูชาก็หันกลับมามองยังบานหน้าต่างอีกครั้ง และพบว่ามันยังเหมือนเดิม
หรือเมื่อกี้เราจะตาฝาด
ไม่มีเศษไม้จริงๆ บนท้องฟ้าและต้นไม้ใกล้ๆ
ก็ไม่มีนกเลยสักตัว
หญิงสาวสะบัดศีรษะเล็กน้อย
ก่อนจะตัดสินใจคว้าผ้าขนหนูเดินเข้าห้องน้ำไปแทน
“ช่วย… ช่วยด้วย ช่วยข้าออกไปจากที่นี่ที”
พรึบ!
เฮือก!
ผกาทิพย์ในร่างหญิงชราถอดถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
ไม่ใช่แค่บัวบูชาหรอกที่เฝ้าฝันเห็นพญานาคิณีตนนั้น
เธอเองก็ฝันเห็นมาตั้งแต่ยังเยาว์วัยเช่นเดียวกัน
ต่างไปก็แค่ผกาทิพย์ไม่ได้ฝันเห็นหญิงสาวอีกคนที่ตกเรือจมน้ำเสียชีวิตไปอย่างที่บัวบูชาเคยเล่าให้ฟัง
มีเพียงหญิงสาวในชุดโบราณที่ถูกจองจำให้ทุกข์ทรมานภายในถ้ำเท่านั้นที่ผกาทิพย์เฝ้าฝันถึง
ทว่าไม่ว่าจะพยายามเช่นไรก็ไม่สามารถช่วยเหลือหรือแก้ไขสิ่งที่เกิดขึ้นได้เลย
ใครว่าผู้ที่ตายจากไปไม่เจ็บปวดเท่าผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่กัน
ความคิดนั้นผิดถนัด สำหรับผกาทิพย์แล้วเธอนั้นเจ็บเจียนตายเสียยิ่งกว่า
คนที่ได้โอกาสมีชีวิตแต่สุดท้ายก็ไม่มีทางหลุดพ้นจากเคราะห์กรรมที่เกิดจากการกระทำในอดีตของตระกูลได้
แถมยังต้องทนเห็นบุคคลอันเคยเป็นที่รักทุกข์ทรมานจากภาพในฝันซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยไม่อาจเข้าไปยุ่ง
ช่างปวดร้าวไปทั้งหัวใจ
ในอดีตนั้นเธอไม่อาจมีชีวิตอยู่เพื่อปกป้องสายเลือดของเธอต่อไปได้
ครานี้มีโอกาสผกาทิพย์จะทำทุกทาง เพื่อปกป้องหลานสาวเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่เอาไว้จากโทษทัณฑ์ของตระกูล
“คุณยายคะ”
มือเหี่ยวย่นยกขึ้นปาดหยดน้ำตา
ก่อนหันมาสบตากับบัวบูชาที่ก้าวเข้ามาในห้องด้วยกัน
หญิงสาวทรุดตัวนั่งลงบนพื้นไม้ข้างๆ โดยไม่ลืมยกมือไหว้องค์พระพุทธรูปบนหิ้งด้วย
“เมื่อคืนหลับสบายดีไหมหนูบัว”
“สบายที่สุดตั้งแต่ที่เคยนอนมาเลยค่ะ”
บัวบูชาไม่ได้กล่าวเกินจริง เธอรู้สึกแบบที่พูดไป
เมื่อคืนตอนนอน
เธอรู้สึกสบายราวกับมีใครคอยกล่อม ยามหลับสนิทก็เย็นสดชื่นคล้ายมีคนคอยพัดวี
“มีอะไรขาดเหลือก็บอกนะ
ยายจะได้ให้คนไปจัดหามาให้”
“บัวแทบจะขนบ้านใส่กระเป๋าเดินทางมาอยู่แล้วค่ะ
ของใช้มีพร้อม ให้อยู่ที่นี่ตลอดไปยังได้เลย”
คำพูดของบัวบูชาดูติดตลกคล้ายไม่ได้คิดอะไร
แต่ผกาทิพย์รู้สึกใจหายกับคำว่าอยู่ที่นี่ตลอดไปของหลานอย่างบอกไม่ถูก
“อยู่ตลอดไปได้ซะที่ไหน
เราต้องกลับไปเรียนไม่ใช่หรือไงหนูบัว”
ทุกสิ่งที่นี่ล้วนเป็นม่านบังตาที่ผกาทิพย์สร้างขึ้นให้ทุกอย่างดูสวยงาม
บัวบูชาไม่มีทางอยู่ที่นี่ได้ตลอดไป
บัวบูชาหัวเราะคิกคักกับสายตาดุๆ
ของคุณยายที่มองมา ก่อนจะเสมองไปรอบๆ ห้องพระแทน
วัตถุมงคลมากมายถูกจัดเรียงไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม
“นั่นพานอะไรหรือคะคุณยาย”
หญิงสาวชะโงกหน้าไปมอง
เมื่อเห็นบางอย่างที่นอกเหนือจากพระ
“พานขันธ์
๕ น่ะ ยายเตรียมไว้ให้หลานเอาไปไหว้ที่เทวาลัย”
“เทวาลัยท้ายหมู่บ้านถูกน้ำพัดไปแล้วไม่ใช่หรอคะ
ไหนว่าเส้นทางก็ถูกน้ำท่วมตัดขาดจนไม่สามารถเข้าไปได้”
ข่าวน้ำท่วมครั้งใหญ่ของหมู่บ้านออกฉายอยู่หลายเดือน
เห็นแบบนี้บัวบูชาก็ตามข่าวอยู่นะ
“เวลานี้ฤดูแล้ง
ยังพอมีทางให้เข้าไปกราบไหว้ได้อยู่”
ผกาทิพย์ยกมือลูบกลุ่มผมนุ่มของบัวบูชาแผ่วเบา
“นานๆ
ทีหลานจะได้กลับมาบ้านเรา หนูควรนำดอกไม้ไปเคารพท่านสักหน่อย องค์นาคาจะได้เอ็นดู”
“แต่บัวไม่ชอบที่นั่นนี่นา
อีกอย่างวันนี้บัวก็มีแพลนจะเข้าไปเล่นในสวนผลไม้แล้วด้วย”
บัวบูชาไม่ชอบเทวาลัย
ครั้งหนึ่งตอนเด็กๆ
เธอเคยเข้าไปเล่นซ่อนแอบและเผลอหลับไป หญิงสาวหลงอยู่ในนั้นจนกระทั่งรุ่งสางถึงมีผู้ใหญ่มาตามเจอ
“หนูบัว”
“คุณยายจะไปกับบัวใช่ไหมคะ”
“ยายไปไม่ได้หรอกลูก
น้ำปรุงจะเป็นคนไปกับหนูแทน”
วันนี้เป็นวันพระใหญ่
ทั้งยังเป็นคืนพระจันทร์เต็มดวง ผกาทิพย์จึงต้องสวดมนต์ทั้งวัน
เพื่อเพิ่มพลังให้แก่ตนเองและวิญญาณในปกครอง
“บัวไม่ไปได้ไหมคะ
บัวไม่อยากไปที่นั่นเลย”
บัวบูชานึกงอแง
เธอยังหลอนกับความทรงจำวัยเด็กไม่หาย
“ไม่ได้”
ผกาทิพย์บอกปฏิเสธเสียงแข็ง
เธอเอาแต่กังวลเรื่องบัวบูชาจนเผลอลืมตัวเอ่ยเสียงดุออกไป
“ท่านเปรียบเสมือนญาติผู้ใหญ่ที่ดูแลเรา
หนูกลับมาจะไม่ไปหาท่านได้ยังไง ครั้งนี้ยายจะไม่ตามใจหรอกนะหนูบัว”
แม้องค์พญานาคราชจะเป็นผู้เอ่ยโทษทัณฑ์ที่ติดตัวคนในตระกูล
แต่ท่านก็เป็นผู้ที่คอยปกปักษ์รักษาผู้คนที่มีใจศรัทราจากภัยอันตรายทั้งปวงด้วยเช่นเดียวกัน
ฉะนั้น
หากบัวบูชาจะปลอดภัย คงไม่มีใครคุ้มภัยได้ดีเท่าองค์ราชา
“คุณยาย…”
ดื้อไปก็ไม่เป็นผล
สุดท้ายแล้วนั้นบัวบูชาก็โดนเด็กสาวน้ำปรุงลากแขนปั่นจักรยานพากันออกไปพร้อมกับกระเช้าดอกไม้และพานขันธ์
๕ อยู่ดี
“ไหนว่าเทวาลัยจมน้ำไงล่ะ
ทำไมไม่เห็นมีคราบน้ำเลย”
บัวบูชาเดินวนสำรวจกำแพงด้านนอกของเทวาลัยด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ระหว่างทางที่น้ำปรุงพาปั่นจักรยานมาก็ราบเรียบเดินทางง่าย
ไม่ได้ลำบากเหมือนในข่าวเลยสักนิด
“เทวาลัยพญานาคนะจ๊ะ
เจ้าแห่งบาดาลจะจมน้ำได้ยังไง” น้ำปรุงเอ่ยยิ้มๆ
เด็กสาวเดินนำเข้าไปด้านในให้บัวบูชารีบเดินตาม
สถานที่แห่งนี้แทบไม่เปลี่ยนไปเลย
ครั้งตอนยังเด็กเคยเป็นยังไง ตอนนี้ก็ยังเป็นแบบนั้น
หลอนเหมือนเดิมไม่เปลี่ยน
สาบานเลยว่าบัวบูชาจะไม่มีวันยอมมาที่นี่คนเดียวตอนกลางคืน
มือเล็กดึงชายชุดกระโปรงสีหวานที่สวมอยู่ขึ้น
เพื่อไม่ได้ผ้าลากไปกับพื้นดินจนเปรอะเปื้อน นัยน์ตาคู่สวยจ้องมองความวิจิตรงดงามภายในเทวาลัยด้วยความรู้สึกที่หลากหลาย
บัวบูชาไม่เคยเข้ามาถึงด้านในนี้
นี่คือครั้งแรก
“รอตรงนี้ก่อนนะจ๊ะคุณบัว
น้ำปรุงลืมไม้ขีดไฟไว้ที่ตะกร้าหน้ารถ”
ว่าเสร็จน้ำปรุงก็เดินออกไปเลย
ทิ้งบัวบูชาที่ได้แต่ยืนชะงักนิ่งอยู่ด้านใน หญิงสาวถอนหายใจเบาๆ
ขับไล่ความกลัวลึกๆ ให้ออกไปจากใจ
ภายในเทวาลัยไม่มีเครื่องอำนวยความสะดวกใด
ไม่มีไฟฟ้า หรือแม้แต่แสงจากเปลวเทียนเล่มใหญ่ที่ตั้งทิ้งเอาไว้เป็นคู่ด้านหน้าของแผ่นศิลาหินที่สลักบทสวดอะไรบางอย่าง
วูบ ~
สายลมเย็นยะเยือกพัดผ่านแผ่นหลัง
ขนอ่อนลุกชันตั้งแต่สองแขนลามขึ้นไปยันบนหัว
ฟันซี่คมขบเม้มริมฝีปากตัวเองจนรู้สึกเจ็บ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวราวกับมีใครเข้าไปตีกลองอยู่ในอก
สองเท้าสั่นไหวไม่ต่างจากฝ่ามือทั้งสองข้างที่เผลอปล่อยชายกระโปรงให้ลากยาวลงไปบนพื้นอย่างไม่กลัวเลอะ
พรึ่บ!
แสงสว่างสีขาวสาดส่องผ่านประตูหินออกมา
เรียกความสนใจของบัวบูชาให้ก้าวเข้าไปในทางเชื่อมด้านหลัง
รูปปั้นแกะสลักหินขนาดเท่าตัวคนของใครบางคนดึงดูดให้บัวบูชาก้าวเข้าหาจนไม่ทันได้สนใจมองเชือกสีน้ำตาลขนาดใหญ่ที่กางกั้นเอาไว้ไม่ให้ผู้ใดเข้ามา
มณีรูปหยดน้ำสีมรกตส่องไสวอยู่ใจกลางหน้าผากมนของใบหน้าหล่อเหลา
ไม่รู้ว่าทำไมบัวบูชาจึงรู้สึกคุ้นเคยกับใบหน้านี้นัก ทั้งๆ ที่ไม่เคยได้พบเห็นที่ไหน
เครื่องประดับทองคำแท้
และเครื่องแต่งกายที่ดูดีมีราคาสร้างความรู้สึกแปลกประหลาดใจให้กับหญิงสาว
เธอทรุดตัวนั่งลงบนพื้นหินเย็นเฉียบ
ปลายนิ้วเรียวเผลอยกขึ้นแตะสัมผัสกำไลข้อเท้าสีทองอร่ามเพื่อดูให้เห็นกับตาว่าเป็นของแท้จริงๆ
ของมีค่าขนาดนี้
ไม่มีใครเข้ามาขโมยได้ยังไง
หญิงสาวละมือออก
ใบหน้าหวานเงยขึ้นมองรูปสลักตรงหน้าอีกครั้ง
โจงกระเบนสีเขียวแก่ถูกถักทอขึ้นด้วยผ้าไหมชั้นดีเป็นลวดลายงดงาม
บัวบูชาจ้องมองภาพตรงหน้าราวกับต้องมนต์สะกด
เธอละสายตาจากใบหน้าของรูปปั้นนี้ไม่ได้เลย
มณีนาคามรกตยังคงส่องสว่าง
แสงที่สาดส่องกระทบกายให้ความรู้สึกอบอุ่นและสบายตัวอย่างบอกไม่ถูก
คล้ายมีสิ่งที่มองไม่เห็นกำลังปลอบประโลมเธอจากความหวาดกลัวที่เกาะกินอยู่ในใจตั้งแต่แรกที่เดินเข้ามา
“สมุทรานาคราช”
เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา
นามนี้ดังแว่วกระซิบอยู่ข้างหูจนบัวบูชาอดที่จะเอ่ยตามออกมาไม่ได้
‘เจ้าจงจำนามนี้ไว้ให้มั่น
แลแก้แค้นมันให้แก่ตระกูลของเรา’
“กรี๊ด!!!”
บัวบูชากรีดร้องดังลั่น
เมื่ออยู่ๆ เสียงกระซิบข้างหูก็ดังขึ้นอีกครั้ง
พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ดังก้องไม่หยุดในโสตประสาท
มือเล็กยกขึ้นกุมศีรษะ
เธอรู้สึกเจ็บราวกับมีเข็มนับร้อยทิ่มแทงอยู่ซ้ำๆ
“คุณบัว!
คุณบัวเป็นอะไรไปจ๊ะ”
น้ำปรุงที่ได้ยินเสียงร้องของบัวบูชารีบวิ่งกลับเข้ามาด้านใน
เด็กสาวรั้งร่างบางของคนตรงหน้าที่แทบจะนอนกองลงไปกับพื้นเข้ามาประคองเอาไว้แทน
“คุณบัว”
น้ำปรุงเขย่าตัวบัวบูชาที่หลับตาลงแน่นด้วยสีหน้าทรมานเพื่อเรียกสติ
“คุณหนูบัว”
“นะ…
น้ำปรุง”
บัวบูชาหายใจหอบเหนื่อย
เธอปรือตามองใบหน้าของเด็กสาวคนสนิท
น้ำตาหยดใสไหลลงมาอาบใบหน้าหวานที่บัดนี้ซีดเซียวไร้เลือดฝาด
“เกิดอะไรขึ้นหรือจ๊ะคุณบัว”
บัวบูชาหันมองรอบๆ
ตัว ก่อนจะกอดน้ำปรุงเอาไว้แน่น
เสียงหัวเราะพวกนั้นหายไปแล้ว
อาการเจ็บจี๊ดที่ศีรษะก็หายไปด้วย
หญิงสาวเงยหน้ามองรูปปั้นองค์นาคราชตรงหน้าอีกครั้ง
ความอบอุ่นที่สัมผัสได้ก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นความดุดันน่าเกรงขามจนต้องรีบก้มหน้าลงต่ำ
“น้ำปรุงว่าเรารีบไหว้กันเถอะจ้ะ
เสร็จแล้วจะได้รีบกลับเรือน”
น้ำปรุงออกมาข้างนอกในร่างมนุษย์ปกติได้แต่ก็ใช่ว่าจะอยู่ได้นาน
ยิ่งที่นี่เต็มไปด้วยขุมพลังเหนือธรรมชาติมากมายด้วย
ยิ่งทำให้เธอสูญเสียพลังวิญญาณไปมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว เมื่อครู่ต้องมีบางอย่างเข้ามารบกวนบัวบูชาแน่
น้ำปรุงสัมผัสถึงพลังดำมืดนั่นได้
“นี่พานนะจ๊ะ
ขันธ์ ๕ มีไว้เพื่อขอขมาและบูชาครู”
กรวยดอกไม้ทั้ง
๕ กรวยถูกจัดเรียงสวยงามในพานสีทอง
บัวบูชารับพานนั้นมาถือไว้ด้วยฝ่ามือที่สั่นเทา
“คุณบัวตั้งใจอธิษฐานนะ
องค์พญานาคราชจะได้คุ้มครอง”
พลั่ก!
พานที่ถืออยู่กระเด็นหลุดมืออย่างไม่ได้ตั้งใจ
บัวบูชายังไม่ทันได้ยกขึ้นไหว้เลยด้วยซ้ำ
เธอสั่นไหวไร้เรี่ยวแรงเกินกว่าจะถือสิ่งใด
ถึงอย่างนั้นหญิงสาวก็ไม่ได้ตั้งใจจะปล่อยให้พานหลุดมือ
กรวยใบตอง
ดอกไม้และเทียนแท่งเล็กในพานหล่นกระจายเต็มพื้น
น้ำปรุงแสดงสีหน้าตกใจ
เช่นเดียวกับบัวบูชาที่ชะงักไปไม่ต่างกัน
“เอ่อ…
คุณบัวใช้ดอกไม้ของน้ำปรุงก็ได้จ้ะ น้ำปรุงมาไหว้ที่นี่บ่อยแล้ว”
เด็กสาวยื่นช่อดอกไม้ที่เตรียมมาไหว้ของตัวเองให้แทน
ของที่ตกลงพื้นแล้วจะให้เก็บขึ้นมาไหว้ต่อก็ไม่น่าเหมาะสมเท่าไหร่
“ขอบใจนะ”
บัวบูชากำช่อดอกไม้ที่ได้มาใหม่แน่น
เธอยกมือขึ้นพนมไว้กลางอกเพื่ออธิษฐานกราบไหว้องค์พญานาคตามคำบอกของคุณยายและน้ำปรุง
ทว่า
ภายในหัวกลับเฝ้าคิดถึงคำพูดที่ได้ยินเมื่อครู่จนแทบไม่มีสมาธิ
เสียงเมื่อกี้นั้นเสียงของใครกัน
แก้แค้นเพื่อตระกูลของเรานั่นหมายความว่ายังไง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น