วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 5

 

บทที่ ๐๕

‘มะยมแสนอร่อย’

 

 

 

“เก็บของเสร็จแล้วค่ะ”

บัวบูชาเปิดประตูเข้ามาในห้องหนังสือของผู้เป็นพ่อ ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม

วันนี้เป็นวันที่เธอจะเดินทางไปเยี่ยมคุณยายที่ต่างจังหวัด และหญิงสาวได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ที่นั่นได้จนกว่าจะหมดช่วงปิดภาคเรียน เพราะคุณหมอศรุธเองก็เอาแต่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาว่างมาดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด

การยอมส่งบัวบูชาออกจากอ้อมอกไปหาคุณยายของเธอจึงเป็นเรื่องที่ดีและหลีกเลี่ยงไม่ได้

แม่ยายของเขาเลี้ยงบัวบูชามาเองกับสองมือ

ความรักของครอบครัวมักช่วยให้สภาพจิตใจและร่างกายของลูกหลานดีขึ้นได้เสมอ บัวบูชาอาจหายขาดจากอาการป่วยที่เป็นจากการดูแลของยาย

“ลูกอยู่ที่นั่นได้ใช่ไหมหนูบัว”

“ได้สิคะ”

เธอเกิดและเติบโตที่นั่น ก่อนจะย้ายตามคุณพ่อมาอยู่เมืองหลวงในช่วงเริ่มเข้าโรงเรียนช่วงมัธยมปลาย

บ้านสวนติดริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามและสงบสุข เรือนไม้ทรงไทยร่วมสมัยที่คุณตาเป็นคนออกแบบด้วยตัวเองตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ยังคงวิจิตรงดงามไม่ต่างจากภาพวาดในพิพิธภัณฑ์

วิถีชีวิตของคนที่นั่นยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำตั้งแต่ยังเยาว์วัย

แค่ได้นึกถึง บัวบูชาก็มีความสุขแล้ว

“บ้านคุณยายก็สะดวกสบาย ทำไมคุณพ่อถึงคิดว่าบัวจะอยู่ไม่ได้กัน”

ที่นั่นแม้เป็นชนบทห่างไกลตัวเมือง แต่ก็เจริญไม่ต่างจากในเมืองหลวง มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาที่ใสสะอาด สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เคยติดขัด ยกเว้นวันที่ฝนตกหรือพายุเข้าก็เท่านั้น

อีกอย่างบัวบูชาไม่ใช่คุณหนูจอมเรื่องเยอะสักหน่อย เธอกินง่ายอยู่ง่ายจะตายไป ค่ายอาสาที่ลำบากกว่านั้น เธอยังเคยไปอยู่มาแล้วเลย

“เฮ้อ… ไปอยู่ที่นู่นอย่าไปทำอะไรแผลงๆ เด็ดขาดเลยนะหนูบัว”

ตอนเด็กๆ บัวบูชามักหาเรื่องเล่นซนอยู่เสมอ ดีหน่อยที่คุณยายยังคงมีแรงวิ่งไล่ แต่ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานานแล้ว อายุก็ล่วงเลยไปตามกาลเวลาที่หมุนผ่าน หากจะให้คุณยายมาวิ่งตามหลานเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ไหว

“แล้วอะไรแผลงๆ ที่คุณพ่อว่านี่ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอะไรล่ะคะ”

นิยามคำว่าแผลงของเธอกับคนอื่นมันต่างกัน บางเรื่องบัวบูชาก็ไม่ได้มองว่ามันแปลก แม้คนอื่นๆ จะไม่ทำมันก็ตาม

“ขอแค่ลูกเชื่อฟังคุณยาย ไม่ดื้อไม่ซนไปทำในสิ่งที่ท่านห้ามแค่นั้นพ่อก็สบายใจ”

สำหรับหมอใหญ่อย่างศรุธแล้วนั้น การห้ามไม่ให้บัวบูชาดื้อช่างยากยิ่งกว่าการรับเคสผ่าตัดใหญ่ในโรงพยาบาลซะอีก

“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อสบายใจได้เลยค่ะ บัวจะเป็นเด็กดี”

“อยู่ห่างจากพ่อ หนูต้องดูแลตัวเองดีๆ นะหนูบัว”

ศรุธเป็นห่วงอาการป่วยของลูกสาว เขายังคงโทษตัวเองที่แม้เป็นหมอรักษาคนอื่นได้มากมาย แต่ลูกสาวตัวเองกลับไม่มีปัญญารักษา

บางครั้งศรุธก็อดคิดไม่ได้ว่าอาการป่วยของบัวบูชานั้นไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย

“ทานยาให้ครบตามที่คุณอาหมอสั่งด้วย”

บัวบูชายิ้มหวานเอาใจ พร้อมกับเอ่ยรับคำเป็นมั่นเหมาะ

“คุณพ่ออย่าห่วงไปเลยค่ะ บัวสัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี จะไม่ดื้อไม่ซน เป็นเด็กดีอย่างที่คุณพ่อบอก”

 

ถ้าหญิงสาวทำได้อย่างที่รับปากเอาไว้ดิบดีก็เหลือเชื่อแล้ว

เด็กดื้ออย่างบัวบูชาน่ะหรอ...

แค่ก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันหรูมาเหยียบพื้นดินหน้าบ้านสวนวันแรกก็ทำเรื่องแล้วล่ะ

“คุณผกาขา คุณผกา แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว”

“มีอะไรอนงค์ เสียงดังโวยวายลั่นเรือน”

คุณหญิงผกาทิพย์ เจ้าของบ้านสวนริมน้ำใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองออกจากห้องนอนด้วยความช่วยเหลือของน้ำปรุง สาวใช้ประจำตัวที่บุตรเขยอย่างศรุธ จ้างมาคอยดูแล

คุณป้าอนงค์ แม่ครัวมือหนึ่งและผู้ดูแลบ้าน เจ้าของผมสั้นดัดลอนหยิกที่มีเอกลักษณ์เป็นเสื้อคอกระเช้าพร้อมผ้าถุงเข้าชุดตามสีประจำวันวิ่งตาตื่นเข้ามาหาคุณหญิงที่ตนดูแลรับใช้มาเนิ่นนานจนผ้าถุงแทบปลิว

ท่าทางตื่นตระหนกขัดกับบุคลิกสุขุมนุ่มลึกที่มักแสดงออกเป็นประจำอย่างสิ้นเชิง พาให้น้ำปรุงได้แต่มองตามตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ

“คุณหนูบัวค่ะ คุณหนูแกตกต้นมะยมหน้าบ้าน”

“ฮะ! หลานฉันน่ะหรือตกต้นไม้”

ผกาทิพย์เบิกตากว้าง หญิงชรามีร่องรอยอายุเยอะขึ้นตามวัย ทว่ากลับยังฉายชัดถึงความงดงามในใบหน้าและทุกกิริยาท่าทาง

ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าสมัยยังสาว ผู้หญิงคนนี้คงเป็นที่หมายตาต้องใจของชายส่วนมากแน่ๆ

“ตายแล้ว น้ำปรุงพยุงฉันออกไปข้างนอกที”

“จ้ะคุณหญิง” น้ำปรุงรับคำ

เธอรู้ว่าวันนี้คุณหนูของบ้านจะกลับมา นั่นทำให้เด็กสาววัย ๑๘ ปีเองก็อดที่จะดีใจไม่ได้

เมื่อก่อนบัวบูชาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเด็กน้อยในหมู่บ้านที่ชอบชักชวนกันไปเที่ยวเล่นที่นู่นที่นี่อยู่เสมอ แต่ตั้งแต่เจ้าตัวเข้ามหาวิทยาลัยไปก็ไม่ค่อยมีเวลากลับมาเล่นด้วยกันเหมือนเคย

มือเล็กทัดผมหน้าม้าที่ตกลงมาขึ้นไปทัดหู ก่อนจะค่อยๆ พยุงคุณหญิงผกาทิพย์ลงจากเรือนไปบริเวณสวนย่อมหน้าบ้าน

 

 

“โอ้ย! ซี้ด”

บัวบูชาเงยหน้าขึ้นมองพยาบาลจำเป็นอย่างน้ำปรุงที่ตั้งใจบดสมุนไพรก่อนจะนำมาพอกเอาไว้บริเวณข้อเท้าที่เริ่มบวมแดง

มือเล็กนวดคลึงไปมาเพื่อให้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยแก้เคล็ดขัดยอกนั้นซึมลงไปในผิวเนื้อ

ทุกการกระทำของน้ำปรุงดูอ่อนโยน แต่น้ำหนักมือที่กดลงมานั้นกลับไม่ได้เบาตามภาพลักษณ์ที่แสดงออกเลยสักนิด

“มือหนักชะมัดเลยน้ำปรุง กะจะนวดให้ข้อเท้าพี่หักไปเลยหรือไง” บัวบูชายู่ปากบ่น

คุณแม่ของน้ำปรุงเป็นภรรยาของคนสวนที่บ้านหลังนี้ และท่านยังเป็นหมอนวดแผนโบราณที่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรอีกด้วย

กลิ่นสมุนไพรตามสูตรยาตำรับโบราณที่ส่งต่อกันมาในครอบครัวของน้ำปรุงชวนให้บัวบูชานึกเวียนหัว

ทำไมอีกฝ่ายต้องลำบากเก็บสมุนไพรมาต้มมาตำให้ด้วยก็ไม่รู้ ในเมื่อยุคสมัยนี้มียาทาแผนปัจจุบันให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมาย

“ช่วงนี้อย่าพึ่งลงน้ำหนักที่เท้าข้างนี้มากนะจ๊ะ พอกสมุนไพรกับประคมทุกเย็นไม่กี่วันก็น่าจะหายแล้ว โชคดีจังที่คุณบัวไม่ได้เป็นอะไรมาก”

“ขอบใจนะ แต่เมื่อไหร่จะเลิกเรียกพี่ว่าคุณสักที”

บัวบูชาส่งยิ้มให้น้ำปรุงที่ตั้งใจปฐมพยาบาลให้กันเป็นอย่างมาก หญิงสาวไม่อยากทำลายความหวังดีนั้นลงจึงยอมนั่งให้อีกฝ่ายประคมสมุนไพรให้อย่างไม่ปริปากบ่นจนเสร็จ

“น้ำปรุงเรียกมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่จ๊ะ คุณบัวนั่นแหละจ้ะที่ควรต้องชิน”

บัวบูชาส่ายหน้าไปมาอย่างจำยอมให้น้ำปรุงเรียกแทนตัวเองแบบนี้ต่อ

“ไหนบอกยายสิว่าขึ้นไปทำอะไรบนต้นมะยมนั่น”

ผกาทิพย์เอ่ยถาม ยามโบกพัดไม้สานในมือไปมา

ความเชื่อโบราณเขาว่าไว้ หากผู้ใดปลูกต้นมะยมไว้หน้าเรือนจะทำให้ผู้คนนิยมชมชอบ ใครจะคิดว่านี่จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ให้อันตรายแก่บุตรหลานของเธอได้

ทว่า ต้นไม้มันก็อยู่ของมันดีๆ หลานเธอนี่สิที่หาเรื่องเจ็บตัวเสียเอง

“ก็บัวอยากกินลูกมะยมนี่นา คุณยายดูสิคะน่าทานทั้งนั้นเลย”

ตอนอยู่กับบิดา บัวบูชาเคยได้สัมผัสธรรมชาติซะที่ไหน พอได้กลับมาอยู่บ้านสวนแบบนี้ก็อดใจไม่ไหวจนต้องขอคุณลุงคนขับรถปีนขึ้นไปเก็บผลไม้สีเหลืองสดด้วยตนเอง

“มะยมหน้าบ้านมันเปรี้ยวนัก กินเยอะไปหลานจะเสาะท้อง”

“กินไปไม่เยอะเลยค่ะคุณยาย ไม่เสาะท้องแน่นอน”

คุณหญิงผกาทิพย์ถึงกับส่ายหน้าอย่างนึกเอือม

ให้ตายสิ หลานสาวคนนี้ของเธอนั้นเหมือนใครกัน ช่างดื้อรั้นคล้ายเธอตอนสาวๆ อย่างไรอย่างนั้นเลย

“ประคบเสร็จแล้วก็ไปพักเถอะ เดินทางมาเหนื่อยๆ คงอยากเอนหลัง”

ผกาทิพย์รู้จักนิสัยใจคอของบัวบูชาดี รู้ได้เสมอว่าหลานคนนี้ของเธอนั้นชอบหรือต้องการสิ่งใด

เพราะมารดาของบัวบูชาเสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดอีกฝ่ายออกมาได้ไม่กี่วัน คนเป็นบิดาก็งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การเลี้ยงทารกน้อยจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณยายอย่างเธอโดยไม่ต้องสงสัย

ผกาทิพย์รักบัวบูชาไม่ต่างจากบุตรในอุทร

“ห้องคุณบัวเรียบร้อยแล้วค่ะ คุณหนูบัวจะเข้าไปพักเลยไหมคะ ป้าจะช่วยพยุง”

อนงค์เดินเข้ามาในโถงนั่งเล่นหลังจากเก็บกวาดและยกกระเป๋าของใช้ของบัวบูชาเข้าไปจัดไว้ภายในห้องนอนของอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว

เสื้อผ้าสีแดงของอนงค์บ่งบอกได้ดีว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์ พาให้บัวบูชาอดที่จะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้

อยู่ที่นี่แทบไม่ต้องใช้โทรศัพท์ในการดูปฏิทินเลย ดูจากสีเครื่องแต่งกายของป้าอนงค์ก็น่าจะพอ

“พักเลยก็ได้ค่ะ เดินทางนานๆ ก็แอบล้าอยู่เหมือนกัน”

ถึงบัวบูชาจะเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อประหยัดเวลา แต่ก็เหนื่อยล้ามากอยู่ดี ไหนจะมาตกต้นไม้อีก นอนพักสักหน่อยน่าจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น

“ป้าช่วยนะคะคุณบัว”

ป้าอนงค์ขยับเข้ามาช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้น ก่อนจะพากันเดินออกไป ท่ามกลางสายตาเป็นกังวลของคนแก่กว่าที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างผกาทิพย์

“คุณหญิงอย่าคิดมากไปเลยนะจ๊ะ ทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” น้ำปรุงเอ่ยขึ้น

นัยน์ตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสราวกับลูกแก้วที่เด็กๆ ชอบเล่นกันในวัยเด็ก เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีเข้มของคุณหญิงผกาทิพย์ที่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้าในแบบเดียวกัน

ชุดลำลองที่สวมอยู่ในทุกวันของทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นกระโจมอกสีขาวกลีบบัว พร้อมด้วยผ้าซิ่นสีเดียวกันที่นุ่งห่มยาวถึงตาตุ่มและเครื่องประดับสีเงินแวววาว

ความจริงหนึ่งเรื่องของบ้านสวนหลังนี้ที่ไม่มีใครได้รู้ คือทุกคนที่นี่ได้เสียชีวิตไปทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนสวน คนงาน คนรถ อนงค์ น้ำปรุง หรือแม้กระทั่งตัวผกาทิพย์เอง

เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตำรวจสรุปคดีว่าเป็นเพราะไฟฟ้ารัดวงจรนั้นคร่าชีวิตคนที่อาศัยที่อยู่ที่นี่ไปจนหมดสิ้น

หารู้ไม่ว่ามันคือการฆาตกรรมอำพรางที่เกิดจากฝีมือของบุตรชายคนเล็กของผกาทิพย์ที่เกิดอาการหลอนจากการเสพสารเสพติดจนลงมือทำร้ายทุกคน

บุตรคนเล็กของเธอปลิดชีพตัวเองลงทันทีที่ฆ่าทุกคนในบ้านจนหมด โดยไม่ลืมที่จะจุดไฟเผาที่นี่ทิ้งเอาไว้ด้วย

ผกาทิพย์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง พร้อมกับดวงวิญญาณของคนรับใช้คนอื่นๆ ที่ยังวนเวียนอยู่รอบตัว

บุญกุศลที่สะสมมาในชาตินี้และบ่วงแห่งความห่วงหา ทำให้เธอมีพลังวิญญาณที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง

เมื่ออยู่ในอาณาเขตของตนเอง ผกาทิพย์ก็สามารถใช้ชีวิตและเนรมิตทุกอย่างได้ราวกับมีเวทมนต์ ตรงกันข้าม เธอและดวงวิญญาณทุกดวงที่นี่จะอ่อนแรงและสลายไปในที่สุด หากออกจากบ้านสวนเป็นเวลานาน

ผกาทิพย์รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดมาใช้ในการปกปิดความจริงเรื่องนี้กับหมอศรุธและบัวบูชาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง เธอตั้งใจไม่ให้ทั้งสองรู้เกี่ยวกับการจากไปของคนในบ้านและปกป้องคนที่เธอรักไว้จากบางสิ่งบางอย่างที่สืบทอดกันมาในตระกูล

การบำเพ็ญเพียรภาวนาที่เคยทำมาตลอดตอนยังมีลมหายใจ ทำให้ผกาทิพย์สามารถรับรู้เรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ของหลานสาวได้

เพราะเคราะห์กรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง เธอตัดสินใจใช้พลังวิญญาณจำนวนมากในการดลใจให้บัวบูชาอยากกลับมาที่นี่

อยู่ในอาณาเขตของผกาทิพย์ บัวบูชาจะปลอดภัยมากกว่า อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามภาพที่หญิงชรามองเห็น

ชะตาชีวิตคนเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก็จริง แต่เธอกลับคิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่การกระทำของตัว และต่อให้มันจะเป็นเพียงการหลอกเพื่อปลอบใจตนเอง ผกาทิพย์ก็ไม่สามารถทนมองหลานสาวมีอันเป็นไปได้โดยที่ไม่พยายามทำอะไรได้เช่นกัน

มือทั้งสองข้างยกขึ้นพนมกลางอก ในใจนึกถึงองค์พญานาคาที่ตนและคนในหมู่บ้านเคารพนับถือ

ราชาพญานาคที่อยู่เหนือนาคาทั้งปวง

ผู้ที่เป็นดั่งบรรพบุรุษที่คอยปกป้องคนในท้องถิ่นให้อยู่รอดปลอดภัย

“ขอท่านโปรดจงเมตตา ขอองค์ราชาโปรดยกเว้นชีวิตลูกหลานคนนี้ของข้าน้อยเอาไว้สักคน”

การประหารเจ็ดชั่วโคตร

คำประกาศิตที่ตามติดหลอกหลอนเป็นฝันร้ายของตระกูลมาเนิ่นนานหลายภพชาติ

โทษทัณฑ์นี้ยังไม่สิ้นสุดลง

หากมีดวงจิตใดในตระกูลเข้าสู่ภพภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิด มันผู้นั้นก็จะต้องได้รับโทษทุกชาติไปจนกว่าจะครบเจ็ดชั่วอายุดั่งคำลงทัณฑ์

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...