บทที่ ๐๕
‘มะยมแสนอร่อย’
“เก็บของเสร็จแล้วค่ะ”
บัวบูชาเปิดประตูเข้ามาในห้องหนังสือของผู้เป็นพ่อ
ใบหน้าหวานเปื้อนไปด้วยรอยยิ้ม
วันนี้เป็นวันที่เธอจะเดินทางไปเยี่ยมคุณยายที่ต่างจังหวัด
และหญิงสาวได้รับอนุญาตให้ไปอยู่ที่นั่นได้จนกว่าจะหมดช่วงปิดภาคเรียน
เพราะคุณหมอศรุธเองก็เอาแต่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาว่างมาดูแลบุตรสาวอย่างใกล้ชิด
การยอมส่งบัวบูชาออกจากอ้อมอกไปหาคุณยายของเธอจึงเป็นเรื่องที่ดีและหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม่ยายของเขาเลี้ยงบัวบูชามาเองกับสองมือ
ความรักของครอบครัวมักช่วยให้สภาพจิตใจและร่างกายของลูกหลานดีขึ้นได้เสมอ
บัวบูชาอาจหายขาดจากอาการป่วยที่เป็นจากการดูแลของยาย
“ลูกอยู่ที่นั่นได้ใช่ไหมหนูบัว”
“ได้สิคะ”
เธอเกิดและเติบโตที่นั่น
ก่อนจะย้ายตามคุณพ่อมาอยู่เมืองหลวงในช่วงเริ่มเข้าโรงเรียนช่วงมัธยมปลาย
บ้านสวนติดริมฝั่งแม่น้ำสายใหญ่ที่เต็มไปด้วยธรรมชาติสวยงามและสงบสุข
เรือนไม้ทรงไทยร่วมสมัยที่คุณตาเป็นคนออกแบบด้วยตัวเองตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ยังคงวิจิตรงดงามไม่ต่างจากภาพวาดในพิพิธภัณฑ์
วิถีชีวิตของคนที่นั่นยังคงฝังลึกอยู่ในความทรงจำตั้งแต่ยังเยาว์วัย
แค่ได้นึกถึง
บัวบูชาก็มีความสุขแล้ว
“บ้านคุณยายก็สะดวกสบาย
ทำไมคุณพ่อถึงคิดว่าบัวจะอยู่ไม่ได้กัน”
ที่นั่นแม้เป็นชนบทห่างไกลตัวเมือง
แต่ก็เจริญไม่ต่างจากในเมืองหลวง มีทั้งไฟฟ้าและน้ำประปาที่ใสสะอาด
สัญญาณอินเตอร์เน็ตไม่เคยติดขัด ยกเว้นวันที่ฝนตกหรือพายุเข้าก็เท่านั้น
อีกอย่างบัวบูชาไม่ใช่คุณหนูจอมเรื่องเยอะสักหน่อย
เธอกินง่ายอยู่ง่ายจะตายไป ค่ายอาสาที่ลำบากกว่านั้น เธอยังเคยไปอยู่มาแล้วเลย
“เฮ้อ…
ไปอยู่ที่นู่นอย่าไปทำอะไรแผลงๆ เด็ดขาดเลยนะหนูบัว”
ตอนเด็กๆ
บัวบูชามักหาเรื่องเล่นซนอยู่เสมอ ดีหน่อยที่คุณยายยังคงมีแรงวิ่งไล่
แต่ตอนนี้เวลาก็ผ่านมานานแล้ว อายุก็ล่วงเลยไปตามกาลเวลาที่หมุนผ่าน
หากจะให้คุณยายมาวิ่งตามหลานเหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ไหว
“แล้วอะไรแผลงๆ
ที่คุณพ่อว่านี่ยกตัวอย่างเช่นเรื่องอะไรล่ะคะ”
นิยามคำว่าแผลงของเธอกับคนอื่นมันต่างกัน
บางเรื่องบัวบูชาก็ไม่ได้มองว่ามันแปลก แม้คนอื่นๆ จะไม่ทำมันก็ตาม
“ขอแค่ลูกเชื่อฟังคุณยาย
ไม่ดื้อไม่ซนไปทำในสิ่งที่ท่านห้ามแค่นั้นพ่อก็สบายใจ”
สำหรับหมอใหญ่อย่างศรุธแล้วนั้น
การห้ามไม่ให้บัวบูชาดื้อช่างยากยิ่งกว่าการรับเคสผ่าตัดใหญ่ในโรงพยาบาลซะอีก
“ถ้าอย่างนั้นคุณพ่อสบายใจได้เลยค่ะ
บัวจะเป็นเด็กดี”
“อยู่ห่างจากพ่อ
หนูต้องดูแลตัวเองดีๆ นะหนูบัว”
ศรุธเป็นห่วงอาการป่วยของลูกสาว
เขายังคงโทษตัวเองที่แม้เป็นหมอรักษาคนอื่นได้มากมาย
แต่ลูกสาวตัวเองกลับไม่มีปัญญารักษา
บางครั้งศรุธก็อดคิดไม่ได้ว่าอาการป่วยของบัวบูชานั้นไม่มีวี่แววว่าจะดีขึ้นเลย
“ทานยาให้ครบตามที่คุณอาหมอสั่งด้วย”
บัวบูชายิ้มหวานเอาใจ
พร้อมกับเอ่ยรับคำเป็นมั่นเหมาะ
“คุณพ่ออย่าห่วงไปเลยค่ะ
บัวสัญญาว่าจะดูแลตัวเองอย่างดี จะไม่ดื้อไม่ซน เป็นเด็กดีอย่างที่คุณพ่อบอก”
ถ้าหญิงสาวทำได้อย่างที่รับปากเอาไว้ดิบดีก็เหลือเชื่อแล้ว
เด็กดื้ออย่างบัวบูชาน่ะหรอ...
แค่ก้าวเท้าลงจากรถยนต์คันหรูมาเหยียบพื้นดินหน้าบ้านสวนวันแรกก็ทำเรื่องแล้วล่ะ
“คุณผกาขา
คุณผกา แย่แล้วค่ะ แย่แล้ว”
“มีอะไรอนงค์
เสียงดังโวยวายลั่นเรือน”
คุณหญิงผกาทิพย์
เจ้าของบ้านสวนริมน้ำใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองออกจากห้องนอนด้วยความช่วยเหลือของน้ำปรุง
สาวใช้ประจำตัวที่บุตรเขยอย่างศรุธ จ้างมาคอยดูแล
คุณป้าอนงค์
แม่ครัวมือหนึ่งและผู้ดูแลบ้าน เจ้าของผมสั้นดัดลอนหยิกที่มีเอกลักษณ์เป็นเสื้อคอกระเช้าพร้อมผ้าถุงเข้าชุดตามสีประจำวันวิ่งตาตื่นเข้ามาหาคุณหญิงที่ตนดูแลรับใช้มาเนิ่นนานจนผ้าถุงแทบปลิว
ท่าทางตื่นตระหนกขัดกับบุคลิกสุขุมนุ่มลึกที่มักแสดงออกเป็นประจำอย่างสิ้นเชิง
พาให้น้ำปรุงได้แต่มองตามตาปริบๆ ด้วยความประหลาดใจ
“คุณหนูบัวค่ะ
คุณหนูแกตกต้นมะยมหน้าบ้าน”
“ฮะ!
หลานฉันน่ะหรือตกต้นไม้”
ผกาทิพย์เบิกตากว้าง
หญิงชรามีร่องรอยอายุเยอะขึ้นตามวัย
ทว่ากลับยังฉายชัดถึงความงดงามในใบหน้าและทุกกิริยาท่าทาง
ไม่ต้องบอกก็เดาได้ว่าสมัยยังสาว
ผู้หญิงคนนี้คงเป็นที่หมายตาต้องใจของชายส่วนมากแน่ๆ
“ตายแล้ว
น้ำปรุงพยุงฉันออกไปข้างนอกที”
“จ้ะคุณหญิง”
น้ำปรุงรับคำ
เธอรู้ว่าวันนี้คุณหนูของบ้านจะกลับมา
นั่นทำให้เด็กสาววัย ๑๘ ปีเองก็อดที่จะดีใจไม่ได้
เมื่อก่อนบัวบูชาก็เป็นหนึ่งในสมาชิกของกลุ่มเด็กน้อยในหมู่บ้านที่ชอบชักชวนกันไปเที่ยวเล่นที่นู่นที่นี่อยู่เสมอ
แต่ตั้งแต่เจ้าตัวเข้ามหาวิทยาลัยไปก็ไม่ค่อยมีเวลากลับมาเล่นด้วยกันเหมือนเคย
มือเล็กทัดผมหน้าม้าที่ตกลงมาขึ้นไปทัดหู
ก่อนจะค่อยๆ พยุงคุณหญิงผกาทิพย์ลงจากเรือนไปบริเวณสวนย่อมหน้าบ้าน
“โอ้ย!
ซี้ด”
บัวบูชาเงยหน้าขึ้นมองพยาบาลจำเป็นอย่างน้ำปรุงที่ตั้งใจบดสมุนไพรก่อนจะนำมาพอกเอาไว้บริเวณข้อเท้าที่เริ่มบวมแดง
มือเล็กนวดคลึงไปมาเพื่อให้สมุนไพรที่มีฤทธิ์ช่วยแก้เคล็ดขัดยอกนั้นซึมลงไปในผิวเนื้อ
ทุกการกระทำของน้ำปรุงดูอ่อนโยน
แต่น้ำหนักมือที่กดลงมานั้นกลับไม่ได้เบาตามภาพลักษณ์ที่แสดงออกเลยสักนิด
“มือหนักชะมัดเลยน้ำปรุง
กะจะนวดให้ข้อเท้าพี่หักไปเลยหรือไง” บัวบูชายู่ปากบ่น
คุณแม่ของน้ำปรุงเป็นภรรยาของคนสวนที่บ้านหลังนี้
และท่านยังเป็นหมอนวดแผนโบราณที่มีความรู้เรื่องยาสมุนไพรอีกด้วย
กลิ่นสมุนไพรตามสูตรยาตำรับโบราณที่ส่งต่อกันมาในครอบครัวของน้ำปรุงชวนให้บัวบูชานึกเวียนหัว
ทำไมอีกฝ่ายต้องลำบากเก็บสมุนไพรมาต้มมาตำให้ด้วยก็ไม่รู้
ในเมื่อยุคสมัยนี้มียาทาแผนปัจจุบันให้เลือกซื้อเยอะแยะมากมาย
“ช่วงนี้อย่าพึ่งลงน้ำหนักที่เท้าข้างนี้มากนะจ๊ะ
พอกสมุนไพรกับประคมทุกเย็นไม่กี่วันก็น่าจะหายแล้ว
โชคดีจังที่คุณบัวไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“ขอบใจนะ
แต่เมื่อไหร่จะเลิกเรียกพี่ว่าคุณสักที”
บัวบูชาส่งยิ้มให้น้ำปรุงที่ตั้งใจปฐมพยาบาลให้กันเป็นอย่างมาก
หญิงสาวไม่อยากทำลายความหวังดีนั้นลงจึงยอมนั่งให้อีกฝ่ายประคมสมุนไพรให้อย่างไม่ปริปากบ่นจนเสร็จ
“น้ำปรุงเรียกมาตั้งแต่เด็กแล้วนี่จ๊ะ
คุณบัวนั่นแหละจ้ะที่ควรต้องชิน”
บัวบูชาส่ายหน้าไปมาอย่างจำยอมให้น้ำปรุงเรียกแทนตัวเองแบบนี้ต่อ
“ไหนบอกยายสิว่าขึ้นไปทำอะไรบนต้นมะยมนั่น”
ผกาทิพย์เอ่ยถาม
ยามโบกพัดไม้สานในมือไปมา
ความเชื่อโบราณเขาว่าไว้
หากผู้ใดปลูกต้นมะยมไว้หน้าเรือนจะทำให้ผู้คนนิยมชมชอบ
ใครจะคิดว่านี่จะเป็นสิ่งหนึ่งที่ให้อันตรายแก่บุตรหลานของเธอได้
ทว่า
ต้นไม้มันก็อยู่ของมันดีๆ หลานเธอนี่สิที่หาเรื่องเจ็บตัวเสียเอง
“ก็บัวอยากกินลูกมะยมนี่นา
คุณยายดูสิคะน่าทานทั้งนั้นเลย”
ตอนอยู่กับบิดา
บัวบูชาเคยได้สัมผัสธรรมชาติซะที่ไหน
พอได้กลับมาอยู่บ้านสวนแบบนี้ก็อดใจไม่ไหวจนต้องขอคุณลุงคนขับรถปีนขึ้นไปเก็บผลไม้สีเหลืองสดด้วยตนเอง
“มะยมหน้าบ้านมันเปรี้ยวนัก
กินเยอะไปหลานจะเสาะท้อง”
“กินไปไม่เยอะเลยค่ะคุณยาย
ไม่เสาะท้องแน่นอน”
คุณหญิงผกาทิพย์ถึงกับส่ายหน้าอย่างนึกเอือม
ให้ตายสิ
หลานสาวคนนี้ของเธอนั้นเหมือนใครกัน ช่างดื้อรั้นคล้ายเธอตอนสาวๆ
อย่างไรอย่างนั้นเลย
“ประคบเสร็จแล้วก็ไปพักเถอะ
เดินทางมาเหนื่อยๆ คงอยากเอนหลัง”
ผกาทิพย์รู้จักนิสัยใจคอของบัวบูชาดี
รู้ได้เสมอว่าหลานคนนี้ของเธอนั้นชอบหรือต้องการสิ่งใด
เพราะมารดาของบัวบูชาเสียชีวิตไปตั้งแต่คลอดอีกฝ่ายออกมาได้ไม่กี่วัน
คนเป็นบิดาก็งานยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน การเลี้ยงทารกน้อยจึงตกเป็นหน้าที่ของคุณยายอย่างเธอโดยไม่ต้องสงสัย
ผกาทิพย์รักบัวบูชาไม่ต่างจากบุตรในอุทร
“ห้องคุณบัวเรียบร้อยแล้วค่ะ
คุณหนูบัวจะเข้าไปพักเลยไหมคะ ป้าจะช่วยพยุง”
อนงค์เดินเข้ามาในโถงนั่งเล่นหลังจากเก็บกวาดและยกกระเป๋าของใช้ของบัวบูชาเข้าไปจัดไว้ภายในห้องนอนของอีกฝ่ายเสร็จเรียบร้อยแล้ว
เสื้อผ้าสีแดงของอนงค์บ่งบอกได้ดีว่าวันนี้เป็นวันอาทิตย์
พาให้บัวบูชาอดที่จะกลั้นยิ้มเอาไว้ไม่ได้
อยู่ที่นี่แทบไม่ต้องใช้โทรศัพท์ในการดูปฏิทินเลย
ดูจากสีเครื่องแต่งกายของป้าอนงค์ก็น่าจะพอ
“พักเลยก็ได้ค่ะ
เดินทางนานๆ ก็แอบล้าอยู่เหมือนกัน”
ถึงบัวบูชาจะเลือกเดินทางด้วยเครื่องบินเพื่อประหยัดเวลา
แต่ก็เหนื่อยล้ามากอยู่ดี ไหนจะมาตกต้นไม้อีก
นอนพักสักหน่อยน่าจะทำให้รู้สึกสดชื่นขึ้น
“ป้าช่วยนะคะคุณบัว”
ป้าอนงค์ขยับเข้ามาช่วยพยุงร่างบางให้ลุกขึ้น
ก่อนจะพากันเดินออกไป
ท่ามกลางสายตาเป็นกังวลของคนแก่กว่าที่อาบน้ำร้อนมาก่อนอย่างผกาทิพย์
“คุณหญิงอย่าคิดมากไปเลยนะจ๊ะ
ทุกอย่างมันเป็นเรื่องที่ถูกกำหนดเอาไว้แล้ว” น้ำปรุงเอ่ยขึ้น
นัยน์ตาสีน้ำตาลแปรเปลี่ยนเป็นสีฟ้าใสราวกับลูกแก้วที่เด็กๆ
ชอบเล่นกันในวัยเด็ก เช่นเดียวกับนัยน์ตาสีเข้มของคุณหญิงผกาทิพย์ที่ค่อยๆ
เปลี่ยนเป็นสีฟ้าในแบบเดียวกัน
ชุดลำลองที่สวมอยู่ในทุกวันของทั้งสองแปรเปลี่ยนเป็นกระโจมอกสีขาวกลีบบัว
พร้อมด้วยผ้าซิ่นสีเดียวกันที่นุ่งห่มยาวถึงตาตุ่มและเครื่องประดับสีเงินแวววาว
ความจริงหนึ่งเรื่องของบ้านสวนหลังนี้ที่ไม่มีใครได้รู้
คือทุกคนที่นี่ได้เสียชีวิตไปทั้งหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนสวน คนงาน คนรถ อนงค์
น้ำปรุง หรือแม้กระทั่งตัวผกาทิพย์เอง
เหตุการณ์ไฟไหม้ครั้งใหญ่ที่ตำรวจสรุปคดีว่าเป็นเพราะไฟฟ้ารัดวงจรนั้นคร่าชีวิตคนที่อาศัยที่อยู่ที่นี่ไปจนหมดสิ้น
หารู้ไม่ว่ามันคือการฆาตกรรมอำพรางที่เกิดจากฝีมือของบุตรชายคนเล็กของผกาทิพย์ที่เกิดอาการหลอนจากการเสพสารเสพติดจนลงมือทำร้ายทุกคน
บุตรคนเล็กของเธอปลิดชีพตัวเองลงทันทีที่ฆ่าทุกคนในบ้านจนหมด
โดยไม่ลืมที่จะจุดไฟเผาที่นี่ทิ้งเอาไว้ด้วย
ผกาทิพย์ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
พร้อมกับดวงวิญญาณของคนรับใช้คนอื่นๆ ที่ยังวนเวียนอยู่รอบตัว
บุญกุศลที่สะสมมาในชาตินี้และบ่วงแห่งความห่วงหา
ทำให้เธอมีพลังวิญญาณที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง
เมื่ออยู่ในอาณาเขตของตนเอง
ผกาทิพย์ก็สามารถใช้ชีวิตและเนรมิตทุกอย่างได้ราวกับมีเวทมนต์ ตรงกันข้าม
เธอและดวงวิญญาณทุกดวงที่นี่จะอ่อนแรงและสลายไปในที่สุด
หากออกจากบ้านสวนเป็นเวลานาน
ผกาทิพย์รวบรวมพลังวิญญาณทั้งหมดมาใช้ในการปกปิดความจริงเรื่องนี้กับหมอศรุธและบัวบูชาที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองหลวง
เธอตั้งใจไม่ให้ทั้งสองรู้เกี่ยวกับการจากไปของคนในบ้านและปกป้องคนที่เธอรักไว้จากบางสิ่งบางอย่างที่สืบทอดกันมาในตระกูล
การบำเพ็ญเพียรภาวนาที่เคยทำมาตลอดตอนยังมีลมหายใจ
ทำให้ผกาทิพย์สามารถรับรู้เรื่องราวที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้ของหลานสาวได้
เพราะเคราะห์กรรมที่ไม่อาจหลีกเลี่ยง
เธอตัดสินใจใช้พลังวิญญาณจำนวนมากในการดลใจให้บัวบูชาอยากกลับมาที่นี่
อยู่ในอาณาเขตของผกาทิพย์
บัวบูชาจะปลอดภัยมากกว่า
อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามภาพที่หญิงชรามองเห็น
ชะตาชีวิตคนเราไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ก็จริง
แต่เธอกลับคิดว่าทุกอย่างมันอยู่ที่การกระทำของตัว
และต่อให้มันจะเป็นเพียงการหลอกเพื่อปลอบใจตนเอง
ผกาทิพย์ก็ไม่สามารถทนมองหลานสาวมีอันเป็นไปได้โดยที่ไม่พยายามทำอะไรได้เช่นกัน
มือทั้งสองข้างยกขึ้นพนมกลางอก
ในใจนึกถึงองค์พญานาคาที่ตนและคนในหมู่บ้านเคารพนับถือ
ราชาพญานาคที่อยู่เหนือนาคาทั้งปวง
ผู้ที่เป็นดั่งบรรพบุรุษที่คอยปกป้องคนในท้องถิ่นให้อยู่รอดปลอดภัย
“ขอท่านโปรดจงเมตตา
ขอองค์ราชาโปรดยกเว้นชีวิตลูกหลานคนนี้ของข้าน้อยเอาไว้สักคน”
การประหารเจ็ดชั่วโคตร
คำประกาศิตที่ตามติดหลอกหลอนเป็นฝันร้ายของตระกูลมาเนิ่นนานหลายภพชาติ
โทษทัณฑ์นี้ยังไม่สิ้นสุดลง
หากมีดวงจิตใดในตระกูลเข้าสู่ภพภูมิแห่งการเวียนว่ายตายเกิด
มันผู้นั้นก็จะต้องได้รับโทษทุกชาติไปจนกว่าจะครบเจ็ดชั่วอายุดั่งคำลงทัณฑ์

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น