บทที่ ๐๔
‘ค้นหาความจริง’
หลายร้อยปีก่อน
ณ
ถ้ำลึกใต้น้ำ
สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง
เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังแว่วแผ่วเบา
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบสองข้างแก้ม ใบหน้าหวานซีดเซียวไร้สีเลือด
ผิวขาวแห้งกร้านขาดการบำรุง เรือนร่างระหงซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก
หญิงสาวในเพลานี้ไม่ต่างจากนักโทษใกล้ตายที่อดข้าวอดน้ำมานานแรมปี
นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองสายนทีที่เคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่งผ่านม่านใสบริเวณผนังถ้ำที่กว้างพอให้ได้มองเห็นโลกภายนอกอยู่บ้าง
แม้อีกด้านจะดูมืดมิดไม่ต่างกัน
ดวงใจดวงน้อยบอบช้ำจนแทบแตกสลาย
เธอถูกจองจำอยู่
ณ ถ้ำหินลึกลงไปใต้ผืนน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่ากลางกั้นแผ่นดินทั้งสองเมืองเอาไว้ให้แยกออกจากกัน
‘แม่น้ำจาวฝาง’
เพราะความผิดร้ายแรงของบรรพบุรุษในอดีตที่คิดร้ายก่อกบฏทรยศแผ่นดิน
หันคมดาบทำร้ายพวกพ้องเดียวกันจนบาดเจ็บล้มตาย
ความผิดเหล่านั้นติดตัวและถูกสลักเอาไว้ให้คงอยู่กับตระกูลชั่วลูกชั่วหลานที่เข้าสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด
ปทุมธารานาคิณี
ตอนนี้คือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลต้องโทษทัณฑ์ที่ยังมีชีวิตอยู่
แม้เพลานี้จะใกล้สิ้นลมหายใจเต็มที
คำประกาศิตอันศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการประหารชีวิตเจ็ดชั่วอายุยังคงดำเนินไป
ทว่าเธอกลับถูกกักขังไร้ตัวตนในสถานที่แห่งนี้ราวกับมีใครบางคนพยายามยื้อเวลาคิดสู้กับโทษทัณฑ์ที่กำลังวิ่งตาม
เพลาหมุนเวียนไปผ่านวันผ่านคืนเนิ่นนาน
นาคิณีสาวทุกข์ทรมานจนแทบขาดใจ
การใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำหินอุดอู้เปียกชื้นและมืดมิดเช่นนี้ไม่ต่างจากการถูกทรมานให้ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ
เครื่องประดับทองและเพชรนิลจินดา
ทรัพย์สมบัติมากมายของตระกูลถูกยึดคืนสู่พระคลังหลวง หลงเหลือเพียงเศษผ้าเก่าขาดวิ่นที่เอาไว้ใช้ปกคลุมกาย
มือเรียวลูบไล้โซ่ตรวนทองเหลืองบริเวณสองข้อมือและข้อเท้าด้วยสติที่ล่องลอยราวกับหลุดอยู่ในความฝัน
โซ่อาคมผูกล่ามเธอเอาไว้กับโขดหินโขดใหญ่
เพื่อไม่ให้ออกไปพ้นอาณาเขตของถ้ำนี้ได้อย่างที่ใจนึก
นัยน์ตาคู่สวยหม่นแสง
นางพญาปทุมธาราค่อยๆ
หลับตาลงซึมซับทุกความเจ็บปวดที่เป็นเหมือนสหายคนสนิทเคียงข้างตัว
ติ๊ง
ติ๊ง
น้ำหยดลงตามแผ่นหินที่งอกย้อยออกจากผนังถ้ำดังกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัด
นาคิณีสาวกล้ำกลืนความโหดร้ายที่ได้รับลงคอ
ทัณฑ์ที่ถูกละเว้นทั้งที่ไม่ต้องการนั้นไม่ได้ช่วยให้ปทุมธารารู้สึกดีขึ้น
เธอสัมผัสไม่ได้ถึงความเมตตาจากองค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นเลยสักนิด
กลับกัน…
เขาผู้นั้นช่างใจร้ายราวกับไม่มีหัวใจ
หยดเลือดข้นไหลรินแทนที่หยาดน้ำตา
ของเหลวสีดำสนิทกลิ่นคาวคลุ้งทะลักออกจากทวารทั้งห้า เสียงหวานครางฮือหวังเพียงมีใครสักคนบังเอิญเข้ามาได้ยิน
ทว่าที่แห่งนี้นั้นอยู่ลึกและห่างไกลเกินกว่าจะมีผู้ใดเหลียวแล
หากต้องทนทรมานเจียนตายเช่นนี้
เธอขอจากโลกใบนี้ตามครอบครัวไปเลยเสียยังดีกว่า
แกร่ก!
ปทุมธาราออกแรงเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่กระชากโซ่ตรวนออกจากตัว
แต่มันไม่แม้แต่จะขยับตาม
ที่นี่ไม่มีอาหาร
ไม่มีปลาสักตัวแหวกว่าย
มีเพียงน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หยดลงโดนกายให้พอได้ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตวิญญาณ
เมื่อไหร่กันเธอจึงจะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้
บ่วงกรรมที่แม้แต่ความตายก็ยังมิอาจพาเธอกลับออกไป
ปัจจุบัน
ศาลาที่สาม ในวัดแห่งหนึ่ง
เสียงร้องไห้ดังอื้ออึงทั่วบริเวณ
ศาลาที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้าที่กำลังกัดกินจิตใจของแขกผู้มาเยือน
เพื่อน ครูบาอาจารย์
ญาติมิตรและครอบครัวล้วนต่างมาที่นี่ด้วยความตั้งใจ
เพื่อร่วมส่งวิญญาณของหญิงสาวผู้เป็นที่รักที่จากไปด้วยอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน
ไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายนี้เกิดขึ้น
ไม่มีการกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของใคร
“ฮึก หนูบัว” เดือนอ้ายยังคงร่ำไห้ไม่ขาดสาย
นัยน์ตาบวมเปล่งจากการเสียน้ำตามาตลอดหลายวัน เธอยังทำใจไม่ได้และอาจต้องใช้เวลาอีกนานในการทำความเข้าใจกับเรื่องนี้
แม้จะไม่มีใครกล่าวโทษ
แต่เดือนอ้ายกลับยังคงรู้สึกผิดอย่างสุดหัวใจ
ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นชักชวนเพื่อนสนิทไปที่นั่นทั้งที่เพื่อนไม่ได้อยากไป
บางทีวันนี้อาจจะยังมีนลินลิดาคอยยืนส่งยิ้มให้กันอยู่ก็ได้
“ขอโทษ ฮึก ฉันขอโทษนะหนูบัว”
คำขอโทษที่เดือนอ้ายได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะรับรู้และยอมให้อภัยเพื่อนแย่ๆ
อย่างเธอ
นลินลิดา เอกปรีดาวงศ์
ชาตะ xx xxx xxxx
มรณะ xx xxx xxxx
ในที่สุดคำทำนายของแม่หมอยิปซีคนนั้นก็เป็นจริง
สายน้ำได้พรากชีวิตและลมหายใจของเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ
สำหรับนลินลิดา น้ำจะนำมาซึ่งความสูญเสีย
ขาดก็แต่เรื่องเดียว หญิงสาวยังไม่มีเวลาพอที่จะได้เจอเนื้อคู่เลย
เฮือก!
“บัว…
บัวบูชา ยัยบัว!”
เสียงคุ้นหูพร้อมกับแรงเขย่าที่ต้นแขนทั้งสองข้างพาให้ดวงจิตสีนวลที่กำลังออกเที่ยวเล่นอยู่นอกกายถูกดึงกลับคืน
เรือนร่างงดงามในชุดนุ่งขาวห่มขาวนั่งขัดสมาธิอยู่ในโบสถ์เก่าแก่อันเงียบสงบ
บัวบูชาสะดุ้งสุดตัว
นัยน์ตาคู่สวยลืมขึ้นมอง เอมริน
เพื่อนสนิทที่เธอชวนมาปฏิบัติธรรมด้วยกันด้วยความประหลาดใจ
ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน
บัวบูชามักชวนเอมรินมาปฏิบัติธรรมที่วัดแถวบ้านอยู่บ่อยๆ
เมื่อก่อนก็เพียงแค่ปีละวันสองวันจนถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัย
เธอก็เริ่มชวนมาบ่อยขึ้น
จากไม่กี่วันก็เปลี่ยนเป็นสัปดาห์และเพิ่มมากขึ้นกลายเป็นแรมเดือน
“เอม”
เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา
ร่างกายนั้นไร้เรี่ยวแรงราวกับพึ่งต่อสู้กับอะไรบางอย่างมาจนหมดแรงทั้งๆ
ที่เธอแทบไม่ได้ทำอะไรเลย
“อีกแล้วนะ
แกนั่งสมาธิจนร่างกายไม่หายใจอีกแล้ว”
สัญญาณชีพจรที่เต้นเบาลงจนเกือบกลายเป็นเส้นตรงแสดงสีแดงวาบขึ้นมาบนหน้าจอสมาร์ทนาฬิกาที่บัวบูชาสวมเอาไว้อยู่ตลอด
เสียงแจ้งเตือนร้องดังขึ้นเรียกให้เอมรินที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้านข้างหันมาดูด้วยความตกใจ
พักหลังมานี้
บัวบูชามักมีอาการหยุดหายใจในเวลานอนหลับ รวมถึงในขณะนั่งสมาธิด้วย
อาการป่วยนี้ของหญิงสาวเป็นที่น่ากังวลใจสำหรับเอมรินและคุณหมอศรุธ
ผู้เป็นบิดาของบัวบูชาเป็นอย่างมาก
หญิงสาวป่วยเป็นโรคที่แม้แต่แพทย์มือหนึ่งอย่างบิดาของตัวเองก็ยังหาทางรักษาให้ไม่ได้
แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ
หากไม่นับเรื่องหัวใจที่หยุดเต้นไปเองโดยไม่รู้ตัว
สุขภาพของบัวบูชาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแทบทุกอย่างเลยด้วยซ้ำ
เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ยังหาทางแก้ไม่ได้
บัวบูชาจึงเลือกใช้เทคโนโลยีของสมาร์ทนาฬิกาเข้ามาเป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิต
รวมถึงสังเกตพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นของร่างกาย
อย่างน้อยหากเป็นอะไร
เธอจะได้รับการเตือน เพื่อพาตัวเองไปรักษาได้อย่างทันท่วงที
ทว่าในตอนนี้ปัญหาสุขภาพนั้นกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญที่บัวบูชากำลังสนใจ
“ฉันเห็นผู้หญิงสองคนนั้นอีกแล้ว”
ภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดที่มักฝันถึงนั่นต่างหากที่ดึงดูดความสนใจของบัวบูชาได้มากกว่าเรื่องอะไรทั้งหมด
หนึ่งเหตุผลที่บัวบูชาพาตัวเองเข้ามาสู่การนั่งสมาธิอย่างสมบูรณ์ตามคำแนะนำของคุณยาย
คือการที่เธอนั้นฝันถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์วนไปวนมาซ้ำๆ ไม่หยุด
และมันเริ่มเป็นบ่อยขึ้นเมื่ออายุขึ้นต้นด้วยเลขสอง
แรกๆ
มันก็แค่ความฝันที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จบไป
แต่พักหลังมานี้ความรู้สึกทุกอย่าง
ทุกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของหญิงสาวทั้งสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้นกลับตรึงอยู่ในใจแม้ยามตื่นตอน
คนหนึ่งถูกจองจำไม่อาจหลีกหนีอย่างโดดเดี่ยวในถ้ำลึกไร้แสงตะวัน
อีกคนถูกพรากชีวิตและลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมานท่ามกลางสายน้ำที่หนาวเย็นและเดียวดาย
ช่างแตกต่าง
ทว่ามีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน และที่สำคัญ
หญิงสาวทั้งสองนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับเธอแทบทุกประการ
หัวใจดวงน้อยเจ็บช้ำทุกครั้งที่นึกถึง
ความฝันนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตจนบัวบูชาต้องปรึกษาผู้ใหญ่ในบ้าน
เพื่อหาวิธีแก้
คุณหมอศรุธใช้วิธีตามหลักวิทยาศาสตร์ในการรักษาจากทักษะวิชาชีพของการเป็นอาจารย์แพทย์มานานหลายปี
แต่คุณยายของเธอนั้นคิดต่างออกไป
อาจดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อและหาเหตุผลมารองรับไม่ได้
แต่บางทีธรรมะและสมาธิอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและสิ่งที่บัวบูชากำลังพบเจอให้หายขาดหรือดีขึ้นได้ในสักวัน
“ครั้งนี้ภาพในความฝันมันชัดเจนกว่าครั้งก่อนๆ
ที่ฉันเคยฝันเห็น”
คิ้วเรียวขมวดเป็นปม
ใบหน้าหวานดูเป็นธรรมชาติเมื่อผู้เป็นเจ้าของนั้นไม่ได้แต่งเติมสีสันจากเครื่องสำอางใดๆ
ลงไปเลย ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นจนห้อเลือด
“พวกเธอทรมานเหมือนคนที่กำลังจะตาย”
“แกต่างหากที่กำลังจะตาย”
เอมรินสวนขึ้นแทรก
“ถ้าแกยังเอาแต่หมกมุ่นเรื่องในความฝันอยู่แบบนี้
คนที่จะแย่ที่สุดก็คือแกนะบัว”
หญิงสาวเป็นห่วงบัวบูชาจากใจจริง
เธอไม่ใช่คนที่ชอบเข้าวัดทำบุญสักนิด
แต่เอมรินก็ยอมมาเป็นเพื่อนบัวบูชาทุกครั้งเพราะไม่กล้าที่จะปล่อยให้เพื่อนคนนี้อยู่ตามลำพังคนเดียว
ยาที่บัวบูชาต้องกินมีทั้งยาที่ใช้รักษาอาการทางร่างกาย
รวมถึงอาการทางจิตใจร่วมด้วย และเพื่อนสนิทต้องทานมันตามเวลาที่กำหนดไม่ให้ขาด
แล้วเด็กดื้อทานยายากอย่างบัวบูชาน่ะหรือจะยอมทานง่ายๆ
หากเอมรินไม่บังคับป้อน อีกฝ่ายก็พร้อมจะโยนยาทิ้งไปตลอดเวลานั่นแหละ
มันน่าจับตีนักเชียว
“แต่ว่า…”
ทุกความรู้สึกและความเจ็บปวดของทั้งสองหญิงสาวในภาพฝันแทรกซึมเข้ามาในทุกอณู
บัวบูชารับรู้ความรู้สึกทุกอย่างได้ราวกับเธอเป็นผู้หญิงสองคนนั้นเสียเอง
“ขอล่ะบัว
ฉันว่าแกอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เลยนะ”
คนเราย่อมมีบ่วงกรรมเป็นของตัวเอง
และมันยากที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เอมรินรู้เรื่องนี้ดี แต่ใช่ว่าใจจะยอมทำตาม
คนตรงหน้าเป็นเพื่อนสนิทของเธอนะ
เห็นเพื่อนลำบากใครกันจะเมินเฉยได้ลง
“ฉันอยากรู้ว่าพวกเธอเป็นใคร”
บัวบูชาอยากรู้สุดหัวใจ
เธอพยายามทำทุกทางเพื่อไขปริศนาของภาพที่ได้เห็นรวมถึงความรู้สึกที่ได้สัมผัส
แม้มันจะทำให้ร่างกายของเธออ่อนแอลง
“แล้วถ้าการได้รู้
มันต้องแลกมากับชีวิตของแกล่ะ”
เอมรินถามย้อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
สาวหมวยจ้องมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาจริงจัง
“ไม่หรอก
ไม่มีทาง”
บัวบูชาเชื่อเสมอว่าชีวิตคนเราไม่ได้ตายง่ายดายขนาดนั้น
หรือต่อให้มีเหตุต้องตาย ไม่ว่าพยายามสักแค่ไหน ทุกคนก็หลีกหนีความตายไม่ได้อยู่ดี
“แต่คุณหมอศรุธก็บอกแล้วว่าแกสร้างภาพพวกนั้นขึ้นมาเองในสมอง
ผู้หญิงสองคนนั้นอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ ก็ได้นะบัว”
บัวบูชาเม้มปากเข้าหากันอย่างใช้ความคิด
เธอไม่อยากเชื่อในสิ่งที่บิดาและเพื่อนสนิทพยายามบอกสักเท่าไหร่
เกิดจากสารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาผิดปกติงั้นหรือ
พ่อคิดว่าเธอเป็นผู้ป่วยจิตเภทหรือยังไงกัน
“วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้นะยัยบัว”
“แต่เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริงนี่นาเอม”
บัวบูชาขยับตัวบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าออกจากร่างกาย
เธอลุกขึ้นก่อนจะดึงมือให้เอมรินลุกขึ้นตาม
“ฉันว่าจะไปอยู่กับยายจนกว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม”
อีกสองเดือนกว่ามหาวิทยาลัยของเธอจะเปิดเรียน
แถมช่วงนี้คุณยายก็โทรมาเล่าให้บิดาฟังถึงสุขภาพที่เจ็บออดๆ แอดๆ ของตนอยู่บ่อยๆ
มันน่าจะดีหากเธอได้ไปใช้ชีวิตสงบๆ
ที่ต่างจังหวัดสักระยะ แถมยังได้ไปช่วยดูแลตอบแทนคุณยายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กไปในตัว
“เอาสิ
แกไม่ได้กลับไปบ้านสวนนานแล้วนี่นา”
เอมรินเห็นด้วย
อยู่ที่นี่ก็มีแต่ตึกกับถนนและมลพิษทางอากาศ
บางทีธรรมชาติอาจบำบัดจิตใจให้บัวบูชาดีขึ้นมากกว่าการพึ่งแค่ยาทางการแพทย์
“ไปด้วยกันไหมเอม
อยู่เที่ยวสักวันสองวันค่อยกลับมาก่อนก็ยังได้”
“แกก็รู้ว่าฉันไปไหนไกลๆ
ได้ซะที่ไหน ตั้งแต่เฮียไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่มีใครช่วยป๊าต้มกระเพาะปลา”
บ้านของเอมรินเปิดภัตตาคารอาหารตะวันออกเพราะฝีมือการปรุงอาหารแบบต้นตำรับราวกับได้ไปนั่งอยู่ประเทศนั้นจริงๆ
ทำให้มีแต่ลูกค้าประจำจนปลีกตัวไปไหนแทบไม่ได้
อย่าว่าแต่ไปต่างจังหวัดกับบัวบูชาเป็นวันๆ
เลย แค่มาทำบุญที่วัดวันนี้แล้วไม่ให้ป๊าโทรตามให้ได้ก่อนเถอะ
พูดถึงแล้วก็โทรมาพอดี
“ป๊าตามแล้วน่ะสิ”
บัวบูชายกยิ้มรู้ทัน
“อือ
คนนี้น่ะพูดถึงเป็นไม่ได้เลยแหละ”
เอมรินส่ายหน้าไปมา
หญิงสาวกดรับสายผู้เป็นพ่อ ก่อนจะพากันเดินกลับไปที่รถและแยกย้ายกันกลับบ้าน
“แล้วเจอกันนะเอม”
“กลับบ้านดีๆ
นะยัยบัว”
บัวบูชาพยักหน้ารับ
เธอกดปลดล็อคประตูรถแล้วขับออกไป
เอี๊ยด!
เท้าเรียวเปลี่ยนไปเหยียบเบรกแทบจะทันทีที่เริ่มออกตัว
เมื่อสายตาดันเหลือบไปเห็นเงามืดของอะไรบางอย่างลอยคละคลุ้งคล้ายกลุ่มควันสีเทาอยู่บริเวณเบาะหลังของตัวรถ
หญิงสาวหันหน้าไปมองด้านหลังเบาะด้วยสายตาตัวเองอีกครั้งแต่กลับไม่พบอะไรนอกจากหมอนผ้าห่มหมีน้อยที่แลกคะแนนมาจากร้านสะดวกซื้อ
เธอตาฝาดงั้นหรือ
มือเล็กกำพวงมาลัยรถแน่น
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และพยายามสลัดเรื่องราวมากมายในความคิดออกจากหัว
สงสัยช่วงนี้เธอจะหมกมุ่นกับความฝันนั่นมากเกินไปอย่างที่เอมรินว่าจริงๆ
บัวบูชาคงต้องหาเวลาว่างพักผ่อนจิตใจอย่างจริงจังสักหน่อยแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น