วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 4

 

บทที่ ๐๔

‘ค้นหาความจริง’

 

 

 

หลายร้อยปีก่อน

 

ณ ถ้ำลึกใต้น้ำ

สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง

 

เสียงสะอื้นร่ำไห้ดังแว่วแผ่วเบา น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบสองข้างแก้ม ใบหน้าหวานซีดเซียวไร้สีเลือด ผิวขาวแห้งกร้านขาดการบำรุง เรือนร่างระหงซูบผอมเหลือเพียงหนังหุ้มกระดูก

หญิงสาวในเพลานี้ไม่ต่างจากนักโทษใกล้ตายที่อดข้าวอดน้ำมานานแรมปี

นัยน์ตาสีมรกตจ้องมองสายนทีที่เคลื่อนไหวไม่เคยหยุดนิ่งผ่านม่านใสบริเวณผนังถ้ำที่กว้างพอให้ได้มองเห็นโลกภายนอกอยู่บ้าง แม้อีกด้านจะดูมืดมิดไม่ต่างกัน

ดวงใจดวงน้อยบอบช้ำจนแทบแตกสลาย

เธอถูกจองจำอยู่ ณ ถ้ำหินลึกลงไปใต้ผืนน้ำของแม่น้ำสายใหญ่ที่ไหลผ่ากลางกั้นแผ่นดินทั้งสองเมืองเอาไว้ให้แยกออกจากกัน

‘แม่น้ำจาวฝาง’   

เพราะความผิดร้ายแรงของบรรพบุรุษในอดีตที่คิดร้ายก่อกบฏทรยศแผ่นดิน หันคมดาบทำร้ายพวกพ้องเดียวกันจนบาดเจ็บล้มตาย

ความผิดเหล่านั้นติดตัวและถูกสลักเอาไว้ให้คงอยู่กับตระกูลชั่วลูกชั่วหลานที่เข้าสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิด

ปทุมธารานาคิณี ตอนนี้คือทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลต้องโทษทัณฑ์ที่ยังมีชีวิตอยู่ แม้เพลานี้จะใกล้สิ้นลมหายใจเต็มที

คำประกาศิตอันศักดิ์สิทธิ์ว่าด้วยการประหารชีวิตเจ็ดชั่วอายุยังคงดำเนินไป ทว่าเธอกลับถูกกักขังไร้ตัวตนในสถานที่แห่งนี้ราวกับมีใครบางคนพยายามยื้อเวลาคิดสู้กับโทษทัณฑ์ที่กำลังวิ่งตาม

เพลาหมุนเวียนไปผ่านวันผ่านคืนเนิ่นนาน นาคิณีสาวทุกข์ทรมานจนแทบขาดใจ

การใช้ชีวิตอยู่ในถ้ำหินอุดอู้เปียกชื้นและมืดมิดเช่นนี้ไม่ต่างจากการถูกทรมานให้ตายทั้งที่ยังมีลมหายใจ

เครื่องประดับทองและเพชรนิลจินดา ทรัพย์สมบัติมากมายของตระกูลถูกยึดคืนสู่พระคลังหลวง หลงเหลือเพียงเศษผ้าเก่าขาดวิ่นที่เอาไว้ใช้ปกคลุมกาย

มือเรียวลูบไล้โซ่ตรวนทองเหลืองบริเวณสองข้อมือและข้อเท้าด้วยสติที่ล่องลอยราวกับหลุดอยู่ในความฝัน

โซ่อาคมผูกล่ามเธอเอาไว้กับโขดหินโขดใหญ่ เพื่อไม่ให้ออกไปพ้นอาณาเขตของถ้ำนี้ได้อย่างที่ใจนึก

นัยน์ตาคู่สวยหม่นแสง นางพญาปทุมธาราค่อยๆ หลับตาลงซึมซับทุกความเจ็บปวดที่เป็นเหมือนสหายคนสนิทเคียงข้างตัว

ติ๊ง ติ๊ง

น้ำหยดลงตามแผ่นหินที่งอกย้อยออกจากผนังถ้ำดังกึกก้องท่ามกลางความเงียบสงัด

นาคิณีสาวกล้ำกลืนความโหดร้ายที่ได้รับลงคอ

ทัณฑ์ที่ถูกละเว้นทั้งที่ไม่ต้องการนั้นไม่ได้ช่วยให้ปทุมธารารู้สึกดีขึ้น เธอสัมผัสไม่ได้ถึงความเมตตาจากองค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ผู้นั้นเลยสักนิด

กลับกัน… เขาผู้นั้นช่างใจร้ายราวกับไม่มีหัวใจ

หยดเลือดข้นไหลรินแทนที่หยาดน้ำตา ของเหลวสีดำสนิทกลิ่นคาวคลุ้งทะลักออกจากทวารทั้งห้า เสียงหวานครางฮือหวังเพียงมีใครสักคนบังเอิญเข้ามาได้ยิน

ทว่าที่แห่งนี้นั้นอยู่ลึกและห่างไกลเกินกว่าจะมีผู้ใดเหลียวแล

หากต้องทนทรมานเจียนตายเช่นนี้ เธอขอจากโลกใบนี้ตามครอบครัวไปเลยเสียยังดีกว่า

แกร่ก!

ปทุมธาราออกแรงเฮือกสุดท้ายที่หลงเหลืออยู่กระชากโซ่ตรวนออกจากตัว แต่มันไม่แม้แต่จะขยับตาม

ที่นี่ไม่มีอาหาร ไม่มีปลาสักตัวแหวกว่าย มีเพียงน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่หยดลงโดนกายให้พอได้ใช้หล่อเลี้ยงชีวิตและจิตวิญญาณ

เมื่อไหร่กันเธอจึงจะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้

บ่วงกรรมที่แม้แต่ความตายก็ยังมิอาจพาเธอกลับออกไป

 

 

 

 

 

ปัจจุบัน

ศาลาที่สาม ในวัดแห่งหนึ่ง

 

เสียงร้องไห้ดังอื้ออึงทั่วบริเวณ ศาลาที่ตกแต่งด้วยโทนสีขาวดำถูกปกคลุมไปด้วยความเศร้าที่กำลังกัดกินจิตใจของแขกผู้มาเยือน

เพื่อน ครูบาอาจารย์ ญาติมิตรและครอบครัวล้วนต่างมาที่นี่ด้วยความตั้งใจ เพื่อร่วมส่งวิญญาณของหญิงสาวผู้เป็นที่รักที่จากไปด้วยอุบัติเหตุอย่างไม่คาดฝัน

ไม่มีใครอยากให้เรื่องเลวร้ายนี้เกิดขึ้น

ไม่มีการกล่าวโทษว่าเป็นความผิดของใคร

“ฮึก หนูบัว” เดือนอ้ายยังคงร่ำไห้ไม่ขาดสาย นัยน์ตาบวมเปล่งจากการเสียน้ำตามาตลอดหลายวัน เธอยังทำใจไม่ได้และอาจต้องใช้เวลาอีกนานในการทำความเข้าใจกับเรื่องนี้

แม้จะไม่มีใครกล่าวโทษ แต่เดือนอ้ายกลับยังคงรู้สึกผิดอย่างสุดหัวใจ

ถ้าเธอไม่ดื้อรั้นชักชวนเพื่อนสนิทไปที่นั่นทั้งที่เพื่อนไม่ได้อยากไป บางทีวันนี้อาจจะยังมีนลินลิดาคอยยืนส่งยิ้มให้กันอยู่ก็ได้

“ขอโทษ ฮึก ฉันขอโทษนะหนูบัว”

คำขอโทษที่เดือนอ้ายได้แต่หวังว่าอีกฝ่ายจะรับรู้และยอมให้อภัยเพื่อนแย่ๆ อย่างเธอ

นลินลิดา เอกปรีดาวงศ์

ชาตะ xx xxx xxxx

มรณะ xx xxx xxxx

ในที่สุดคำทำนายของแม่หมอยิปซีคนนั้นก็เป็นจริง

สายน้ำได้พรากชีวิตและลมหายใจของเธอไปอย่างไม่มีวันหวนกลับ

สำหรับนลินลิดา น้ำจะนำมาซึ่งความสูญเสีย ขาดก็แต่เรื่องเดียว หญิงสาวยังไม่มีเวลาพอที่จะได้เจอเนื้อคู่เลย

เฮือก!

“บัว… บัวบูชา ยัยบัว!”

เสียงคุ้นหูพร้อมกับแรงเขย่าที่ต้นแขนทั้งสองข้างพาให้ดวงจิตสีนวลที่กำลังออกเที่ยวเล่นอยู่นอกกายถูกดึงกลับคืน เรือนร่างงดงามในชุดนุ่งขาวห่มขาวนั่งขัดสมาธิอยู่ในโบสถ์เก่าแก่อันเงียบสงบ

บัวบูชาสะดุ้งสุดตัว นัยน์ตาคู่สวยลืมขึ้นมอง เอมริน เพื่อนสนิทที่เธอชวนมาปฏิบัติธรรมด้วยกันด้วยความประหลาดใจ

ช่วงปิดภาคเรียนฤดูร้อน บัวบูชามักชวนเอมรินมาปฏิบัติธรรมที่วัดแถวบ้านอยู่บ่อยๆ

เมื่อก่อนก็เพียงแค่ปีละวันสองวันจนถึงวัยเข้ามหาวิทยาลัย เธอก็เริ่มชวนมาบ่อยขึ้น จากไม่กี่วันก็เปลี่ยนเป็นสัปดาห์และเพิ่มมากขึ้นกลายเป็นแรมเดือน

“เอม”

เสียงหวานพึมพำแผ่วเบา ร่างกายนั้นไร้เรี่ยวแรงราวกับพึ่งต่อสู้กับอะไรบางอย่างมาจนหมดแรงทั้งๆ ที่เธอแทบไม่ได้ทำอะไรเลย

“อีกแล้วนะ แกนั่งสมาธิจนร่างกายไม่หายใจอีกแล้ว”

สัญญาณชีพจรที่เต้นเบาลงจนเกือบกลายเป็นเส้นตรงแสดงสีแดงวาบขึ้นมาบนหน้าจอสมาร์ทนาฬิกาที่บัวบูชาสวมเอาไว้อยู่ตลอด

เสียงแจ้งเตือนร้องดังขึ้นเรียกให้เอมรินที่นั่งเล่นโทรศัพท์มือถืออยู่ด้านข้างหันมาดูด้วยความตกใจ

พักหลังมานี้ บัวบูชามักมีอาการหยุดหายใจในเวลานอนหลับ รวมถึงในขณะนั่งสมาธิด้วย

อาการป่วยนี้ของหญิงสาวเป็นที่น่ากังวลใจสำหรับเอมรินและคุณหมอศรุธ ผู้เป็นบิดาของบัวบูชาเป็นอย่างมาก

หญิงสาวป่วยเป็นโรคที่แม้แต่แพทย์มือหนึ่งอย่างบิดาของตัวเองก็ยังหาทางรักษาให้ไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ

หากไม่นับเรื่องหัวใจที่หยุดเต้นไปเองโดยไม่รู้ตัว สุขภาพของบัวบูชาก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดีแทบทุกอย่างเลยด้วยซ้ำ

เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาสุขภาพที่ยังหาทางแก้ไม่ได้ บัวบูชาจึงเลือกใช้เทคโนโลยีของสมาร์ทนาฬิกาเข้ามาเป็นตัวช่วยในการใช้ชีวิต รวมถึงสังเกตพฤติกรรมและการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้นของร่างกาย

อย่างน้อยหากเป็นอะไร เธอจะได้รับการเตือน เพื่อพาตัวเองไปรักษาได้อย่างทันท่วงที

ทว่าในตอนนี้ปัญหาสุขภาพนั้นกลับไม่ใช่สิ่งสำคัญที่บัวบูชากำลังสนใจ

“ฉันเห็นผู้หญิงสองคนนั้นอีกแล้ว”

ภาพเหตุการณ์แปลกประหลาดที่มักฝันถึงนั่นต่างหากที่ดึงดูดความสนใจของบัวบูชาได้มากกว่าเรื่องอะไรทั้งหมด

หนึ่งเหตุผลที่บัวบูชาพาตัวเองเข้ามาสู่การนั่งสมาธิอย่างสมบูรณ์ตามคำแนะนำของคุณยาย คือการที่เธอนั้นฝันถึงเหตุการณ์สองเหตุการณ์วนไปวนมาซ้ำๆ ไม่หยุด และมันเริ่มเป็นบ่อยขึ้นเมื่ออายุขึ้นต้นด้วยเลขสอง

แรกๆ มันก็แค่ความฝันที่เกิดขึ้นขณะนอนหลับ เมื่อตื่นขึ้นมาทุกอย่างก็จบไป แต่พักหลังมานี้ความรู้สึกทุกอย่าง ทุกเจ็บปวดและทุกข์ทรมานของหญิงสาวทั้งสองคนที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนั้นกลับตรึงอยู่ในใจแม้ยามตื่นตอน

คนหนึ่งถูกจองจำไม่อาจหลีกหนีอย่างโดดเดี่ยวในถ้ำลึกไร้แสงตะวัน อีกคนถูกพรากชีวิตและลมหายใจไปอย่างทุกข์ทรมานท่ามกลางสายน้ำที่หนาวเย็นและเดียวดาย

ช่างแตกต่าง ทว่ามีบางอย่างที่คล้ายคลึงกัน และที่สำคัญ หญิงสาวทั้งสองนั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนกันกับเธอแทบทุกประการ

หัวใจดวงน้อยเจ็บช้ำทุกครั้งที่นึกถึง

ความฝันนั้นส่งผลเสียต่อสุขภาพและการใช้ชีวิตจนบัวบูชาต้องปรึกษาผู้ใหญ่ในบ้าน เพื่อหาวิธีแก้

คุณหมอศรุธใช้วิธีตามหลักวิทยาศาสตร์ในการรักษาจากทักษะวิชาชีพของการเป็นอาจารย์แพทย์มานานหลายปี แต่คุณยายของเธอนั้นคิดต่างออกไป

อาจดูเป็นเรื่องเหลือเชื่อและหาเหตุผลมารองรับไม่ได้ แต่บางทีธรรมะและสมาธิอาจช่วยบรรเทาความเจ็บปวดและสิ่งที่บัวบูชากำลังพบเจอให้หายขาดหรือดีขึ้นได้ในสักวัน

“ครั้งนี้ภาพในความฝันมันชัดเจนกว่าครั้งก่อนๆ ที่ฉันเคยฝันเห็น”

คิ้วเรียวขมวดเป็นปม ใบหน้าหวานดูเป็นธรรมชาติเมื่อผู้เป็นเจ้าของนั้นไม่ได้แต่งเติมสีสันจากเครื่องสำอางใดๆ ลงไปเลย ริมฝีปากอวบอิ่มเม้มเข้าหากันแน่นจนห้อเลือด

“พวกเธอทรมานเหมือนคนที่กำลังจะตาย”

“แกต่างหากที่กำลังจะตาย” เอมรินสวนขึ้นแทรก

“ถ้าแกยังเอาแต่หมกมุ่นเรื่องในความฝันอยู่แบบนี้ คนที่จะแย่ที่สุดก็คือแกนะบัว”

หญิงสาวเป็นห่วงบัวบูชาจากใจจริง เธอไม่ใช่คนที่ชอบเข้าวัดทำบุญสักนิด แต่เอมรินก็ยอมมาเป็นเพื่อนบัวบูชาทุกครั้งเพราะไม่กล้าที่จะปล่อยให้เพื่อนคนนี้อยู่ตามลำพังคนเดียว

ยาที่บัวบูชาต้องกินมีทั้งยาที่ใช้รักษาอาการทางร่างกาย รวมถึงอาการทางจิตใจร่วมด้วย และเพื่อนสนิทต้องทานมันตามเวลาที่กำหนดไม่ให้ขาด

แล้วเด็กดื้อทานยายากอย่างบัวบูชาน่ะหรือจะยอมทานง่ายๆ หากเอมรินไม่บังคับป้อน อีกฝ่ายก็พร้อมจะโยนยาทิ้งไปตลอดเวลานั่นแหละ

มันน่าจับตีนักเชียว

“แต่ว่า…”

ทุกความรู้สึกและความเจ็บปวดของทั้งสองหญิงสาวในภาพฝันแทรกซึมเข้ามาในทุกอณู บัวบูชารับรู้ความรู้สึกทุกอย่างได้ราวกับเธอเป็นผู้หญิงสองคนนั้นเสียเอง

“ขอล่ะบัว ฉันว่าแกอย่าเข้าไปยุ่งกับเรื่องนี้เลยนะ”

คนเราย่อมมีบ่วงกรรมเป็นของตัวเอง และมันยากที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยว เอมรินรู้เรื่องนี้ดี แต่ใช่ว่าใจจะยอมทำตาม

คนตรงหน้าเป็นเพื่อนสนิทของเธอนะ เห็นเพื่อนลำบากใครกันจะเมินเฉยได้ลง

“ฉันอยากรู้ว่าพวกเธอเป็นใคร”

บัวบูชาอยากรู้สุดหัวใจ

เธอพยายามทำทุกทางเพื่อไขปริศนาของภาพที่ได้เห็นรวมถึงความรู้สึกที่ได้สัมผัส แม้มันจะทำให้ร่างกายของเธออ่อนแอลง

“แล้วถ้าการได้รู้ มันต้องแลกมากับชีวิตของแกล่ะ”

เอมรินถามย้อนด้วยสีหน้าไม่สู้ดี สาวหมวยจ้องมองเพื่อนสนิทด้วยแววตาจริงจัง

“ไม่หรอก ไม่มีทาง”

บัวบูชาเชื่อเสมอว่าชีวิตคนเราไม่ได้ตายง่ายดายขนาดนั้น หรือต่อให้มีเหตุต้องตาย ไม่ว่าพยายามสักแค่ไหน ทุกคนก็หลีกหนีความตายไม่ได้อยู่ดี

“แต่คุณหมอศรุธก็บอกแล้วว่าแกสร้างภาพพวกนั้นขึ้นมาเองในสมอง ผู้หญิงสองคนนั้นอาจไม่ได้มีตัวตนอยู่จริงๆ ก็ได้นะบัว”

บัวบูชาเม้มปากเข้าหากันอย่างใช้ความคิด เธอไม่อยากเชื่อในสิ่งที่บิดาและเพื่อนสนิทพยายามบอกสักเท่าไหร่

เกิดจากสารเคมีในสมองที่หลั่งออกมาผิดปกติงั้นหรือ

พ่อคิดว่าเธอเป็นผู้ป่วยจิตเภทหรือยังไงกัน

“วิทยาศาสตร์พิสูจน์ได้นะยัยบัว”

“แต่เรื่องที่พิสูจน์ไม่ได้ก็ใช่ว่าจะไม่มีจริงนี่นาเอม”

บัวบูชาขยับตัวบิดขี้เกียจเพื่อขับไล่ความเมื่อยล้าออกจากร่างกาย เธอลุกขึ้นก่อนจะดึงมือให้เอมรินลุกขึ้นตาม

“ฉันว่าจะไปอยู่กับยายจนกว่ามหาวิทยาลัยจะเปิดเทอม”

อีกสองเดือนกว่ามหาวิทยาลัยของเธอจะเปิดเรียน แถมช่วงนี้คุณยายก็โทรมาเล่าให้บิดาฟังถึงสุขภาพที่เจ็บออดๆ แอดๆ ของตนอยู่บ่อยๆ

มันน่าจะดีหากเธอได้ไปใช้ชีวิตสงบๆ ที่ต่างจังหวัดสักระยะ แถมยังได้ไปช่วยดูแลตอบแทนคุณยายที่เลี้ยงมาตั้งแต่เด็กไปในตัว

“เอาสิ แกไม่ได้กลับไปบ้านสวนนานแล้วนี่นา”

เอมรินเห็นด้วย อยู่ที่นี่ก็มีแต่ตึกกับถนนและมลพิษทางอากาศ บางทีธรรมชาติอาจบำบัดจิตใจให้บัวบูชาดีขึ้นมากกว่าการพึ่งแค่ยาทางการแพทย์

“ไปด้วยกันไหมเอม อยู่เที่ยวสักวันสองวันค่อยกลับมาก่อนก็ยังได้”

“แกก็รู้ว่าฉันไปไหนไกลๆ ได้ซะที่ไหน ตั้งแต่เฮียไปเรียนต่อต่างประเทศก็ไม่มีใครช่วยป๊าต้มกระเพาะปลา”

บ้านของเอมรินเปิดภัตตาคารอาหารตะวันออกเพราะฝีมือการปรุงอาหารแบบต้นตำรับราวกับได้ไปนั่งอยู่ประเทศนั้นจริงๆ ทำให้มีแต่ลูกค้าประจำจนปลีกตัวไปไหนแทบไม่ได้

อย่าว่าแต่ไปต่างจังหวัดกับบัวบูชาเป็นวันๆ เลย แค่มาทำบุญที่วัดวันนี้แล้วไม่ให้ป๊าโทรตามให้ได้ก่อนเถอะ

พูดถึงแล้วก็โทรมาพอดี

“ป๊าตามแล้วน่ะสิ” บัวบูชายกยิ้มรู้ทัน

“อือ คนนี้น่ะพูดถึงเป็นไม่ได้เลยแหละ”

เอมรินส่ายหน้าไปมา หญิงสาวกดรับสายผู้เป็นพ่อ ก่อนจะพากันเดินกลับไปที่รถและแยกย้ายกันกลับบ้าน

“แล้วเจอกันนะเอม”

“กลับบ้านดีๆ นะยัยบัว”

บัวบูชาพยักหน้ารับ เธอกดปลดล็อคประตูรถแล้วขับออกไป

 

 

เอี๊ยด!

เท้าเรียวเปลี่ยนไปเหยียบเบรกแทบจะทันทีที่เริ่มออกตัว เมื่อสายตาดันเหลือบไปเห็นเงามืดของอะไรบางอย่างลอยคละคลุ้งคล้ายกลุ่มควันสีเทาอยู่บริเวณเบาะหลังของตัวรถ

หญิงสาวหันหน้าไปมองด้านหลังเบาะด้วยสายตาตัวเองอีกครั้งแต่กลับไม่พบอะไรนอกจากหมอนผ้าห่มหมีน้อยที่แลกคะแนนมาจากร้านสะดวกซื้อ

เธอตาฝาดงั้นหรือ

มือเล็กกำพวงมาลัยรถแน่น เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ และพยายามสลัดเรื่องราวมากมายในความคิดออกจากหัว

สงสัยช่วงนี้เธอจะหมกมุ่นกับความฝันนั่นมากเกินไปอย่างที่เอมรินว่าจริงๆ บัวบูชาคงต้องหาเวลาว่างพักผ่อนจิตใจอย่างจริงจังสักหน่อยแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...