บทที่ ๒๓
‘แขกผู้มาเยือน’
เช้าวันรุ่งขึ้น
บัวบูชาตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดศีรษะและเมื่อยล้าไปทั้งตัว
เสื้อผ้ายูนิฟอร์มโรงพยาบาลหลุดรุ่ย ผ้าห่มผืนหนาเลื่อนหล่นไปถึงลำตัว
“ยัยบัว!”
เอมรินที่พึ่งได้สติรีบลุกขึ้นตะโกนลั่น
เธอจำเรื่องเมื่อคืนได้ แต่ไม่รู้ว่าทำไมถึงหลับไป
เอมรินกลัวว่าผู้ชายแปลกประหลาดคนนั้นจะมาเอาตัวเพื่อนของเธอไป
หญิงสาวเดินมาตรวจเช็คร่างกายของเพื่อนสนิทด้วยความเป็นห่วง ก่อนจะอ้าปากค้าง
ใบหน้าออกหมวยขึ้นสีแดงก่ำ
รอยรักช้ำสีกลีบกุหลาบและรอยเขี้ยวที่ถูกขบกัดปรากฏทั่วร่างกาย
ให้เอมรินเบิกตากว้างอย่างนึกตกใจ
“ยัยบัว!
นี่มันอะไรกัน”
“เอม…”
บัวบูชาปรือตามองเพื่อนด้วยความงุนงง
“เมื่อคืนแกได้กับเขาหรอ
ได้กับเขาจริงๆ หรอ”
เอมรินสติแตก
มือเล็กเอื้อมไปจับแขนของบัวบูชาพลิกไปมาเบาๆ เธอโวยวายก่อนจะนิ่งไปเล็กน้อย
เมื่อเผลอคิดได้ว่าบางทีสิ่งที่เห็นเมื่อคืนอาจไม่ใช่ความจริง
ถ้าผีไม่มีจริง
ฉะนั้นรอยตามตัวของบัวบูชานี่ก็...
พลั่ก!
เอมรินรีบวิ่งไปเขย่าคอชินตะด้วยความโกรธ
“แก!
ไอ้สารเลว! แกทำแบบนี้กับบัวได้ยังไงฮะชิน”
ไม่ใช่ผีก็ต้องเป็นชินตะแน่
ในเมื่อห้องนี้มีผู้ชายอยู่แค่คนเดียวก็คือเพื่อนตัวดีของเธอ
บัวบูชาหน้าเหวอ
หญิงสาวจ้องมองภาพวุ่นวายตรงหน้าอย่างไม่รู้จะทำยังไงต่อไปดี เธอไม่คิดว่าเรื่องมันจะชุลมุ่นขนาดนี้
“บัวเป็นเพื่อนแกนะ!
ไอ้เลว! เสียแรงที่ไว้ใจ”
“เอม…
เดี๋ยว” ชินตะที่พึ่งฟื้นจากมนต์ของสมุทราลุกขึ้นมางัวเงีย
อยู่ๆ
เขาก็ถูกเอมรินกระชากผมให้ลุกขึ้นจากโซฟา ทั้งยังโดนทุบจนระบมไปทั้งตัว
“โอ๊ย!
Stop! เป็นอะไรของเธอเนี่ยเอม”
ชินตะพยายามรวบแขนของอีกคนเอาไว้
ถึงอย่างนั้นเขาก็ไม่กล้าทำแรงให้เอมรินต้องเจ็บตัว
แม้ว่าตอนนี้ลำตัวหนาจะมีแต่รอยเล็บเจลคมๆ ของเพื่อนจนแสบไปทั้งแขนก็ตาม
“เอม!
หยุด!” ชายหนุ่มโวยลั่น
เสียงทะเลาะกันและฤทธิ์ยาที่ได้รับตามคำสั่งแพทย์ทำบัวบูชาเวียนหัว
หญิงสาวก้มมองตัวเอง
ก่อนจะเบิกตากว้าง
มือเล็กรีบดึงเสื้อโรงพยาบาลให้สวมใส่ดีๆ
ทั้งยังดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมกายทับอีกรอบ
องค์สมุทรา!
กล้าทำรอยทิ้งไว้เยอะแยะขนาดนี้ได้ยังไงกัน
“ขอโทษนะ
ฉันนึกว่าแก…”
เอมรินที่พึ่งฟังคำอธิบายของบัวบูชายกยิ้มแหย
“ไอหลับไปได้ไงยังไม่รู้เลย
แล้วนี่ยูโวยวายอะไรหรือใครไปทำอะไรบัว”
ชินตะนั่งมึนงงอยู่บนโซฟาตัวเดิม
“ปะ…
เปล่า ไม่มีอะไร ฉันแค่ฝันร้ายเลยตื่นมาแล้วยังอินอยู่น่ะ”
เอมรินแก้ตัว
ตอนนี้ชินตะยังไม่เห็นร่องรอยพวกนั้น และก็ไม่ควรได้เห็นด้วย แม้จะไว้ใจได้
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นผู้ชาย
“What!?”
เหตุผลของเอมริน
ทำเอาชินตะถึงกับเหวอ
บัวบูชาได้แต่นั่งฟังบทสนทนาอย่างนึกอาย
เธอบอกแค่ทุกอย่างเป็นเรื่องเข้าใจผิด
แต่ก็ไม่ได้บอกว่าเป็นฝีมือขององค์ราชาจอมเอาแต่ใจอย่างสมุทรา
“หิวแล้วอ่ะ
แกลงไปหาซื้ออะไรมาให้ฉันกินหน่อยได้เปล่าชิน”
เอมรินเปลี่ยนเรื่อง
เธอต้องการเวลาส่วนตัวในการพูดคุยเรื่องที่เกิดขึ้นกับบัวบูชาให้รู็เรื่อง
“ตื่นมาก็อินอะไรไม่รู้แล้วยังมาใช้ไออีกหรอ
ยูนี่มันจริงๆ เลยนะเอม”
ชินตะส่ายหน้าเอือม
เขาทำท่าจะลุกไป แต่ก็ชะงักนิ่งแล้วหันมามองหน้าบัวบูชาราวกับมีเรื่องข้องใจ
“บัว
เมื่อคืนไอเห็นยูกอดกับผี บอกไอทีว่ามันไม่ใช่เรื่องจริง”
บางทีชินตะอาจจะแค่ฝัน
หรือไม่ก็เพราะเครียดและกังวลเกี่ยวกับเรื่องของเพื่อนสนิทมากเกินไป
“เอ่อ…
ไม่ใช่หรอก He‘s not a ghost.”
องค์สมุทราไม่ใช่ผีสักหน่อย
เขาเป็นพญานาคต่างหาก
บัวบูชาไม่ได้โกหกเพื่อนเลยสักนิด
“แกก็เห็นหรอชิน!”
เอมรินที่พึ่งรู้ว่าชินตะเองก็เห็นผู้ชายคนเมื่อคืนด้วยดีใจจนกระโดดโลดเต้น
อย่างน้อยเธอก็ไม่ได้เห็นเรื่องแปลกประหลาดนั่นคนเดียว
“ไหนเอมบอกว่าหิวแล้วไงล่ะ
ไอว่ายูรีบลงไปหาซื้ออะไรมาให้เอมกินดีกว่านะชิน” บัวบูชาอ้าง
“No
no no ไอจะไม่ไปจนกว่าจะได้คำตอบจากยู”
ชินตะจ้องมองเพื่อนสนิทตาเขม็ง
“เล่ามา
ไอต้องการรู้ทั้งหมดที่ยูเจอ”
“ยูอยากฟังจริงหรอ
ไม่กลัวว่ารู้แล้วเขาจะมาหักคอเอาหรือไง”
บัวบูชาเอ่ยแกล้งอย่างนึกอารมณ์ดีขึ้นกว่าเดิม
ถึงจะตื่นมาไม่เจอหน้าแต่ก็อดอารมณ์ดีไม่ได้
เธอเหมือนได้ทุกอย่างกลับคืนมาแล้วเลย
ทั้งความรักและความอบอุ่นขององค์สมุทรา
ชินตะทำท่าขนลุก
แม้จะไม่ค่อยเชื่อแต่ก็ไม่อยากลบหลู่
เอาเป็นว่าไม่เอาตัวเองเข้าไปยุ่งในตอนนี้จะดีกว่า
“ไอไปซื้ออาหารให้เอมก่อนนะ
ส่วนยูรอพยาบาลเอามาให้ก็แล้วกัน”
ว่าจบชินตะก็รีบคว้ากุญแจรถกับเสื้อคลุม
เดินเปิดประตูออกไปอย่างไม่คิดรอฟังคำตอบอีก
บัวบูชาหัวเราะร่วน
เธอหันมาสบตาเอมรินที่เลื่อนเก้าอี้มานั่งข้างๆ เตียงให้ใกล้กว่าเดิม
“อย่าคิดว่าจะขู่กันได้นะหนูบัว
ฉันไม่กลัวค่ะ เล่ามาเดี๋ยวนี้เลยนะแก”
“อยากฟังเรื่องไหนล่ะ
เรื่องผู้หญิงที่ฉันฝันเห็นมาตลอดหรือว่าเรื่องคุณยาย”
บัวบูชาเลือกที่จะข้ามเรื่ององค์ราชาไปอย่างนึกเขิน
“เรื่องผู้ชายค่ะ!”
ถึงจะอยากรู้ทั้งสองเรื่องนั้นด้วย
แต่มันจะไปสู้คุณผีหน้าหล่อที่เธอไม่ได้เห็นคนเดียวได้ยังไงกัน
เอมรินนึกว่าตัวเองจะคิดมากจนเก็บไปฝันซะอีก
บัวบูชาเผลอเม้มปากแน่น
จะให้เธอเล่ายังไง
นอกจากเมื่อคืนแล้วบัวบูชาก็ยังไม่ได้คุยอะไรกับองค์ราชาเพิ่มเลย
แถมตื่นมาอีกฝ่ายก็หายไปแล้วด้วย
ถ้าไม่มีรอยช้ำจากบทเพลงรักที่เกิดขึ้นเมื่อคืน
บัวบูชาก็อดคิดไม่ได้ว่าเธออาจแค่ฝันไป
“เมื่อคืนเธอก็เห็นแล้วนี่นา
เขาชื่อสมุทรา เป็นราชาพญานาคที่ปกครองแคว้นอะไรสักอย่างนี่แหละ”
ชื่อแคว้นยาวจะแย่
ไปอยู่ไม่นานใครจะไปจำได้กัน
“พญานาคเลยหรอ”
เอมรินชะงักค้าง
หญิงสาวกลืนน้ำลายลงคอยากลำบาก
แค่เป็นพญานาคก็คิดไม่ถึงแล้ว
นี่อีกฝ่ายยังเป็นถึงราชาเลยด้วย เอมรินอยากเป็นลม
บัวบูชาพยักหน้ารับ
ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ส่วนเรื่องราวระหว่างฉันกับเขา
ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าความสัมพันธ์นี้มันคืออะไร”
“แต่ถ้าเมื่อคืนเขา…
คือถ้าแกกับเขาทำแบบนั้นกันแล้ว ฉันว่ามันเกินคำว่าแฟนไปมากแล้วนะบัว”
เอมรินแก้มแดงเป็นลูกตำลึง
รอยรักบนตัวเพื่อนสนิทบ่งบอกได้ดีว่ากิจกรรมบนเตียงของทั้งคู่ต้องร้อนแรงมากแน่ๆ
หลักฐานถึงได้เด่นชัดอยู่บนตัวเพื่อนสนิทของเธอนี่ไง
“ปะ…
เปล่าสักหน่อย เราไม่ได้ทำอะไรกันนะ”
“แกเห็นฉันเป็นเด็กสามขวบหรือไง”
เอมรินเผลอมองต้นคอเพื่อนที่เต็มไปด้วยรอยเขี้ยว
“ชายหญิงที่ไหนเขากัดคอกันเล่นๆ
บ้าง”
“กัดคอ?”
บัวบูชาเลิกคิ้ว
มือเล็กยกขึ้นลูบลำคอทันที
“พญานาคนะไม่ใช่แวมไพร์
พูดอะไรเนี่ยเอม”
บัวบูชาไม่มีกระจก
เธอเห็นแค่รอยตามแขน ต้นขา และลำตัวเท่านั้น
“ฉันว่าแกไปสำรวจตัวเองในห้องน้ำก่อนดีกว่าไหมจะได้รู้ว่ารอยบนตัวมันชัดขนาดไหนน่ะยัยหนูบัว"
ไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าคนที่เห็นไม่ใช่เอมริน
แต่เป็นหมอศรุธแทน บิดาของอีกฝ่ายจะว่ายังไง
แกร่ก!
“ตื่นแล้วหรอหนูบัว”
คุณหมอศรุธเดินเข้ามาในชุดกึ่งแพทย์
ให้เอมรินที่กำลังนึกถึงอยู่พอดีสะดุ้งสุดตัว
“พ่อคะ”
ศรุธเดินเข้ามากอดบัวบูชาไว้ด้วยความเป็นห่วง
หลังจากนี้ศรุธก็จะเข้าร่วมเป็นหนึ่งในทีมแพทย์ที่ให้การรักษาลูกสาว
เขาคิดว่าจะให้บัวบูชาอยู่รักษาตัวที่โรงพยาบาลนี้ชั่วคราว
ถ้าอาการของบัวบูชาดีขึ้นหรือคงที่ขึ้นแล้ว
ถึงจะย้ายตัวอีกฝ่ายเข้าไปดูแลที่เมืองหลวงต่อไป
หัวใจเอมรินเต้นแรงจนได้ยินเสียง
เธอกลัวศรุธจะเห็นร่องรอยเหล่านั้นแล้วนำมาทะเลาะกับบัวบูชาอีก
แบบนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่
“เอ่อ…
คุณอาคะ คือว่าเอมมีเรื่องอยากปรึกษา”
“อาขอตรวจร่างกายหนูบัวก่อนแล้วกัน
เสร็จแล้วมีอะไรก็ค่อยมาคุย”
แพทย์และพยาบาลอีกหลายคนเดินเข้ามาในห้องพร้อมอุปกรณ์ครบมือ
บัวบูชารีบกระชับผ้าห่มมาคลุมตัวไว้ให้แน่นขึ้น
“เอาผ้าห่มออกให้หมอตรวจหน่อยหนูบัว
ตรวจเสร็จพ่อจะพากลับไปบ้านคุณยายตามสัญญา”
ศรุธเอาเรื่องบ้านของผกาทิพย์มาอ้าง
เขากลัวลูกจะไม่ยอมรับการรักษาจนอาการทรุดลงอีก
บัวบูชาทำหน้าจะร้องไห้
ถ้าพ่อเห็นรอยเป็นตัวมีหวังโรงพยาบาลแตกแน่
ก๊อกๆๆ!
เสียงเคาะประตูดังขึ้น
แต่ก็ไม่มีใครสนใจเพราะคิดว่าคงเป็นชินตะที่กลับขึ้นมา
“บัวไม่กลับไปแล้วก็ได้ค่ะ
แต่ตอนนี้บัวยังไม่ตรวจได้ไหม ขอเลื่อนไปวันอื่นแทน”
“หนูบัว”
ศรุธพรูลมหายใจ
จะให้เขาทำอย่างนั้นได้ยังไง
ศรุธเป็นห่วงบัวบูชาจะตายอยู่แล้ว
เมื่อคืนก็ร้อนใจเรื่องลูกสาวจนนอนไม่หลับ
ถ้าไม่ติดเขาว่าต้องกลับไปทำเรื่องที่โรงพยาบาลในเมืองหลวงคงนอนเฝ้าลูกสาวด้วยตนเอง
แกร่ก!
บานประตูถูกเปิดออก
ก่อนจะปิดลงด้วยฝีมือของผู้มาใหม่
“สวัสดีครับคุณพ่อ”
เสียงทุ้มของใครบางคนแทรกบทสนทนาของสองพ่อลูก
บัวบูชาเบิกตากว้าง
หัวใจหล่นไปที่ข้อเท้า
องค์สมุทรา!
“นายเป็นใคร”
ศรุธหันมองด้วยสายตาเอาเรื่อง
“ทำไมคุณถึง…”
บัวบูชาตกใจจนเผลอปล่อยผ้าห่มหลุดมือ
ตอนนี้สมุทราอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตกางเกงสแล็คไม่ต่างจากมนุษย์คนหนึ่ง
มองดูแปลกตา ทว่าความน่าเกรงขามและสง่างามกลับไม่ได้น้อยลงเลย
“ผมเป็นแฟนหนูบัว”
บรรยากาศในห้องเงียบกริบ
บัวบูชาเองก็ช็อคนิ่ง
“ต้องขอโทษจริงๆ
ที่พึ่งมาเปิดตัวเอาตอนนี้นะครับ
พอดีผมค่อนข้างงานยุ่งเลยหาเวลาไปเจอคุณพ่อได้ค่อนข้างยาก
พอมีเวลาว่างก็รีบมาหาหนูบัวเลยครับ”
ศรุธหันมองเอมรินเป็นเชิงถามว่าเรื่องจริงหรอ
“ชะ
ใช่ค่ะ เมื่อคืนเขาก็ค้างที่นี่ด้วยนะคะ อุ๊บ!”
เอมรินพยักหน้ารัวเป็นคำตอบ
ก่อนจะรีบยกมือตะครุบปากตัวเองอย่างรวดเร็ว เธอไม่ได้จะพูดแบบนั้นสักหน่อย
มันเหมือนว่ามีใครกระซิบข้างหูให้ตอบแบบนั้นซะอย่างนั้น
หรือว่า...
เอมรินหันมองราชานาคาด้วยความตื่นตระหนก
“เอ่อ…
พ่อคะ ไหนว่าจะให้คุณหมอตรวจไม่ใช่หรอ เรารีบตรวจกันเถอะค่ะ จะได้เสร็จไวๆ ไง”
บัวบูชาพยายามชวนบิดาเปลี่ยนเรื่อง
ตอนนี้เธอแค่ต้องการให้พ่อเลิกสนใจองค์สมุทราที่อยู่ๆ
ก็มาแนะนำตัวต่อหน้าว่าเป็นแฟนเธอเสียดื้อๆ จนลืมเรื่องรอยแดงไปสนิท
ศรุธหันมองใบหน้าลูกสาว
เขาพยักหน้าเห็นด้วย
คราวนี้จะขอทดเรื่องแฟนของบัวบูชาไว้ในใจ
รอตรวจเสร็จก่อนค่อยว่ากัน
ศรุธหรี่ตามองสมุทราอีกครั้ง
เริ่มคิดว่าแท้จริงแล้วบัวบูชาอาจไม่ได้ไปอยู่บ้านผกาทิพย์
แต่ไปขลุกอยู่กับผู้ชายคนนี้แทน
และอีกฝ่ายคงเป็นผู้ชายที่พาบัวบูชามาโรงพยาบาลตามคำบอกกล่าวของพยาบาล
ไม่รู้ว่าดูแลลูกสาวของเขายังไง
ถึงปล่อยให้ป่วยหนักจนเกือบถึงชีวิตแบบนี้ ศรุธจะคิดบัญชีย้อนหลังให้เข็ด
นายแพทย์ใหญ่ตวัดสายตามองหน้าองค์ราชาคาดโทษ
ก่อนจะหันมาขยับผ้าห่มที่คลุมตัวลูกสาวออก
พรึ่บ!
ศรุธขบกรามแน่นกับร่องรอยที่ได้เห็น
ก่อนหน้านี้ผิวของบัวบูชายังไม่มีแม้แต่รอยมดกัดด้วยซ้ำ
เอมรินบอกว่าอีกฝ่ายมาหาตั้งแต่เมื่อคืนงั้นหรอ
“แก!”
มือหนากระชากเสื้อสมุทราเข้าหาตัว
เหวี่ยงหมัดใส่ด้วยความโมโห
“ฉันจะแจ้งตำรวจ”
แม้อีกฝ่ายจะอ้างว่าเป็นแฟนกัน
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่จะมาทำสิ่งเหล่านี้ลับหลังคนเป็นพ่ออย่างเขา
สมุทราถอนหายใจเฮือกใหญ่
ชายหนุ่มดีดนิ้วหนึ่งครั้ง ก่อนที่ภาพทุกสิ่งในห้องจะหยุดเคลื่อนไหว
มีเพียงบัวบูชาเท่านั้นที่ยังขยับได้ปกติ
ฝ่ามือยกขึ้นเสยผมด้วยสีหน้าเครียดๆ
แววตาคู่คมฉายแววเคร่งขรึม ขณะวางช่อดอกไม้ที่ถือมาตั้งแต่แรกไว้ด้านข้างหัวเตียง
ร่องรอยฟกช้ำจากการถูกต่อยจากบิดาของคนรักค่อยๆ
อันตรธานหายไป แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกเจ็บ
สมุทราถือว่าเป็นการถูกลงโทษที่พาลูกสาวสุดที่รักของมนุษย์ผู้นี้ไปเดินเที่ยวเล่นในนาคานครจนเกือบไม่มีชีวิตกลับมาก็แล้วกัน
ราชาหนุ่มจ้องมองรอยรักช้ำเลือดที่เขาตั้งใจทิ้งมันเอาไว้ด้วยความพึงพอใจ
“คุณเจ็บรึเปล่าคะ”
บัวบูชารีบขยับเข้าไปดู
ปลายนิ้วเรียวลูบไล้ใบหน้าหล่อเหลาอย่างนึกเป็นห่วง
“เจ็บ”
สมุทราพยักหน้าเล็กน้อย
พลางสบตาด้วยท่าทางออดอ้อน
“แล้วนี่คุณเล่นอะไร
แต่งตัวแบบนี้แถมยังพูดภาษาพวกเราอีก คุณคิดจะทำอะไรกันแน่องค์สมุทรา”
คิ้วสวยขมวดมุ่น
ไม่เข้าใจอะไรเลยสักอย่าง
องค์สมุทรานี่ชอบตัดสินใจทำอะไรเอง
โดยไม่บอกกันก่อนตลอดเลย
“ในเมื่อการพาเจ้าเข้าไปอยู่ในโลกของข้าจักทำให้เจ้าไร้ชีวิตบนโลกมนุษย์
งั้นข้าก็จักเปลี่ยนเป็นฝ่ายมาหาเจ้าที่โลกใบนี้แทน”
องค์สมุทราขยับไปโอบเอวเล็กไว้หลวมๆ
ใบหน้าคมเลื่อนคลอเคลียจนปลายจมูกทั้งสองชนกัน
ใบหน้าหวานขึ้นสีแดงระเรื่อ
บัวบูชาหลุดยิ้มดีใจกับเหตุผลที่ได้ยิน
“ข้าอยากใช้ชีวิตกับเจ้า
อยากครองรักกันตลอดไป แม้เจ้าจักกลายเป็นหญิงชรา”
องค์ราชากระซิบเสียงพร่า
บัวบูชาเกือบเขินจนตัวม้วนแล้ว
ถ้าไม่ติดว่ามีคำว่าชราต่อท้ายมา
มือเล็กยกขึ้นตีอกแกร่งเต็มแรง
“ชราอะไรกันเล่า
ถ้าบัวแก่ คุณไม่เรียกว่าหง่อมเลยหรอไง”
“ข้ามีอายุมาเป็นพันปีแล้ว
แต่มิมีแม้กระทั่งริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้า
แล้วจักเรียกว่าหง่อมอย่างเจ้าว่าได้เช่นไร”
“งั้นก็บอกมาว่าคุณใช้ครีมอะไร
มีสูตรลับจากวังบาดาลใช่ไหมองค์สมุทรา”
ที่นี่ต้องมีของวิเศษแบบนั้นแน่ๆ
ไม่อย่างนั้นนาคาที่อายุนับร้อยปี พันปีจะยังแลดูวัยรุ่นอยู่ได้ยังไง
“เอาไว้ข้าจักนำมาให้เจ้าลอง”
สมุทราหัวเราะร่วนอย่างอารมณ์ดี
ถ้าครีมสูตรลับอย่างที่บัวบูชาว่านั่นรวมถึงน้ำมรกตจากบ่อศักดิ์สิทธิ์ด้วยนั่นก็อาจจะใช่
ชาวนาคามักใช้น้ำในบ่อนั้นอาบชะโลมทั่วกายท่ามกลางแสงจันทร์ เพื่อเพิ่มความสดใส
และเพิ่มพลังนาคา
“แล้วคุณจะอยู่ที่นี่ในฐานะอะไรคะ”
มนุษย์ทุกคนย่อมมีแหล่งที่มา
มีชื่อนามสกุล ที่อยู่ ทะเบียนบ้าน
“ตัวตนของคุณไม่มีจริงในโลกของบัวสักหน่อย”
“ใครบอกว่าข้ามิมีตัวตนอยู่จริง”
องค์ราชายืดอกด้วยความภาคภูมิใจ
“ประวัติของข้าถูกชาวบ้านเขียนเอาไว้มาช้านาน”
ไม่เชื่อไปก็ไปดูที่เทวาลัยหรือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์อื่นๆ
ของเขาเอาก็ได้
ป้ายแสดงประวัติความเป็นมาของเขามีบรรยายอยู่เต็มไปหมด
แม้จะไม่ละเอียดเท่าไหร่แต่ก็ถือว่าพอใช้ได้
“คุณจะอยู่ที่นี่ในฐานะองค์นาคราชจริงๆ
หรือไง เป็นแบบนั้นคนอื่นได้พากันมารุมขอหวยพอดี”
“หึ”
“หรือไม่ก็อาจมีใครสักคนมาจับตัวคุณไปวิจัย”
บัวบูชาดูซีรี่ย์มาเยอะ
ถ้าองค์กรสักองค์กรพบว่ามีใครวิเศษกว่าคนอื่น คนๆ นั้นก็จะถูกจับไปทดลอง
“วิจัยหรือ”
“ไม่ได้นะ
เป็นแบบนั้นบัวไม่ให้คุณอยู่ที่นี่แล้ว มันอันตรายมากเลยนะคะ”
บัวบูชากอดองค์สมุทราเอาไว้แน่น
ในหัวเอาแต่คิดเรื่องนู้นเรื่องนี้เต็มไปหมด
“เหตุใดกัน
ทีอังเตเที่ยวเล่นเตร็ดเตร่กับเจ้าได้ตั้งครึ่งเดือน พวกมนุษย์มิเห็นจักมาวุ่นวายสิ่งใด”
“ก็ไม่มีใครรู้นี่นาว่าคุณอังเตเป็นใคร
เขาไม่เคยใช้พลังอะไรต่อหน้าใครเลยสักครั้งเดียว”
แต่นี่องค์สมุทรามาได้ไม่เท่าไหร่ก็ใช้พลังนาคาเป็นว่าเล่นแล้ว
ดูอย่างตอนนี้สิ
บิดาและทุกๆ คนยังยืนนิ่งอยู่เลย
“ใครบอกกันเล่า
อังเตใช้พลังตั้งหลายหน เพียงแต่เจ้าถูกลบความทรงจำก่อนจักทันได้รู้ตัวก็เท่านั้น”
ไหนจะเป็นตอนที่องครักษ์นั่นเผลอทำตัวประหลาดเพราะไม่เคยซื้อกาแฟในโลกมนุษย์
เผลอถอยรถชนคันข้างหลังเต็มแรงจนรถตัวเองและคู่กรณียุบไปครึ่งคัน
หรือตอนที่พยายามเรียนรู้การใช้เงิน
ทุกอย่างล้วนต้องฝึกฝนหมดทั้งสิ้น
ถึงอย่างนั้น
เมืองมนุษย์ก็น่าหลงใหล
ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าองครักษ์คู่ใจทั้งสองอยากมาพักผ่อนที่นี่มากเพียงใด
หากได้รับอนุญาตจากเขา
คงจะได้เห็นทั้งจารีย์และอังเตเดินเล่นเข้าออกห้างสรรพสินค้ากันเป็นว่าเล่น
บัวบูชายู่ปาก
ทำหน้างอน ทันทีที่ได้รับรู้ความจริงจากปากองค์สมุทรา
พอกันทั้งเจ้านายและลูกน้องเลยสินะ
“เจ้าอย่าห่วงไปเลย
มิมีใครสนใจในตัวตนของข้าหรอกหนา เว้นแต่เพียงบิดาของเจ้าเท่านั้น”
“นั่นแหละที่บัวกังวล
คุณจะใช้พลังกับพ่อตลอดไปไม่ได้นะคะ”
“แล้วเจ้าอยากให้ข้าทำเช่นไร”
บัวบูชาส่ายหน้า
เธอก็ไม่รู้เหมือนกัน
“แล้วคุณบอกพ่อว่าเราเป็นแฟนกัน
คุณรู้จักหรอว่าแฟนแปลว่าอะไร”
ทีตอนคุยกันก่อนหน้านี้
คำว่าสตอล์กเกอร์ อีกฝ่ายยังไม่รู้จักเลย
“ข้ารู้ทุกสิ่งที่มนุษย์รู้
แลอาจรู้มากกว่าที่พวกเจ้าจักจินตนาการถึง”
บัวบูชาคงลืมไปว่าเขาเคยอาศัยอยู่บนโลกมนุษย์มาก่อนที่จะกลับไปทวงบัลลังก์คืน
จะมีก็แต่ศัพท์สมัยใหม่ที่ดูยากเกินไปเท่านั้น
ที่องค์สมุทราฟังไม่เข้าใข
“อย่างนั้นก็ต้องรู้ด้วยสิว่าก่อนที่มนุษย์จะเป็นแฟนกัน
พวกเขาทำยังไง”
“พูดเช่นนี้เจ้าอยากให้ข้าขอเป็นแฟนงั้นหรือ”
“ก็แล้วแต่คุณสิ
ถ้าไม่อยากทำใครจะไปบังคับองค์ราชาได้กัน”
บัวบูชายู่ปาก
เธอไม่คาดหวังขนาดนั้นหรอก
เพียงเท่าที่เป็นอยู่ก็เหนือความคาดหมายมากแล้ว
“เช่นนั้นขอเวลาข้าเดี๋ยว”
บัวบูชาหันมองตามด้วยความไม่เข้าใจ
ไม่นานหญิงสาวก็ต้องแปลกใจ
เมื่อมีทหารนาคาเดินเข้ามาในห้องพักพร้อมกับข้าวของมากมาย
ห้องผู้ป่วยถูกตกแต่งด้วยดอกไม้และเพชรนิลจินดาจนดูคล้ายงานรื่นเริงที่เคยจัดตอนบัวบูชาอยู่ที่นาคานคร
“องค์สมุทรา!
คุณทำอะไรเนี่ย”
บัวบูชาตกใจเป็นรอบที่เท่าไหร่ของวันแล้วก็ไม่รู้
เธอเผลอลุกขึ้นยืนจากเตียง
แต่ก็ร้าวระบมไปทั้งช่วงล่างจนเกือบทรุดลงกับพื้น
หมับ!
สมุทรารีบคว้าร่างบอบบางมากอดเอาไว้
ขณะที่ตนกลับไปสวมชุดนาคาดังเดิม
“บัวบูชา…
เจ้าพร้อมจักรักแลภักดีต่อข้าสมุทรา จนกว่าชีวิตของเจ้าจักหาไม่หรือไม่”
มือหนากอบกุมมือเล็กเอาไว้แนบอก
บัวบูชามองสบกับนัยน์ตาคมที่อยู่ห่างกันเพียงคืบด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
หญิงสาวเผลอแลบลิ้นเลียริมฝีปากแห้งผากของตนเอง
“แบบนี้มัน…
มากเกินไปหรือเปล่าคะ”
บัวบูชาไม่คิดว่าเขาจะจริงจังเรื่องของเราขนาดนี้
แบบนี้มันต่างอะไรกับการขอแต่งงานกัน นี่มันเกินคำว่าแฟนไปมากอย่างที่เอมรินบอกจริงๆ
“หนูบัว…
ตอบข้าสิ แค่ตอบสิ่งที่อยู่ในใจของเจ้าออกมาก็พอ” สมุทราเอ่ยเร่ง
บัวบูชาเม้มปากแน่น
เธอทำอะไรไม่ถูกเลย
เสียงดนตรีรื่นเริง
ระนาดเอก ขิม และอื่นๆ ดังขึ้น ท่ามกลางเหล่าทหารกำลังบรรเลงเพลงรักหวานช้อย
อะไรกันเนี่ย
ใครช่วยองค์สมุทราคิดฉากหวานแหววชวนหลอนแบบนี้กันนะ
สมุทราสบตากับหญิงในอ้อมกอด
รอคอยคำตอบด้วยใจระทึก
“โอ้ย…
คุณ”
บัวบูชาเขินจนแทบอยากมุดใต้เตียงหนีอยู่แล้ว
ใบหน้าแดงก่ำ
ทั้งยังร้อนจัดจนจะระเบิด
“ข้ารอฟังอยู่”
สมุทรามองด้วยสายตาออดอ้อน
ต่างจากที่สายตาเคร่งขรึมที่ใช้มองทหารใต้บังคับบัญชาราวคนละคน
หัวใจของหญิงสาวเต้นรัวจนจะกระโดดออกมาเต้นนอกอกอยู่แล้ว
นี่คือเขากำลังอ้อนกันอยู่หรอ
“ถ้าบัวรัก
คุณจะไม่ทำให้บัวต้องเสียใจอีกใช่ไหมคะ”
ถึงปากจะบอกว่าตัวเองไม่ใช่ปทุมธาราอยู่ซ้ำๆ แต่ความรู้สึกทุกอย่างของนางยังตราตรึงอยู่ภายในเสมือนพบเจอด้วยตัวเธอเอง
นั่นทำให้บัวบูชารู้สึกหวาดกลัว
“ข้าสัญญา”
สมุทราตอบรับแน่วแน่
“อื้อ
รักค่ะ บัวจะรักแล้วก็ภักดีกับคุณตลอดไป ไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน
บัวจะรักแค่เพียงคุณ”
บัวบูชาพยักหน้ารับ
น้ำตาคลอ ริมฝีปากบวมช้ำจากที่ถูกดูดเม้มทั้งคืนคลี่ยิ้มบาง
สมุทราชะงักกับถ้อยคำดังกล่าว
หยดน้ำตารินไหลลงมาโดยไม่รู้ตัว ให้บัวบูชายกมือขึ้นซับน้ำตา
ไล้ปลายนิ้วไปมาบริเวณข้างแก้มสาก
“ไม่เคยมีวันใดที่หม่อมฉันจักเลิกรักพระองค์ได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว”
ราวกับกลายเป็นปทุมธารา
บัวบูชาร่ำไห้พลางโอบประคองใบหน้าหล่อเหลาเอาไว้ด้วยสองมือ
“เหตุใดจึงกันแสง
คำรักจากหม่อมฉันทำฝ่าบาทเสียพระทัยหรือเพคะ”
“เจ้าเฝ้าถามข้าว่าข้ารักที่เจ้าเป็นบัวบูชา
หรือปทุมธารากันแน่ เหตุใดเพลานี้จึงพูดจาเช่นนี้กันเล่า”
มือเล็กสั่นเทา
บัวบูชายกมือลูบใบหน้าหล่อเหลาแผ่วเบา
เธอกลัวว่าถ้าหากเผลอสัมผัสแรงกว่านี้อีกสักนิด อาจทำให้อีกฝ่ายเปราะแตกเอาได้
“แล้วพระองค์คิดว่าหม่อมฉันเป็นผู้ใด
บัวบูชาหรือปทุมธารา”
“ข้า…”
แววตาคู่คมฉายแววสับสน
“ตอบสิสมุทรา
ฝ่าบาทเห็นหม่อมฉันเป็นผู้ใด”
องค์สมุทราสลัดศีรษะตนเองแรงๆ
ภาพทั้งสองทับซ้อนกันจนยากจะแยกออก
ท่าทางที่ทำให้บัวบูชาตัดสินใจผละถอยหลังออก
หมับ!
สมุทราคว้าแขนเล็กเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“ไม่
อย่าทิ้งข้าไป”
“เช่นนั้นท่านก็ตอบมา”
“ข้ามิสามารถตอบได้
เพลานี้เจ้าสองคนคล้ายว่าจะเป็นคนเดียวกันเสียด้วยซ้ำ เหตุใดจึงได้เอ่ยถามเพื่อให้ข้ารู้สึกสับสน”
สมุทราก้าวเท้าเข้าหาแนบชิดขึ้น
“เหตุใดจึงพูดจาเช่นนี้
ทั้งที่มิใช่วิถีของเจ้ากันล่ะบัวบูชา”
หมับ!
บัวบูชาขยับเข้าไปประกบจูบ
เอื้อมมือโอบกอดลำคอแกร่ง สอดแทรกปลายลิ้น บดลำตัวเข้าหา
“บัวรักคุณ
สัญญาว่าต่อจากนี้จะไม่คิดหนีไปไหน อีก
จะอยู่เคียงข้างตลอดไปแม้ในวันที่คุณไม่ต้องการ”
สมุทราผละตัวออกมองสบตาด้วยความไม่เข้าใจ
“ตอบข้ามา
ว่าเจ้าพูดภาษาของข้าได้อย่างไร”
“ทีคุณยังพูดภาษาของบัวได้เลย”
“ยอมรับแล้วใช่หรือไม่ว่าเจ้าคือปทุมธารา”
บัวบูชาเม้มปากแน่น
เธอหลุบสายตาต่ำลง
หญิงสาวไม่รู้ตัวเหมือนกันว่าทำไมความรู้สึกของปทุมธาราถึงได้กลืนกินเข้ามาจนแทบเป็นตัวเธอขนาดนี้
หรือเป็นเพราะบทเพลงรักของเราเมื่อคืน
อาจเพราะเราเป็นของกันและกันอย่างลึกซึ้ง
จึงทำให้ความรู้สึกในอดีตไหลย้อนกลับมามากกว่าเดิม
ก็ได้...
เธอยอมรับแล้ว
ต่อให้ชาตินี้จะเกิดใหม่เป็นใคร
ลึกๆ แล้วบัวบูชาก็คือปทุมธาราอยู่ดี
เธอยังคงเป็นคนเดิมที่รักองค์สมุทราเพียงผู้เดียวไม่เสื่อมคลาย
“บัวบูชา”
“คะ”
“มิว่ายามนี้เจ้าจักเป็นผู้ใด
ข้าจักรักแลภักดีต่อเจ้า แม้ม้วยมรณา ดวงใจของข้ามอบให้เจ้าแต่เพียงผู้เดียว”
ทั้งสองยิ้มให้กัน
ขยับมอบจุมพิตให้กันและกัน
สองกายแนบชิดกันอีกครั้งดั่งคำสัญญา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น