วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 22

 

 

 

บทที่ ๒๒

‘ตราบนิรันดร์’

 

 

 

“องค์ราชาปล่อยเธอไปอีกแล้ว เพราะเหตุใดกัน”

จารีย์เอาแต่เฝ้าคิดด้วยความสงสัย

“นั่นสินะ ข้าเองก็มิเห็นจักเข้าใจ”

อังเตถอนหายใจ พลางคิดไม่ตกไม่ต่างกัน

“หรือจักเป็นเพราะคำร้องขอของหญิงชราผู้นั้น นางใช้ทั้งชีวิตเพื่อศรัทธาองค์สมุทรา”

ภาพในลูกแก้วมนต์ฉายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโรงพยาบาล

แพทย์และพยาบาลมากมายพากันมาดูแลบัวบูชาที่หยดเลือดเลอะเปรอะไปทั้งตัวจากการกระชากสายน้ำเกลือ ทั้งยังขัดขืนและปฏิเสธการรักษาอย่างสุดความสามารถ

“นางเรียกหาแต่จักพบพระองค์ เลือดท่วมมือเพียงนั้น เหตุใดฝ่าบาทยังพระทัยแข็งอยู่อีก”

อังเตเป็นห่วงบัวบูชาจนไม่เป็นอันทำอะไร

เลือดมนุษย์สีแดงสด ดูน่าสยดสยองกว่าเลือดนาคาหลายเท่า แต่บัวบูชากลับไม่คิดกลัวเลยสักนิด

เธอมีจิตใจที่เข้มแข็งจนน่านับถือ

“แข็งจริงหรือ ข้าคิดว่ามิน่าเป็นเช่นนั้น”

จารีย์เองก็อดรู้สึกหดหู่กับภาพตรงหน้าไม่ได้

เขาอยู่เคียงข้างองค์สมุทรามานาน ย่อมรู้ว่าองค์ราชาปักใจกับนางเพียงใด

ไม่มีทางที่พระองค์จะทนเมินเฉยอยู่ได้แน่นอน

“องค์ราชาปล่อยนางไปเองทั้งที่บัวบูชาเลือกจะอยู่ต่อ ข้ามิเข้าใจเลย”

ครั้งตอนเป็นปทุมธารา องค์สมุทรากลับไม่ยอมให้นางจากไป ทั้งที่ปทุมธาราต้องการ

ครานี้บัวบูชาเลือกที่จะอยู่ แต่องค์ราชาของเขากลับเลือกที่จะปล่อยมือคนรักไปซะได้

อังเตปวดหนึบไปทั้งสองข้างขมับเลย

“หากเจ้าเคยจองจำคนรักร่วมร้อยปี ทนมองนางมิยอมดื่มกินสิ่งใดนอกจากเลือดแลน้ำตาตนเอง เมื่อนางกลับชาติมาเกิด เจ้าจักยังยินดีอ้าแขนรับนางไว้ในอ้อมกอดอีกเช่นนั้นหรือ” จารีย์ว่าให้อังเตคิดตาม

ถ้าเป็นเขา จารีย์คงไม่กล้าแม้แต่จะมองใบหน้านั้นด้วยซ้ำ ความรู้สึกผิดคงกัดกินจิตใจจนยากจะผละออก

“แล้วเพลานี้นางกระชากเข็มน้ำเกลือจนเลือดท่วม เจ้าคิดว่ามันสมควรแล้วหรือ นางทำสิ่งใดผิดกัน”

“นางมิได้ทำอันใดผิด”

เป็นองค์สมุทราที่ก้าวเข้ามาในห้องทรงงาน

สององครักษ์รีบลุกขึ้นทำความเคารพ

“ข้าแค่ทำในสิ่งที่มันควรจักเป็น”

สมุทรากลืนความทุกข์ใจลงลำคอ

“พวกเจ้าทั้งสองเคยเห็นวิญญาณมนุษย์เดินเร่ร่อนอยู่ในนาคานครหรือไม่ แม้จักยังคงมีจิตวิญญาณของนาคิณีไหลเวียนอยู่ในดวงจิต แต่นางก็ยังเป็นมนุษย์”

“…”

“แลถึงข้าจักต้องการนางไว้ข้างกายมากเพียงใดก็พึงรู้ดีว่าสิ่งใดควรมิควร”

 

 

 

 

 

บัวบูชานอนนิ่งให้แพทย์ตรวจร่างกายเบื้องต้น ในเมื่อบิดาสัญญาว่าจะพากลับไป หญิงสาวก็ไม่คิดดื้อดึง

นัยน์ตาสวยบวมช้ำจากการร้องไห้

พยาบาลวัยกลางคนรีบทำความสะอาดเลือดที่หลังมือและดำเนินการเจาะน้ำเกลือที่มืออีกข้างหนึ่งด้วยความชำนาญ

บัวบูชาปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ

เธอหวังอะไรอยู่กันนะ

หวังให้องค์สมุทรามีความรู้สึกดีต่อกันในฐานะที่เป็นบัวบูชาไม่ใช่ใคร

หวังแบบนั้นได้ยังไงหนูบัว

“ยัยบัว แกโอเครึเปล่า” เอมรินน้ำตาซึม

ตอนนี้มีเพียงเธอและชินตะที่อยู่ในห้องพักฟื้นด้วย เนื่องจากบิดาของบัวบูชากำลังไปคุยกับทีมแพทย์ที่นี่เพื่อขอเข้าเป็นแพทย์เจ้าของไข้ด้วยตัวเอง

บัวบูชาส่ายหน้าไปมา โดยไม่ได้ตอบอะไร

เธอไม่โอเค ความรู้สึกในตอนนี้มันไม่โอเคเลยแม้แต่นิดเดียว

บัวบูชาเหมือนคนจมน้ำที่ถูกช่วยขึ้นมาให้ได้พอมีเวลาหายใจ ก่อนจะถูกผลักตกลงเหวลึกที่ไร้ซึ่งทางขึ้น

“งั้นเดี๋ยวคืนนี้ไอกับเอมจะนอนค้างด้วย ยูจะได้ไม่เหงาเนอะบัว” ชินตะส่งยิ้มให้ด้วยความเป็นห่วงไม่แพ้กัน

“เอม… ฉันรู้แล้วนะว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใคร”

บัวบูชาพยักหน้ารับคำของชินตะ ก่อนจะหันไปหาเอมรินที่ยืนอยู่ข้างๆ เตียง

ผู้หญิงสองคนที่ที่บัวบูชาฝันถึงมาตลอด

ปทุมธาราและนลินลิดา

“ฉันว่าเราอย่าพึ่งพูดเรื่องนั้นตอนนี้เลยดีไหม”

เอมรินยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองด้วยท่าทางกลัวๆ

ถึงจะดีใจที่เพื่อนสนิทฟื้นขึ้นมา แต่เธอก็เริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์

บางทีอาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับพวกเราก็ได้

“ใจร้ายเนอะว่าไหม ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนเขาก็ยังใจร้ายกับฉันอยู่ดี” บัวบูชาสะอื้นไห้อีกครั้งทั้งที่น้ำตาหยดเดิมยังไม่ทันแห้ง

เอมรินและชินตะฟังบัวบูชาไม่เข้าใจสักนิด แต่ทั้งคู่ก็ขยับเข้าไปกอดปลอบเพื่อนไว้ด้วยความสงสาร

เวลาหลายสัปดาห์ที่เพื่อนอาศัยอยู่ที่เรือนไม้เก่าๆตามลำพัง แม้ครั้งหนึ่งบ้านหลังนั้นจะเคยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่อันงดงามมาก่อนก็ตาม

ความเป็นจริงตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่บัวบูชาจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียว

คราบเขม่าจากกองเพลิงมหึมาที่คร่าชีวิตผู้คนในเรือน รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และตัวบ้านที่มอดไหม้จนสิ้น ไม่เหลือเค้าเดิม

เรือนทั้งหลังแทบกลายเป็นบ้านผีสิงได้เลยด้วยซ้ำ

หลายสิ่งหลายอย่างที่เพื่อนสนิทอย่างพวกเขาได้รับรู้จากปากคุณหมอศรุธและชาวบ้านแถวนั้นมันช่างน่าเหลือเชื่อจนพูดไม่ออกเลย

ทุกอย่างดูน่ากลัวไปหมด

น่ากลัวเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งจะรับมือไหว

“ไม่เป็นไรนะแก แกยังมีฉันนะบัว”

ทั้งเอมรินและชินตะต่างดีใจที่ได้บัวบูชากลับคืนมา ทว่าความสงสัยเหล่านั้นก็ยังคงติดอยู่ในใจ เพียงแต่พวกเขาไม่อยากจะพูดถึงหรือซักไซ้อะไรเพื่อนให้มากความ

ถ้าการเอ่ยถึงหรือการค้นหาความจริงอาจจะทำให้ต้องสูญเสียบัวบูชาไปอีก

มันคงเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ

สองเพื่อนสาวร้องไห้ไม่ต่างกัน มีเพียงชินตะที่พอจะเข้มแข็งไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาแม้จะนึกสงสารบัวบูชาจับขั้วหัวใจ

“เจ็บจังเลยเอม เจ็บกว่าตอนที่หยุดหายใจไปอีก”

เขาส่งเธอกลับมาเพื่ออะไร

ถ้าจะตัดสินใจทิ้งกันไป ทำไมไม่ยอมปล่อยให้เธอตายไปเลยจะได้ลืมเรื่องทุกอย่างแล้วเกิดเป็นคนใหม่

ให้ฟื้นขึ้นมาเป็นบัวบูชาที่จดจำเรื่องราวได้ทุกอย่างแบบนี้ มันโหดร้ายเกินที่เธอจะรับได้ไหว

“ฉันเจ็บจนไม่อยากจะหายใจแล้วเลย”

“ฮือ แก ไม่เอา ฮึก ไม่ ฉันไม่ให้แก… อย่าไปนะ ฮืออย่าทิ้งพวกเราไปเลยนะ” เอมรินร้องจนพูดจาไม่รู้เรื่อง

“ไอไม่รู้หรอกว่ายูไปเจอกับอะไรมา แต่ไอก็ไม่อยากเสียยูไปเหมือนกันนะบัว”

ตอนแรกชินตะตั้งใจเพียงบินกลับมาเที่ยวเล่นหาเอมรินกับบัวบูชาเหมือนอย่างที่ชอบทำก็เท่านั้น ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่เกือบเสียอีกคนไปแบบนี้

โชคดีแค่ไหนที่บัวบูชากลับมา

ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสพวกเรา

 

 

เวลาผ่านไปเนิ่นนาน บัวบูชาร้องไห้จนหลับไป

ชินตะ ประคองให้เพื่อนนอนหลับบนเตียงในท่าทางที่สะดวกสบายขึ้น โดยมีเอมรินคอยห่มผ้าให้

หญิงสาวมองหน้าชินตะทั้งน้ำตาด้วยความกังวล

“เราจะทำยังไงกันดี”

ตอนนี้เหมือนว่าบัวบูชาจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วด้วยซ้ำ แค่ได้ฟังเธอก็เจ็บไปทั้งหัวใจ

“อยู่ข้างๆ บัวกันเถอะ มันคงดีที่สุดหากไม่ปล่อยให้บัวอยู่คนเดียว”

สองเพื่อนซี้กลั้นสะอื้น ไม่อยากให้บัวบูชาที่พึ่งหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมา

ทั้งสองให้กำลังใจกันและกัน

สิ่งที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คงมีเพียงแค่นี้แล้ว

 

 

 

ยามวิกาล

องค์สมุทราจ้องมองบัวบูชาด้วยแววตาอาลัย

ราชาหนุ่มโหยหาเธอเหลือเกิน โหยหาจนต้องแอบมาหากัน

คิดเพียงว่าแค่ได้มองเห็นหน้าเธอในตอนหลับใหลก็ยังดี

ดวงตาบวมช้ำของบัวบูชา ทำเขารู้สึกเจ็บปวด เช่นเดียวกับบาดแผลบริเวณหลังมือ รอยช้ำเลือดที่เกิดจากการกระชากสายน้ำเกลือยังคงมีให้เห็นไม่จางหาย

มือหนาเลื่อนผ่านเปลือกตาปิดสนิทของบัวบูชาเพื่อขับกล่อมให้อีกคนหลับสบายและคลายความเจ็บปวดลง

เปลือกตาบวมช้ำและหลังมือสวยกลับมาเป็นปกติอีกครั้งราวกับไม่เคยร้องไห้และบาดเจ็บมาก่อน

บัวบูชาละเมอสะอื้นออกมาแม้ยามหลับ

พรึบ!

เป็นเอมรินที่ต้องเบิกตากว้าง เมื่อดันสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกแล้วเห็นผู้ชายแปลกหน้ากำลังนั่งอยู่เตียงคนไข้ข้างๆ บัวบูชา

หญิงสาวเกือบหลุดร้องออกมาแล้ว

องค์สมุทราอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายเต็มยศราชาที่มองยังไง เอมรินก็คิดว่าอีกฝ่ายต้องหลุดออกมาจากซีรี่ย์ หรือภาพยนตร์ย้อนยุคสักเรื่องเป็นแน่

“อย่าเอาเพื่อนหนูไปเลยนะคะ หนูขอร้อง”

เอมรินยกมือขึ้นพนมไหว้ทั้งน้ำตา ต่อให้เธอเป็นเด็กน้อยก็ยังมองออก ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาๆ แน่นอน

องค์สมุทราชะงักไปทันที  

ราชาหนุ่มไม่คิดว่าจะมีใครมองเห็นกัน สงสัยตนคงมัวแต่สนใจบัวบูชาจนลืมมองรอบห้องพักฟื้นไปว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กันตามลำพัง

“ถ้าคุณคือคนที่บัวพูดถึง ช่วยใจดีกับแกหน่อยได้ไหมคะ”

เอมรินยังคงพูดต่อไปด้วยท่าทางกล้าๆ กลัวๆ

“อืม… อือ ละเมออะไรของยูวะเอม”

ชินตะขยี้ตา ลุกขึ้นมานั่ง

เสียงพูดเป็นตุเป็นตะของเอมรินปลุกเขาตื่น ชายหนุ่มมองไปที่เตียงคนไข้ก็พบว่ามีเพียงบัวบูชาที่นอนหลับอยู่ที่เดิม

แล้วตอนนี้เอมรินพูดคุยอยู่กับใคร

“ฮึก ฮือ… ขอชีวิตเพื่อนหนูไว้เถอะ หนูไม่อยากเสียเธอไป และคิดว่าคุณเองก็คงไม่อยากเห็นเธอเป็นแบบนี้เหมือนกัน”

เอมรินทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงกับพื้น นั่นทำให้ชินตะรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ

“เอม ไม่เอา ไอไม่เล่นนะ”

ชายหนุ่มหน้าเหวอ เขารีบลุกเดินไปเปิดไฟทุกดวงในห้องจนสว่างจ้า

ชินตะเดินวนรอบเตียงนอนของบัวบูชา ทั้งยังจ้องมองไปยังทิศทางที่เอมรินกำลังยกมือไหว้

องค์สมุทรายังคงอยู่ที่เดิม ปรายตามองเพื่อนสนิทท้ังสองของหญิงคนรักที่ดูตื่นตกใจกับการมีอยู่ของเขา

“ยูคุยกับใครวะเอม ไอไม่เห็นอะไรเลย” ชินตะยังคงตามหาสิ่งที่สงสัย

เสียงโหวกเหวกของสองเพื่อนซี้ ทำบัวบูชารู้สึกตัว เธอลืมตาตื่นขึ้น นั่นทำให้สมุทราที่อยู่ใกล้ตกใจจนเผลอผละออก

ราชาหนุ่มตั้งใจจะหายตัวกลับวังหลวง

ทว่า...

“ฮึก คุณ!”

มือเล็กเอื้อมคว้าร่างกายแกร่งเอาไว้อย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย

ความไม่ระมัดระวังพร้อมร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงดี ทำให้เธอพลัดตกลงจากเตียง

หมับ!

“หนูบัว!”

สมุทราหันกลับมารับร่างบางเอาไว้ในอ้อมกอด

องค์ราชากอดประคองหญิงอันเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะร่ายมนต์ให้ชินตะมองเห็นเขาไปด้วยอีกคน

Jesus Christ! (พระเจ้าช่วย!)”

ชินตะรีบผละตัวถอยหลังไปหาเอมรินที่อยู่บริเวณโซฟาทันที

“อย่าไปนะ ฮึก… อย่าไป”

บัวบูชากอดองค์สมุทราเอาไว้แน่น

เธอไม่สนใจเลยว่าสายน้ำเกลือที่หลังมือจะทิ่มลึกลงไปจนเจ็บแค่ไหน

หญิงสาวกลัวจะพลาดเวลาสำคัญจนสูญเสียองค์สมุทราไปอีก

สมุทราประคองบัวบูชาให้กลับขึ้นมานั่งลงบนเตียงนอนตามเดิม

“ข้ารู้แล้ว หยุดร้องเสียที”

มือหนาลูบแผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบประโลม

“เฮ้ยู! ถอยออกจากเพื่อนไอเดี๋ยวนี้เลย”

ชินตะถกแขนเสื้อตัวเองอย่างเอาเรื่อง เขาหัวสมัยใหม่อยู่แล้ว ชายหนุ่มไม่เชื่อเรื่องผีสางอะไรทั้งนั้นแหละ

สมุทรานาคาหันมองเพียงเล็กน้อย ชินตะก็เดินกลับไปนอนหลับลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย เช่นเดียวกับเอมรินที่หลับสนิทไปอีกครั้ง

บัวบูชามองเพื่อนสนิทอย่างอึ้งๆ แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเกิดจากฝีมือขององค์ราชาข้างกายอย่างแน่นอน

“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”

“ห่วงตัวเองก่อนเถิด เจ้านี่ช่างดื้อรั้นเสียจริง” สมุทราถอนหายใจยาว

ใครจะคิดว่าการที่เขาแค่มาเยี่ยมให้พอหายคิดถึงจะกลายเป็นการเปิดเผยตัวตนต่อหน้ามนุษย์ตั้งสองคน แถมยังทำให้บัวบูชาจับได้อีกต่างหาก

แผนการครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยจริงๆ

“โอ๊ย! ซี้ด”

บัวบูชากัดปากแน่น เธอเผลอขยับแขนแรงจนหยดเลือดไหลย้อนเข้ามาในสายน้ำเกลือ

น้ำเกลือสีขาวกลายเป็นสีแดงขุ่น

องค์สมุทราใช้พลังให้ทุกอย่างกลับเป็นดังเดิม

ราชาหนุ่มรั้งแขนบัวบูชาพาดกับหมอนที่นำมารองไว้ให้อีกฝ่ายอยู่นิ่งๆ

“พอ… มิต้องร้องแล้ว ข้าอยู่กับเจ้าแล้วนี่ไง”

“บัวไม่เชื่อ เดี๋ยวพอปล่อยคุณก็จะหายตัวไปอีก”

หญิงสาวกอดแขนแกร่งแน่นไม่ยอมปล่อย ใบหน้าหวานฉายแววดื้อดึง

“ต่อให้เจ้ากอดไว้ หากข้าจักไปก็ย่อมได้อยู่ดี”

องค์สมุทราแกล้งบอก

บัวบูชาเงยหน้ามองด้วยแววตาตัดพ้อ เธอผละมือออกอย่างนึกน้อยใจ

“อ่อ… บัวเข้าใจแล้ว ถ้าคุณไม่อยากอยู่ด้วยขนาดนั้นแล้วมาชวนกันทำไมตั้งแต่แรก”

น้ำตาเอ่อคลอคล้ายจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อ

หมับ!

มือหนารั้งใบหน้าหวานเข้ามาบดจูบ

ไร้ซึ่งการขัดขืนของบัวบูชา มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบสองข้างแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น

สมุทราขยับดูดเม้มริมฝีปาก ประคองแก้มนวลนุ่มไว้ด้วยสองมือ มอบจุมพิตดื่มด่ำด้วยความทะนุถนอม

มือเล็กกำขอบโจงกระเบนสีเขียวเข้มเอาไว้แน่น อ้าปากรับสัมผัสด้วยหัวใจที่เต้นรัว

สมุทราผละออกเชื่องช้า พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนแผ่วเบา

“จุมพิตของข้า แทนคำรักของข้าได้หรือยัง”

น้ำเสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู

“ถ้ารักแล้วทำไม…  ทำไมต้องผลักไสกันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ”

บัวบูชาจ้องมองนัยน์ตาคมให้ลึกลงไปราวกับต้องการค้นหาคำตอบ

ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้โครงหน้าหวานอ่อนโยน

องค์ราชาเลื่อนเส้นผมที่หล่นลงมาข้างใบหน้าไปทัดใบหูขาว

“ข้าปรารถนาอยากเห็นเจ้ามีชีวิต แลมีลมหายใจเช่นเดียวกับที่ยายของเจ้าต้องการ”

“แล้วชีวิตของคุณล่ะ ชีวิตที่คุณต้องการมีบัวรวมอยู่ด้วยบ้างรึเปล่าคะ”

“ข้าปรารถนาในตัวเจ้าหนูบัว แต่ข้า…”

หมับ!

บัวบูชายืดตัวรั้งลำคอหนาของบุรุษตรงหน้าเข้ามาใกล้  เลื่อนใบหน้าไปประกบริมฝีปากที่อวัยวะเดียวกัน

“อื้ม!”

องค์สมุทราสบถลั่น คิ้วหนาขมวดเป็นปม

หญิงสาวดูดเม้มริมฝีปากหยักอย่างไม่ประสีประสาคล้ายเด็กเล็กที่พึ่งฝึกหัด

ตั้งแต่เกิดมา นอกจากองค์สมุทราแล้ว บัวบูชาไม่เคยสัมผัสชายใดมากเท่านี้มาก่อนเลย

“ฮืม อึก!”

สมุทราพลิกตัวขึ้นคร่อม ราชาหนุ่มกดใบหน้าลงบดจูบอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างไม่รู้จักพอ

 

 

ดวงจันทราสุกใสส่องสว่างขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนมวลเมฆมลายหายไปคล้ายไม่เคยมีอยู่

เกลียวคลื่นพลิ้วไหวสัมผัสร้อนรุ่ม จุมพิตหวานไม่อาจหยุดยั้ง เพลิงปรารถนาดั่งพิษร้าย มัวเมาเร่าร้อน

สองกายเอียงแอบแนบชิด สัมพันธ์รักสองสายใยเกี่ยวประสาน เดือนและดาวเวียนหมุนผ่าน กระซิบกล่าวเคียงกายจากหัวใจ

“ข้ารักเจ้า… บัวบูชา”

“…”

“แลจักรักเจ้าตราบชั่วนิรันดร์”

 

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...