บทที่ ๒๒
‘ตราบนิรันดร์’
“องค์ราชาปล่อยเธอไปอีกแล้ว
เพราะเหตุใดกัน”
จารีย์เอาแต่เฝ้าคิดด้วยความสงสัย
“นั่นสินะ
ข้าเองก็มิเห็นจักเข้าใจ”
อังเตถอนหายใจ
พลางคิดไม่ตกไม่ต่างกัน
“หรือจักเป็นเพราะคำร้องขอของหญิงชราผู้นั้น
นางใช้ทั้งชีวิตเพื่อศรัทธาองค์สมุทรา”
ภาพในลูกแก้วมนต์ฉายเหตุการณ์ที่กำลังเกิดขึ้นในโรงพยาบาล
แพทย์และพยาบาลมากมายพากันมาดูแลบัวบูชาที่หยดเลือดเลอะเปรอะไปทั้งตัวจากการกระชากสายน้ำเกลือ
ทั้งยังขัดขืนและปฏิเสธการรักษาอย่างสุดความสามารถ
“นางเรียกหาแต่จักพบพระองค์
เลือดท่วมมือเพียงนั้น เหตุใดฝ่าบาทยังพระทัยแข็งอยู่อีก”
อังเตเป็นห่วงบัวบูชาจนไม่เป็นอันทำอะไร
เลือดมนุษย์สีแดงสด
ดูน่าสยดสยองกว่าเลือดนาคาหลายเท่า แต่บัวบูชากลับไม่คิดกลัวเลยสักนิด
เธอมีจิตใจที่เข้มแข็งจนน่านับถือ
“แข็งจริงหรือ
ข้าคิดว่ามิน่าเป็นเช่นนั้น”
จารีย์เองก็อดรู้สึกหดหู่กับภาพตรงหน้าไม่ได้
เขาอยู่เคียงข้างองค์สมุทรามานาน
ย่อมรู้ว่าองค์ราชาปักใจกับนางเพียงใด
ไม่มีทางที่พระองค์จะทนเมินเฉยอยู่ได้แน่นอน
“องค์ราชาปล่อยนางไปเองทั้งที่บัวบูชาเลือกจะอยู่ต่อ
ข้ามิเข้าใจเลย”
ครั้งตอนเป็นปทุมธารา
องค์สมุทรากลับไม่ยอมให้นางจากไป ทั้งที่ปทุมธาราต้องการ
ครานี้บัวบูชาเลือกที่จะอยู่
แต่องค์ราชาของเขากลับเลือกที่จะปล่อยมือคนรักไปซะได้
อังเตปวดหนึบไปทั้งสองข้างขมับเลย
“หากเจ้าเคยจองจำคนรักร่วมร้อยปี
ทนมองนางมิยอมดื่มกินสิ่งใดนอกจากเลือดแลน้ำตาตนเอง เมื่อนางกลับชาติมาเกิด
เจ้าจักยังยินดีอ้าแขนรับนางไว้ในอ้อมกอดอีกเช่นนั้นหรือ” จารีย์ว่าให้อังเตคิดตาม
ถ้าเป็นเขา
จารีย์คงไม่กล้าแม้แต่จะมองใบหน้านั้นด้วยซ้ำ
ความรู้สึกผิดคงกัดกินจิตใจจนยากจะผละออก
“แล้วเพลานี้นางกระชากเข็มน้ำเกลือจนเลือดท่วม
เจ้าคิดว่ามันสมควรแล้วหรือ นางทำสิ่งใดผิดกัน”
“นางมิได้ทำอันใดผิด”
เป็นองค์สมุทราที่ก้าวเข้ามาในห้องทรงงาน
สององครักษ์รีบลุกขึ้นทำความเคารพ
“ข้าแค่ทำในสิ่งที่มันควรจักเป็น”
สมุทรากลืนความทุกข์ใจลงลำคอ
“พวกเจ้าทั้งสองเคยเห็นวิญญาณมนุษย์เดินเร่ร่อนอยู่ในนาคานครหรือไม่
แม้จักยังคงมีจิตวิญญาณของนาคิณีไหลเวียนอยู่ในดวงจิต แต่นางก็ยังเป็นมนุษย์”
“…”
“แลถึงข้าจักต้องการนางไว้ข้างกายมากเพียงใดก็พึงรู้ดีว่าสิ่งใดควรมิควร”
บัวบูชานอนนิ่งให้แพทย์ตรวจร่างกายเบื้องต้น
ในเมื่อบิดาสัญญาว่าจะพากลับไป หญิงสาวก็ไม่คิดดื้อดึง
นัยน์ตาสวยบวมช้ำจากการร้องไห้
พยาบาลวัยกลางคนรีบทำความสะอาดเลือดที่หลังมือและดำเนินการเจาะน้ำเกลือที่มืออีกข้างหนึ่งด้วยความชำนาญ
บัวบูชาปล่อยให้น้ำตาไหลลงมาเงียบๆ
เธอหวังอะไรอยู่กันนะ
หวังให้องค์สมุทรามีความรู้สึกดีต่อกันในฐานะที่เป็นบัวบูชาไม่ใช่ใคร
หวังแบบนั้นได้ยังไงหนูบัว
“ยัยบัว
แกโอเครึเปล่า” เอมรินน้ำตาซึม
ตอนนี้มีเพียงเธอและชินตะที่อยู่ในห้องพักฟื้นด้วย
เนื่องจากบิดาของบัวบูชากำลังไปคุยกับทีมแพทย์ที่นี่เพื่อขอเข้าเป็นแพทย์เจ้าของไข้ด้วยตัวเอง
บัวบูชาส่ายหน้าไปมา
โดยไม่ได้ตอบอะไร
เธอไม่โอเค
ความรู้สึกในตอนนี้มันไม่โอเคเลยแม้แต่นิดเดียว
บัวบูชาเหมือนคนจมน้ำที่ถูกช่วยขึ้นมาให้ได้พอมีเวลาหายใจ
ก่อนจะถูกผลักตกลงเหวลึกที่ไร้ซึ่งทางขึ้น
“งั้นเดี๋ยวคืนนี้ไอกับเอมจะนอนค้างด้วย
ยูจะได้ไม่เหงาเนอะบัว” ชินตะส่งยิ้มให้ด้วยความเป็นห่วงไม่แพ้กัน
“เอม…
ฉันรู้แล้วนะว่าผู้หญิงสองคนนั้นเป็นใคร”
บัวบูชาพยักหน้ารับคำของชินตะ
ก่อนจะหันไปหาเอมรินที่ยืนอยู่ข้างๆ เตียง
ผู้หญิงสองคนที่ที่บัวบูชาฝันถึงมาตลอด
ปทุมธาราและนลินลิดา
“ฉันว่าเราอย่าพึ่งพูดเรื่องนั้นตอนนี้เลยดีไหม”
เอมรินยกมือขึ้นลูบแขนตัวเองด้วยท่าทางกลัวๆ
ถึงจะดีใจที่เพื่อนสนิทฟื้นขึ้นมา
แต่เธอก็เริ่มกลัวขึ้นมาจริงๆ แล้วว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่ฝีมือของมนุษย์
บางทีอาจมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้นกับพวกเราก็ได้
“ใจร้ายเนอะว่าไหม
ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหนเขาก็ยังใจร้ายกับฉันอยู่ดี” บัวบูชาสะอื้นไห้อีกครั้งทั้งที่น้ำตาหยดเดิมยังไม่ทันแห้ง
เอมรินและชินตะฟังบัวบูชาไม่เข้าใจสักนิด
แต่ทั้งคู่ก็ขยับเข้าไปกอดปลอบเพื่อนไว้ด้วยความสงสาร
เวลาหลายสัปดาห์ที่เพื่อนอาศัยอยู่ที่เรือนไม้เก่าๆตามลำพัง
แม้ครั้งหนึ่งบ้านหลังนั้นจะเคยเป็นคฤหาสน์หลังใหญ่อันงดงามมาก่อนก็ตาม
ความเป็นจริงตอนนี้มันเป็นไปไม่ได้เลยที่บัวบูชาจะไปอยู่ที่นั่นคนเดียว
คราบเขม่าจากกองเพลิงมหึมาที่คร่าชีวิตผู้คนในเรือน
รวมถึงเฟอร์นิเจอร์และตัวบ้านที่มอดไหม้จนสิ้น ไม่เหลือเค้าเดิม
เรือนทั้งหลังแทบกลายเป็นบ้านผีสิงได้เลยด้วยซ้ำ
หลายสิ่งหลายอย่างที่เพื่อนสนิทอย่างพวกเขาได้รับรู้จากปากคุณหมอศรุธและชาวบ้านแถวนั้นมันช่างน่าเหลือเชื่อจนพูดไม่ออกเลย
ทุกอย่างดูน่ากลัวไปหมด
น่ากลัวเกินกว่าที่ผู้หญิงตัวเล็กคนหนึ่งจะรับมือไหว
“ไม่เป็นไรนะแก
แกยังมีฉันนะบัว”
ทั้งเอมรินและชินตะต่างดีใจที่ได้บัวบูชากลับคืนมา
ทว่าความสงสัยเหล่านั้นก็ยังคงติดอยู่ในใจ
เพียงแต่พวกเขาไม่อยากจะพูดถึงหรือซักไซ้อะไรเพื่อนให้มากความ
ถ้าการเอ่ยถึงหรือการค้นหาความจริงอาจจะทำให้ต้องสูญเสียบัวบูชาไปอีก
มันคงเป็นเรื่องที่ยากจะทำใจ
สองเพื่อนสาวร้องไห้ไม่ต่างกัน
มีเพียงชินตะที่พอจะเข้มแข็งไม่ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาแม้จะนึกสงสารบัวบูชาจับขั้วหัวใจ
“เจ็บจังเลยเอม
เจ็บกว่าตอนที่หยุดหายใจไปอีก”
เขาส่งเธอกลับมาเพื่ออะไร
ถ้าจะตัดสินใจทิ้งกันไป
ทำไมไม่ยอมปล่อยให้เธอตายไปเลยจะได้ลืมเรื่องทุกอย่างแล้วเกิดเป็นคนใหม่
ให้ฟื้นขึ้นมาเป็นบัวบูชาที่จดจำเรื่องราวได้ทุกอย่างแบบนี้
มันโหดร้ายเกินที่เธอจะรับได้ไหว
“ฉันเจ็บจนไม่อยากจะหายใจแล้วเลย”
“ฮือ
แก ไม่เอา ฮึก ไม่ ฉันไม่ให้แก… อย่าไปนะ ฮืออย่าทิ้งพวกเราไปเลยนะ” เอมรินร้องจนพูดจาไม่รู้เรื่อง
“ไอไม่รู้หรอกว่ายูไปเจอกับอะไรมา
แต่ไอก็ไม่อยากเสียยูไปเหมือนกันนะบัว”
ตอนแรกชินตะตั้งใจเพียงบินกลับมาเที่ยวเล่นหาเอมรินกับบัวบูชาเหมือนอย่างที่ชอบทำก็เท่านั้น
ไม่คิดว่าจะต้องมาเจอเหตุการณ์เลวร้ายที่เกือบเสียอีกคนไปแบบนี้
โชคดีแค่ไหนที่บัวบูชากลับมา
ขอบคุณสวรรค์ที่ให้โอกาสพวกเรา
เวลาผ่านไปเนิ่นนาน
บัวบูชาร้องไห้จนหลับไป
ชินตะ
ประคองให้เพื่อนนอนหลับบนเตียงในท่าทางที่สะดวกสบายขึ้น โดยมีเอมรินคอยห่มผ้าให้
หญิงสาวมองหน้าชินตะทั้งน้ำตาด้วยความกังวล
“เราจะทำยังไงกันดี”
ตอนนี้เหมือนว่าบัวบูชาจะไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วด้วยซ้ำ
แค่ได้ฟังเธอก็เจ็บไปทั้งหัวใจ
“อยู่ข้างๆ
บัวกันเถอะ มันคงดีที่สุดหากไม่ปล่อยให้บัวอยู่คนเดียว”
สองเพื่อนซี้กลั้นสะอื้น
ไม่อยากให้บัวบูชาที่พึ่งหลับไป สะดุ้งตื่นขึ้นมา
ทั้งสองให้กำลังใจกันและกัน
สิ่งที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คงมีเพียงแค่นี้แล้ว
ยามวิกาล
องค์สมุทราจ้องมองบัวบูชาด้วยแววตาอาลัย
ราชาหนุ่มโหยหาเธอเหลือเกิน
โหยหาจนต้องแอบมาหากัน
คิดเพียงว่าแค่ได้มองเห็นหน้าเธอในตอนหลับใหลก็ยังดี
ดวงตาบวมช้ำของบัวบูชา
ทำเขารู้สึกเจ็บปวด เช่นเดียวกับบาดแผลบริเวณหลังมือ
รอยช้ำเลือดที่เกิดจากการกระชากสายน้ำเกลือยังคงมีให้เห็นไม่จางหาย
มือหนาเลื่อนผ่านเปลือกตาปิดสนิทของบัวบูชาเพื่อขับกล่อมให้อีกคนหลับสบายและคลายความเจ็บปวดลง
เปลือกตาบวมช้ำและหลังมือสวยกลับมาเป็นปกติอีกครั้งราวกับไม่เคยร้องไห้และบาดเจ็บมาก่อน
บัวบูชาละเมอสะอื้นออกมาแม้ยามหลับ
พรึบ!
เป็นเอมรินที่ต้องเบิกตากว้าง
เมื่อดันสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึกแล้วเห็นผู้ชายแปลกหน้ากำลังนั่งอยู่เตียงคนไข้ข้างๆ
บัวบูชา
หญิงสาวเกือบหลุดร้องออกมาแล้ว
องค์สมุทราอยู่ในชุดเครื่องแต่งกายเต็มยศราชาที่มองยังไง
เอมรินก็คิดว่าอีกฝ่ายต้องหลุดออกมาจากซีรี่ย์
หรือภาพยนตร์ย้อนยุคสักเรื่องเป็นแน่
“อย่าเอาเพื่อนหนูไปเลยนะคะ
หนูขอร้อง”
เอมรินยกมือขึ้นพนมไหว้ทั้งน้ำตา
ต่อให้เธอเป็นเด็กน้อยก็ยังมองออก ว่าอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาๆ แน่นอน
องค์สมุทราชะงักไปทันที
ราชาหนุ่มไม่คิดว่าจะมีใครมองเห็นกัน
สงสัยตนคงมัวแต่สนใจบัวบูชาจนลืมมองรอบห้องพักฟื้นไปว่าพวกเขาไม่ได้อยู่กันตามลำพัง
“ถ้าคุณคือคนที่บัวพูดถึง
ช่วยใจดีกับแกหน่อยได้ไหมคะ”
เอมรินยังคงพูดต่อไปด้วยท่าทางกล้าๆ
กลัวๆ
“อืม…
อือ ละเมออะไรของยูวะเอม”
ชินตะขยี้ตา
ลุกขึ้นมานั่ง
เสียงพูดเป็นตุเป็นตะของเอมรินปลุกเขาตื่น
ชายหนุ่มมองไปที่เตียงคนไข้ก็พบว่ามีเพียงบัวบูชาที่นอนหลับอยู่ที่เดิม
แล้วตอนนี้เอมรินพูดคุยอยู่กับใคร
“ฮึก
ฮือ… ขอชีวิตเพื่อนหนูไว้เถอะ หนูไม่อยากเสียเธอไป
และคิดว่าคุณเองก็คงไม่อยากเห็นเธอเป็นแบบนี้เหมือนกัน”
เอมรินทรุดตัวนั่งคุกเข่าลงกับพื้น
นั่นทำให้ชินตะรีบเด้งตัวลุกขึ้นยืนด้วยความตกใจ
“เอม
ไม่เอา ไอไม่เล่นนะ”
ชายหนุ่มหน้าเหวอ
เขารีบลุกเดินไปเปิดไฟทุกดวงในห้องจนสว่างจ้า
ชินตะเดินวนรอบเตียงนอนของบัวบูชา
ทั้งยังจ้องมองไปยังทิศทางที่เอมรินกำลังยกมือไหว้
องค์สมุทรายังคงอยู่ที่เดิม
ปรายตามองเพื่อนสนิทท้ังสองของหญิงคนรักที่ดูตื่นตกใจกับการมีอยู่ของเขา
“ยูคุยกับใครวะเอม
ไอไม่เห็นอะไรเลย” ชินตะยังคงตามหาสิ่งที่สงสัย
เสียงโหวกเหวกของสองเพื่อนซี้
ทำบัวบูชารู้สึกตัว เธอลืมตาตื่นขึ้น นั่นทำให้สมุทราที่อยู่ใกล้ตกใจจนเผลอผละออก
ราชาหนุ่มตั้งใจจะหายตัวกลับวังหลวง
ทว่า...
“ฮึก
คุณ!”
มือเล็กเอื้อมคว้าร่างกายแกร่งเอาไว้อย่างไม่ทันตั้งตัวราวกับเป็นปฏิกิริยาอัตโนมัติของร่างกาย
ความไม่ระมัดระวังพร้อมร่างกายที่ยังไม่แข็งแรงดี
ทำให้เธอพลัดตกลงจากเตียง
หมับ!
“หนูบัว!”
สมุทราหันกลับมารับร่างบางเอาไว้ในอ้อมกอด
องค์ราชากอดประคองหญิงอันเป็นที่รักไว้ในอ้อมแขน
ก่อนจะร่ายมนต์ให้ชินตะมองเห็นเขาไปด้วยอีกคน
“Jesus
Christ! (พระเจ้าช่วย!)”
ชินตะรีบผละตัวถอยหลังไปหาเอมรินที่อยู่บริเวณโซฟาทันที
“อย่าไปนะ
ฮึก… อย่าไป”
บัวบูชากอดองค์สมุทราเอาไว้แน่น
เธอไม่สนใจเลยว่าสายน้ำเกลือที่หลังมือจะทิ่มลึกลงไปจนเจ็บแค่ไหน
หญิงสาวกลัวจะพลาดเวลาสำคัญจนสูญเสียองค์สมุทราไปอีก
สมุทราประคองบัวบูชาให้กลับขึ้นมานั่งลงบนเตียงนอนตามเดิม
“ข้ารู้แล้ว
หยุดร้องเสียที”
มือหนาลูบแผ่นหลังเล็กเพื่อปลอบประโลม
“เฮ้ยู!
ถอยออกจากเพื่อนไอเดี๋ยวนี้เลย”
ชินตะถกแขนเสื้อตัวเองอย่างเอาเรื่อง
เขาหัวสมัยใหม่อยู่แล้ว ชายหนุ่มไม่เชื่อเรื่องผีสางอะไรทั้งนั้นแหละ
สมุทรานาคาหันมองเพียงเล็กน้อย
ชินตะก็เดินกลับไปนอนหลับลงบนโซฟาอย่างว่าง่าย
เช่นเดียวกับเอมรินที่หลับสนิทไปอีกครั้ง
บัวบูชามองเพื่อนสนิทอย่างอึ้งๆ
แต่ก็พอจะเดาได้ว่าเกิดจากฝีมือขององค์ราชาข้างกายอย่างแน่นอน
“พวกเขาจะไม่เป็นอะไรใช่ไหมคะ”
“ห่วงตัวเองก่อนเถิด
เจ้านี่ช่างดื้อรั้นเสียจริง” สมุทราถอนหายใจยาว
ใครจะคิดว่าการที่เขาแค่มาเยี่ยมให้พอหายคิดถึงจะกลายเป็นการเปิดเผยตัวตนต่อหน้ามนุษย์ตั้งสองคน
แถมยังทำให้บัวบูชาจับได้อีกต่างหาก
แผนการครั้งนี้ล้มเหลวไม่เป็นท่าเลยจริงๆ
“โอ๊ย!
ซี้ด”
บัวบูชากัดปากแน่น
เธอเผลอขยับแขนแรงจนหยดเลือดไหลย้อนเข้ามาในสายน้ำเกลือ
น้ำเกลือสีขาวกลายเป็นสีแดงขุ่น
องค์สมุทราใช้พลังให้ทุกอย่างกลับเป็นดังเดิม
ราชาหนุ่มรั้งแขนบัวบูชาพาดกับหมอนที่นำมารองไว้ให้อีกฝ่ายอยู่นิ่งๆ
“พอ…
มิต้องร้องแล้ว ข้าอยู่กับเจ้าแล้วนี่ไง”
“บัวไม่เชื่อ
เดี๋ยวพอปล่อยคุณก็จะหายตัวไปอีก”
หญิงสาวกอดแขนแกร่งแน่นไม่ยอมปล่อย
ใบหน้าหวานฉายแววดื้อดึง
“ต่อให้เจ้ากอดไว้
หากข้าจักไปก็ย่อมได้อยู่ดี”
องค์สมุทราแกล้งบอก
บัวบูชาเงยหน้ามองด้วยแววตาตัดพ้อ
เธอผละมือออกอย่างนึกน้อยใจ
“อ่อ…
บัวเข้าใจแล้ว ถ้าคุณไม่อยากอยู่ด้วยขนาดนั้นแล้วมาชวนกันทำไมตั้งแต่แรก”
น้ำตาเอ่อคลอคล้ายจะไหลลงมาได้ทุกเมื่อ
หมับ!
มือหนารั้งใบหน้าหวานเข้ามาบดจูบ
ไร้ซึ่งการขัดขืนของบัวบูชา
มีเพียงน้ำตาที่ไหลอาบสองข้างแก้มโดยไร้เสียงสะอื้น
สมุทราขยับดูดเม้มริมฝีปาก
ประคองแก้มนวลนุ่มไว้ด้วยสองมือ มอบจุมพิตดื่มด่ำด้วยความทะนุถนอม
มือเล็กกำขอบโจงกระเบนสีเขียวเข้มเอาไว้แน่น
อ้าปากรับสัมผัสด้วยหัวใจที่เต้นรัว
สมุทราผละออกเชื่องช้า
พลางแลบลิ้นเลียริมฝีปากตนแผ่วเบา
“จุมพิตของข้า
แทนคำรักของข้าได้หรือยัง”
น้ำเสียงทุ้มนุ่มกระซิบแผ่วเบาข้างใบหู
“ถ้ารักแล้วทำไม… ทำไมต้องผลักไสกันขนาดนี้ด้วยล่ะคะ”
บัวบูชาจ้องมองนัยน์ตาคมให้ลึกลงไปราวกับต้องการค้นหาคำตอบ
ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้โครงหน้าหวานอ่อนโยน
องค์ราชาเลื่อนเส้นผมที่หล่นลงมาข้างใบหน้าไปทัดใบหูขาว
“ข้าปรารถนาอยากเห็นเจ้ามีชีวิต
แลมีลมหายใจเช่นเดียวกับที่ยายของเจ้าต้องการ”
“แล้วชีวิตของคุณล่ะ
ชีวิตที่คุณต้องการมีบัวรวมอยู่ด้วยบ้างรึเปล่าคะ”
“ข้าปรารถนาในตัวเจ้าหนูบัว
แต่ข้า…”
หมับ!
บัวบูชายืดตัวรั้งลำคอหนาของบุรุษตรงหน้าเข้ามาใกล้ เลื่อนใบหน้าไปประกบริมฝีปากที่อวัยวะเดียวกัน
“อื้ม!”
องค์สมุทราสบถลั่น
คิ้วหนาขมวดเป็นปม
หญิงสาวดูดเม้มริมฝีปากหยักอย่างไม่ประสีประสาคล้ายเด็กเล็กที่พึ่งฝึกหัด
ตั้งแต่เกิดมา
นอกจากองค์สมุทราแล้ว บัวบูชาไม่เคยสัมผัสชายใดมากเท่านี้มาก่อนเลย
“ฮืม
อึก!”
สมุทราพลิกตัวขึ้นคร่อม
ราชาหนุ่มกดใบหน้าลงบดจูบอีกครั้ง และอีกครั้งอย่างไม่รู้จักพอ
ดวงจันทราสุกใสส่องสว่างขึ้นสู่ท้องฟ้ายามค่ำคืนมวลเมฆมลายหายไปคล้ายไม่เคยมีอยู่
เกลียวคลื่นพลิ้วไหวสัมผัสร้อนรุ่ม
จุมพิตหวานไม่อาจหยุดยั้ง เพลิงปรารถนาดั่งพิษร้าย มัวเมาเร่าร้อน
สองกายเอียงแอบแนบชิด
สัมพันธ์รักสองสายใยเกี่ยวประสาน เดือนและดาวเวียนหมุนผ่าน กระซิบกล่าวเคียงกายจากหัวใจ
“ข้ารักเจ้า…
บัวบูชา”
“…”
“แลจักรักเจ้าตราบชั่วนิรันดร์”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น