วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 24

 

บทที่ ๒๔

‘หวานใจองค์ราชัน’

 

 

 

พรึ่บ!

ทุกอย่างในห้องกลับมาเป็นปกติดังเดิม ผู้คนขยับกายได้อย่างอิสระ มีเพียงหมอศรุธที่ขมวดคิ้วมองสมุทราด้วยความรู้สึกที่ต่างออกไป

จากที่ไม่ชอบหน้า ขุ่นเคืองจนอยากกีดกันรักครั้งนี้ ก็เริ่มรู้สึกถูกชะตามากขึ้นในแบบที่ไม่เข้าใจถึงเหตุผล

“ฉันฝากนายดูแลต่อหน่อยแล้วกัน”

ศรุธบอกหมออีกคน ก่อนจะหันมองบัวบูชาที่อยู่บนเตียง โดยมีสมุทรายืนอยู่ข้างกาย

บัวบูชามองบิดาอย่างใช้ความคิด เธอกำลังคิดหาทางออกไม่ให้พ่อกับราชาจอมอำนาจทะเลาะกันหรือมีปากเสียงใดๆ กันอีก

ใครจะอยากให้พ่อกับแฟนเข้ากันไม่ได้กันล่ะ

“มีอะไรก็โทรหาพ่อ เสร็จธุระในเมืองแล้วพ่อจะแวะมาหาใหม่”

“พ่อว่ายังไงนะคะ?”

บัวบูชาหน้าเหวอ หญิงสาวปรายตามององค์สมุทราที่ยืนยิ้ม เอามือล้วงกระเป๋ากางเกงด้วยท่าทางสบายใจ

ราชาหนุ่มไม่แปลกใจกับปฏิกิริยาของหมอศรุธเลยสักนิด ต่างจากคนอื่นในห้องที่กลัวว่าทั้งคู่จะวางมวยใส่กันต่อ

ศรุธเดินเข้าไปตบบ่าแกร่งของสมุทราเบาๆ ก่อนจะยกยิ้มให้ท่ามกลางความตะลึงงันของทุกคน

“ฝากนายดูแลลูกสาวฉันก่อนนะ”

ไม่ใช่แค่บัวบูชาที่ตกใจ เอมรินถึงกับอ้าปากค้าง

“ด้วยความยินดีเลยครับคุณพ่อ”

สมุทราระบายยิ้ม เขารับปากบิดาของคนรักด้วยใจจริง องค์ราชาจอมเจ้าเล่ห์หันมายักคิ้วให้บัวบูชาด้วยท่าทางกวนๆ

 

 

ประตูปิดลง พร้อมกับกลุ่มแพทย์และบิดาที่กลับไป

“คุณใช้พลังกับพ่อบัวหรอคะ”

แบบนี้มันขี้โกงนี่นา เธอคิดว่าองค์สมุทราจะไม่ใช้พลังให้บิดายอมรับเรื่องของเราแล้วเชียว

เธออยากให้เขาเข้าหาพ่อด้วยความจริงใจ เพื่อทำให้ศรุธยอมรับกันจากใจจริงเสียมากกว่า

“เปล่า” องค์สมุทราส่ายหน้า

เขาไม่ได้ใช้พลังอะไรต่อกับศรุธ หรือใครทั้งนั้น

“ข้ามิได้ทำสิ่งใด คงเป็นเพราะที่เราผ่านพิธีกล่าวคำสาบานศักดิ์สิทธิ์เมื่อครู่ นั่นอาจส่งผลให้บิดาของเจ้าคลายความโกรธเคืองในใจลง”

เรื่องที่ล่วงเกินบัวบูชาไปก่อนจะเข้าพิธีมงคลสมรส มนุษย์ผู้นั้นอาจจะสัมผัสได้ว่าตอนนี้มีบางสิ่งเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี เช่นความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิม

บัวบูชาขยับตัวนั่งพิงหัวเตียง เธอชะงักไปเล็กน้อย ยามรู้สึกถึงอะไรบางอย่างที่ไหลย้อนตามเรียวขา

หญิงสาวหุบปลายเท้าเข้าหากันอย่างรวดเร็ว เธอสัมผัสได้ถึงน้ำลื่นเหนอะหนะที่ไหลลงมา

นัยน์ตาคู่สวยเบิกตากว้าง เงยหน้ามองชายสูงศักดิ์ข้างตัว

“สมุทรา! นี่เมื่อคืนคุณ… ไม่ได้ป้องกันหรอคะ”

ประโยคหลังบัวบูชากระซิบเบาๆ ให้องค์สมุทราได้ยินคนเดียว

เขาปลดปล่อยเข้ามาในตัวเธองั้นหรอ

ใบหน้าหวานแดงก่ำมากกว่าเดิม

เธอเข้าใจว่าเขาสวมถุงยางอนามัยซะอีก

บัวบูชาลืมไปได้ยังไงว่าองค์สมุทราไม่น่ามีของใช้มนุษย์แบบนั้น หรือถึงมีก็คงใช้มันไม่เป็น

“โลกของข้ามิมีใครป้องกันด้วยวิธีของมนุษย์หรอกหนา”

องค์สมุทราเอ่ยกระซิบตอบ

“องค์ราชา! คุณไม่กลัวบัวท้องหรือไง”

มือเล็กดันอกแกร่งออกจากตัวเต็มแรง ถ้าบอกให้แพทย์กับพยาบาลเอายาคุมฉุกเฉินมาให้กินตอนนี้จะทันหรือเปล่านะ

ถ้าพ่อรู้ต้องกลับมาเอามีดผ่าตัดแทงองค์ราชานี่คามืออย่างแน่นอน

“เหตุใดต้องเป็นกังวล ข้าคิดไว้แล้วเรื่องอยากสู่ขอเจ้าจากบิดา”

เรื่องตัวตนของเขาอาจต้องใช้พลังนิดหน่อยในการสร้างมันขึ้นมาในสายตาของศรุธ มันไม่ใช่เรื่องที่เหนือบ่ากว่าแรงอะไร

ค่าสินสอดยิ่งแล้วใหญ่ เรียกเท่าไหร่องค์ราชามากอำนาจอย่างเขาก็มีแก้วแหวนเงินทองมากมายที่จะนำมาเปลี่ยนเป็นเงินสดได้อยู่ดี

“เหลือจะเชื่อเลย”

ไม่ป้องกันอย่างน้อยก็ควรปลดปล่อยด้านนอกสิ นี่เล่นละเลงรักเสียเต็มกำลังขนาดนั้น

ไม่ใช่ว่าเธอจะได้อุ้มท้องก่อนแต่งไปแล้วหรอ

“เคยได้ยินเรื่องพญานาคเป็นแฟนกันเช่นนั้นหรือ พวกข้ามีแต่พร้อมลงหลักปักฐานกันทั้งสิ้น”

“บัวจะรู้ได้ยังไง บัวไม่เคยคลุกคลีกับนาคานี่นา”

องค์สมุทรายิ้มรับ พลางขยับมาโอบกอดร่างเล็กไว้

“คิดไว้หรือยังว่าเจ้าปรารถนาเพศชายหรือสตรี”

“คุณหมายถึงลูกหรอคะ”

นี่เธอต้องตกใจเพราะเขาอีกวันละกี่รอบ

ผู้ชายคนนี้มีอะไรให้แปลกใจเสมอเลย

“ข้าจริงจังกับเรื่องของเรา เจ้ามิคิดเช่นข้าหรือ”

องค์สมุทราหัวเราะร่วน ยามสบตา

“ก็คิด… แต่เรื่องท้องตอนนี้มันดูไกลตัวไปนี่คะ”

จริงจังแบบไม่มีลูกไปก่อนก็ได้นี่นา อีกอย่างตอนนี้เธอยังเรียนไม่จบเลย ถึงแม้จะเหลือแค่ทำโปรเจคจบอีกแค่ปีเดียวก็เถอะ

“เช่นนั้นเจ้าปรารถนาอยากมีเมื่อใดเล่าหนูบัว”

“คุณอยากมีหรอคะ”

“ถ้ามิอยาก ข้าจะสมสู่กับเจ้าหรือ” สมุทราขมวดคิ้ว

มนุษย์นี่เข้าใจยากนัก โดยเฉพาะกับมนุษย์ผู้หญิงอย่างบัวบูชา

“มนุษย์มีอะไรกันแค่เพราะอยากรักกันก็ได้ค่ะ ไม่จำเป็นต้องทำเพราะสืบทายาทอย่างเดียวสักหน่อย”

ไม่แน่ว่าองค์สมุทราอาจทำให้ยังไม่ตั้งครรภ์ตอนนี้ได้ บัวบูชาลืมคิดไปสนิทว่าเขาไม่ใช่พญานาคธรรมดา

ถ้าพูดคุยกันเข้าใจ อีกฝ่ายคงยินดีที่จะเลื่อนการมีทายาทร่วมกันออกไปก่อนด้วยความเต็มใจ

“ซับซ้อนนัก แต่ข้าก็ชอบ”

ปลายนิ้วแกร่งลูบไล้ริมฝีปากสวยอย่างหลงใหล

“ข้าปรารถนาอยากรู้ทุกสิ่งเกี่ยวกับเจ้า”

“บัวก็ชอบ แล้วก็อยากรู้ทุกเรื่องเกี่ยวกับคุณเหมือนกัน องค์ราชา”

บัวบูชากำลังรู้สึกอย่างที่พูดออกไปจริงๆ

เธออยากเรียนรู้ทุกเรื่องที่เกี่ยวข้องกับองค์สมุทรา

“เช่นนั้นสิ่งแรกที่เจ้าควรรู้ คือข้าอยากอยู่กับเจ้าทุกเพลาที่หายใจ”

“แล้วคุณไม่ต้องกลับไปดูแลที่วังหรือไงคะ”

อีกฝ่ายมีหน้าที่ที่ต้องทำ จะให้มาหมกตัวอยู่กับเธอตลอดเวลาได้ยังไง

“เป็นราชาหนีงาน คนอื่นเขาจะไม่ว่าเอาหรอคะองค์สมุทรา แบบนั้นไม่น่ารักเลย”

“ข้าเป็นนาย ผู้ใดกล้าว่าก็ลองดู”

 

 

 

 

 

หลายวันผ่านไป

 

“องค์ราชายังไม่เสด็จกลับมาอีกหรือจารีย์”

อังเตที่ง่วนอยู่กับกองเอกสารมากมายเงยหน้ามองสหายสนิทที่หอบหิ้วม้วนเอกสารม้วนใหม่มาวางไว้เพิ่ม

จารีย์พยักหน้ารับ ก่อนจะวางม้วนเอกสารลงตรงหน้าให้อังเตทำท่าราวกับจะร้องไห้

“ข้าว่าคิวขอพรของพวกมนุษย์มีมากเกินไปแล้ว” อังเตบ่น

ทุกวันนี้งานองครักษ์แทบไม่ได้ทำ ตั้งแต่อังเตกลับมาจากการตามดูแลบัวบูชา งานของเขาก็กองรอเต็มโต๊ะ

“เจ้าจักขัดเวลาความสุขของพระองค์ไปใย”

จารีย์ตวัดสายตามอง นาคาหนุ่มทรุดตัวลงนั่ง

“วันพรุ่งจักมีขุนนางทางหัวเมืองมาเข้าเฝ้า หวังว่าองค์ราชาของเจ้าจักมิลืม”

“ข้าก็หวังเช่นนั้นจารีย์”

ไม่น่าเชื่อว่าความรักจะทำให้ผู้ที่ไม่เคยสนใจเรื่องใดนอกจากงานและบ้านเมืองหายตัวออกจากวังหลวงได้นานนับหลายต่อหลายวัน

ท่าทางองค์ราชาของพวกเขาคงจะไม่ยอมกลับมาโดยง่าย

ขืนเป็นแบบนี้ต่อไปงานคงกองทับตัวอังเตกับจารีย์แทนแน่

“จารีย์ ข้าว่าเราต้องหาเวลาคุยกับพระองค์เรื่องบัวบูชาอย่างจริงจังสักคราแล้ว หากมีรัชทายาทน้อยเกิดขึ้นจริง เช่นไรก็ทรงต้องพากลับเมือง”

องค์สมุทราดูจะตั้งใจใช้ชีวิตอยู่บนโลกมนุษย์สลับกับโลกนาคา แม้จะดูไม่น่ามีปัญหาใด แต่หากบัวบูชาให้กำเนิดสายเลือดของราชาสมุทราได้

ใครกันจะยอมให้องค์รัชทายาทเพียงหนึ่งเดียวใช้ชีวิตนอกวังบนเมืองมนุษย์กัน ดูอย่างไรก็ไม่เข้าที

“เรื่องยังมิทันเกิด เจ้าจักรีบร้อนตีโพยตีพายไปเพื่อสิ่งใด” จารีย์ส่ายหน้าเอือมระอา มือขาวสะอาดหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจุ่มน้ำหมึก ก่อนจะจรดเขียนลงบนกระดาษสีน้ำตาลอ่อน

“รู้ได้เช่นไรว่ายังมิเกิด พระองค์ทรงแข็งแรงกำยำเพียงนั้น ร่วมรักหลายวันหลายคืนมิยอมหยุด ข้ากับเจ้าน่ะเตรียมตัวเป็นพระพี่เลี้ยงได้เลย” อังเตยืดอกมั่นใจ

“เจ้าคงมิลืมว่าพระองค์มีอำนาจมากเพียงใด”

เหล่ามนุษย์มากมายที่มาขอพร นอกจากโชคลาภเงินทองแล้วก็มียังเรื่องบุตรด้วย องค์สมุทราสามารถดลบัลดาลให้ทายาทถือกำเนิดได้ดั่งใจ

ฉะนั้นรัชทายาทสืบบัลลังก์คงกำหนดฤกษ์วันมงคลด้วยองค์เองอย่างแน่นอน

“ข้าต้องการองค์รัชทายาทตัวน้อยมาวิ่งเล่นให้เบิกบานใจ เผื่อจักได้มีกำลังใจกลับมาทำงาน”

อังเตชอบเด็ก โดยเฉพาะสายเลือดขององค์สมุทราคงน่าชังน่าดู

นานมาแล้วที่วังของเราไม่มีนาคาน้อยเลย

ไม่สิ

ต้องบอกว่าตั้งแต่องค์สมุทราขึ้นครองราชย์ก็ยังไม่เคยมี

“องค์ราชารอคอยมาหลายร้อยปี เป็นข้าได้รักกับนางอีกคราจักมิยอมรอวันเวลาใดเลย”

พวกเขารู้ดีว่าองค์สมุทราอยากมีทายาทมาตลอด เพียงแต่อดีตองค์ราชินีอย่างปทุมธาราขอไว้ ทั้งคู่จึงยังไม่ได้ตัดสินใจจะมีรัชทายาทออกมา

คราวนี้องค์สมุทราคงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอีก

“เร่งรัดไปใช่ว่าจักดี”

จารีย์เองก็อยากให้แคว้นของเรามีองค์รัชทายาทเพื่อสืบสกุล แต่ทุกอย่างล้วนเป็นความประสงค์ขององค์สมุทรา

“บัวบูชายังอายุมิเท่าไหร่เลยอังเต เธอคงอยากใช้เวลาร่วมกับพระองค์เพียงลำพังเสียก่อน”

ทั้งสองพึ่งกลับมาเจอกันได้ไม่นานเท่าไหร่ คงต้องใช้เวลาในการกระชับความสัมพันธ์มากกว่านี้

“อีกอย่างชาติก่อน องค์ปทุมธารามิยอมมีบุตร มาภพนี้บัวบูชาเองก็คงไม่ต่าง” จารีย์ถึงกับถอนหายใจ

ลึกๆ แล้วเขาก็แอบหวังไม่ต่างจากอังเต

“ไม่แน่หรอกจารีย์ หากองค์ราชาประสงค์อยากจักมีทายาท เชื่อเถิดว่านางจักต้องยอม” อังเตยกยิ้มอย่างมั่นใจ

“ดูท่าชาตินี้ นางจักตามใจพระองค์เสียมากกว่า”

“เจ้าคิดเช่นนั้นจริงหรือ”

จารีย์ขมวดคิ้วมุ่น

“เจ้าคอยดูเอาแล้วกันว่าคำพูดของข้าจักจริงอย่างที่ว่าหรือไม่”

อังเตกระตุกยิ้มมุมปาก

เขาคุ้นเคยและใช้เวลาอยู่กับบัวบูชาตอนนางเป็นมนุษย์มาเกือบครึ่งเดือน

อังเตสัมผัสได้ว่าลึกๆ แล้วบัวบูชามีนิสัยอย่างไร

“เอาสิ ไว้ข้าจักคอยดู”

 

 

 

 

 

“ข้าอาจต้องกลับวังก่อน วันพรุ่งจักมาหาใหม่”

สมุทราเอ่ยบอก เขาลุ่มหลงหญิงข้างกายจนไม่เป็นอันทำอะไร แต่เห็นทีคงต้องกลับไปทำหน้าที่องค์ราชา

“เจ้ารอข้าได้หรือไม่หนูบัว”

“ได้ค่ะ บัวจะรอคุณกลับมา แต่ตอนนี้บัวอยากออกจากโรงพยาบาลแล้ว คุณช่วยคุยกับคุณพ่อให้หน่อยได้หรือเปล่าคะ”

บิดาของเธอไม่ยอมให้ย้ายออก ศรุธบอกว่าอยากให้เธอพักฟื้น และตรวจดูอย่างใกล้ชิดจนกว่าจะแน่ใจว่าปลอดภัยแล้วจริงๆ ถึงกลับบ้านได้

ตั้งแต่รู้จักและยอมรับองค์สมุทราเป็นเขย พ่อแทบไม่ฟังเธอเลย จะยอมฟังก็แต่องค์สมุทรา

“ข้าเห็นด้วยกับบิดาของเจ้า เจ้าควรพักผ่อนต่ออีกสักคืนสองคืน”

ถึงกลับมามีชีวิตคราวนี้จะไม่มีอะไรน่ากังวลเหมือนเดิม ทั้งอาการป่วยบัวบูชาก็หายเป็นปลิดทิ้ง แต่สมุทราก็อดห่วงไม่ได้

อีกอย่างที่นี่ใกล้นาคานครมากกว่าเมืองหลวง ช่วงที่เขายังมีเรื่องให้ต้องสะสางในวัง สมุทราก็ยังไม่อยากห่างนางไปไกล

“นี่บัวมีพ่อเพิ่มใช่ไหมเนี่ย”

ริมฝีปากสวยยู่เข้าหากันอย่างนึกขัดใจ

“เหตุใดเจ้าจึงพูดจาผิดแปลกเช่นนั้น ข้ามิเคยเห็นมนุษย์ใดแต่งงานกับบิดาตนมาก่อน”

ประโยคที่แสดงถึงความประหลาดใจและคิ้วหนาที่ขมวดเข้าหากันแน่นขององค์ราชา ทำเอาบัวบูชาหัวเราะเสียงเบา

มือเล็กยกขึ้นดันหน้าท้องแกร่งออกห่างตัว

“คุณไปทำงานเถอะค่ะ ป่านนี้คุณอังเตคงชะเง้อคอรอใหญ่แล้ว”

องค์สมุทราคิ้วกระตุกเล็กน้อยกับชื่อขององครักษ์ที่หลุดออกจากปากหญิงคนรัก

คุณอังเตงั้นหรือ

“รู้หรือไม่ว่าข้ามิชอบเห็นเจ้าเอ่ยชื่อผู้อื่น”

ยิ่งทั้งคู่ดูสนิทสนมกัน ราชาหนุ่มยิ่งรู้สึกหวงอีกฝ่ายเสียจนไม่อยากให้ออกไปเจอใคร

“ไม่ให้เรียกชื่อแล้วจะให้บัวเรียกว่าอะไร”

บัวบูชาเลิกคิ้ว ก่อนจะยกยิ้มอย่างนึกล้อเลียน

“คุณขี้หึงกว่าที่บัวคิดไว้ซะอีก”

หญิงสาวไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่าการที่อีกฝ่ายเป็นองครักษ์ของราชาตรงหน้าเลยสักนิด

เพียงแค่สนิทใจด้วยที่สุด เพราะอังเตเคยมาดูแลเธอก่อนจะเกิดเรื่องก็เท่านั้น

“หากข้าเอาแต่เอ่ยนามหญิงสาวที่รู้จัก เจ้าจักรู้สึกเช่นข้าหรือไม่”

“ไม่เอานะคะ คุณจะยุ่งกับผู้หญิงอื่นไปทำไม ไม่เอานะองค์ราชา” บัวบูชาส่ายหน้าไปมา หญิงสาวรั้งชายเสื้อโค้ทเอาไว้แน่น ยามมองสบตาออดอ้อน

องค์สมุทราลอบยิ้มในใจ

“เช่นนั้นเจ้าก็มิควรทำเช่นกัน”

“ค่ะ บัวจะไม่ทำ จะเรียกแค่ชื่อของคุณคนเดียว”

ใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อย เขาแอบรู้สึกเขินอายกับประโยคที่ได้ยิน

เรียกข้าคนเดียวงั้นหรือ

นางหมายถึงยามเรานอนร่วมเตียงด้วยหรือเปล่า

“คุณไม่สบายหรอคะ หน้าแดงแล้วก็ร้อนมากเลย”

บัวบูชายกมือทาบแก้มที่ขึ้นสีแดงของอีกฝ่าย

“หมอมนุษย์ตรวจคุณได้ไหมนะ ถ้าได้บัวจะกดกริ่งเรียกพยาบาล”

“ข้าปกติดี” องค์สมุทราเบือนสายตาหลบ

“ข้าจักกลับเมืองแล้ว ไว้จักมาหาใหม่”

ว่าจบ องค์ราชาก็ก้มลงจูบเบาๆ ข้างขมับคนรัก

นาคาหนุ่มสะบัดมือสร้างม่านประตูมิติ ก่อนจะเดินผ่านเข้าไปยังเมืองนาคา

บัวบูชามองตามจนอีกฝ่ายลับสายตา

ริมฝีปากอวบอิ่มยกยิ้มหวาน เธอรู้สึกอบอุ่นไปทั้งหัวใจจนเผลอคิดไปว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความฝัน

ฝันหวานบนปุยเมฆที่นุ่มนวลและละมุนใจ

 

 

 

 

 

เมืองหลวง

หลังจากที่มหาวิทยาลัยเปิดเรียน

 

“ให้น้อยๆ เถอะหน่อย เดินยิ้มหน้าบานมาเชียวนะ”

เอมรินเอ่ยแซวเพื่อนสนิทที่เดินเข้ามาในประตูห้าง หลังจากที่เธอแอบเห็นว่าคุณราชาขับรถหรูมาส่งถึงหน้าประตู

นาคาสมัยนี้ทั้งตามเทรนด์ ทันยุคจนน่าตกใจเลย

บัวบูชายิ้มหวาน ยามอยู่ในชุดนักศึกษา

“อะไรกันเล่า ไหนว่าจะชวนมาทานไอศกรีมไง อย่าลืมนะว่าบ่ายโมงเรามีนัดคุยงานกับอาจารย์”

“ชิ” เอมรินจิ๊ปากอย่างนึกขัดใจ

“ฉันอิจฉาอ่ะแก ฮือ อายุตั้งขนาดนี้แล้วยังไม่มีใครที่ฉันถูกใจเลย”

สาวหมวยร้องโอดครวญ เธอไม่อยากเกาะคานทองเสียหน่อย

เอมรินมีเวลาอีกแค่ปีเดียวก็จะเรียนจบแล้ว ตอนเรียนยังหาไม่ได้ ถ้าอยู่ในช่วงวันทำงานแล้วนี่ยิ่งไม่ต้องคิดฝันเลย

“แกลองขอพรดูดีไหม” บัวบูชาเสนออย่างนึกอะไรสนุกๆ ขึ้นมาได้

“องค์สมุทรากับเหล่าองครักษ์เอาแต่วุ่นวายอยู่กับการปกครองเมืองแล้วก็เรื่องคิวขอพร บางทีพวกเขาอาจช่วยได้”

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็ชอบสายมู

เชื่อไม่เชื่อแค่ได้ลองก็ไม่น่าใช่เรื่องเสียหาย

“จริงหรอ!” เอมรินตาโต

“แบบนี้ฉันเป็นเพื่อนสนิทแกจะได้คิวเร็วขึ้นรึเปล่า”

แบบแขกพิเศษ VIP อะไรแบบนี้

“วันนี้หลังเลิกเรียนเขาบอกว่าจะมารับ เอาไว้ฉันจะลองถามเขาให้ดู”

บัวบูชาหัวเราะร่วน เอมรินตาเป็นประกายอย่างมีความหวัง

“กรี๊ด! รักแกที่สุดในโลกเลยยัยหนูบัว”

เอมรินกอดแขนบัวบูชาแน่นด้วยท่าทางดีใจ ก่อนจะพากันไปร้านไอศกรีม

 

 

 

 

 

วังหลวง

นาคานคร

 

องค์สมุทราขมวดคิ้วมุ่น เมื่อเห็นจำนวนคิวขอพรที่เยอะมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว

“นี่มันเกิดสิ่งใดขึ้น เหตุใดพวกมนุษย์ถึงได้เข้ามาขอพรกันเยอะนัก”

“กระหม่อมก็มิทราบได้เช่นกันพะย่ะค่ะ เห็นทีพระองค์คงจักต้องถามกับบัวบูชา”

ตอนนี้มีเพียงจารีย์ที่ได้รับคำสั่งให้จัดการเรื่องขอพร ส่วนอังเตได้รับมอบหน้าที่ให้คอยตามดูแลบัวบูชาดังเดิม

ถึงองค์สมุทราจะชอบหึงหวงคนรักกับอังเตไปบ้าง แต่เขาก็อดยอมรับไม่ได้ว่าอีกฝ่ายดูแลบัวบูชาได้ดี ทั้งยังรู้ใจและคอยรับใช้ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง หากส่งจารีย์ไปเจ้าตัวคงยืนงงทั้งวัน และหากไม่ใช้ทั้งคู่ สมุทราก็ไม่ไว้ใจผู้ใด

“บัวบูชาหรือ”

องค์สมุทราทวนถาม ให้จารีย์พยักหน้ารับ

“อังเตเล่าว่านางชักชวนให้สหายมาขอพร  คนอื่นจึงนำไปเล่าต่อกัน”

สมุทราถึงกับยกมือกุมขมับ เพียงเท่านี้สมุทราก็แทบไม่มีเวลาว่างจากภาระงานไปหาบัวบูชาบนโลกมนุษย์แล้ว

ให้ตายเถอะ คิดจะแกล้งกันหรือไง

เหตุใดคนรักของเขาถึงได้แสบนัก

“องค์ราชา หากเราใช้พลังในการช่วยเหลือมนุษย์มากเกินกว่าที่กำหนดไว้อาจส่งผลเสียมากกว่าดีนะพะย่ะค่ะ”

“มนุษย์พวกนั้นมิคิดทำงานทำการเองบ้างเลยหรือ เหตุใดจึงเอาแต่หวังให้ข้าหยิบยื่นความช่วยเหลือไปให้” องค์ราชาเอ่ยบ่น

เมื่อได้สิ่งที่ปรารถนาแทนที่จะพึงพอใจ แต่กลับพากันกลับมาขอสิ่งที่ใหญ่ขึ้น มากขึ้น และยังชักชวนเพื่อนและคนรู้จักมากราบไหว้เขา เพื่อขอพรอีกด้วย

การมีคนมากราบไหว้ที่เทวาลัยต่างๆ เยอะขึ้นก็ถือเป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ความต้องการพรแบบไม่จำกัดนั่น ทำให้พวกเขามีงานที่ต้องทำเพิ่มทวีมากขึ้นจนไม่เป็นอันทำอะไร

“แต่เดิมเราต้องตรวจสอบคุณงามความดี แลบุญบารมีของมนุษย์ผู้นั้นก่อนจึงจักช่วยเหลือเรื่องพร แต่ผู้คนในปริมาณมากเช่นนี้ เห็นทีเราอาจรับมิไหว”

จารีย์รายงานตามความเป็นจริง

“สั่งกระจายกำลังไปยังทุกหัวเมือง เร่งแก้ไขปัญหาให้ประชาชนที่นั่นอย่างทั่วถึง แลงดการให้รางวัลใหญ่ไปก่อน หากถึงเวลา ข้าจักบอกพวกเจ้าอีกที” องค์สมุทราเอ่ยสั่งการ

“พะย่ะค่ะ กระหม่อมจักกำชับกำลังของเราให้ตรวจสอบคุณความดีก่อนทุกครั้ง เพื่อป้องกันมิให้พรหลุดไปอยู่ในมือมนุษย์ที่มิคู่ควร”

“หากเจ้าคุมเข้มและสะสางเรื่องพรทั้งหมดครานี้ได้ ข้าจักตบรางวัลให้อย่างงาม”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพะยะค่ะองค์ราชา”

สมุทราจ้องมองเหล่ามนุษย์ผ่านลูกแก้วอีกครั้งด้วยท่าทางเหนื่อยใจ

เห็นทีเขาคงต้องไปบอกคนรักตนให้เพลาๆ เรื่องกระจายข่าวออกไปบ้างแล้ว

หนูบัวนะหนูบัว ทำกันได้ลง!

 

 

 

“ยู ไอว่าไม่เวิร์คหรอก ไม่เวิร์คเลยสักนิด”

ไม่รู้ว่าผู้ชายประหลาดคนนั้นเอาอะไรให้เพื่อนสนิทของเขากิน บัวบูชาถึงได้ยอมตกปากรับคำขอแต่งงานไปแบบนั้น

ชินตะไม่เข้าใจและไม่ไว้ใจผู้ชายคนนั้นเลยสักนิด

หนุ่มลูกครึ่งแทบอยากจะกลั้นหายใจตาย เมื่อมารู้ความจริงจากเพื่อนสนิทในภายหลัง หลังจากคาดคั้นอยู่นานหลายวัน

บัวบูชายิ้มแหย เช่นเดียวกับเอมรินที่ยังตกใจไม่หาย แต่ก็พยายามตั้งสติให้ได้

เอาจริงๆ ลึกๆ แล้วเอมรินก็แอบเข้าข้างผู้ชายของเพื่อน

อีกฝ่ายดูอบอุ่น เป็นผู้ใหญ่ ภูมิฐาน มั่นคง และดูสามารถปกป้องดูแลบัวบูชาได้ อีกทั้งยังทำให้บัวบูชามีความสุขและเลิกอมทุกข์อยู่กับภาพในความฝันได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพียงเท่านี้เอมรินก็มองข้ามทุกอย่างไปหมดแล้ว

“เวิร์คไม่เวิร์คเพื่อนเราก็ได้เสียกับเขาไปแล้ว แต่งกันก็ดีแล้วไงแก”

เอมรินช่วยพูด

“ดีบ้าดีบออะไร แต่งกับเขาไม่ใช่ว่าเขาจะเอาไปอยู่ด้วยหรอ”

ชินตะทำหน้าหวาดระแวง

ถึงจะเป็นพญานาคก็เถอะ แต่คนอย่างพวกเขาก็มองพญานาคกับผีคล้ายๆ กันรึเปล่า แม้พญานาคจะดูมีอิทธิฤทธิ์มากกว่านั้นเยอะ แต่เราก็อยู่กันคนละโลกอยู่ดี

“ยูหมายถึงแต่งแล้วไอต้องไปอยู่เมืองเขาน่ะหรอ”

บัวบูชานิ่งไปเล็กน้อย พลางทำหน้าคิด

เธอไม่ได้คิดเรื่องนั้นมาก่อน องค์สมุทราแสดงออกชัดเจนว่าจะไปมาหาสู่กันบนโลกมนุษย์มากกว่าการให้เธอกลับไปที่นาคานครอีกครั้ง

“ไม่น่าจะเป็นแบบนั้นหรอกนะ”

ใบหน้าหวานส่ายไปมาเป็นเชิงปฏิเสธ

“อะไรก็ช่าง ไอไม่เห็นด้วย ไอทนเห็นยูไม่หายใจไม่ไหวแล้วนะบัวบูชา”

ชินตะเป็นห่วงบัวบูชามากจริงๆ

“ตั้งแต่ฟื้นมา ไอยังไม่เคยหยุดหายใจสักครั้งเลย อีกอย่างองค์สมุทราไม่ใช่ผีนะชิน เขาไม่ได้จะพาไอไปอยู่ด้วยโดยการเอาชีวิตไปหรอก อย่าคิดมากไปเลยน่า” บัวบูชาปลอบใจเพื่อน หวังว่าชินตะจะใจเย็นลง

“งั้นตอบไอมาว่ายูเกือบตายไปนั่นมันเพราะอะไร”

ชินตะยกมือขึ้นกอดอกด้วยความไม่พอใจ

“เพราะ… ไอไม่สบายไง”

บัวบูชากลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เธออยากเล่าทุกอย่างให้เพื่อนฟังแต่ก็กลัวชินตะจะรู้สึกไม่พอใจกับองค์สมุทราไปมากกว่าเดิม

ครั้งนั้นเธอไม่หายใจและไปอยู่เมืองนาคามาจริงๆ แต่มันไม่ใช่เพราะองค์สมุทรามาพรากชีวิตไปสักหน่อย แต่ขืนเล่าไปชินตะต้องเข้าใจแบบนั้นแน่ๆ

“แต่ตอนนี้ไอป่วยหายแล้วนะ”

หญิงสาวฉีกยิ้มหวานเป็นคำตอบ

สุขภาพเธอดีขึ้นกว่าเมื่อก่อนเป็นไหนๆ

บัวบูชาแข็งแรงราวกับไม่เคยป่วยมาก่อนเลยด้วยซ้ำ

ตอนนี้เธอใช้ชีวิตได้ปกติจนศรุธเองก็อดมีความสุขไปด้วยกันไม่ได้

“แน่ใจนะว่าไม่เกี่ยวกับเขา”

ชินตะหรี่ตามองด้วยความไม่ไว้ใจ

มีอย่างที่ไหน ฟื้นมาไม่เท่าไหร่ก็จูงมือเข้าหอแล้ว แถมยังมาปรากฏกายให้พวกเขาเห็นได้อีก

จะให้ไม่คิดว่าอีกฝ่ายมาพรากชีวิตเพื่อนเขาไปอีกครั้งได้ยังไงกัน

“บางทีที่ไอหายอาจเป็นเพราะเขาช่วยก็ได้นะชิน ยูน่ะ มองแฟนไอในแง่ร้ายไปแล้ว”

“ไอเป็นเพื่อนยูมาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอยเลยนะ ไอหมอนั่นมันเป็นใคร ทำไมถึงได้หลงมันนัก”

หนุ่มลูกครึ่งเริ่มฉุนขึ้นมาเล็กน้อยที่เพื่อนเข้าข้างคนอื่นมากกว่าตัวเอง

“ใจเย็นบอย อย่าทะเลาะกันเลยนะ”

เอมรินรีบห้ามทัพ เมื่อเห็นว่าสองเพื่อนซี้เริ่มสถานการณ์ไม่ค่อยดีแล้ว

“เขาเป็นคนที่ไอรัก แล้วไอก็อยากให้ยูยอมรับเขาด้วย”

 บัวบูชาสบตากับชินตะด้วยแววตามั่นคง หญิงสาวเข้าใจความรู้สึกของชินตะดีทุกอย่าง แต่บัวบูชาก็อยากให้เพื่อนเข้าใจเธอด้วย

“รัก? Are u kidding me!? (คุณล้อฉันเล่นรึเปล่า)” ชินตะยกมือกุมขมับ

“ยูพึ่งเจอเขาแค่ไม่กี่วันเองบัว อย่ามาทำให้ไอขำไปหน่อยเลย”

เจอกันไม่เท่าไหร่จะรักกันได้ยังไง

รักแรกพบงั้นหรอ มันไม่มีจริงหรอกของแบบนั้น

“ใครบอกว่าเจอไม่กี่วัน ไอเจอเขามาตั้งแต่ชาติที่แล้วแล้วต่างหาก”

“ไม่ตลกนะบัวบูชา”

 ชินตะไม่เชื่อเรื่องพวกนี้

ถ้าไม่ติดว่าแม่เป็นคนที่นี่ เขาคงเมินเรื่องผีสางไปนานแล้ว

“แล้วคิดว่าไอพูดเรื่องตลกอยู่หรือไงชิน”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...