บทที่ ๒๑
‘ฟื้นคืน’
องค์สมุทรากระแอมไอกลบความขัดเขินในใจ
ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย
ทว่าในอกกลับปั่นป่วน
ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง
วันที่องค์ราชาและเหล่าทหารทุกตนเฝ้ารอมานานแสนนาน
ข้ารับใช้มากมายต่างพากันมาต้อนรับอดีตราชินีที่หวนคืนบัลลังก์ด้วยหัวใจอิ่มเอม
บ้างร่ำไห้ด้วยความปิติยินดี
องค์สมุทรานาคราชสั่งจัดงานเลี้ยงรื่นเริงที่ไม่เคยมีอีกเลยตั้งแต่เสียปทุมธาราไป
ทั้งหมดนี่ก็เพื่อต้อนรับบัวบูชาอย่างเป็นทางการ
เครื่องดนตรีบรรเลงเพลงมงคลที่ไม่มีใครได้ฟังมานานถูกหยิบจับออกมาอีกครั้ง
พระราชวังยามนี้มีเสียงเซ็งแซ่ครื้นเครง
องค์สมุทราแย้มยิ้มด้วยความปิติยินดี
แววตาคู่คมไม่อาจละสายตาไปจากปทุมธาราคนใหม่ได้เลย
บัวบูชาเผลอเม้มปากแน่นด้วยความขวยเขิน
แม้ว่าทั้งองค์สมุทราและตัวเธอจะเอ่ยย้ำกับทุกคนในวังยังไงชาวนาคานครก็มักเรียกชื่อบัวบูชาเป็นปทุมธาราอยู่ร่ำไปด้วยความเคยชิน
มีก็แต่องค์สมุทราที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยชื่ออื่นใดออกจากปากนอกจากบัวบูชาเลยสักครั้ง
ตอนแรกบัวบูชาก็ไม่รู้สึกไม่พอใจ
แต่พักหลังไปเธอก็เริ่มปล่อยวาง
อันที่จริงบัวบูชาเกรงว่าองค์ราชาหน้าโหดที่กำลังหยุดยืนอยู่ด้านข้างของเธอนั้นจะใจร้ายลงโทษคนอื่นที่ทำให้เธอไม่พอใจกันต่างหาก
ขนาดจารีย์ที่สนิทยังเคยเกือบถูกองค์สมุทราเอ่ยลงโทษที่เผลอเรียกเธอว่าองค์ปทุมธาราเลย
สีหน้าที่แสดงถึงรู้สึกผิดของเหล่าทหารและข้ารับใช้ที่รู้ตัวว่าเอ่ยพลาดดูหวาดกลัวองค์สมุทราจนเธอโกรธพวกเขาไม่ลง
บัวบูชาใช้เวลาทั้งวันเชยชมพระราชวังและสถานที่ต่างๆ
ด้วยความตื่นตาตื่นใจ
อะไรที่นี่ล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ
ถ้ำหินธรรมชาติเป็นลวดลายงดงามวิจิตรอ่อนช้อย
ความงามอันเกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างทั้งนั้น
ต้นไม้ลำธารอุดมสมบูรณ์
เมื่อสูดอากาศเข้าปอดแล้วพาให้สดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เสียงวิหกร่ำร้อง
โบยบินอย่างอิสระ
บัวบูชาแปลกใจนัก
นอกจากที่นี่จะไม่ได้อาศัยอยู่ใต้น้ำเหมือนอย่างที่เคยคิดแล้ว กลับมีแผ่นดิน
มีพื้นที่ให้ต้นไม้ใหญ่ได้เจริญเติบโตราวกับเป็นโลกอีกหนึ่งใบ
ทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองอันเป็นสมบัติราชวงศ์ถูกวางตกแต่งแทบทุกมุมพระราชวัง
โดยไม่เกรงกลัวว่าผู้ใดจะมาขโมยออกไป
อัญมณีวิบวับส่องประกายระยิบระยับงดงามไม่ต่างดวงดาวสุกสกาวบนท้องฟ้า
ไข่มุกล้ำค่า
เครื่องเพชรนิลจินดา และผลไม้นานาชนิดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและปราณีต
ทุกสิ่งในแคว้นทิสาธาราล้วนวิจิตรไม่อาจหาที่ติได้
บัวบูชาหลงใหลมันตั้งแต่แรกเห็น
เธอรู้สึกรักและชื่นชอบจนปรารถนาอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปนานๆ
เมื่อยามที่สองดวงตาสบกันคล้ายมีเพลงรักหวานหูบรรเลงขับขานโอบรอบกาย
องค์สมุทราและบัวบูชาไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใด
แต่หัวใจกลับสุขล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เจ้าโสภาปรากฏพี่สุขยิ่ง
แย้มขวัญมิ่งโลกาแสนสุขสันต์
ปรารถนานิรันดร์สุดอนันต์
เธอแลฉันสัมผัสกันต้องตา
มวลมาลาหมู่ใดมิดึงดูด
งามชะลูดเท่านวลนางตรงหน้า
โอ้ละหนอพี่มองเพียงมาหยา
หากต้องฆ่ารบฟันย่อมยินดี
นัยน์ตาสวยจ้องมองสบกับนัยน์ตาคมคาย
ใบหน้าหวานร้อนวูบวาบ
นับตั้งแต่ที่ก้าวเท้าเข้ามาในพระราชวัง
องค์สมุทราแทบจะมองบัวบูชาทุกขณะที่หายใจ
แก้มขาวสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ามองยิ่งกว่าเก่า
แบบนี้เรียกว่าองค์สมุทราหลงใหลบัวบูชามากแล้วหรือเปล่านะ
“อันนี้คืออะไรหรอคะคุณอังเต”
บัวบูชาเผลอเดินเข้าไปคุยกับอังเต
เพราะอีกฝ่ายเป็นคนเดียวที่เธอรู้จักในตอนนี้
บางครั้งได้พูดคุยกับคนอื่นๆ
บ้างก็ดูเป็นเรื่องที่ดี อยู่กับองค์สมุทรามีแต่องครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลังจนดูน่ากลัว
“น่าทานมากๆ
เลยค่ะ”
“เอ่อ
คือ… ”
อังเตแย้มยิ้ม
นาคาหนุ่มกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน
“สาหร่ายทะเล”
องค์สมุทราเดินเข้ามาเอ่ยเสียงเข้ม
“แค่มองด้วยตาก็รู้แล้ว
เจ้าถามข้าก็ได้ ใยต้องถามจากผู้อื่น”
“คุณเป็นราชาทำไมถึงดูมีเวลาว่างเยอะจังล่ะคะ
ไม่ต้องไปทำงานหรอ” บัวบูชาเอียงคอสงสัย
ตั้งแต่เธออยู่ที่นี่
อีกฝ่ายก็เอาแต่ตามติดกันเป็นเงาตามตัว
หญิงสาวไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับเขาหรอก
เธอรู้สึกเกร็งกับทหารมากมายที่ตามติดตัวเขานั่นต่างหาก
“เหอะ!”
องค์สมุทรายืดตัวเต็มความสูง
ก่อนจะหมุนตัวเดินหนี
หมับ!
หญิงสาวเอื้อมมือไปกอดท่อนแขนแกร่งเอาไว้
“บัวขอโทษ
คุณโกรธหรอคะ”
ท่าทางที่แสดงถึงความไม่พอใจ
ทำเอาบัวบูชารีบขยับตัวเข้าไปหาทันที
องค์สมุทราตวัดตามองหญิงสาวคนเดียวที่กล้าแตะตัวเขาเรียบนิ่ง
โดยไม่ได้ผละออกแต่อย่างใด
“อยู่ที่นี่บัวไม่รู้จักใครเลยนี่นา
รอบตัวคุณมีแต่นายทหารหน้าตาเคร่งขรึม แล้วใครจะกล้าชวนคุย”
“เจ้าก็ชวนข้าคุยอย่างไรเล่า
อยากอยู่กับข้าก็มิควรห่างข้าไปไหน”
“คุณเป็นตังเมหรือไงถึงต้องตัวติดกันตลอดเวลา”
หวังว่านาคาจะรู้สึกขนมเหนียวๆ
ที่เรียกว่าตังเมนะ
ดูเหมือนว่าต่อให้รู้หรือไม่
องค์สมุทราก็ไม่สนใจสิ่งใดแล้วนอกจากบัวบูชาที่ยืนอยู่ตรงหน้า
“ตกลงเจ้าอยากอยู่ที่นี่เพราะข้า
หรือเพราะสหายของข้ากันแน่!”
องค์สมุทราเผลอเสียงดังใส่ด้วยความหึงหวง
ให้อังเตสะดุ้งด้วยความตกใจ
องครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เมื่อเห็นสายตาดุดันที่มองมา เขารีบขยับไปหาจารีย์เพื่อขอความช่วยเหลือ
“ข้าจักไปตรวจตรารอบเมืองเสียหน่อย
เจ้าไปด้วยกันสิอังเต” จารีย์รีบเอ่ยชวนอย่างรู้งาน
อังเตพยักหน้ารับไม่ลังเล
ก่อนจะรีบเดินตามเพื่อนออกไป
องค์สมุทรามองตามสององครักษ์ที่รีบร้อนออกไป
ด้วยสีหน้าเอือมระอา
ราชาหนุ่มรู้ดีว่าอังเตและจารีย์ภักดีกับเขามากเพียงใด
เขาก็แค่อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ที่บัวบูชาเลือกที่จะสนใจผู้อื่นมากกว่าตน
“เจ้ามากับข้า”
องค์สมุทราคว้าฝ่ามือเล็กมาประสานกันไว้
ก่อนจะพาเดินออกไปจากโถงงานเลี้ยง
“อยู่ที่นี่ใช่ว่าจักได้เสวยสุขเสียหน่อย
เจ้าเองก็ควรมีหน้าที่ให้ทำเช่นกัน”
เห็นทีบัวบูชาคงว่างเกินไปจนมีเวลาไปพูดคุยเล่นสนุกกับผู้อื่น
สมุทราคงต้องหาอะไรให้อีกฝ่ายทำฆ่าเวลาเสียหน่อยแล้ว
บัวบูชาเลิกคิ้วสงสัย
เมื่อเดินมาถึงห้องอะไรบางอย่างที่เต็มไปด้วยกองกระดาษและเล่มหนังสือปกหนามากมาย
มือหนาหยิบหนึ่งในสมุดจดบันทึกเล่มใหญ่ยื่นมาให้บัวบูชาจ้องมองมันด้วยความไม่เข้าใจ
“นี่เป็นบัญชีรายชื่อของผู้ขอพร
เจ้าต้องจดจำรายละเอียดทั้งหมดให้ได้ ห้ามตกแม้แต่ผู้เดียว”
“คะ?!”
“จากนั้นให้มารายงานข้าทุกคืนวันเพ็ญ”
“นี่คุณพูดจริงหรอคะ
อย่าว่าแต่รายชื่อพวกนี้เลยค่ะ คืนวันเพ็ญคือคืนไหนบัวยังไม่รู้เลย”
“แหงนมองท้องฟ้าเอาสิ
หรือจักไปถามอังเตก็ตามแต่ใจเจ้า”
บัวบูชาชะงักค้างกับอาการหึงโหดที่ไม่เคยเจอ
หญิงสาวรีบเข้าไปกอดเอวหนาเอาไว้
และอ้อนขอความเมตตาทันที
“บัวขอโทษ
ต่อจากนี้จะคุยแต่กับคุณแค่คนเดียว”
นัยน์ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองสบตาเช่นเดียวกับที่เคยทำกับบิดา
“อย่าใจร้ายใส่กันแบบนี้เลยนะคะองค์ราชา”
สองเราเจอกันเพียงไม่นาน
ทว่าความรู้สึกภายในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องหาองค์สมุทรา
องค์ราชาตรงหน้ามีความหมายกับบัวบูชามากจนไม่เข้าใจตัวเอง
สมุทราหันมองด้วยแววตาดุดัน
หากแต่ในใจกลับอ่อนยวบราวกับลูกนกน้อยในกำมือนาง
ใบหน้า
แววตา ท่าทางออดอ้อนเหล่านั้นทำเขาเสียอาการไม่น้อย
“เอ่อ…”
องค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ผละออกจากอ้อมกอด
เมื่อรู้สึกตัว
“เห็นหรือยังว่าอยู่กับข้านั้นน่าเบื่อเพียงไหน
เจ้ามิคิดอยากเปลี่ยนใจจริงหรือ”
ราชาหนุ่มทำสิ่งเดิมนับร้อยนับพันปี
มีกิจวัตรเดิมวนไปวนมาในทุกวัน พูดคุยกับใครแต่ละวันยังนับคำได้
แล้วมนุษย์อย่างบัวบูชาจะทนได้อีกนานแค่ไหนกัน
“คุณไม่อยากให้บัวอยู่ที่นี่หรอคะ”
“อยากสิ”
องค์ราชาตอบแบบทันที โดยไม่หยุดคิด
“แต่ท่าทางเจ้าดูคล้ายจะเบื่อที่ต้องอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน
ทั้งยังต้องมีพิธีรีตอง”
เหล่าทหารรวมตัวเขาล้วนแล้วแต่ทำหน้านิ่งดั่งรูปปั้น
หญิงงามที่ไหนจะสนใจอยากอยู่ร่วม
สมุทราคุยสนุกได้ไม่เท่าอังเต
ใจดีได้ไม่เท่าจารีย์
แต่ก็พยายามแล้วที่จะทำให้บัวบูชาไม่อึดอัดใจ
มันช่างยากเย็น
ด้วยอำนาจหน้าที่ที่แม้แต่ยิ้มก็ยังทำได้ยาก
สมุทรากลัวว่าวันหนึ่งบัวบูชาที่แสนสดใสคนนี้จะไร้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
เขาเกรงว่าในท้ายที่สุด
เธอจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดฝืนทนดั่งที่ปทุมธาราเคยเป็น
“บัวแค่ไม่ชินที่ทุกอย่างมันแปลกใหม่ไปหมด
แต่บัวไม่ได้เบื่อนะคะ”
ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากัน
เธอรีบบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะคิดไปไกลจนเครียดกับเรื่องนี้
“เพียงแต่ว่า
คุณดูสูงส่งเกินกว่าที่บัวจะเอื้อมถึง”
บัวบูชาพยายามไม่คิดถึงเรื่องความเหมาะสมแล้ว
แต่ทุกย่างก้าวที่เดินอยู่ในวัง ความแตกต่างระหว่างเขาและเธอ
ทำเอาอดคิดเปรียบเทียบไม่ได้
องค์สมุทราทรุดกายลง
โน้มใบหน้าเข้าหา เพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน
“ทำเช่นนี้ตัวข้ากับเจ้าก็เท่ากันแล้วใช่หรือไม่”
ท่าทางน่าเอ็นดู
ทำบัวบูชาหลุดยิ้มหวาน
ความกังวลมากมายในหัวใจหายเป็นปลิดทิ้ง
เป็นอย่างที่องค์สมุทราเคยบอกไว้จริงๆ
เพียงแค่มีเราทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ควรสนใจสิ่งอื่นใด
“ขอบใจเจ้าที่ยอมอยู่ด้วยเพราะสงสารข้า
ข้าว่าข้าพร้อมแล้วที่จักปล่อยเจ้าไป”
การมีอยู่ของมนุษย์อย่างบัวบูชา
แม้จะยังมีเสี้ยวดวงจิตของปทุมธาราแฝงอยู่ แต่ทุกอย่างกลับดูผิดเพี้ยน
สมุทรากำลังฝืนชะตา
ฝืนในสิ่งที่มันไม่ควรจะเป็น
ท่ามกลางสายตาประชาชนและเหล่าทหาร
แม้ไม่มีผู้ใดกล้าค้าน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย
อย่างที่บัวบูชาบอกมาตลอดว่าเธอไม่ใช่ปทุมธารา
มันไม่ยุติธรรมเลยที่จะกักขังนางไว้ที่นาคานครแห่งนี้ดั่งที่ตนเคยทำในอดีต
บางทีทางออกที่ดีที่สุดระหว่างสองเราอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่
ไม่ใช่วนกลับมาเจอกันในสถานที่เดิมที่เปี่ยมด้วยความทรงจำเลวร้ายมากมาย
ฝ่ามือหนาของเขาเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน
บัวบูชากลับใจดีส่งยิ้มมาให้กันได้อีก
องค์สมุทราขยับไปสวมกอดบัวบูชาเอาไว้แนบแน่น
นัยน์ตาคู่คมเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส
ต่างจากบัวบูชาที่ขมวดคิ้วมุ่น
“คุณหมายถึงอะไร”
บัวบูชาไม่เข้าใจสิ่งที่องค์สมุทรากำลังกระทำหรือพูดออกมาเลยสักนิด
เขาทำเหมือนจะปล่อยมือจากกันอย่างไรอย่างนั้น
“ข้าขอให้เจ้ามีชีวิตที่มีความสุข
กลับไปใช้ชีวิตของเจ้าต่อไปเถิดบัวบูชา”
พรึบ!
แสงสีทองสว่างวาบ
พื้นดินเมืองบาดาลสั่นสะเทือนรุนแรงในยามที่องค์สมุทราได้ตัดสินใจทำบางสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงลงไป
ราชานาคราชปล่อยดวงวิญญาณของบัวบูชากลับเข้าร่างเดิมที่กำลังนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล
โดยไม่เปิดโอกาสให้บัวบูชาได้เอ่ยอะไรสักคำ
ทุกสิ่งล้วนเป็นการตัดสินใจขององค์สมุทราเพียงฝ่ายเดียว
เฮือก!!
บัวบูชาลืมตาตื่นขึ้น
ท่ามกลางความตกใจของบิดา เพื่อนสนิท
และพยาบาลที่กำลังเข็นร่างของเธอเข้าห้องเก็บศพ
“What
the heck!!?! (อะไรกันวะเนี่ย)”
ชินตะ
เพื่อนสนิทอีกคนของบัวบูชาที่รีบกลับมาจากต่างประเทศทันทีที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนสาวสะดุ้งตกใจจนหัวใจเกือบหยุดเต้น
โทรศัพท์มือถือที่กดส่งข้อความคุยกับแม่อยู่หลุดมือหล่นกระแทกพื้นเต็มแรง
“กรี๊ด!”
เอมรินร้องเสียงหลง
เธอขยับไปหลบหลังหมอศรุธด้วยความหวาดกลัว
“หนะ…
หนูบัว”
หมอศรุธพึมพำ
เขานิ่งไปเช่นกัน
ลูกสาวที่แพทย์เจ้าของไข้ระบุและประกาศวันเวลาเสียชีวิตไปแล้ว
อยู่ๆ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง
มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย
“พ่อคะ”
บัวบูชาหอบหายใจเข้าเต็มปอด
เธอมองหน้าบิดาที่สวมชุดดำด้วยแววตาตื่นตระหนก
หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นมองรอบข้าง
หัวใจดวงน้อยสั่นระรัว
เมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในเมืองนาคาอีกแล้ว
รอบตัวเธอคือทางเดินเท้าในโรงพยาบาลที่ด้านหน้ามีประตูห้องเก็บศพเปิดรอรับอยู่
“แล้วเขาล่ะ
องค์ราชาอยู่ที่ไหน”
บัวบูชาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าถ้าตื่นช้ากว่านี้
ตัวเองคงถูกพาเข้าไปเก็บร่างไว้ด้านในห้องเย็นนั้นแล้ว เธอสนใจเพียงแต่องค์ราชาที่พูดเองคิดเอง
แถมยังตัดสินใจทำทุกอย่างโดยที่เธอไม่ทันได้อธิบายหรือตอบรับอะไรเลย
ประโยคที่ว่าอยู่ด้วยเพราะสงสารที่ออกจากปากองค์สมุทราราวกับอีกฝ่ายกำลังตัดพ้อตัวเองยังก้องอยู่ในหัว
บัวบูชาไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย
ทำไมองค์สมุทราถึงได้ใจร้ายแบบนี้
หรือเพราะเธอไม่ใช่ปทุมธาราแล้วกันแน่
เขาถึงได้ไม่ใยดีกันจนส่งเธอกลับมา
บัวบูชาน้ำตาคลอ
เธอหลุดเสียงสะอื้นไห้
บุคคลรอบตัวที่ยืนมองมาด้วยความตกตะลึงไม่ได้ดึงดูดสายตาของบัวบูชาเลยสักนิด
“แกว่ายังไงนะบัว”
เอมรินเป็นคนแรกที่พอจะตั้งสติได้
ถึงอย่างนั้นก็กลัวเกินไปจะขยับเข้าใกล้เพื่อนไปมากกว่านี้
เมื่อกี้บัวบูชาพูดว่าองค์ราชางั้นหรอ
ราชาจากที่ไหนกัน
ราชาที่ว่านั่นหมายถึงราชาแห่งขุมนรก
หรือสวรรค์อะไรแบบนั้นรึเปล่า
เอมรินหันมองซ้ายขวา
ก่อนจะยกมือลูบต้นแขนด้วยท่าทางขนลุก
“ยูพูดอะไรอ่ะบัวบูชา”
ชินตะใจกล้าขยับก้าวเข้าไปใกล้เพื่อนสนิท
เพื่อฟังประโยคนั้นอีกครั้งให้แน่ใจ
“แล้วนี่…
ฟื้นขึ้นมาเป็นคนจริงๆ ใช่ไหม”
มือหนาเอื้อมไปแตะตัวขาวซีดที่โผล้พ้นขอบผ้าดิบสีขาวที่โรงพยาบาลนำมาใช้คลุมกาย
“ตัวอุ่นขึ้นมาแล้ว
เมื่อกี้ยังเย็นชืดอยู่เลย”
หนุ่มลูกครึ่งตาโต
ชินตะรีบคว้าข้อมือเล็กมาจับตำแหน่งชีพจรทันที
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน
บัวบูชากลับมาหายใจอีกครั้งได้ยังไง
หมอศรุธที่เห็นแบบนั้นก็หันไปบอกให้พยาบาลแจ้งแพทย์เจ้าของไข้
เพื่อพาตัวลูกสาวของตนกลับไปตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง
เขาจะไม่หาคำตอบว่าลูกฟื้นขึ้นมาได้ยังไง
ศรุธขอแค่ไม่เสียบัวบูชาไปแล้วเท่านั้นก็พอ
“นอนลงก่อนนะลูก
สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พ่อจะพาหนูกลับห้องพักฟื้น เราจะได้ตรวจร่างกายใหม่กัน”
ศรุธดีใจที่ลูกสาวฟื้นขึ้นมาจนร้องไห้
บัวบูชาหยุดหายใจมานานหลายชั่วโมงแล้ว
ศรุธเองก็ตรวจดูให้แน่ใจอยู่หลายหนเพื่อยืนยันว่าเขาเสียลูกไปแล้วจริงๆ
อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า
บัวบูชาจะถูกฉีดฟอร์มาลีน ก่อนเก็บเข้าห้องเย็น
ศรุธไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าลูกสาวรู้สึกตัวช้าไปกว่านี้จะเป็นยังไง
เขาคงเสียบัวบูชาไปตลอดกาล
“พ่อคะ
บัวไม่เป็นไร”
บัวบูชาพร่ำบอก
ทว่าศรุธไม่คิดจะเชื่อง่ายๆ
“หนูพักก่อนเถอะนะ
เอาไว้หายดีขึ้นเราค่อยคุยกัน”
ตอนนี้บัวบูชาควรพักผ่อน
รอผลตรวจร่างกายที่ชัดเจนอีกครั้ง
ศรุธมีโอกาสได้ลูกสาวคืน
และเขาจะไม่ยอมให้อะไรมาพรากบัวบูชาไปจากอกอีก
“ไม่เอา
บัวอยากกลับบ้านคุณยาย”
“บ้านหลังนั้นมันไม่มีอยู่แต่แรกแล้วหนูบัว!”
ศรุธขบกรามแน่น
นึกโกรธตัวเองที่ปล่อยให้ลูกไปอยู่ที่นั่นตามลำพังร่วมเดือน
เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่เรือนผกาทิพย์เกิดเรื่องราวเลวร้ายขึ้น
แถมเรือนไม้ก็ถูกเผาจนไม่เหลือซาก
นายแพทย์คนเก่งไม่เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาบัวบูชาอยู่ที่นั่นได้อย่างไร
อะไรหลายอย่างจากปากชาวบ้านพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายที่พาลูกสาวมาส่งที่โรงพยาบาลนั่นเป็นใคร
ศรุธไม่รู้อะไรเลย
“ฮึก…
พ่อ”
สองแขนเล็กขยับไปกอดบิดาเอาไว้แน่น
เธอเจ็บไปทั้งหัวใจ
เจ็บที่ได้เห็นน้ำตาของผู้ให้กำเนิด
เจ็บจนจุกที่เธอต้องเสียคุณยายและครอบครัวในเรือนริมน้ำ
รวมถึงอาจเสียองค์สมุทราไปตลอดชีวิต
“บัวอยากกลับไปที่นั่น
พ่อให้บัวกลับไปเถอะนะ”
เธออยากกลับไปเห็นที่นั่นกลับตาอีกครั้ง
บางทีเธออาจได้เจอคุณยายเหมือนที่เคยเจอมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน
เจอน้ำปรุงและอนงค์ที่คอยดูแลกัน
ดีที่สุดอาจจะได้เจออังเต
เพราะแปลว่าบัวบูชาจะได้มีโอกาสเจอองค์สมุทราด้วยเช่นกัน
“พ่อไม่ยอมเสียเราไปอีกแล้ว”
ใจหนึ่งศรุธเผลอเชื่อไปแล้วว่าผกาทิพย์ตั้งใจพาวิญญาณหลานสาวไปอยู่ด้วยกัน
เขาเสียใจที่ต้องสูญเสียครอบครัวฝั่งภรรยาไป
ทั้งที่มันควรเป็นเรื่องที่เขาน่าจะใส่ใจแม่ยายมากกว่านี้
หมอศรุธไม่สามารถละเลยชีวิตของลูกสาวได้อีกแล้ว
“เห็นใจพ่อเถอะนะ”
เสียงเข้มสั่นไหว
เขากลัวว่าถ้าบัวบูชากลับไปที่นั่นอีกจะไม่มีโอกาสได้กลับคืนมา
นายแพทย์ใหญ่ที่เคยเห็นความตายของคนไข้และความสูญเสียมานับไม่ถ้วน
แต่เขากลับทำใจไม่ได้เลยถ้าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเอง
“พ่อมีแค่เราแล้วหนูบัว”
ศรุธหลุดสะอื้น
“แต่บัวอยากเจอเขา”
ริมฝีปากเล็กขบเม้มแน่น
หญิงสาวชั่งใจอยู่นานว่าควรพูดเรื่ององค์สมุทราออกไปดีหรือไม่
บัวบูชารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเดิมในอดีต
แต่เธอเผลอรู้สึกดีกับราชาอบอุ่นคนนั้นไปแล้ว
ทั้งที่เวลาที่อยู่ด้วยกันมันช่างสั้นนิดเดียว
“ขอบัวเจอเขาอีกครั้งได้ไหมคะ
พ่อพาบัวกลับไปหาเขาได้หรือเปล่า”
“ไอ้หมอนั่นเป็นใคร!
มันล่อลวงเราใช่ไหมหนูบัว”
ศรุธกัดฟันกรอด
เขาคิดว่าคนที่บัวบูชาพูดถึงคงเป็นชายหนุ่มสักคนที่ล่อลวงลูกสาวไปทำเรื่องไม่ดี
“เอ่อ
ผมว่าคุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนดีกว่าไหมครับ” ชินตะแทรกตัวเข้ามาห้าม เมื่อเห็นว่าบัวบูชากับพ่อคงคุยกันไม่รู้เรื่องในตอนนี้แน่
“ตอนนี้บัวพึ่งฟื้น
ผมว่าเราควรสนใจเรื่องสุขภาพเธอก่อน” ชินตะเตือน
“หนูเห็นด้วยนะคะ
เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยเถอะค่ะ”
เอมรินเอ่ยเสริม
ให้ศรุธพรูลมหายใจยาว ก่อนจะยอมอ่อนลง
“อืม
ขอบใจพวกเธอมาก”
ศรุธหันมาสบตาบุตรสาวอีกครั้ง
“หนูบัว
ไปพักกับพ่อก่อนนะ”
“ไม่เอาค่ะ
ถ้าพ่อไม่พาไป บัวจะไปที่นั่นเอง”
บัวบูชารอช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว
เธอไม่พร้อมจะเสียทุกอย่างไปอีกครั้ง
เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่ยอมง่ายทำตามที่บอกง่ายๆ
ศรุธจึงหลบทางให้บุรุษพยาบาลเข้ามาช่วยกันล็อคแขนขาบัวบูชาเอาไว้กับเตียง
นายแพทย์ใหญ่จ้องมองลูกสาวด้วยสีหน้าเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ
เขาไม่อยากเห็นลูกในสภาพนี้
ไม่อยากเลย
“ฮึก
องค์สมุทรา! คนใจร้าย”
บัวบูชาตะโกนลั่น
หวังเพียงให้อีกฝ่ายได้ยิน
บิดาไม่มีทางยอมปล่อยเธอไปที่นั่นในเร็วๆ
นี้แน่ ทางเดียวที่จะเจอเขาได้ก็คงต้องร้องเรียกให้อีกฝ่ายมาหาเธอที่นี่เอง
องค์ราชายิ่งใหญ่มากไปด้วยอำนาจขนาดนั้น
เขาต้องได้ยินเสียงเรียกของเธอแน่
“ฮือ…
ไหนคุณบอกอยากให้อยู่ด้วยกันไงล่ะ”
บัวบูชาสะอื้น
พยายามออกแรงยื้อกับพยาบาลจนสายน้ำเกลือที่กำลังจะเจาะใหม่หลุดกระเด็น
เลือดสีแดงไหลนองเต็มมือ
เลอะไปทั่วผ้าปูที่นอน
ชินตะรีบพาเอมรินหลบออกจากภาพตรงหน้าทันที
มันคงเป็นภาพไม่น่ามองเท่าไหร่
โดยเฉพาะกับคนที่กลัวเลือดอย่างเขาและเอมริน
“คุณออกมาเลยนะ
ออกมาเดี๋ยวนี้!”
บัวบูชาร่ำไห้
เธอไม่รู้สึกเจ็บที่เลือดไหลออกจากหลังมือเลยสักนิด
หญิงสาวชาหนึบไปทั้งตัวและหัวใจ
“ห้ามใช้ยานอนหลับ
นี่คือความต้องการของผม”
ศรุธกำชับทีมหมอ
เขาเกรงว่าฤทธิ์ของยานอนหลับอาจทำให้บัวบูชาหลับไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีก
“ฮือ
ปล่อยนะ… พ่อคะ บอกให้พวกเขาปล่อยบัวเดี๋ยวนี้เลย”
“ถ้าเรายอมนอนให้ตรวจดีๆ
พรุ่งนี้พ่อจะพากลับไปบ้านคุณยาย”
ศรุธยอมเสนอหนทางนี้ออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้
ถ้ามันทำให้บัวบูชาสงบลงได้
เขาคงต้องยอม
บัวบูชาตวัดสายตามองหน้าบิดาด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง
หญิงสาวหยุดทุกการเคลื่อนไหวทันที
เธอพยักหน้ารับพร้อมกับยอมให้หมอและพยาบาลเข้ามาทำการรักษา
“สัญญานะคะ
พ่อสัญญาแล้วนะ”
“ครับ
พ่อสัญญา”
ศรุธผ่อนคลายอย่างนึกโล่งอก
ขอบคุณพระเจ้า
ขอบคุณจริงๆ
ที่ยังเห็นใจกัน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น