วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 21

 

 

 

บทที่ ๒๑

‘ฟื้นคืน’

 

 

 

องค์สมุทรากระแอมไอกลบความขัดเขินในใจ

ใบหน้าหล่อเหลาเรียบเฉย ทว่าในอกกลับปั่นป่วน

ในที่สุดวันนี้ก็มาถึง

วันที่องค์ราชาและเหล่าทหารทุกตนเฝ้ารอมานานแสนนาน

ข้ารับใช้มากมายต่างพากันมาต้อนรับอดีตราชินีที่หวนคืนบัลลังก์ด้วยหัวใจอิ่มเอม บ้างร่ำไห้ด้วยความปิติยินดี

องค์สมุทรานาคราชสั่งจัดงานเลี้ยงรื่นเริงที่ไม่เคยมีอีกเลยตั้งแต่เสียปทุมธาราไป

ทั้งหมดนี่ก็เพื่อต้อนรับบัวบูชาอย่างเป็นทางการ

เครื่องดนตรีบรรเลงเพลงมงคลที่ไม่มีใครได้ฟังมานานถูกหยิบจับออกมาอีกครั้ง

พระราชวังยามนี้มีเสียงเซ็งแซ่ครื้นเครง

องค์สมุทราแย้มยิ้มด้วยความปิติยินดี แววตาคู่คมไม่อาจละสายตาไปจากปทุมธาราคนใหม่ได้เลย

บัวบูชาเผลอเม้มปากแน่นด้วยความขวยเขิน

แม้ว่าทั้งองค์สมุทราและตัวเธอจะเอ่ยย้ำกับทุกคนในวังยังไงชาวนาคานครก็มักเรียกชื่อบัวบูชาเป็นปทุมธาราอยู่ร่ำไปด้วยความเคยชิน

มีก็แต่องค์สมุทราที่ไม่เคยเอื้อนเอ่ยชื่ออื่นใดออกจากปากนอกจากบัวบูชาเลยสักครั้ง

ตอนแรกบัวบูชาก็ไม่รู้สึกไม่พอใจ แต่พักหลังไปเธอก็เริ่มปล่อยวาง

อันที่จริงบัวบูชาเกรงว่าองค์ราชาหน้าโหดที่กำลังหยุดยืนอยู่ด้านข้างของเธอนั้นจะใจร้ายลงโทษคนอื่นที่ทำให้เธอไม่พอใจกันต่างหาก

ขนาดจารีย์ที่สนิทยังเคยเกือบถูกองค์สมุทราเอ่ยลงโทษที่เผลอเรียกเธอว่าองค์ปทุมธาราเลย

สีหน้าที่แสดงถึงรู้สึกผิดของเหล่าทหารและข้ารับใช้ที่รู้ตัวว่าเอ่ยพลาดดูหวาดกลัวองค์สมุทราจนเธอโกรธพวกเขาไม่ลง

บัวบูชาใช้เวลาทั้งวันเชยชมพระราชวังและสถานที่ต่างๆ ด้วยความตื่นตาตื่นใจ

อะไรที่นี่ล้วนแปลกใหม่สำหรับเธอ

ถ้ำหินธรรมชาติเป็นลวดลายงดงามวิจิตรอ่อนช้อย

ความงามอันเกิดจากธรรมชาติเป็นผู้สร้างทั้งนั้น

ต้นไม้ลำธารอุดมสมบูรณ์ เมื่อสูดอากาศเข้าปอดแล้วพาให้สดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เสียงวิหกร่ำร้อง โบยบินอย่างอิสระ

บัวบูชาแปลกใจนัก นอกจากที่นี่จะไม่ได้อาศัยอยู่ใต้น้ำเหมือนอย่างที่เคยคิดแล้ว กลับมีแผ่นดิน มีพื้นที่ให้ต้นไม้ใหญ่ได้เจริญเติบโตราวกับเป็นโลกอีกหนึ่งใบ

ทรัพย์สินแก้วแหวนเงินทองอันเป็นสมบัติราชวงศ์ถูกวางตกแต่งแทบทุกมุมพระราชวัง โดยไม่เกรงกลัวว่าผู้ใดจะมาขโมยออกไป

อัญมณีวิบวับส่องประกายระยิบระยับงดงามไม่ต่างดวงดาวสุกสกาวบนท้องฟ้า

ไข่มุกล้ำค่า เครื่องเพชรนิลจินดา และผลไม้นานาชนิดถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบและปราณีต

ทุกสิ่งในแคว้นทิสาธาราล้วนวิจิตรไม่อาจหาที่ติได้

บัวบูชาหลงใหลมันตั้งแต่แรกเห็น เธอรู้สึกรักและชื่นชอบจนปรารถนาอยากใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ไปนานๆ

เมื่อยามที่สองดวงตาสบกันคล้ายมีเพลงรักหวานหูบรรเลงขับขานโอบรอบกาย

องค์สมุทราและบัวบูชาไม่ได้เอื้อนเอ่ยคำพูดใด แต่หัวใจกลับสุขล้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

 

 

เจ้าโสภาปรากฏพี่สุขยิ่ง

แย้มขวัญมิ่งโลกาแสนสุขสันต์

ปรารถนานิรันดร์สุดอนันต์

เธอแลฉันสัมผัสกันต้องตา

 

มวลมาลาหมู่ใดมิดึงดูด

งามชะลูดเท่านวลนางตรงหน้า

โอ้ละหนอพี่มองเพียงมาหยา

หากต้องฆ่ารบฟันย่อมยินดี

 

นัยน์ตาสวยจ้องมองสบกับนัยน์ตาคมคาย ใบหน้าหวานร้อนวูบวาบ

นับตั้งแต่ที่ก้าวเท้าเข้ามาในพระราชวัง องค์สมุทราแทบจะมองบัวบูชาทุกขณะที่หายใจ

แก้มขาวสองข้างขึ้นสีแดงระเรื่อดูน่ามองยิ่งกว่าเก่า

แบบนี้เรียกว่าองค์สมุทราหลงใหลบัวบูชามากแล้วหรือเปล่านะ

 

 

 

 

 

 

“อันนี้คืออะไรหรอคะคุณอังเต”

บัวบูชาเผลอเดินเข้าไปคุยกับอังเต เพราะอีกฝ่ายเป็นคนเดียวที่เธอรู้จักในตอนนี้

บางครั้งได้พูดคุยกับคนอื่นๆ บ้างก็ดูเป็นเรื่องที่ดี อยู่กับองค์สมุทรามีแต่องครักษ์ล้อมหน้าล้อมหลังจนดูน่ากลัว

“น่าทานมากๆ เลยค่ะ”

“เอ่อ คือ… ”

อังเตแย้มยิ้ม นาคาหนุ่มกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ก็ถูกขัดจังหวะเสียก่อน

“สาหร่ายทะเล”

องค์สมุทราเดินเข้ามาเอ่ยเสียงเข้ม

“แค่มองด้วยตาก็รู้แล้ว เจ้าถามข้าก็ได้ ใยต้องถามจากผู้อื่น”

“คุณเป็นราชาทำไมถึงดูมีเวลาว่างเยอะจังล่ะคะ ไม่ต้องไปทำงานหรอ” บัวบูชาเอียงคอสงสัย

ตั้งแต่เธออยู่ที่นี่ อีกฝ่ายก็เอาแต่ตามติดกันเป็นเงาตามตัว

หญิงสาวไม่ได้รู้สึกอึดอัดกับเขาหรอก เธอรู้สึกเกร็งกับทหารมากมายที่ตามติดตัวเขานั่นต่างหาก

“เหอะ!”

องค์สมุทรายืดตัวเต็มความสูง ก่อนจะหมุนตัวเดินหนี

หมับ!

หญิงสาวเอื้อมมือไปกอดท่อนแขนแกร่งเอาไว้

“บัวขอโทษ คุณโกรธหรอคะ”

ท่าทางที่แสดงถึงความไม่พอใจ ทำเอาบัวบูชารีบขยับตัวเข้าไปหาทันที

องค์สมุทราตวัดตามองหญิงสาวคนเดียวที่กล้าแตะตัวเขาเรียบนิ่ง โดยไม่ได้ผละออกแต่อย่างใด

“อยู่ที่นี่บัวไม่รู้จักใครเลยนี่นา รอบตัวคุณมีแต่นายทหารหน้าตาเคร่งขรึม แล้วใครจะกล้าชวนคุย”

“เจ้าก็ชวนข้าคุยอย่างไรเล่า อยากอยู่กับข้าก็มิควรห่างข้าไปไหน”

“คุณเป็นตังเมหรือไงถึงต้องตัวติดกันตลอดเวลา”

หวังว่านาคาจะรู้สึกขนมเหนียวๆ ที่เรียกว่าตังเมนะ

ดูเหมือนว่าต่อให้รู้หรือไม่ องค์สมุทราก็ไม่สนใจสิ่งใดแล้วนอกจากบัวบูชาที่ยืนอยู่ตรงหน้า

“ตกลงเจ้าอยากอยู่ที่นี่เพราะข้า หรือเพราะสหายของข้ากันแน่!”

องค์สมุทราเผลอเสียงดังใส่ด้วยความหึงหวง ให้อังเตสะดุ้งด้วยความตกใจ

องครักษ์หนุ่มกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ เมื่อเห็นสายตาดุดันที่มองมา เขารีบขยับไปหาจารีย์เพื่อขอความช่วยเหลือ

“ข้าจักไปตรวจตรารอบเมืองเสียหน่อย เจ้าไปด้วยกันสิอังเต” จารีย์รีบเอ่ยชวนอย่างรู้งาน

อังเตพยักหน้ารับไม่ลังเล ก่อนจะรีบเดินตามเพื่อนออกไป

องค์สมุทรามองตามสององครักษ์ที่รีบร้อนออกไป ด้วยสีหน้าเอือมระอา

ราชาหนุ่มรู้ดีว่าอังเตและจารีย์ภักดีกับเขามากเพียงใด เขาก็แค่อดรู้สึกน้อยใจไม่ได้ที่บัวบูชาเลือกที่จะสนใจผู้อื่นมากกว่าตน

“เจ้ามากับข้า”

องค์สมุทราคว้าฝ่ามือเล็กมาประสานกันไว้ ก่อนจะพาเดินออกไปจากโถงงานเลี้ยง

“อยู่ที่นี่ใช่ว่าจักได้เสวยสุขเสียหน่อย เจ้าเองก็ควรมีหน้าที่ให้ทำเช่นกัน”

เห็นทีบัวบูชาคงว่างเกินไปจนมีเวลาไปพูดคุยเล่นสนุกกับผู้อื่น สมุทราคงต้องหาอะไรให้อีกฝ่ายทำฆ่าเวลาเสียหน่อยแล้ว

 

 

 

 

 

บัวบูชาเลิกคิ้วสงสัย เมื่อเดินมาถึงห้องอะไรบางอย่างที่เต็มไปด้วยกองกระดาษและเล่มหนังสือปกหนามากมาย

มือหนาหยิบหนึ่งในสมุดจดบันทึกเล่มใหญ่ยื่นมาให้บัวบูชาจ้องมองมันด้วยความไม่เข้าใจ

“นี่เป็นบัญชีรายชื่อของผู้ขอพร เจ้าต้องจดจำรายละเอียดทั้งหมดให้ได้ ห้ามตกแม้แต่ผู้เดียว”

“คะ?!”

“จากนั้นให้มารายงานข้าทุกคืนวันเพ็ญ”

“นี่คุณพูดจริงหรอคะ อย่าว่าแต่รายชื่อพวกนี้เลยค่ะ คืนวันเพ็ญคือคืนไหนบัวยังไม่รู้เลย”

“แหงนมองท้องฟ้าเอาสิ หรือจักไปถามอังเตก็ตามแต่ใจเจ้า”

บัวบูชาชะงักค้างกับอาการหึงโหดที่ไม่เคยเจอ

หญิงสาวรีบเข้าไปกอดเอวหนาเอาไว้ และอ้อนขอความเมตตาทันที

“บัวขอโทษ ต่อจากนี้จะคุยแต่กับคุณแค่คนเดียว”

นัยน์ตาคู่สวยช้อนขึ้นมองสบตาเช่นเดียวกับที่เคยทำกับบิดา

“อย่าใจร้ายใส่กันแบบนี้เลยนะคะองค์ราชา”

สองเราเจอกันเพียงไม่นาน ทว่าความรู้สึกภายในใจของเธอกลับเต็มไปด้วยเสียงเรียกร้องหาองค์สมุทรา

องค์ราชาตรงหน้ามีความหมายกับบัวบูชามากจนไม่เข้าใจตัวเอง

สมุทราหันมองด้วยแววตาดุดัน หากแต่ในใจกลับอ่อนยวบราวกับลูกนกน้อยในกำมือนาง

ใบหน้า แววตา ท่าทางออดอ้อนเหล่านั้นทำเขาเสียอาการไม่น้อย

“เอ่อ…”

องค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่ผละออกจากอ้อมกอด เมื่อรู้สึกตัว

“เห็นหรือยังว่าอยู่กับข้านั้นน่าเบื่อเพียงไหน เจ้ามิคิดอยากเปลี่ยนใจจริงหรือ”

ราชาหนุ่มทำสิ่งเดิมนับร้อยนับพันปี มีกิจวัตรเดิมวนไปวนมาในทุกวัน พูดคุยกับใครแต่ละวันยังนับคำได้

แล้วมนุษย์อย่างบัวบูชาจะทนได้อีกนานแค่ไหนกัน

“คุณไม่อยากให้บัวอยู่ที่นี่หรอคะ”

“อยากสิ” องค์ราชาตอบแบบทันที โดยไม่หยุดคิด

“แต่ท่าทางเจ้าดูคล้ายจะเบื่อที่ต้องอยู่ท่ามกลางความเงียบงัน ทั้งยังต้องมีพิธีรีตอง”

เหล่าทหารรวมตัวเขาล้วนแล้วแต่ทำหน้านิ่งดั่งรูปปั้น หญิงงามที่ไหนจะสนใจอยากอยู่ร่วม

สมุทราคุยสนุกได้ไม่เท่าอังเต ใจดีได้ไม่เท่าจารีย์  แต่ก็พยายามแล้วที่จะทำให้บัวบูชาไม่อึดอัดใจ

มันช่างยากเย็น

ด้วยอำนาจหน้าที่ที่แม้แต่ยิ้มก็ยังทำได้ยาก สมุทรากลัวว่าวันหนึ่งบัวบูชาที่แสนสดใสคนนี้จะไร้รอยยิ้มและเสียงหัวเราะ

เขาเกรงว่าในท้ายที่สุด เธอจะต้องเผชิญกับความเจ็บปวดฝืนทนดั่งที่ปทุมธาราเคยเป็น

“บัวแค่ไม่ชินที่ทุกอย่างมันแปลกใหม่ไปหมด แต่บัวไม่ได้เบื่อนะคะ”

ริมฝีปากเล็กเม้มเข้าหากัน เธอรีบบอกความรู้สึกของตัวเองออกไป กลัวเหลือเกินว่าอีกฝ่ายจะคิดไปไกลจนเครียดกับเรื่องนี้

“เพียงแต่ว่า คุณดูสูงส่งเกินกว่าที่บัวจะเอื้อมถึง”

บัวบูชาพยายามไม่คิดถึงเรื่องความเหมาะสมแล้ว แต่ทุกย่างก้าวที่เดินอยู่ในวัง ความแตกต่างระหว่างเขาและเธอ ทำเอาอดคิดเปรียบเทียบไม่ได้

องค์สมุทราทรุดกายลง โน้มใบหน้าเข้าหา เพื่อให้ใบหน้าของเราอยู่ในระดับเดียวกัน

“ทำเช่นนี้ตัวข้ากับเจ้าก็เท่ากันแล้วใช่หรือไม่”

ท่าทางน่าเอ็นดู ทำบัวบูชาหลุดยิ้มหวาน

ความกังวลมากมายในหัวใจหายเป็นปลิดทิ้ง

เป็นอย่างที่องค์สมุทราเคยบอกไว้จริงๆ เพียงแค่มีเราทั้งสองยืนอยู่ตรงหน้าก็ไม่ควรสนใจสิ่งอื่นใด

“ขอบใจเจ้าที่ยอมอยู่ด้วยเพราะสงสารข้า ข้าว่าข้าพร้อมแล้วที่จักปล่อยเจ้าไป”

การมีอยู่ของมนุษย์อย่างบัวบูชา แม้จะยังมีเสี้ยวดวงจิตของปทุมธาราแฝงอยู่ แต่ทุกอย่างกลับดูผิดเพี้ยน

สมุทรากำลังฝืนชะตา ฝืนในสิ่งที่มันไม่ควรจะเป็น

ท่ามกลางสายตาประชาชนและเหล่าทหาร แม้ไม่มีผู้ใดกล้าค้าน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย

อย่างที่บัวบูชาบอกมาตลอดว่าเธอไม่ใช่ปทุมธารา มันไม่ยุติธรรมเลยที่จะกักขังนางไว้ที่นาคานครแห่งนี้ดั่งที่ตนเคยทำในอดีต

บางทีทางออกที่ดีที่สุดระหว่างสองเราอาจเป็นการเริ่มต้นใหม่ ไม่ใช่วนกลับมาเจอกันในสถานที่เดิมที่เปี่ยมด้วยความทรงจำเลวร้ายมากมาย

ฝ่ามือหนาของเขาเปื้อนเลือดมานับไม่ถ้วน บัวบูชากลับใจดีส่งยิ้มมาให้กันได้อีก

องค์สมุทราขยับไปสวมกอดบัวบูชาเอาไว้แนบแน่น

นัยน์ตาคู่คมเอ่อคลอไปด้วยหยาดน้ำใส ต่างจากบัวบูชาที่ขมวดคิ้วมุ่น

“คุณหมายถึงอะไร”

บัวบูชาไม่เข้าใจสิ่งที่องค์สมุทรากำลังกระทำหรือพูดออกมาเลยสักนิด

เขาทำเหมือนจะปล่อยมือจากกันอย่างไรอย่างนั้น

“ข้าขอให้เจ้ามีชีวิตที่มีความสุข กลับไปใช้ชีวิตของเจ้าต่อไปเถิดบัวบูชา”

พรึบ!

แสงสีทองสว่างวาบ พื้นดินเมืองบาดาลสั่นสะเทือนรุนแรงในยามที่องค์สมุทราได้ตัดสินใจทำบางสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงลงไป

ราชานาคราชปล่อยดวงวิญญาณของบัวบูชากลับเข้าร่างเดิมที่กำลังนอนอยู่บนเตียงโรงพยาบาล โดยไม่เปิดโอกาสให้บัวบูชาได้เอ่ยอะไรสักคำ

ทุกสิ่งล้วนเป็นการตัดสินใจขององค์สมุทราเพียงฝ่ายเดียว

 

 

 

 

 

เฮือก!!

บัวบูชาลืมตาตื่นขึ้น ท่ามกลางความตกใจของบิดา เพื่อนสนิท และพยาบาลที่กำลังเข็นร่างของเธอเข้าห้องเก็บศพ

What the heck!!?! (อะไรกันวะเนี่ย)”

ชินตะ เพื่อนสนิทอีกคนของบัวบูชาที่รีบกลับมาจากต่างประเทศทันทีที่รู้ข่าวการเสียชีวิตของเพื่อนสาวสะดุ้งตกใจจนหัวใจเกือบหยุดเต้น

โทรศัพท์มือถือที่กดส่งข้อความคุยกับแม่อยู่หลุดมือหล่นกระแทกพื้นเต็มแรง

“กรี๊ด!”

เอมรินร้องเสียงหลง เธอขยับไปหลบหลังหมอศรุธด้วยความหวาดกลัว

“หนะ… หนูบัว”

หมอศรุธพึมพำ เขานิ่งไปเช่นกัน

ลูกสาวที่แพทย์เจ้าของไข้ระบุและประกาศวันเวลาเสียชีวิตไปแล้ว อยู่ๆ กลับฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง

มันแทบเป็นไปไม่ได้เลย

“พ่อคะ”

บัวบูชาหอบหายใจเข้าเต็มปอด เธอมองหน้าบิดาที่สวมชุดดำด้วยแววตาตื่นตระหนก

หญิงสาวเด้งตัวลุกขึ้นมองรอบข้าง

หัวใจดวงน้อยสั่นระรัว เมื่อพบว่าตัวเองไม่ได้อยู่ในเมืองนาคาอีกแล้ว

รอบตัวเธอคือทางเดินเท้าในโรงพยาบาลที่ด้านหน้ามีประตูห้องเก็บศพเปิดรอรับอยู่

“แล้วเขาล่ะ องค์ราชาอยู่ที่ไหน”

บัวบูชาไม่สนใจด้วยซ้ำว่าถ้าตื่นช้ากว่านี้ ตัวเองคงถูกพาเข้าไปเก็บร่างไว้ด้านในห้องเย็นนั้นแล้ว เธอสนใจเพียงแต่องค์ราชาที่พูดเองคิดเอง แถมยังตัดสินใจทำทุกอย่างโดยที่เธอไม่ทันได้อธิบายหรือตอบรับอะไรเลย

ประโยคที่ว่าอยู่ด้วยเพราะสงสารที่ออกจากปากองค์สมุทราราวกับอีกฝ่ายกำลังตัดพ้อตัวเองยังก้องอยู่ในหัว

บัวบูชาไม่ได้คิดแบบนั้นสักหน่อย

ทำไมองค์สมุทราถึงได้ใจร้ายแบบนี้

หรือเพราะเธอไม่ใช่ปทุมธาราแล้วกันแน่ เขาถึงได้ไม่ใยดีกันจนส่งเธอกลับมา

บัวบูชาน้ำตาคลอ เธอหลุดเสียงสะอื้นไห้

บุคคลรอบตัวที่ยืนมองมาด้วยความตกตะลึงไม่ได้ดึงดูดสายตาของบัวบูชาเลยสักนิด

“แกว่ายังไงนะบัว”

เอมรินเป็นคนแรกที่พอจะตั้งสติได้ ถึงอย่างนั้นก็กลัวเกินไปจะขยับเข้าใกล้เพื่อนไปมากกว่านี้

เมื่อกี้บัวบูชาพูดว่าองค์ราชางั้นหรอ

ราชาจากที่ไหนกัน

ราชาที่ว่านั่นหมายถึงราชาแห่งขุมนรก หรือสวรรค์อะไรแบบนั้นรึเปล่า

เอมรินหันมองซ้ายขวา ก่อนจะยกมือลูบต้นแขนด้วยท่าทางขนลุก

“ยูพูดอะไรอ่ะบัวบูชา”

ชินตะใจกล้าขยับก้าวเข้าไปใกล้เพื่อนสนิท เพื่อฟังประโยคนั้นอีกครั้งให้แน่ใจ

“แล้วนี่… ฟื้นขึ้นมาเป็นคนจริงๆ ใช่ไหม”

มือหนาเอื้อมไปแตะตัวขาวซีดที่โผล้พ้นขอบผ้าดิบสีขาวที่โรงพยาบาลนำมาใช้คลุมกาย

“ตัวอุ่นขึ้นมาแล้ว เมื่อกี้ยังเย็นชืดอยู่เลย”

หนุ่มลูกครึ่งตาโต ชินตะรีบคว้าข้อมือเล็กมาจับตำแหน่งชีพจรทันที

นี่มันเกิดอะไรขึ้นกัน

บัวบูชากลับมาหายใจอีกครั้งได้ยังไง

หมอศรุธที่เห็นแบบนั้นก็หันไปบอกให้พยาบาลแจ้งแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อพาตัวลูกสาวของตนกลับไปตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง

เขาจะไม่หาคำตอบว่าลูกฟื้นขึ้นมาได้ยังไง ศรุธขอแค่ไม่เสียบัวบูชาไปแล้วเท่านั้นก็พอ

“นอนลงก่อนนะลูก สูดลมหายใจเข้าลึกๆ พ่อจะพาหนูกลับห้องพักฟื้น เราจะได้ตรวจร่างกายใหม่กัน”

ศรุธดีใจที่ลูกสาวฟื้นขึ้นมาจนร้องไห้

บัวบูชาหยุดหายใจมานานหลายชั่วโมงแล้ว ศรุธเองก็ตรวจดูให้แน่ใจอยู่หลายหนเพื่อยืนยันว่าเขาเสียลูกไปแล้วจริงๆ 

อีกไม่กี่นาทีข้างหน้า บัวบูชาจะถูกฉีดฟอร์มาลีน ก่อนเก็บเข้าห้องเย็น

ศรุธไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้าลูกสาวรู้สึกตัวช้าไปกว่านี้จะเป็นยังไง

เขาคงเสียบัวบูชาไปตลอดกาล

“พ่อคะ บัวไม่เป็นไร”

บัวบูชาพร่ำบอก ทว่าศรุธไม่คิดจะเชื่อง่ายๆ

“หนูพักก่อนเถอะนะ เอาไว้หายดีขึ้นเราค่อยคุยกัน”

ตอนนี้บัวบูชาควรพักผ่อน รอผลตรวจร่างกายที่ชัดเจนอีกครั้ง

ศรุธมีโอกาสได้ลูกสาวคืน และเขาจะไม่ยอมให้อะไรมาพรากบัวบูชาไปจากอกอีก

“ไม่เอา บัวอยากกลับบ้านคุณยาย”

“บ้านหลังนั้นมันไม่มีอยู่แต่แรกแล้วหนูบัว!”

ศรุธขบกรามแน่น นึกโกรธตัวเองที่ปล่อยให้ลูกไปอยู่ที่นั่นตามลำพังร่วมเดือน

เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าที่เรือนผกาทิพย์เกิดเรื่องราวเลวร้ายขึ้น แถมเรือนไม้ก็ถูกเผาจนไม่เหลือซาก

นายแพทย์คนเก่งไม่เข้าใจเลยว่าที่ผ่านมาบัวบูชาอยู่ที่นั่นได้อย่างไร

อะไรหลายอย่างจากปากชาวบ้านพิสูจน์ไม่ได้ด้วยวิทยาศาสตร์ เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผู้ชายที่พาลูกสาวมาส่งที่โรงพยาบาลนั่นเป็นใคร

ศรุธไม่รู้อะไรเลย

“ฮึก… พ่อ”

สองแขนเล็กขยับไปกอดบิดาเอาไว้แน่น

เธอเจ็บไปทั้งหัวใจ

เจ็บที่ได้เห็นน้ำตาของผู้ให้กำเนิด

เจ็บจนจุกที่เธอต้องเสียคุณยายและครอบครัวในเรือนริมน้ำ รวมถึงอาจเสียองค์สมุทราไปตลอดชีวิต

“บัวอยากกลับไปที่นั่น พ่อให้บัวกลับไปเถอะนะ”

เธออยากกลับไปเห็นที่นั่นกลับตาอีกครั้ง

บางทีเธออาจได้เจอคุณยายเหมือนที่เคยเจอมาตลอดเกือบหนึ่งเดือน เจอน้ำปรุงและอนงค์ที่คอยดูแลกัน

ดีที่สุดอาจจะได้เจออังเต เพราะแปลว่าบัวบูชาจะได้มีโอกาสเจอองค์สมุทราด้วยเช่นกัน

“พ่อไม่ยอมเสียเราไปอีกแล้ว”

ใจหนึ่งศรุธเผลอเชื่อไปแล้วว่าผกาทิพย์ตั้งใจพาวิญญาณหลานสาวไปอยู่ด้วยกัน

เขาเสียใจที่ต้องสูญเสียครอบครัวฝั่งภรรยาไป ทั้งที่มันควรเป็นเรื่องที่เขาน่าจะใส่ใจแม่ยายมากกว่านี้

หมอศรุธไม่สามารถละเลยชีวิตของลูกสาวได้อีกแล้ว

“เห็นใจพ่อเถอะนะ” เสียงเข้มสั่นไหว

เขากลัวว่าถ้าบัวบูชากลับไปที่นั่นอีกจะไม่มีโอกาสได้กลับคืนมา

นายแพทย์ใหญ่ที่เคยเห็นความตายของคนไข้และความสูญเสียมานับไม่ถ้วน แต่เขากลับทำใจไม่ได้เลยถ้าเรื่องเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับตัวเอง

“พ่อมีแค่เราแล้วหนูบัว”

ศรุธหลุดสะอื้น

“แต่บัวอยากเจอเขา”

ริมฝีปากเล็กขบเม้มแน่น หญิงสาวชั่งใจอยู่นานว่าควรพูดเรื่ององค์สมุทราออกไปดีหรือไม่

บัวบูชารู้ว่าตัวเองไม่ใช่คนเดิมในอดีต แต่เธอเผลอรู้สึกดีกับราชาอบอุ่นคนนั้นไปแล้ว ทั้งที่เวลาที่อยู่ด้วยกันมันช่างสั้นนิดเดียว

“ขอบัวเจอเขาอีกครั้งได้ไหมคะ พ่อพาบัวกลับไปหาเขาได้หรือเปล่า”

“ไอ้หมอนั่นเป็นใคร! มันล่อลวงเราใช่ไหมหนูบัว”

ศรุธกัดฟันกรอด เขาคิดว่าคนที่บัวบูชาพูดถึงคงเป็นชายหนุ่มสักคนที่ล่อลวงลูกสาวไปทำเรื่องไม่ดี

“เอ่อ ผมว่าคุณพ่อใจเย็นๆ ก่อนดีกว่าไหมครับ” ชินตะแทรกตัวเข้ามาห้าม เมื่อเห็นว่าบัวบูชากับพ่อคงคุยกันไม่รู้เรื่องในตอนนี้แน่

“ตอนนี้บัวพึ่งฟื้น ผมว่าเราควรสนใจเรื่องสุขภาพเธอก่อน” ชินตะเตือน

“หนูเห็นด้วยนะคะ เรื่องอื่นเอาไว้ค่อยคุยเถอะค่ะ”

เอมรินเอ่ยเสริม ให้ศรุธพรูลมหายใจยาว ก่อนจะยอมอ่อนลง

“อืม ขอบใจพวกเธอมาก”

ศรุธหันมาสบตาบุตรสาวอีกครั้ง

“หนูบัว ไปพักกับพ่อก่อนนะ”

“ไม่เอาค่ะ ถ้าพ่อไม่พาไป บัวจะไปที่นั่นเอง”

บัวบูชารอช้ากว่านี้ไม่ได้แล้ว เธอไม่พร้อมจะเสียทุกอย่างไปอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าลูกสาวไม่ยอมง่ายทำตามที่บอกง่ายๆ  ศรุธจึงหลบทางให้บุรุษพยาบาลเข้ามาช่วยกันล็อคแขนขาบัวบูชาเอาไว้กับเตียง

นายแพทย์ใหญ่จ้องมองลูกสาวด้วยสีหน้าเจ็บปวดเจียนจะขาดใจ

เขาไม่อยากเห็นลูกในสภาพนี้

ไม่อยากเลย

“ฮึก องค์สมุทรา! คนใจร้าย”

บัวบูชาตะโกนลั่น หวังเพียงให้อีกฝ่ายได้ยิน

บิดาไม่มีทางยอมปล่อยเธอไปที่นั่นในเร็วๆ นี้แน่ ทางเดียวที่จะเจอเขาได้ก็คงต้องร้องเรียกให้อีกฝ่ายมาหาเธอที่นี่เอง

องค์ราชายิ่งใหญ่มากไปด้วยอำนาจขนาดนั้น

เขาต้องได้ยินเสียงเรียกของเธอแน่

“ฮือ… ไหนคุณบอกอยากให้อยู่ด้วยกันไงล่ะ”

บัวบูชาสะอื้น พยายามออกแรงยื้อกับพยาบาลจนสายน้ำเกลือที่กำลังจะเจาะใหม่หลุดกระเด็น

เลือดสีแดงไหลนองเต็มมือ เลอะไปทั่วผ้าปูที่นอน

ชินตะรีบพาเอมรินหลบออกจากภาพตรงหน้าทันที

มันคงเป็นภาพไม่น่ามองเท่าไหร่ โดยเฉพาะกับคนที่กลัวเลือดอย่างเขาและเอมริน

“คุณออกมาเลยนะ ออกมาเดี๋ยวนี้!”

บัวบูชาร่ำไห้ เธอไม่รู้สึกเจ็บที่เลือดไหลออกจากหลังมือเลยสักนิด หญิงสาวชาหนึบไปทั้งตัวและหัวใจ

“ห้ามใช้ยานอนหลับ นี่คือความต้องการของผม”

ศรุธกำชับทีมหมอ เขาเกรงว่าฤทธิ์ของยานอนหลับอาจทำให้บัวบูชาหลับไปแล้วไม่ฟื้นขึ้นมาอีก

“ฮือ ปล่อยนะ… พ่อคะ บอกให้พวกเขาปล่อยบัวเดี๋ยวนี้เลย”

“ถ้าเรายอมนอนให้ตรวจดีๆ พรุ่งนี้พ่อจะพากลับไปบ้านคุณยาย”

ศรุธยอมเสนอหนทางนี้ออกไปอย่างเลี่ยงไม่ได้

ถ้ามันทำให้บัวบูชาสงบลงได้ เขาคงต้องยอม

บัวบูชาตวัดสายตามองหน้าบิดาด้วยแววตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง หญิงสาวหยุดทุกการเคลื่อนไหวทันที

เธอพยักหน้ารับพร้อมกับยอมให้หมอและพยาบาลเข้ามาทำการรักษา

“สัญญานะคะ พ่อสัญญาแล้วนะ”

“ครับ พ่อสัญญา”

ศรุธผ่อนคลายอย่างนึกโล่งอก

ขอบคุณพระเจ้า

ขอบคุณจริงๆ ที่ยังเห็นใจกัน

 

 

 

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...