บทที่ ๒๐
‘องค์ราชาปรากฏตัว’
“อำคา!”
นาคาหนุ่มตะโกนเสียงดังลั่น
มือหนากระชากบานประตูห้องออกมาด้วยความรีบร้อน
แทนที่จะเจออำคาอย่างที่คาดหวัง
อังเตกลับพบเพียงมนุษย์หลายคนที่หันมามองตนเป็นตาเดียว
“เอ่อ…
มีอะไรรึเปล่าคะคุณ”
พยาบาลสาวใจกล้าเอ่ยเสียงอึกอัก
เสียงตะโกนของอังเตนั้นดังมากพอให้ได้ยินก้องไปทั่วโซนพยาบาล
“โรงพยาบาลห้ามส่งเสียงดังนะคะคุณ”
สายตาดุๆ
ปนตำหนิของพยาบาลวัยกลางคนที่ยืนจ้องมา ทำให้อังเตรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก
“ขอโทษครับ”
อังเตโค้งตัวให้ทุกคน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องพักฟื้นของบัวบูชา
แสงไฟส่องสว่างดังเดิม
บัวบูชากลับมานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้
ทุกอย่างปกติราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น
อังเตขบกรามแน่น
องครักษ์หนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง เพื่อสร้างม่านพลังแยกโลกมนุษย์กับวิญญาณเอาไว้
ตัวม่านสีมรกตค่อยๆ
ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในห้อง ประตู หน้าต่าง กระทั่งเสร็จสมบูรณ์
เพื่อไม่ให้มนุษย์ด้านนอกได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน
“ออกมา!”
อังเตตะโกนกร้าวอย่างนึกโมโห
มองจากภายนอกอาจเห็นว่าบัวบูชายังนอนหลับอยู่ที่เดิม
แต่ความจริงจิตของเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว
แม้ว่าจอแสดงผลด้านข้างจะยังคงเห็นชีพจรเต้นอยู่ก็ตาม
ไอควันสีดำขมุกขมัวรายล้อมรอบเรือนร่างของบัวบูชาและจอมอนิเตอร์แสดงผล
“ไม่เจอกันนานเลยนะสหาย”
เสียงฝีเท้าหนักๆ
ของอำคาดังขึ้น พร้อมกับเสียงแหบพร่าน่าขนลุก
เห็นทีว่าอังเตคงประมาทอำคาเกินไป
อังเตไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าอำคาแฝงอยู่ใต้เตียงนอนของบัวบูชามาสักพักหนึ่งแล้ว
อันที่จริงวิญญาณของอำคานั่งอยู่เบาะหลังรถ
ตั้งแต่ตอนอังเตขับพาบัวบูชามาส่งที่โรงพยาบาลแล้วด้วยซ้ำ
เพราะความเป็นห่วงขององครักษ์ที่มีต่ออดีตราชินีจึงทำให้อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตหรือสัมผัสได้ถึงพลังเจือจางของอำคา
เขาพยายามซ่อนตัวเอาไว้ในมุมมืดสุดลึก
พลังทหารนาคาที่อำคาดูดกลืนมาจากถ้ำใต้น้ำนั้นไหลเวียนหล่อเลี้ยงวิญญาณให้เขาแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่
“ฮ้าว…
นิทานของเจ้าฟังแล้วช่างน่าเบื่อเสียจริง”
อำคาที่กลายเป็นนาคาภศิเต็มตัวแสยะยิ้ม
มือหนาข้างหนึ่งรั้งลำคอของบัวบูชาให้ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ กัน หญิงสาวตื่นจากนิทราทันที
“อึ่ก!
คุณอา”
บัวบูชาพยายามจับยึดท่อนแขนแกร่งของอีกคนเอาไว้ให้พอมีช่องว่างในการหายใจ
อำคาบีบรัดคอเธอจนแทบจะหายใจไม่ออก
“ทำเช่นนี้คิดหรือว่าเจ้าจักได้ทุกสิ่งที่ต้องการ”
อังเตตวาดลั่น
เขาเรียกอาวุธคู่กายมาถือไว้
“มิรู้สิ
แต่หากบัวบูชาตายด้วยน้ำมือข้า องค์ราชาของเจ้าคงได้ลงไปแดดิ้น”
อำคายิ้มเยาะราวกับผู้ชนะ
การเสียชีวิตของบัวบูชาถือเป็นการสิ้นสุดของคำลงทัณฑ์ที่ยาวนานเจ็ด
ชั่วอายุ
องค์สมุทรารอเวลานี้มานานด้วยหัวใจที่บอบช้ำ
หากวิญญาณของบัวบูชาที่กำลังจะตายนั้นจะติดอยู่ในบ่วงกรรมไม่ต่างจากเขา
ถ้าวิญญาณของหญิงสาวไม่ได้เข้าไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด
ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสมุทรานาคราชผู้ยิ่งใหญ่จะทำอย่างไร
องค์สมุทราต้องจมอยู่ในคำสาปแช่งตลอดกาล
แม้โทษทัณฑ์จะจบลง
คงสนุกน่าดู
อำคาแทบทนให้เวลานั้นมาถึงไม่ไหว
“มาอยู่ด้วยกันเถิดปทุมธารา
พี่สัญญาว่าหลังจากนี้จักมิทำร้ายให้เจ้าต้องตกใจ” เสียงกระซิบหลอนดังข้างใบหู
บัวบูชากัดปากแน่น
หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัว
“อาอำคา…
บัวไม่ใช่ปทุมธาราอีกแล้ว คุณก็ไม่ใช่ภศิแล้วเหมือนกัน
ปล่อยความแค้นทุกอย่างลงเถอะนะ”
บัวบูชามองว่าเรื่องของชาติที่แล้วมันเป็นสิ่งที่จบไปแล้ว
และเราไม่ควรผูกพันธนาการกันเอาไว้อีก
หากเอาแต่สาดเกมแค้นใส่กัน
มันจะไม่มีวันจบสิ้น
อังเตกัดฟันกรอด
เขาอยากเข้าไปฆ่าอำคาให้แตกสลายคามือ แต่ก็นึกห่วงความปลอดภัยของดวงจิตบัวบูชาที่แสนเปราะบาง
พลาดไปบัวบูชาอาจแตกสลายเอาได้
องค์ราชาสมุทรา!
กระหม่อมควรทำเช่นไรดี
พรึ่บ!
องค์สมุทราปรากฏตัวขึ้น
ร่างสูงตวัดคมดาบเพียงนิด
มือและแขนของอำคาที่เคยสัมผัสจิตวิญญาณของบัวบูชาอยู่ก็ขาดสะบั้นลงพื้น
“องค์สมุทรา!”
อำคาร้องโหยหวน
หยดเลือดสีเข้มสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียน
“กรี๊ด!”
บัวบูชาหลุดเสียงกรีดร้องดังลั่น
เธอรีบหลับตาแน่นเพื่อหลบหนีกับภาพสยดสยองตรงหน้า
หมับ!
มือหนาอบอุ่นของสมุทรารีบรั้งแขนเล็กเอาไว้ให้มายืนหลบด้านหลังตน
บัวบูชาค่อยๆ
ลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง
แผ่นหลังกว้างของผู้ที่เคยแต่ได้ยินชื่อ
แต่กลับไม่เคยได้พบตัวจริงเลยสักหน
ทำหัวใจดวงเล็กสั่นไหวระรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้
เขาน่ะหรอองค์สมุทรา
องค์ราชาที่ไม่ว่าใครต่างก็เกรงกลัว
“มึง!”
อำคามองหน้าองค์สมุทราด้วยความโกรธแค้น
หยดเลือดยังคงรินไหลออกจากต้นแขน บาดแผลสาหัสสร้างความเจ็บปวดให้แก่วิญญาณร้าย
“ข้ายังคงมองเห็นเจ้าอยู่ด้านในเสมอภศินาคา
เหตุใดเจ้าจึงเลือกที่จักผูกกรรมกับข้าเช่นนี้”
องค์สมุทราถามเสียงเรียบ
“กูจะฆ่ามึง!”
อำคาตะโกนกร้าว
เขาพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง
ทว่าองค์สมุทราก็หลบหลีกได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ลืมรั้งบัวบูชาให้หลบมาด้วยกัน
องค์สมุทรานาคาไม่ไว้ใจให้ผู้ใดทำหน้าที่ปกป้องบัวบูชาแทนตนอีกแล้ว
หากเกิดอะไรขึ้นกับบัวบูชาในชาตินี้ เขาคงไม่มีวันอภัยให้ตนเอง
ความโกรธขมุกขมัวในใจส่งผลให้อำคาเผยตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวออกมากขึ้น
ริมฝีปากดำเข้มฉีกออกกว้างถึงใบหู
กลิ่นเลือดเหม็นคลุ้งจนบัวบูชารู้สึกมวนท้องคล้ายอยากอาเจียน
ผิวหนังแห้งซูบผอมเหลือเพียงหนังห่อหุ้มกระดูก
ดวงตากลับกลายเป็นสีนิลสนิท
ก่อนจะไร้ซึ่งแววตา
ภาพคุณอาที่เคยเห็นหน้านับครั้งได้เพราะอีกฝ่ายมักติดงานจนไม่ค่อยได้กลับบ้านกำลังกลายเป็นผีร้ายน่ากลัว
บัวบูชาร้องไห้
เธอรู้สึกสงสารและเวทนาคุณอาของเธอเหลือเกิน
“ไอ้สมุทรา!”
อำคาคำรามลั่น
“บังอาจ!”
อังเตใช้หอกแหลมตวัดจ่อลำคออีกฝ่ายเอาไว้ทันที
“หากเจ้ายังมิหยุดการกระทำสามหาว
คมหอกข้าจักปักไปกลางคอเจ้าบัดเดี๋ยวนี้”
อำคาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่อคำขู่นั่นแต่อย่างใด วิญญาณร้ายได้แต่จ้องเขม็งไปยังองค์สมุทราด้วยเปลวไฟสุมทรวง
กองเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับไปง่ายๆ
หนทางเดียวที่มันจะดับสิ้นไปคงต้องดับไปพร้อมจิตของอำคากระมัง
บัวบูชาเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนแกร่งของสมุทราเอาไว้ก่อนจะเอ่ยร้องขอ
“คุณอย่าทำเขาเลยนะคะ
อาอำคาก็แค่หลงผิดไปเพราะความเจ็บปวดเท่านั้นเอง”
สัมผัสเพียงเล็กน้อยจากฝ่ามืออ่อนนุ่มของบัวบูชามีผลต่อหัวใจขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างชัดเจน
องค์สมุทราชะงักไปเล็กน้อย
นี่นับเป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสกัน
ทั้งยังใกล้ชิดมากจนแทบลืมหายใจ
บัวบูชารีบผละมือออกเมื่อเห็นสายตาที่มองกลับมา
“อย่าทำร้ายอาอำคาเลยนะคะ
อย่าผูกเวรผูกกรรมต่อกันไปอีกเลย บัวไม่อยากให้ใครต้องมาชดใช้อะไรอีกแล้ว”
“เห็นแก่เจ้าว่าเช่นนั้น”
องค์สมุทราเอ่ยยามสบตากับบัวบูชา
คำพูดของบัวบูชา
ทำให้องค์สมุทราใจอ่อน
ทว่าฝ่ามือแกร่งกลับเขวี้ยงดาบปักกลางอกของอำคาเต็มแรงอย่างเฉียบขาดและแม่นยำ
“อ๊าก!”
เสียงหวีดร้องโหยหวนทุกข์ทรมานของผีอำคาดังก้องแสบแก้วหู
บัวบูชายกมือขึ้นปิดหูของตัวเองเอาไว้อย่างทนไม่ไหว
อำคาเจ็บปวดแสนสาหัสจากคมดาบเล่มโปรดของพญานาคราชที่ไม่เคยนำมาใช้สังหารผู้ใดเลยนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงคราม
ไม่มีผู้ใดได้ลิ้มลองความเจ็บปวดจากมันมานาน
คมดาบองค์สมุทราเป็นที่เลื่องชื่อลือชาถึงความน่าเกรงขาม
เพียงแค่ชักออกจากฝัก
ศัตรูก็ต้องหวั่นเกรง
เพียงถือไว้ที่ฝ่ามือ
ก็ไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากเพลงดาบอันแม่นยำนี้ไปได้
องค์สมุทราตวัดสายตามองจิตวิญญาณของอำคาอีกครั้ง
ก่อนจะตัดสินใจส่งอีกฝ่ายไปยังสถานที่หนึ่งที่จะไม่มีทางหวนกลับมาทำร้ายผู้ใดได้อีก
กลุ่มหมอกควันของอำคาเลือนหายเหลือเพียงเถ้าธุลี
ดวงจิตแหลกสลายลอยฟุ้งออกไปจากบานหน้าต่างที่ค่อยๆ เปิดออก
โดยมีแสงจันทร์ช่วยนำทางไปยังทิศทางที่ควรเดินไป
เหล่าทหารทั้งหลายต่างพากันยืนอึ้ง
ไม่เว้นแม้แต่จารีย์หรืออังเตที่เผลอคิดว่าราชาของตนนั้นยอมเอนอ่อนลงให้กับคำขอของบัวบูชาไปแล้ว
บัวบูชามองภาพตรงหน้า
พร้อมกับน้ำตาที่รินไหล
หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าถูกพรากครอบครัวให้จากไปเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ด้วยน้ำมือของราชาผู้นี้
ความเสียใจฝังลึกไม่เคยจางหาย
ดวงตากลมค่อยๆ
ปิดลงยามคิดอธิษฐาน
‘ด้วยบุญกุศลที่บัวเคยทำมา
บัวขอให้อาอำคาหลุดพ้นจากความทุกข์ ขอให้อาได้พบกับความสุขจริงๆ สักที’
บัวบูชาไม่รู้หรอกว่าองค์สมุทราส่งคุณอาของเธอให้เดินทางไปที่ใด
หวังว่าสถานที่แห่งนั้นจะสุขสงบมากพอ และสามารถปลอบประโลมหัวใจที่มีแต่ความไฟแค้นให้มอดลง
ดวงดาวบนท้องฟ้ามีมากมายในค่ำคืนนี้
แต่มีดาวหน่ึงดวงที่ส่องสว่างมากกว่าดวงอื่นๆ
ครอบครัวของเธอกำลังมองลงมาอยู่ใช่รึเปล่านะ
บัวบูชาระบายยิ้มทั้งน้ำตา
หากลมหายใจของเธอจะทำให้โทษทัณฑ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงไปพร้อมกับคำสาปแช่งที่ผูกไว้กับองค์สมุทรา
บัวบูชาก็จะยอมรับมันแต่โดยดี
บรรยากาศรอบข้างภายในห้องพักฟื้นกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง
เหล่านาคาทุกตนหายตัวไปราวกับเรื่องราวเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง
เช่นเดียวกับสัญญาณชีพจรของบัวบูชาในจอมอมิเตอร์ที่ค่อยๆ
จางหายไปจนกลายเป็นเส้นตรง
ติ๊ดดดดดดด!!!
แสงสีขาวสว่างวาบเข้ามาในดวงตาของบัวบูชาจนหญิงสาวต้องหยีตาและยกมือขึ้นบังเอาไว้
แสงเหล่านั้นค่อยๆ
จางหายไป เหลือเพียงร่างเล็กของเธอที่กำลังยืนอยู่ใจกลางถ้ำหิน
ที่นี่แตกต่างจากถ้ำใต้น้ำมืดมิดนั่นสิ้นเชิง
บัวบูชารู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยมาที่นี่มาก่อน
รอบตัวถ้ำเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด
ถ้ำหินที่ควรอยู่ใต้ธารน้ำกลับอยู่สูงเสียดฟ้าบนภูเขาเขียวขจี
นั่นทำให้บัวบูชาแปลกใจ
กรุ๊งกริ๊ง!
หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย
เมื่อได้ยินเสียงกระพรวนยามขยับกาย เธอก้มลงมองตัวเอง
ชุดโรงพยาบาลสีอ่อนที่เคยสวมอยู่ก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นชุดแต่งกายโบราณสีชมพูกลีบบัวพร้อมเครื่องประดับอัญมณีและทองคำแวววาวเปล่งประกาย
องค์สมุทราปรากฏกายขึ้น
ก่อนจะส่งมือยื่นให้กับหญิงผู้เป็นที่รักที่เขาเฝ้ารอมานานแสนนาน
ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้พบกัน
โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคำสาปแช่งและโทษทัณฑ์นั่นอีก
นัยน์ตาคมสบกับดวงตาคู่สวยอย่างมีความหมาย
ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรดูผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน
คิ้วเข้มเรียงกันเป็นระเบียบ
นัยน์ตาคมคายสีทองเรืองรองคล้ายมีมวลพลังกลิ้งวนอยู่ภายใน
ปลายจมูกโด่งรันรับกับกรอบหน้าอย่างได้รูป
ริมฝีปากหยักสุขภาพดี
บัวบูชาเงยหน้าขึ้นมองด้วยอารมณ์หลากหลาย
มือเล็กเกือบเผลอเอื้อมไปหาแล้ว ทว่าบางอย่างที่ติดอยู่ในใจ
ทำให้บัวบูชาชะงักปลายนิ้ว
“คุณเป็นคนพาบัวมาที่นี่หรอคะ"
“เจ้าสิ้นอายุขัยไปเอง
ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยนอกจากปล่อยให้เจ้าหลับไป”
จันทราเต็มดวงส่องสว่างขึ้นสู่ท้องฟ้าไร้เมฆาบดบัง
เวลาบนโลกมนุษย์ของบัวบูชาหมดลงตามการหมุนผ่านของโชคชะตา
“แล้วทำไม…”
บัวบูชาก้มมองตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ
เธอเผลอเขินอายกับเครื่องแต่งกายน้อยชิ้นที่ไม่เคยใส่มาก่อนจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้าท้องแบนราบของตัวเองเอาไว้
“ที่นี่คือแคว้นทิสาธารา
อาณาจักรนาคานคร แลเป็นที่ที่ข้ากับเจ้าให้สัจจะว่าจักครองรักกันชั่วนิรันดร์”
“ไม่ใช่ค่ะ
บัวไม่เคยทำแบบนั้นซะหน่อย”
บัวบูชาเถียงแทบทันที
ทำองค์สมุทราหลุดหัวเราะในคออย่างนึกเอ็นดู
“เจ้ายังดื้อดึงเหมือนเดิมมิเปลี่ยนไปเลยหนา”
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานกี่เดือนกี่ปี
ยอดดวงใจของเขาก็มียังคงมีนิสัยเหมือนเคยไม่เปลี่ยนแปลง
เธอยังคงทำให้สมุทราตกหลุมรักซ้ำๆ
ได้เสมอ
ภาพงดงามของราชินีปทุมธาราซ้อนทับกับบัวบูชาราวกับเป็นคนๆ
เดียว
ใบหน้าหวานสวยสดดูดื้อรั้นเอาแต่ใจ
หญิงสาวยังคงรักความยุติธรรมเหมือนดั่งเคย
แต่ถึงอย่างนั้นก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและหัวใจที่บริสุทธิ์
“คุณบอกว่าที่นี่คือเมืองนาคา
แล้วไหนน้ำล่ะคะ ไม่เห็นจะมีน้ำสักหยดเลย”
“ก็อยู่ตรงนั้นนั่นอย่างไรเล่า
น้ำที่เจ้าว่า”
องค์สมุทราพยักใบหน้าไปทางต้นน้ำเบื้องล่าง
น้ำตกรินไหลสาดกระเซ็นไปทั่วโขดหินหลายชั้นที่เรียงต่อกัน
ลำเลียงจากด้านบนสู่แม่น้ำสายใหญ่
บัวบูชาขยับไปดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ
แม้จะพยายามหลอกตัวเองแค่ไหน
เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่มากจริงๆ
ทั้งภาพจำตอนที่เป็นปทุมธารา
รวมถึงตอนที่เคยเกิดเป็นนลินลิดาด้วย
ครั้งหนึ่งบัวบูชาเคยฝันเห็นตัวเองในชาติก่อนเดินทางมาท่องเที่ยวกับเพื่อนสนิท
ถ้ำนาคีที่วันนั้นพวกเธอเหนื่อยล้าจนเดินขึ้นมาไม่ถึง
วันนี้บัวบูชาได้มาเห็นความงามของธรรมชาติด้วยตาของตัวเอง
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเฝ้ารอเพลาที่จักได้พบ
แลได้อยู่ร่วมกันเช่นนี้มานานเพียงใด”
องค์สมุทราสอดประสานฝ่ามือเล็กเอาไว้แนบกาย
“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”
บัวบูชาใจกระตุก
ทว่าในใจลึกๆ ก็ยังนึกปฏิเสธกับความรู้สึกเหล่านี้
ผู้หญิงที่อีกฝ่ายคิดถึงคือปทุมธาราต่างหาก
ไม่ใช่บัวบูชาเสียหน่อย
“คุณไม่ได้คิดถึงบัวหรอกค่ะ
คนที่คุณคิดถึงคือปทุมธาราต่างหาก”
“ทั้งหมดนั่นก็คือตัวเจ้ามิใช่หรือ”
ใบหน้าหวานส่ายไปมา
ให้องค์สมุทรากระชับมือเล็กของบัวบูชาให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าจะเสียอีกคนไป
“บัว…
ลืมทุกอย่างไปหมดแล้วล่ะค่ะ”
“…”
“ถึงจะจดจำเรื่องราวต่างๆ
ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้สึกทุกอย่างแบบเดิม”
เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว
ตอนนี้บัวบูชาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร
องค์ราชาที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาหวานเชื่อมและโหยหาแบบนั้นจะให้เธอรู้สึกอะไรได้ล่ะ
นอกจากมันดูแปลกไปหมดเลย
ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในนิยายชื่อดังสักเรื่อง
หรือเกมยอดฮิตสักเกมหรอกนะ
เอ๊ะ!
หรือว่าจะมีเควสจากระบบโผล่ขึ้นมาด้านข้างหน้าจอให้เธอเลือกสถานการณ์ชีวิตต่อไปเพื่อเอาตัวรอดในเมืองนาคา
มือเล็กหยิกแขนตัวเองเบาๆ
พอให้รู้สึกเจ็บ
นี่เป็นเรื่องจริงไม่ผิดแน่
คงต้องยอมรับให้ได้
“บัวลืมความเป็นปทุมธาราไปแล้วจริงๆ
ไม่รู้เลยว่าเธอรู้สึกยังไง”
นั่นอดีตองค์ราชินีเชียวนะ
ตอนนี้เธอเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กธรรมดา
แตกต่างจากในภพอดีตอย่างสิ้นเชิง
เธอไม่มีอะไรเหมาะสมกับราชาตรงหน้าเลย
มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สักนิดที่เราจะกลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง
บัวบูชารู้สึกราวกับฝันไป
เธอทั้งกลัว
และกังวลใจไปหมด
“เช่นนั้นข้าจักรื้อฟื้นความทรงจำให้เจ้าเอง”
หากอีกฝ่ายหลงลืมเรื่องราวของเรา
องค์สมุทราก็ใจเย็นและมีเวลามากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกระหว่างเราให้หวนกลับคืนมา
ณ
ถ้ำลึกใต้น้ำ
สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง
บัวบูชาทรุดตัวลงบนพื้นหินเย็นชื้น
ปลายนิ้วเรียวลูบไล้สัมผัสโซ่ตรวนทองเหลืองเส้นเก่าที่กองอยู่ดังเดิม
“เพลานั้นเจ้าปรารถนาความตาย
แลเป็นข้าเองที่มิอาจยินยอม”
ปทุมธารายอมทนทุกข์ทรมานอยู่ในที่แห่งนี้มานานแสนนานเหลือเกิน
ก่อนที่เธอจะสละมณีนาคาได้สำเร็จและจากไปในที่สุด
“แล้วทำไมคุณถึงปล่อยให้เธอได้ตายสมใจ”
เธอตายอย่างแน่นอน
ปทุมธาราต้องจากไปถึงได้เกิดอีกครั้งเป็นบัวบูชา
“ข้ามิเคยต้องการเช่นนั้น
เป็นปทุมธาราที่เลือกสละมณีนาคาของตนเองเพื่อเกิดเป็นมนุษย์” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเต็มไปด้วยความเจ็บปวดยามเอ่ยเล่าความหลังที่ไม่อยากนึกถึง
บัวบูชายังคงลูบโซ่ตรวนไปมา
พลางนึกครุ่นคิดไตร่ตรองกับความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่
ปทุมธารารักองค์สมุทราขนาดนั้น
ทั้งยังเคยให้คำสัญญาไว้ว่าจะอยู่เคียงข้างตลอดไป
น่าแปลกที่เธอเลือกที่จะปลิดชีพตนเองและทิ้งสวามีไว้ลำพัง
บัวบูชาผละออกจากโขดหินกองใหญ่
ก่อนจะหันไปสบตาองค์ราชา
“ภพชาตินี้เป็นภพที่เจ็ดแล้วใช่ไหมคะ
โทษทัณฑ์ที่คุณว่ามันสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง”
“การตายของสายเลือดรุ่นที่เจ็ด
เช่นเจ้าคือจุดสิ้นสุดของบทลงทัณฑ์ของข้า”
ใบหน้าหวานพยักหน้ารับฟัง
เธอรู้สึกโล่งราวกับยกภูเขาออกจากอก
คล้ายว่าเธอเองก็รอเวลานี้มานานไม่ต่างกัน
“เพลานี้เจ้ารู้สึกกับข้าเช่นไร”
ร่างสูงขยับเข้าหาร่างเล็ก
ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมอีกคนขึ้นทัดใบหู เพื่อให้มองเห็นใบหน้าหวานถนัดตา
“ข้ามิให้เจ้าหนีอีกต่อไปแล้วหนา”
เขาใช้มืออีกข้างประคองดวงหน้าหวานของอีกคนเอาไว้
ไม่ให้หญิงสาวหลบตาหรือเปลี่ยนบทสนทนาได้อีก
กึก!
องค์สมุทราทรุดกายลงตรงหน้า
“ข้าปรารถนาจักเคียงรักกับเจ้าชั่วนิรันดร
แลเจ้าเล่า ยังคิดเช่นนั้นอยู่หรือไม่… บัวบูชา”
สาวเจ้าของชื่อเรียกเม้มปากแน่น
เธอรีบทรุดตัวลงคุกเข่าตามอย่างรวดเร็ว
“คุณอย่าทำแบบนี้สิ
ใครมาเห็นเขาจะว่าเอานะคะ”
องค์ราชาก้มศีรษะให้กับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้
แบบนี้มันยิ่งกว่าไม่เหมาะสม
เกิดมีทหารหรือข้าทาสบริวารมาเห็นจะเอาไปพูดไม่ดีถึงองค์สมุทราได้
“จักสนใจผู้อื่นไปใย
เพลานี้เจ้าสนใจเพียงข้าก็พอ”
“องค์สมุทรา”
บัวบูชาเผลอมองค้อนด้วยสายตาตำหนิ
อีกฝ่ายไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองเลย
น่าโมโหจริงๆ
“ทหารพวกนั้นเห็นเจ้ามาตั้งแต่ยังเล็ก
พวกเขาล้วนเอ็นดู มิเอ่ยว่าเจ้าหรอกหนา”
นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อได้ยิน
“นี่พวกคุณแก่ขนาดไหนแล้วเนี่ย
ตามดูกันแบบนี้ คิดจะทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์หรือไงคะ”
“สตอล์กเกอร์คือสิ่งใด”
“ก็พวกที่มีพฤติกรรมชอบสะกดรอยตาม
หรือสอดส่องชีวิตของคนที่สนใจมากเกินไปจนดูไม่พอดีไงล่ะคะ”
“เช่นนั้นคงมิใช่
ข้าทำทุกสิ่งแต่พอดี มิเคยยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเจ้ามากเกินไปเลยสักครา”
“เฮ้อ…
คุณนี่มันจริงๆ เลย”
เพียงได้เจอและพูดคุยครั้งแรก
บัวบูชาก็รับรู้ได้เลยว่าองค์ราชาตรงหน้านี้ดื้อรั้นชะมัด
ทั้งยังชอบเอาความคิดตนเป็นใหญ่อีกต่างหาก
ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนปทุมธาราใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนี้
โดยไม่นึกหงุดหงิดใจได้ยังไง
“ทีนี้เจ้าจักตอบคำถามข้าได้หรือยัง”
“คำถามอะไรคะ”
บัวบูชาแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้
ให้องค์สมุทราพ่นลมหายใจแผ่วเบา
“ข้าคงเร่งรัดเจ้าเกินไปสินะ
เอาเถิด มิเป็นไร”
องค์สมุทราลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงให้บัวบูชาลุกขึ้นมาด้วยกัน
ราชาหนุ่มพาบัวบูชาถอยหลังห่างออกมาจากโขดหินและโซ่ตรวนที่เคยพันธนาการอีกฝ่ายเอาไว้
ความรักที่องค์สมุทรามีต่อปทุมธาราเยอะมากพอให้บัวบูชาสัมผัสมันได้ชัดเจน
“คุณจะเสียใจรึเปล่าคะ
ถ้าบัวจะบอกว่า… ต่อให้คุณจะพยายามรื้อฟื้นความทรงจำกันมากแค่ไหน
แต่บัวก็ไม่มีวันเป็นปทุมธาราให้คุณได้อยู่ดี”
องค์สมุทรานิ่งเงียบไป
ที่จริงเขารู้ความจริงข้อนี้ดีอยู่แล้ว
“เพียงเจ้าต้องการจะอยู่
ข้าก็มิสนใจเรื่องอื่น”
“…”
บัวบูชาไม่รู้ว่าตนควรพูดหรือตัดสินใจกับเรื่องนี้ยังไง
เธอเม้มปากแน่นอย่างนึกสับสน
“เช่นนั้นข้าจักให้คนไปส่งเจ้ากลับเมือง”
องค์ราชาสะบัดฝ่ามือเล็กน้อย
เปิดม่านน้ำเวทมนต์ขึ้นเบื้องหน้า
ในเมื่อบัวบูชาไม่ต้องการจะอยู่
เขาจะไม่บังคับเธออีกต่อไป
แค่ที่ครั้งหนึ่งเคยบีบบังคับให้ปทุมธาราอยู่ด้วยทั้งที่อีกฝ่ายมีแต่ความเจ็บปวดนั้นก็มากเกินพอแล้ว
องค์สมุทราไม่ต้องการทำร้ายจิตใจของหญิงสาวอีก
ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน
“รอที่นี่
ข้าจักส่งอังเตมารับ”
สมุทราหันหลังกลับ
พยายามหักห้ามใจไม่ได้เอื้อมมือไปรั้งบัวบูชาไว้ด้วยกัน
เขาเกือบเดินผ่านม่านประตูมิติออกไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงหวานสั่นเครือของอีกคนเอ่ยขึ้นมาซะก่อน
“ท่านจะทิ้งเราไว้ที่นี่อีกแล้วหรอ”
มือเล็กชื้นไปด้วยเหงื่อ
อยู่ๆ
ความรู้สึกหวาดกลัวและเสียใจตอนที่ปทุมธาราเคยถูกทิ้งอยู่ที่นี่ตามลำพังก็ย้อนกลับมา
คิ้วเรียวขมวดมุ่น
เมื่อความทรงจำบางอย่างค่อยๆฉายชัดขึ้นมาในหัว บัวบูชาจ้องมองโซ่ตรวนอีกครั้งด้วยความที่อัดแน่นอยู่ภายใน
องค์สมุทราชะงักปลายเท้า
และหันกลับมามอง
“หากครั้งนี้จะทิ้งกันไว้ที่นี่อีก
ก็ได้โปรดบอกให้คุณอังเตมารับเราไวๆ ด้วย”
“บัวบูชา…”
“เพราะไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน
เราก็ไม่เคยอยากอยู่ในถ้ำนี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว”
หยดน้ำตาไหลซึมอาบใบหน้า
นัยน์ตาคู่สวยมองจ้ององค์ราชาราวกับเธอสัมผัสถึงความรู้สึกขององค์ปทุมธาราได้ราวกับเป็นตัวเอง
“หากคิดว่าการที่เจ้าอยู่ที่นี่แล้วทรมานนัก
เจ้ามิคิดบ้างหรือว่าข้าเองก็ทุกข์ใจไม่ต่าง”
“ฮึก…”
“คิดว่าข้าอยากทรมานเจ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปงั้นหรือ”
องค์สมุทราเองก็เก็บความทรมานที่อัดอั้นในใจไม่ไหวแล้วเช่นกัน
“แล้วเหตุใดต้องจองจำข้าไว้ด้วยเล่า!”
บัวบูชาเผลอหลุดคำพูดตัดพ้อออกมาด้วยภาษาที่เคยใช้เป็นประจำในอดีตชาติ
ทุกความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นยามได้เกิดเป็นนาคิณีปทุมธาราไหลย้อนกลับสู่ตัวเธอสายน้ำที่ทะลักออกจากเขื่อน
ยิ่งพยายามปฏิเสธและผลักไส
ทว่าคลื่นความทรงจำเหล่านั้นกลับ ทำให้หญิงสาวเผลอตัวเข้าไปอย่างห้ามตนเองไม่อยู่
สองมือเล็กสั่นเทาราวกับควบคุมไม่ได้
ความเจ็บปวดเจียนตายที่เคยสัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่าจนลืมวันลืมคืน
ทำให้บัวบูชารู้สึกทรมานแทบขาดใจ
“หากเจ้ามิอยากอยู่
เหตุใดมิฆ่าข้าเสีย เจ้าเอาแต่บอกให้ข้าฆ่าเจ้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นไปมิได้”
องค์สมุทราตอบกลับด้วยน้ำเสียงคละเคล้าไปกับความเสียใจ
ผู้ใดจะเข่นฆ่าคนที่ตนรักและเฝ้าทะนุถนอมมาแสนนานได้กัน
ทุกคำหวานข้างใบหู
ทุกความทรงจำแสนงดงาม
องค์นาคราชยังคงจดจำทุกสิ่งระหว่างสองเราได้ไม่ลืมเลือน
ราวกับพึ่งเกิดขึ้นเพียงเมื่อวาน
เราสองผูกพันกันด้วยแรงรักเปรียบดั่งโซตรวนเส้นหนาที่โอบรัดกันไว้จนยากจะแยกออก
“เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่”
สมุทราขมวดคิ้วเป็นปม
ยามหันกลับมาสบตากับบัวบูชาอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ
“คราแรกเจ้าบอกว่ามิใช่นาง
แล้วในเพลานี้เล่า… เหตุใดถึงได้ระเบิดอารมณ์ราวกับเป็นปทุมธาราเสียเอง”
บัวบูชาหลุดเสียงสะอื้น
ทุกความเจ็บปวดและความรู้สึกของปทุมธารากลับกลายเป็นความรู้สึกของบัวบูชาจนหมดสิ้น
แม้กระทั่งวาระสุดท้ายที่ปทุมธาราตัดสินใจจะตาย
เหตุผลของเธอก็ยังมีเพียงอย่างเดียว
นั่นก็คือ
องค์ราชาตรงหน้านี่ไง
“ตกลงเจ้าอยากให้ข้าปล่อย
หรืออยากให้กอดเอาไว้ให้แน่นกันแน่บัวบูชา”
องค์สมุทราขยับเข้าใกล้
มือหนาเชยปลายคางมนขึ้นสบตา
“ทุกเพลาที่ข้าหายใจโดยมิมีเจ้าเคียงกายนั้นมิต่างจากอยู่ในขุมนรก”
นัยน์ตาคมสั่นไหว
ทุกคำที่ออกจากปากล้วนเป็นความรู้สึกจากหัวใจที่แท้จริง
“เงินทองแลพลังอำนาจล้วนเป็นสิ่งไร้ค่า
สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนามีเพียงความรักจากเจ้า”
ไม่มีหญิงใดงดงามเท่ายอดดวงใจของเขา
แม้ตอนนั้นอีกฝ่ายจะถูกจองจำจนซูบผอม แต่ยังคงงดงามในสายตาของเขาเสมอ
“มิว่าเจ้าจักเกิดเป็นม้า
เป็นแพะ หรือปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายในมหาสมุทร
สมุทราผู้นี้ก็จักยังคงรักแลภักดีต่อเจ้ามิเสื่อมคลาย”
“ฮึก…
ทำไมถึงเป็นบัวอยู่อีกล่ะคะ ทั้งๆ ที่บัวไม่มีอะไรคู่ควรกับท่านเลยสักอย่าง”
องค์สมุทราพูดเหมือนว่าต่อให้ตอนนี้เธอจะเป็นบัวบูชาแล้ว
เขาก็ยังจะรักกันอยู่ดี
ทำไมผู้ยิ่งใหญ่แบบเขาถึงเลือกจะมอบความรู้สึกเหล่านั้นให้เธอกัน
บัวบูชาไม่เข้าใจเลย
“เจ้าจักให้ข้าทอดทิ้งดวงใจของตนได้อย่างไร”
มือหนาซับน้ำตาให้นางผู้เป็นที่รักด้วยความรักใคร่
“องค์สมุทรา”
“หืม…
ว่าอย่างไรหนูบัว”
“ทำไมคุณเรียกเราแบบนั้น”
บัวบูชายู่ปากทั้งน้ำตา
ชื่อเล่น
หนูบัว นั้นมีแต่คนสนิทที่ใช้เรียกกัน
แบบนี้แปลว่าเธอกับเขาสนิทกันแล้วหรือเปล่า
“ก็เจ้าดูมิชอบใจที่ข้ามองเจ้าเป็นปทุมธารา
เช่นนั้นข้าก็จักเรียกแต่เพียงชื่อจริงๆ ของเจ้า ดีหรือไม่หนูบัว”
“ก็…
อาจจะดี”
“ข้าให้เจ้าเลือกว่าจักอยู่ที่นี่ด้วยกัน
หรืออยากกลับไปมีชีวิตในโลกของเจ้าอีกครั้ง”
คำขององค์สมุทรา
ทำหญิงสาวชะงัก คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ
“บัวจะกลับไปมีชีวิตได้ยังไง
ในเมื่อคุณบอกเองว่าบัวตายไปแล้ว”
“การตายของเจ้า
ทำให้โทษทัณฑ์ที่ข้าเคยกล่าวสิ้นสุดลงก็จริง
แต่ข้าสามารถดลบันดาลแลให้พรแก่ผู้ที่มาขอร้องให้ช่วยเหลือได้อยู่เสมอ”
ผกาทิพย์เฝ้าขอพรเพียงข้อเดียวมาตลอดทั้งชีวิต
พรเดียวที่องค์สมุทราไม่เคยมอบให้นางเลย
คือขอชีวิตให้แก่หลานรักอย่างบัวบูชา
ผกาทิพย์เฝ้าดูแลเทวาลัยแห่งนั้นด้วยความมุ่งมั่น
ทำความดีโดยไม่เคยเอ่ยขอสิ่งอื่นใดตอบแทน
นอกจากปรารถนาให้องค์สมุทราช่วยปกป้องบัวบูชาเท่านั้น
ขอเพียงหลานสาวของเธอมีชีวิตยืนยาวได้ดังเช่นที่มนุษย์คนหนึ่งควรมี
“แล้วคุณ…”
บัวบูชาอยากถามว่าเขาคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้
องค์สมุทราอยากให้เธออยู่ที่นี่ต่อ
หรือกลับไปกัน
“ข้าแล้วแต่เจ้าจักตัดสินใจ”
เป็นองค์สมุทราที่เอ่ยอย่างรู้ใจ
บัวบูชากัดปากแน่น เธอมององค์ราชาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
ภายนอกดูนิ่งขรึม
ทว่าภายในขององค์สมุทรานั้นรู้สึกกังวลใจกับคำตอบนั่นมากมายเหลือเกิน
“ถ้าบัวเลือกที่จะไป
เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่าคะ”
ก้อนเนื้อแข็งแกร่งบริเวณอกด้านซ้ายสั่นไหวอย่างน่าประหลาด
นัยน์ตาคมเป็นประกายขึ้นอย่างมีหวัง
“ถามเช่นนี้
เจ้าปรารถนาอยากพบข้าอีกใช่หรือไม่”
หัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึกอ่อนไหวต่อผู้ใดกลับมาเต้นรุนแรงมีชีวิตชีวาอีกครั้ง
“ท่านไม่เห็นเหมือนรูปปั้นที่เทวาลัยท้ายหมู่บ้านนั่นเลย
ไม่เหมือนเลยสักนิด”
รูปปั้นนั้นถึงจะดูสง่างาม
แต่เทียบไม่ได้กับตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้า
องค์สมุทราช่างงดงามเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้
“เจ้าผิดหวังหรือ”
ยามนี้องค์สมุทราอ่านแววตาของหญิงสาวไม่ออก
สมุทราไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคำถามก่อนหน้านี้ของตนแทบทุกประโยคจึงไม่เคยได้รับคำตอบ
ถึงอย่างนั้นก็ยังใจเย็นที่จะเอ่ยต่อ
เขาคิดถึงนางนัก
หากต้องถามตอบกันไปแบบนี้อีกทั้งวันทั้งคืนก็ย่อมไม่มีปัญหา
“ทำไมต้องผิดหวังด้วยล่ะคะ”
“มนุษย์นี่เป็นแบบเจ้าทุกคนเลยหรือ”
เมื่อไม่ได้คำตอบอีกครั้ง
ราชาหนุ่มก็อดทนต่อไปไม่ไหว
นี่นางยังฟังเขาพูดอยู่รึเปล่า
ทำไมถึงได้เอาแต่พูดในสิ่งที่ใจนึก โดยไม่ได้คำนึงถึงคำถามสักนิดเลย
“แล้วพญานาคล่ะ
มีนิสัยคล้ายท่านทุกตนเลยไหม”
คิดไปคิดมาก็ไม่
คุณอังเตก็ไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย
องครักษ์อังเตดูพูดจาดี
เข้าถึงง่าย และทันสมัยกว่าองค์สมุทราหลายเท่าตัวนัก
“เวลาข้าถาม
เจ้าควรจักต้องตอบข้าสิ”
หากเพลานี้สมุทรายังนั่งอยู่บนตั่งบัลลังก์ทอง
นางคงถูกโทษหนักฐานเมินคำองค์ราชา
“ทำไมคะ
ท่านจะสั่งลงโทษกันอีกหรอ”
องค์สมุทรากอดอก
มองอีกคนอย่างนึกค้นหา
ประโยคนี้นางกำลังตัดพ้อกันใช่หรือไม่นะ
“องค์สมุทราชอบดุจริงๆ
ไม่เห็นใจดีเหมือนอย่างที่น้ำปรุงบอกเลย”
บัวบูชาบ่นปากขมุบขมิบ
ทว่าแทนที่จะโมโห
องค์สมุทรากลับหลุดหัวเราะ
ยามนี้พระองค์รู้สึกมีชีวิตชีวาราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ถูกรดน้ำเอาใจใส่จนกลับมาแผ่กิ่งก้านไพศาลอีกครั้ง
“เพลานี้เจ้ารู้สึกเช่นไร
เพียงเอ่ยตอบออกมาจากใจเท่านั้นบัวบูชา”
“อยู่ใกล้ท่านแล้วทำให้บัวรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย
แต่มันอาจไม่ใช่ความรักอย่างที่ปทุมธาราเคยมี”
บัวบูชาเอ่ยตอบตามความจริง
เธอสัมผัสได้ถึงความรักของปทุมธารา
ทั้งที่ถูกลงโทษจนสิ้นใจ
ถูกจองจำทุกข์ทรมานอยู่ในถ้ำหินน่ากลัว แต่กลับไม่นึกโกรธองค์ราชาเลยสักนิด
ถ้าบัวบูชาต้องเจอเรื่องราวแบบนั้นอีกครั้ง
เธออาจทนไม่ไหวเลยก็ได้
“ปทุมธารามิน่าจักรักข้าลงอีกแล้วล่ะ”
องค์สมุทราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน
เขาผละออกจากหญิงสาวตรงหน้า
“นางควรจักโกรธเกลียดข้าเสียยิ่งกว่าสิ่งใด”
“เชื่อเถอะว่านางเข้าใจ
แม้จะเจ็บปวด แต่นางรู้ดีว่าท่านจำเป็นต้องทำ”
บัวบูชาเอ่ยตามสิ่งที่ตนรู้สึกและสัมผัสได้
ไม่แน่ที่ปทุมธาราตัดสินใจจากไป
อาจเพราะนางรู้ดีว่าหากถูกจองจำต่อไป นอกจากจะไม่มีสิ่งใดดีขึ้นแล้ว
วันนี้เราทั้งสองก็คงไม่มีโอกาสได้กลับมายืนคุยหรือส่งยิ้มให้กันอีกครั้งแน่
แม้ต้องใช้เวลานานหน่อย
และต้องทนทุกข์ทรมานหลายภพหลายชาติไปนิด แต่ผลลัพธ์ในวันนี้ก็ดีเกินคาด
“ความจำเป็นพวกนั้นทำข้าอยากสละบัลลังก์”
นัยน์ตาคู่คมหลับลงด้วยความเจ็บปวด
คงเป็นเขาเองที่ปล่อยวางกับรักในอดีตไม่ได้
ทุกความทรงจำยังคงห้อมล้อมเขาอยู่เสมอ
ทุกพื้นที่ที่เคยก้าวเดิน
ทุกรอยยิ้มที่เรามีร่วมกัน จะให้เขาก้าวเดินต่อไปเพียงลำพังได้อย่างไร
ตอนนี้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ปทุมธาราอีกแล้ว
เธอคือบัวบูชาหลานสาวของผกาทิพย์เพียงเท่านั้น
สมุทราเข้าใจดี
“แล้วถ้าบัวขออยู่กับคุณต่อที่นี่ล่ะคะ”
“…”
“แบบนั้นคุณพอจะมีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาบ้างรึเปล่า
คุณราชา”
.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น