วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 20

 

 

บทที่ ๒๐

‘องค์ราชาปรากฏตัว’

 

 

 

“อำคา!”

นาคาหนุ่มตะโกนเสียงดังลั่น มือหนากระชากบานประตูห้องออกมาด้วยความรีบร้อน

แทนที่จะเจออำคาอย่างที่คาดหวัง อังเตกลับพบเพียงมนุษย์หลายคนที่หันมามองตนเป็นตาเดียว

“เอ่อ… มีอะไรรึเปล่าคะคุณ”

พยาบาลสาวใจกล้าเอ่ยเสียงอึกอัก

เสียงตะโกนของอังเตนั้นดังมากพอให้ได้ยินก้องไปทั่วโซนพยาบาล

“โรงพยาบาลห้ามส่งเสียงดังนะคะคุณ”

สายตาดุๆ ปนตำหนิของพยาบาลวัยกลางคนที่ยืนจ้องมา ทำให้อังเตรู้สึกอับอายอย่างบอกไม่ถูก

“ขอโทษครับ” อังเตโค้งตัวให้ทุกคน ก่อนที่จะหมุนตัวกลับเข้ามาในห้องพักฟื้นของบัวบูชา

แสงไฟส่องสว่างดังเดิม บัวบูชากลับมานอนหลับสนิทอยู่บนเตียงคนไข้

ทุกอย่างปกติราวกับเมื่อครู่ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้น

อังเตขบกรามแน่น องครักษ์หนุ่มหลับตาลงครู่หนึ่ง เพื่อสร้างม่านพลังแยกโลกมนุษย์กับวิญญาณเอาไว้

ตัวม่านสีมรกตค่อยๆ ครอบคลุมทุกพื้นที่ภายในห้อง ประตู หน้าต่าง กระทั่งเสร็จสมบูรณ์ เพื่อไม่ให้มนุษย์ด้านนอกได้ยินสิ่งที่เกิดขึ้นภายใน

“ออกมา!”

อังเตตะโกนกร้าวอย่างนึกโมโห

มองจากภายนอกอาจเห็นว่าบัวบูชายังนอนหลับอยู่ที่เดิม แต่ความจริงจิตของเธอไม่ได้อยู่ตรงนั้นแล้ว แม้ว่าจอแสดงผลด้านข้างจะยังคงเห็นชีพจรเต้นอยู่ก็ตาม

ไอควันสีดำขมุกขมัวรายล้อมรอบเรือนร่างของบัวบูชาและจอมอนิเตอร์แสดงผล

“ไม่เจอกันนานเลยนะสหาย”

เสียงฝีเท้าหนักๆ ของอำคาดังขึ้น พร้อมกับเสียงแหบพร่าน่าขนลุก

เห็นทีว่าอังเตคงประมาทอำคาเกินไป

อังเตไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าอำคาแฝงอยู่ใต้เตียงนอนของบัวบูชามาสักพักหนึ่งแล้ว อันที่จริงวิญญาณของอำคานั่งอยู่เบาะหลังรถ ตั้งแต่ตอนอังเตขับพาบัวบูชามาส่งที่โรงพยาบาลแล้วด้วยซ้ำ

เพราะความเป็นห่วงขององครักษ์ที่มีต่ออดีตราชินีจึงทำให้อีกฝ่ายไม่ทันได้สังเกตหรือสัมผัสได้ถึงพลังเจือจางของอำคา เขาพยายามซ่อนตัวเอาไว้ในมุมมืดสุดลึก

พลังทหารนาคาที่อำคาดูดกลืนมาจากถ้ำใต้น้ำนั้นไหลเวียนหล่อเลี้ยงวิญญาณให้เขาแข็งแกร่งกว่าที่เป็นอยู่

“ฮ้าว… นิทานของเจ้าฟังแล้วช่างน่าเบื่อเสียจริง”

อำคาที่กลายเป็นนาคาภศิเต็มตัวแสยะยิ้ม มือหนาข้างหนึ่งรั้งลำคอของบัวบูชาให้ลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างๆ กัน หญิงสาวตื่นจากนิทราทันที

“อึ่ก! คุณอา”

บัวบูชาพยายามจับยึดท่อนแขนแกร่งของอีกคนเอาไว้ให้พอมีช่องว่างในการหายใจ อำคาบีบรัดคอเธอจนแทบจะหายใจไม่ออก

“ทำเช่นนี้คิดหรือว่าเจ้าจักได้ทุกสิ่งที่ต้องการ”

อังเตตวาดลั่น เขาเรียกอาวุธคู่กายมาถือไว้

“มิรู้สิ แต่หากบัวบูชาตายด้วยน้ำมือข้า องค์ราชาของเจ้าคงได้ลงไปแดดิ้น”

อำคายิ้มเยาะราวกับผู้ชนะ

การเสียชีวิตของบัวบูชาถือเป็นการสิ้นสุดของคำลงทัณฑ์ที่ยาวนานเจ็ด ชั่วอายุ

องค์สมุทรารอเวลานี้มานานด้วยหัวใจที่บอบช้ำ

หากวิญญาณของบัวบูชาที่กำลังจะตายนั้นจะติดอยู่ในบ่วงกรรมไม่ต่างจากเขา ถ้าวิญญาณของหญิงสาวไม่ได้เข้าไปสู่การเวียนว่ายตายเกิด ก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าสมุทรานาคราชผู้ยิ่งใหญ่จะทำอย่างไร

องค์สมุทราต้องจมอยู่ในคำสาปแช่งตลอดกาล แม้โทษทัณฑ์จะจบลง

คงสนุกน่าดู

อำคาแทบทนให้เวลานั้นมาถึงไม่ไหว

“มาอยู่ด้วยกันเถิดปทุมธารา พี่สัญญาว่าหลังจากนี้จักมิทำร้ายให้เจ้าต้องตกใจ” เสียงกระซิบหลอนดังข้างใบหู

บัวบูชากัดปากแน่น หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัว

“อาอำคา… บัวไม่ใช่ปทุมธาราอีกแล้ว คุณก็ไม่ใช่ภศิแล้วเหมือนกัน ปล่อยความแค้นทุกอย่างลงเถอะนะ”

บัวบูชามองว่าเรื่องของชาติที่แล้วมันเป็นสิ่งที่จบไปแล้ว และเราไม่ควรผูกพันธนาการกันเอาไว้อีก

หากเอาแต่สาดเกมแค้นใส่กัน มันจะไม่มีวันจบสิ้น

อังเตกัดฟันกรอด เขาอยากเข้าไปฆ่าอำคาให้แตกสลายคามือ แต่ก็นึกห่วงความปลอดภัยของดวงจิตบัวบูชาที่แสนเปราะบาง

พลาดไปบัวบูชาอาจแตกสลายเอาได้

องค์ราชาสมุทรา! กระหม่อมควรทำเช่นไรดี

พรึ่บ!

องค์สมุทราปรากฏตัวขึ้น ร่างสูงตวัดคมดาบเพียงนิด มือและแขนของอำคาที่เคยสัมผัสจิตวิญญาณของบัวบูชาอยู่ก็ขาดสะบั้นลงพื้น

“องค์สมุทรา!”

อำคาร้องโหยหวน หยดเลือดสีเข้มสาดกระเซ็นไปทั่วบริเวณ กลิ่นคาวคละคลุ้งน่าสะอิดสะเอียน

“กรี๊ด!”

บัวบูชาหลุดเสียงกรีดร้องดังลั่น เธอรีบหลับตาแน่นเพื่อหลบหนีกับภาพสยดสยองตรงหน้า

หมับ!

มือหนาอบอุ่นของสมุทรารีบรั้งแขนเล็กเอาไว้ให้มายืนหลบด้านหลังตน

บัวบูชาค่อยๆ ลืมตาขึ้นมองภาพตรงหน้าอีกครั้ง

แผ่นหลังกว้างของผู้ที่เคยแต่ได้ยินชื่อ แต่กลับไม่เคยได้พบตัวจริงเลยสักหน ทำหัวใจดวงเล็กสั่นไหวระรัวอย่างไม่อาจควบคุมได้

เขาน่ะหรอองค์สมุทรา

องค์ราชาที่ไม่ว่าใครต่างก็เกรงกลัว

“มึง!”

อำคามองหน้าองค์สมุทราด้วยความโกรธแค้น หยดเลือดยังคงรินไหลออกจากต้นแขน บาดแผลสาหัสสร้างความเจ็บปวดให้แก่วิญญาณร้าย

“ข้ายังคงมองเห็นเจ้าอยู่ด้านในเสมอภศินาคา เหตุใดเจ้าจึงเลือกที่จักผูกกรรมกับข้าเช่นนี้”

องค์สมุทราถามเสียงเรียบ

“กูจะฆ่ามึง!” อำคาตะโกนกร้าว

เขาพุ่งตัวเข้าใส่อีกฝ่ายเต็มแรง ทว่าองค์สมุทราก็หลบหลีกได้อย่างแม่นยำ โดยไม่ลืมรั้งบัวบูชาให้หลบมาด้วยกัน

องค์สมุทรานาคาไม่ไว้ใจให้ผู้ใดทำหน้าที่ปกป้องบัวบูชาแทนตนอีกแล้ว หากเกิดอะไรขึ้นกับบัวบูชาในชาตินี้ เขาคงไม่มีวันอภัยให้ตนเอง

ความโกรธขมุกขมัวในใจส่งผลให้อำคาเผยตัวตนอันน่าสะพรึงกลัวออกมากขึ้น

ริมฝีปากดำเข้มฉีกออกกว้างถึงใบหู

กลิ่นเลือดเหม็นคลุ้งจนบัวบูชารู้สึกมวนท้องคล้ายอยากอาเจียน

ผิวหนังแห้งซูบผอมเหลือเพียงหนังห่อหุ้มกระดูก

ดวงตากลับกลายเป็นสีนิลสนิท ก่อนจะไร้ซึ่งแววตา

ภาพคุณอาที่เคยเห็นหน้านับครั้งได้เพราะอีกฝ่ายมักติดงานจนไม่ค่อยได้กลับบ้านกำลังกลายเป็นผีร้ายน่ากลัว

บัวบูชาร้องไห้ เธอรู้สึกสงสารและเวทนาคุณอาของเธอเหลือเกิน

“ไอ้สมุทรา!” อำคาคำรามลั่น

“บังอาจ!”

อังเตใช้หอกแหลมตวัดจ่อลำคออีกฝ่ายเอาไว้ทันที

“หากเจ้ายังมิหยุดการกระทำสามหาว คมหอกข้าจักปักไปกลางคอเจ้าบัดเดี๋ยวนี้”

อำคาหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง ไม่ได้รู้สึกเกรงกลัวต่อคำขู่นั่นแต่อย่างใด วิญญาณร้ายได้แต่จ้องเขม็งไปยังองค์สมุทราด้วยเปลวไฟสุมทรวง

กองเพลิงที่ไม่มีวันมอดดับไปง่ายๆ

หนทางเดียวที่มันจะดับสิ้นไปคงต้องดับไปพร้อมจิตของอำคากระมัง

บัวบูชาเอื้อมมือไปคว้าท่อนแขนแกร่งของสมุทราเอาไว้ก่อนจะเอ่ยร้องขอ

“คุณอย่าทำเขาเลยนะคะ อาอำคาก็แค่หลงผิดไปเพราะความเจ็บปวดเท่านั้นเอง”

สัมผัสเพียงเล็กน้อยจากฝ่ามืออ่อนนุ่มของบัวบูชามีผลต่อหัวใจขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างชัดเจน

องค์สมุทราชะงักไปเล็กน้อย

นี่นับเป็นครั้งแรกที่เราสัมผัสกัน ทั้งยังใกล้ชิดมากจนแทบลืมหายใจ

บัวบูชารีบผละมือออกเมื่อเห็นสายตาที่มองกลับมา

“อย่าทำร้ายอาอำคาเลยนะคะ อย่าผูกเวรผูกกรรมต่อกันไปอีกเลย บัวไม่อยากให้ใครต้องมาชดใช้อะไรอีกแล้ว”

“เห็นแก่เจ้าว่าเช่นนั้น”

องค์สมุทราเอ่ยยามสบตากับบัวบูชา

คำพูดของบัวบูชา ทำให้องค์สมุทราใจอ่อน ทว่าฝ่ามือแกร่งกลับเขวี้ยงดาบปักกลางอกของอำคาเต็มแรงอย่างเฉียบขาดและแม่นยำ

“อ๊าก!”

เสียงหวีดร้องโหยหวนทุกข์ทรมานของผีอำคาดังก้องแสบแก้วหู บัวบูชายกมือขึ้นปิดหูของตัวเองเอาไว้อย่างทนไม่ไหว

อำคาเจ็บปวดแสนสาหัสจากคมดาบเล่มโปรดของพญานาคราชที่ไม่เคยนำมาใช้สังหารผู้ใดเลยนับตั้งแต่สิ้นสุดยุคสงคราม

ไม่มีผู้ใดได้ลิ้มลองความเจ็บปวดจากมันมานาน

คมดาบองค์สมุทราเป็นที่เลื่องชื่อลือชาถึงความน่าเกรงขาม

เพียงแค่ชักออกจากฝัก ศัตรูก็ต้องหวั่นเกรง

เพียงถือไว้ที่ฝ่ามือ ก็ไม่มีผู้ใดรอดพ้นจากเพลงดาบอันแม่นยำนี้ไปได้

องค์สมุทราตวัดสายตามองจิตวิญญาณของอำคาอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจส่งอีกฝ่ายไปยังสถานที่หนึ่งที่จะไม่มีทางหวนกลับมาทำร้ายผู้ใดได้อีก

กลุ่มหมอกควันของอำคาเลือนหายเหลือเพียงเถ้าธุลี ดวงจิตแหลกสลายลอยฟุ้งออกไปจากบานหน้าต่างที่ค่อยๆ เปิดออก โดยมีแสงจันทร์ช่วยนำทางไปยังทิศทางที่ควรเดินไป

เหล่าทหารทั้งหลายต่างพากันยืนอึ้ง ไม่เว้นแม้แต่จารีย์หรืออังเตที่เผลอคิดว่าราชาของตนนั้นยอมเอนอ่อนลงให้กับคำขอของบัวบูชาไปแล้ว

บัวบูชามองภาพตรงหน้า พร้อมกับน้ำตาที่รินไหล

หญิงสาวรู้สึกราวกับว่าถูกพรากครอบครัวให้จากไปเป็นรอบที่เท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ด้วยน้ำมือของราชาผู้นี้

ความเสียใจฝังลึกไม่เคยจางหาย

ดวงตากลมค่อยๆ ปิดลงยามคิดอธิษฐาน

‘ด้วยบุญกุศลที่บัวเคยทำมา บัวขอให้อาอำคาหลุดพ้นจากความทุกข์ ขอให้อาได้พบกับความสุขจริงๆ สักที’

บัวบูชาไม่รู้หรอกว่าองค์สมุทราส่งคุณอาของเธอให้เดินทางไปที่ใด หวังว่าสถานที่แห่งนั้นจะสุขสงบมากพอ และสามารถปลอบประโลมหัวใจที่มีแต่ความไฟแค้นให้มอดลง

ดวงดาวบนท้องฟ้ามีมากมายในค่ำคืนนี้ แต่มีดาวหน่ึงดวงที่ส่องสว่างมากกว่าดวงอื่นๆ

ครอบครัวของเธอกำลังมองลงมาอยู่ใช่รึเปล่านะ

บัวบูชาระบายยิ้มทั้งน้ำตา

หากลมหายใจของเธอจะทำให้โทษทัณฑ์ดังกล่าวสิ้นสุดลงไปพร้อมกับคำสาปแช่งที่ผูกไว้กับองค์สมุทรา

บัวบูชาก็จะยอมรับมันแต่โดยดี

บรรยากาศรอบข้างภายในห้องพักฟื้นกลับมาส่องสว่างอีกครั้ง

เหล่านาคาทุกตนหายตัวไปราวกับเรื่องราวเมื่อครู่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง เช่นเดียวกับสัญญาณชีพจรของบัวบูชาในจอมอมิเตอร์ที่ค่อยๆ จางหายไปจนกลายเป็นเส้นตรง

ติ๊ดดดดดดด!!!

 

 

 

 

 

แสงสีขาวสว่างวาบเข้ามาในดวงตาของบัวบูชาจนหญิงสาวต้องหยีตาและยกมือขึ้นบังเอาไว้

แสงเหล่านั้นค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงร่างเล็กของเธอที่กำลังยืนอยู่ใจกลางถ้ำหิน

ที่นี่แตกต่างจากถ้ำใต้น้ำมืดมิดนั่นสิ้นเชิง

บัวบูชารู้สึกคุ้นเคยราวกับเคยมาที่นี่มาก่อน

รอบตัวถ้ำเต็มไปด้วยต้นไม้นานาชนิด ถ้ำหินที่ควรอยู่ใต้ธารน้ำกลับอยู่สูงเสียดฟ้าบนภูเขาเขียวขจี นั่นทำให้บัวบูชาแปลกใจ

กรุ๊งกริ๊ง!

หญิงสาวชะงักไปเล็กน้อย เมื่อได้ยินเสียงกระพรวนยามขยับกาย เธอก้มลงมองตัวเอง

ชุดโรงพยาบาลสีอ่อนที่เคยสวมอยู่ก่อนหน้านี้แปรเปลี่ยนเป็นชุดแต่งกายโบราณสีชมพูกลีบบัวพร้อมเครื่องประดับอัญมณีและทองคำแวววาวเปล่งประกาย

องค์สมุทราปรากฏกายขึ้น ก่อนจะส่งมือยื่นให้กับหญิงผู้เป็นที่รักที่เขาเฝ้ารอมานานแสนนาน

ถึงเวลาแล้วที่เราจะได้พบกัน โดยไม่ต้องกังวลเรื่องคำสาปแช่งและโทษทัณฑ์นั่นอีก

นัยน์ตาคมสบกับดวงตาคู่สวยอย่างมีความหมาย

ใบหน้าหล่อเหลาราวเทพบุตรดูผ่อนคลายลงอย่างชัดเจน คิ้วเข้มเรียงกันเป็นระเบียบ นัยน์ตาคมคายสีทองเรืองรองคล้ายมีมวลพลังกลิ้งวนอยู่ภายใน

ปลายจมูกโด่งรันรับกับกรอบหน้าอย่างได้รูป ริมฝีปากหยักสุขภาพดี

บัวบูชาเงยหน้าขึ้นมองด้วยอารมณ์หลากหลาย มือเล็กเกือบเผลอเอื้อมไปหาแล้ว ทว่าบางอย่างที่ติดอยู่ในใจ ทำให้บัวบูชาชะงักปลายนิ้ว

“คุณเป็นคนพาบัวมาที่นี่หรอคะ"

“เจ้าสิ้นอายุขัยไปเอง ข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยนอกจากปล่อยให้เจ้าหลับไป”

จันทราเต็มดวงส่องสว่างขึ้นสู่ท้องฟ้าไร้เมฆาบดบัง เวลาบนโลกมนุษย์ของบัวบูชาหมดลงตามการหมุนผ่านของโชคชะตา

“แล้วทำไม…”

บัวบูชาก้มมองตัวเองด้วยความไม่เข้าใจ เธอเผลอเขินอายกับเครื่องแต่งกายน้อยชิ้นที่ไม่เคยใส่มาก่อนจนต้องยกมือขึ้นปิดหน้าท้องแบนราบของตัวเองเอาไว้

“ที่นี่คือแคว้นทิสาธารา อาณาจักรนาคานคร แลเป็นที่ที่ข้ากับเจ้าให้สัจจะว่าจักครองรักกันชั่วนิรันดร์”

“ไม่ใช่ค่ะ บัวไม่เคยทำแบบนั้นซะหน่อย”

บัวบูชาเถียงแทบทันที ทำองค์สมุทราหลุดหัวเราะในคออย่างนึกเอ็นดู

“เจ้ายังดื้อดึงเหมือนเดิมมิเปลี่ยนไปเลยหนา”

ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานกี่เดือนกี่ปี ยอดดวงใจของเขาก็มียังคงมีนิสัยเหมือนเคยไม่เปลี่ยนแปลง

เธอยังคงทำให้สมุทราตกหลุมรักซ้ำๆ ได้เสมอ

ภาพงดงามของราชินีปทุมธาราซ้อนทับกับบัวบูชาราวกับเป็นคนๆ เดียว

ใบหน้าหวานสวยสดดูดื้อรั้นเอาแต่ใจ หญิงสาวยังคงรักความยุติธรรมเหมือนดั่งเคย แต่ถึงอย่างนั้นก็แฝงไปด้วยความอ่อนโยนและหัวใจที่บริสุทธิ์

“คุณบอกว่าที่นี่คือเมืองนาคา แล้วไหนน้ำล่ะคะ ไม่เห็นจะมีน้ำสักหยดเลย”

“ก็อยู่ตรงนั้นนั่นอย่างไรเล่า น้ำที่เจ้าว่า”

องค์สมุทราพยักใบหน้าไปทางต้นน้ำเบื้องล่าง

น้ำตกรินไหลสาดกระเซ็นไปทั่วโขดหินหลายชั้นที่เรียงต่อกัน ลำเลียงจากด้านบนสู่แม่น้ำสายใหญ่

บัวบูชาขยับไปดูด้วยความตื่นตาตื่นใจ

แม้จะพยายามหลอกตัวเองแค่ไหน เธอก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่ารู้สึกคุ้นเคยกับที่นี่มากจริงๆ

ทั้งภาพจำตอนที่เป็นปทุมธารา รวมถึงตอนที่เคยเกิดเป็นนลินลิดาด้วย

ครั้งหนึ่งบัวบูชาเคยฝันเห็นตัวเองในชาติก่อนเดินทางมาท่องเที่ยวกับเพื่อนสนิท ถ้ำนาคีที่วันนั้นพวกเธอเหนื่อยล้าจนเดินขึ้นมาไม่ถึง

วันนี้บัวบูชาได้มาเห็นความงามของธรรมชาติด้วยตาของตัวเอง

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเฝ้ารอเพลาที่จักได้พบ แลได้อยู่ร่วมกันเช่นนี้มานานเพียงใด”

องค์สมุทราสอดประสานฝ่ามือเล็กเอาไว้แนบกาย

“ข้าคิดถึงเจ้าเหลือเกิน”

บัวบูชาใจกระตุก ทว่าในใจลึกๆ ก็ยังนึกปฏิเสธกับความรู้สึกเหล่านี้

ผู้หญิงที่อีกฝ่ายคิดถึงคือปทุมธาราต่างหาก

ไม่ใช่บัวบูชาเสียหน่อย

“คุณไม่ได้คิดถึงบัวหรอกค่ะ คนที่คุณคิดถึงคือปทุมธาราต่างหาก”

“ทั้งหมดนั่นก็คือตัวเจ้ามิใช่หรือ”

ใบหน้าหวานส่ายไปมา ให้องค์สมุทรากระชับมือเล็กของบัวบูชาให้แน่นขึ้นราวกับกลัวว่าจะเสียอีกคนไป

“บัว… ลืมทุกอย่างไปหมดแล้วล่ะค่ะ”

“…”

“ถึงจะจดจำเรื่องราวต่างๆ ได้ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรู้สึกทุกอย่างแบบเดิม”

เรื่องมันผ่านมานานมากแล้ว ตอนนี้บัวบูชาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าตัวเองกำลังรู้สึกอย่างไร

องค์ราชาที่กำลังจ้องมองมาด้วยแววตาหวานเชื่อมและโหยหาแบบนั้นจะให้เธอรู้สึกอะไรได้ล่ะ นอกจากมันดูแปลกไปหมดเลย

ไม่ใช่ว่าตอนนี้เธอกำลังหลุดเข้าไปอยู่ในนิยายชื่อดังสักเรื่อง หรือเกมยอดฮิตสักเกมหรอกนะ

เอ๊ะ! หรือว่าจะมีเควสจากระบบโผล่ขึ้นมาด้านข้างหน้าจอให้เธอเลือกสถานการณ์ชีวิตต่อไปเพื่อเอาตัวรอดในเมืองนาคา

มือเล็กหยิกแขนตัวเองเบาๆ พอให้รู้สึกเจ็บ

นี่เป็นเรื่องจริงไม่ผิดแน่ คงต้องยอมรับให้ได้

“บัวลืมความเป็นปทุมธาราไปแล้วจริงๆ ไม่รู้เลยว่าเธอรู้สึกยังไง”

นั่นอดีตองค์ราชินีเชียวนะ

ตอนนี้เธอเป็นเพียงมนุษย์ตัวเล็กธรรมดา แตกต่างจากในภพอดีตอย่างสิ้นเชิง

เธอไม่มีอะไรเหมาะสมกับราชาตรงหน้าเลย

มันเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้สักนิดที่เราจะกลับมายืนเคียงข้างกันอีกครั้ง

บัวบูชารู้สึกราวกับฝันไป

เธอทั้งกลัว และกังวลใจไปหมด

“เช่นนั้นข้าจักรื้อฟื้นความทรงจำให้เจ้าเอง”

หากอีกฝ่ายหลงลืมเรื่องราวของเรา องค์สมุทราก็ใจเย็นและมีเวลามากพอที่จะรื้อฟื้นความรู้สึกระหว่างเราให้หวนกลับคืนมา

 

 

 

ณ ถ้ำลึกใต้น้ำ

สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง

 

บัวบูชาทรุดตัวลงบนพื้นหินเย็นชื้น ปลายนิ้วเรียวลูบไล้สัมผัสโซ่ตรวนทองเหลืองเส้นเก่าที่กองอยู่ดังเดิม

“เพลานั้นเจ้าปรารถนาความตาย แลเป็นข้าเองที่มิอาจยินยอม”

ปทุมธารายอมทนทุกข์ทรมานอยู่ในที่แห่งนี้มานานแสนนานเหลือเกิน ก่อนที่เธอจะสละมณีนาคาได้สำเร็จและจากไปในที่สุด

“แล้วทำไมคุณถึงปล่อยให้เธอได้ตายสมใจ”

เธอตายอย่างแน่นอน

ปทุมธาราต้องจากไปถึงได้เกิดอีกครั้งเป็นบัวบูชา

“ข้ามิเคยต้องการเช่นนั้น เป็นปทุมธาราที่เลือกสละมณีนาคาของตนเองเพื่อเกิดเป็นมนุษย์” น้ำเสียงทุ้มนุ่มเต็มไปด้วยความเจ็บปวดยามเอ่ยเล่าความหลังที่ไม่อยากนึกถึง

บัวบูชายังคงลูบโซ่ตรวนไปมา พลางนึกครุ่นคิดไตร่ตรองกับความรู้สึกมากมายที่ถาโถมเข้าใส่

ปทุมธารารักองค์สมุทราขนาดนั้น ทั้งยังเคยให้คำสัญญาไว้ว่าจะอยู่เคียงข้างตลอดไป น่าแปลกที่เธอเลือกที่จะปลิดชีพตนเองและทิ้งสวามีไว้ลำพัง

บัวบูชาผละออกจากโขดหินกองใหญ่ ก่อนจะหันไปสบตาองค์ราชา

“ภพชาตินี้เป็นภพที่เจ็ดแล้วใช่ไหมคะ โทษทัณฑ์ที่คุณว่ามันสิ้นสุดลงแล้วหรือยัง”

“การตายของสายเลือดรุ่นที่เจ็ด เช่นเจ้าคือจุดสิ้นสุดของบทลงทัณฑ์ของข้า”

ใบหน้าหวานพยักหน้ารับฟัง

เธอรู้สึกโล่งราวกับยกภูเขาออกจากอก คล้ายว่าเธอเองก็รอเวลานี้มานานไม่ต่างกัน

“เพลานี้เจ้ารู้สึกกับข้าเช่นไร”

ร่างสูงขยับเข้าหาร่างเล็ก ใช้ปลายนิ้วเกี่ยวเส้นผมอีกคนขึ้นทัดใบหู เพื่อให้มองเห็นใบหน้าหวานถนัดตา

“ข้ามิให้เจ้าหนีอีกต่อไปแล้วหนา”

เขาใช้มืออีกข้างประคองดวงหน้าหวานของอีกคนเอาไว้ ไม่ให้หญิงสาวหลบตาหรือเปลี่ยนบทสนทนาได้อีก

กึก!

องค์สมุทราทรุดกายลงตรงหน้า

“ข้าปรารถนาจักเคียงรักกับเจ้าชั่วนิรันดร แลเจ้าเล่า ยังคิดเช่นนั้นอยู่หรือไม่… บัวบูชา”

สาวเจ้าของชื่อเรียกเม้มปากแน่น เธอรีบทรุดตัวลงคุกเข่าตามอย่างรวดเร็ว

“คุณอย่าทำแบบนี้สิ ใครมาเห็นเขาจะว่าเอานะคะ”

องค์ราชาก้มศีรษะให้กับผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้

แบบนี้มันยิ่งกว่าไม่เหมาะสม

เกิดมีทหารหรือข้าทาสบริวารมาเห็นจะเอาไปพูดไม่ดีถึงองค์สมุทราได้

“จักสนใจผู้อื่นไปใย เพลานี้เจ้าสนใจเพียงข้าก็พอ”

“องค์สมุทรา”

บัวบูชาเผลอมองค้อนด้วยสายตาตำหนิ

อีกฝ่ายไม่ห่วงชื่อเสียงตัวเองเลย

น่าโมโหจริงๆ

“ทหารพวกนั้นเห็นเจ้ามาตั้งแต่ยังเล็ก พวกเขาล้วนเอ็นดู มิเอ่ยว่าเจ้าหรอกหนา”

นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อได้ยิน

“นี่พวกคุณแก่ขนาดไหนแล้วเนี่ย ตามดูกันแบบนี้ คิดจะทำตัวเป็นสตอล์กเกอร์หรือไงคะ”

“สตอล์กเกอร์คือสิ่งใด”

“ก็พวกที่มีพฤติกรรมชอบสะกดรอยตาม หรือสอดส่องชีวิตของคนที่สนใจมากเกินไปจนดูไม่พอดีไงล่ะคะ”

“เช่นนั้นคงมิใช่ ข้าทำทุกสิ่งแต่พอดี มิเคยยุ่งเกี่ยวกับชีวิตเจ้ามากเกินไปเลยสักครา”

“เฮ้อ… คุณนี่มันจริงๆ เลย”

เพียงได้เจอและพูดคุยครั้งแรก บัวบูชาก็รับรู้ได้เลยว่าองค์ราชาตรงหน้านี้ดื้อรั้นชะมัด ทั้งยังชอบเอาความคิดตนเป็นใหญ่อีกต่างหาก

ไม่รู้ว่าเมื่อก่อนปทุมธาราใช้ชีวิตอยู่กับผู้ชายแบบนี้ โดยไม่นึกหงุดหงิดใจได้ยังไง

“ทีนี้เจ้าจักตอบคำถามข้าได้หรือยัง”

“คำถามอะไรคะ”

บัวบูชาแกล้งทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ ให้องค์สมุทราพ่นลมหายใจแผ่วเบา

“ข้าคงเร่งรัดเจ้าเกินไปสินะ เอาเถิด มิเป็นไร”

องค์สมุทราลุกขึ้นยืนพร้อมกับดึงให้บัวบูชาลุกขึ้นมาด้วยกัน

ราชาหนุ่มพาบัวบูชาถอยหลังห่างออกมาจากโขดหินและโซ่ตรวนที่เคยพันธนาการอีกฝ่ายเอาไว้

ความรักที่องค์สมุทรามีต่อปทุมธาราเยอะมากพอให้บัวบูชาสัมผัสมันได้ชัดเจน

“คุณจะเสียใจรึเปล่าคะ ถ้าบัวจะบอกว่า… ต่อให้คุณจะพยายามรื้อฟื้นความทรงจำกันมากแค่ไหน แต่บัวก็ไม่มีวันเป็นปทุมธาราให้คุณได้อยู่ดี”

องค์สมุทรานิ่งเงียบไป ที่จริงเขารู้ความจริงข้อนี้ดีอยู่แล้ว

“เพียงเจ้าต้องการจะอยู่ ข้าก็มิสนใจเรื่องอื่น”

“…”

บัวบูชาไม่รู้ว่าตนควรพูดหรือตัดสินใจกับเรื่องนี้ยังไง เธอเม้มปากแน่นอย่างนึกสับสน

“เช่นนั้นข้าจักให้คนไปส่งเจ้ากลับเมือง”

องค์ราชาสะบัดฝ่ามือเล็กน้อย เปิดม่านน้ำเวทมนต์ขึ้นเบื้องหน้า

ในเมื่อบัวบูชาไม่ต้องการจะอยู่ เขาจะไม่บังคับเธออีกต่อไป แค่ที่ครั้งหนึ่งเคยบีบบังคับให้ปทุมธาราอยู่ด้วยทั้งที่อีกฝ่ายมีแต่ความเจ็บปวดนั้นก็มากเกินพอแล้ว

องค์สมุทราไม่ต้องการทำร้ายจิตใจของหญิงสาวอีก ไม่ว่าจะชาตินี้หรือชาติไหน

“รอที่นี่ ข้าจักส่งอังเตมารับ”

สมุทราหันหลังกลับ พยายามหักห้ามใจไม่ได้เอื้อมมือไปรั้งบัวบูชาไว้ด้วยกัน เขาเกือบเดินผ่านม่านประตูมิติออกไปแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะเสียงหวานสั่นเครือของอีกคนเอ่ยขึ้นมาซะก่อน

“ท่านจะทิ้งเราไว้ที่นี่อีกแล้วหรอ”

มือเล็กชื้นไปด้วยเหงื่อ อยู่ๆ ความรู้สึกหวาดกลัวและเสียใจตอนที่ปทุมธาราเคยถูกทิ้งอยู่ที่นี่ตามลำพังก็ย้อนกลับมา

คิ้วเรียวขมวดมุ่น เมื่อความทรงจำบางอย่างค่อยๆฉายชัดขึ้นมาในหัว บัวบูชาจ้องมองโซ่ตรวนอีกครั้งด้วยความที่อัดแน่นอยู่ภายใน

องค์สมุทราชะงักปลายเท้า และหันกลับมามอง

“หากครั้งนี้จะทิ้งกันไว้ที่นี่อีก ก็ได้โปรดบอกให้คุณอังเตมารับเราไวๆ ด้วย”

“บัวบูชา…”

“เพราะไม่ว่าชาตินี้หรือชาติไหน เราก็ไม่เคยอยากอยู่ในถ้ำนี่เลยแม้แต่วินาทีเดียว”

หยดน้ำตาไหลซึมอาบใบหน้า นัยน์ตาคู่สวยมองจ้ององค์ราชาราวกับเธอสัมผัสถึงความรู้สึกขององค์ปทุมธาราได้ราวกับเป็นตัวเอง

“หากคิดว่าการที่เจ้าอยู่ที่นี่แล้วทรมานนัก เจ้ามิคิดบ้างหรือว่าข้าเองก็ทุกข์ใจไม่ต่าง”

“ฮึก…”

“คิดว่าข้าอยากทรมานเจ้าอยู่ที่นี่ตลอดไปงั้นหรือ”

องค์สมุทราเองก็เก็บความทรมานที่อัดอั้นในใจไม่ไหวแล้วเช่นกัน

“แล้วเหตุใดต้องจองจำข้าไว้ด้วยเล่า!”

บัวบูชาเผลอหลุดคำพูดตัดพ้อออกมาด้วยภาษาที่เคยใช้เป็นประจำในอดีตชาติ

ทุกความรู้สึกที่เคยเกิดขึ้นยามได้เกิดเป็นนาคิณีปทุมธาราไหลย้อนกลับสู่ตัวเธอสายน้ำที่ทะลักออกจากเขื่อน

ยิ่งพยายามปฏิเสธและผลักไส ทว่าคลื่นความทรงจำเหล่านั้นกลับ ทำให้หญิงสาวเผลอตัวเข้าไปอย่างห้ามตนเองไม่อยู่

สองมือเล็กสั่นเทาราวกับควบคุมไม่ได้ ความเจ็บปวดเจียนตายที่เคยสัมผัสครั้งแล้วครั้งเล่าจนลืมวันลืมคืน ทำให้บัวบูชารู้สึกทรมานแทบขาดใจ

“หากเจ้ามิอยากอยู่ เหตุใดมิฆ่าข้าเสีย เจ้าเอาแต่บอกให้ข้าฆ่าเจ้า ทั้งที่ก็รู้ว่ามันเป็นไปมิได้”

องค์สมุทราตอบกลับด้วยน้ำเสียงคละเคล้าไปกับความเสียใจ

ผู้ใดจะเข่นฆ่าคนที่ตนรักและเฝ้าทะนุถนอมมาแสนนานได้กัน

ทุกคำหวานข้างใบหู ทุกความทรงจำแสนงดงาม

องค์นาคราชยังคงจดจำทุกสิ่งระหว่างสองเราได้ไม่ลืมเลือน ราวกับพึ่งเกิดขึ้นเพียงเมื่อวาน

เราสองผูกพันกันด้วยแรงรักเปรียบดั่งโซตรวนเส้นหนาที่โอบรัดกันไว้จนยากจะแยกออก

“เจ้าต้องการสิ่งใดจากข้ากันแน่”

สมุทราขมวดคิ้วเป็นปม ยามหันกลับมาสบตากับบัวบูชาอีกครั้งด้วยความไม่เข้าใจ

“คราแรกเจ้าบอกว่ามิใช่นาง แล้วในเพลานี้เล่า… เหตุใดถึงได้ระเบิดอารมณ์ราวกับเป็นปทุมธาราเสียเอง”

บัวบูชาหลุดเสียงสะอื้น

ทุกความเจ็บปวดและความรู้สึกของปทุมธารากลับกลายเป็นความรู้สึกของบัวบูชาจนหมดสิ้น

แม้กระทั่งวาระสุดท้ายที่ปทุมธาราตัดสินใจจะตาย เหตุผลของเธอก็ยังมีเพียงอย่างเดียว

นั่นก็คือ องค์ราชาตรงหน้านี่ไง

“ตกลงเจ้าอยากให้ข้าปล่อย หรืออยากให้กอดเอาไว้ให้แน่นกันแน่บัวบูชา”

องค์สมุทราขยับเข้าใกล้ มือหนาเชยปลายคางมนขึ้นสบตา

“ทุกเพลาที่ข้าหายใจโดยมิมีเจ้าเคียงกายนั้นมิต่างจากอยู่ในขุมนรก”

นัยน์ตาคมสั่นไหว ทุกคำที่ออกจากปากล้วนเป็นความรู้สึกจากหัวใจที่แท้จริง

“เงินทองแลพลังอำนาจล้วนเป็นสิ่งไร้ค่า สิ่งเดียวที่ข้าปรารถนามีเพียงความรักจากเจ้า”

ไม่มีหญิงใดงดงามเท่ายอดดวงใจของเขา แม้ตอนนั้นอีกฝ่ายจะถูกจองจำจนซูบผอม แต่ยังคงงดงามในสายตาของเขาเสมอ

“มิว่าเจ้าจักเกิดเป็นม้า เป็นแพะ หรือปลาตัวน้อยที่แหวกว่ายในมหาสมุทร สมุทราผู้นี้ก็จักยังคงรักแลภักดีต่อเจ้ามิเสื่อมคลาย”

“ฮึก… ทำไมถึงเป็นบัวอยู่อีกล่ะคะ ทั้งๆ ที่บัวไม่มีอะไรคู่ควรกับท่านเลยสักอย่าง”

องค์สมุทราพูดเหมือนว่าต่อให้ตอนนี้เธอจะเป็นบัวบูชาแล้ว เขาก็ยังจะรักกันอยู่ดี

ทำไมผู้ยิ่งใหญ่แบบเขาถึงเลือกจะมอบความรู้สึกเหล่านั้นให้เธอกัน

บัวบูชาไม่เข้าใจเลย

“เจ้าจักให้ข้าทอดทิ้งดวงใจของตนได้อย่างไร”

มือหนาซับน้ำตาให้นางผู้เป็นที่รักด้วยความรักใคร่

“องค์สมุทรา”

“หืม… ว่าอย่างไรหนูบัว”

“ทำไมคุณเรียกเราแบบนั้น” บัวบูชายู่ปากทั้งน้ำตา

ชื่อเล่น หนูบัว นั้นมีแต่คนสนิทที่ใช้เรียกกัน

แบบนี้แปลว่าเธอกับเขาสนิทกันแล้วหรือเปล่า

“ก็เจ้าดูมิชอบใจที่ข้ามองเจ้าเป็นปทุมธารา เช่นนั้นข้าก็จักเรียกแต่เพียงชื่อจริงๆ ของเจ้า ดีหรือไม่หนูบัว”

“ก็… อาจจะดี”

“ข้าให้เจ้าเลือกว่าจักอยู่ที่นี่ด้วยกัน หรืออยากกลับไปมีชีวิตในโลกของเจ้าอีกครั้ง”

คำขององค์สมุทรา ทำหญิงสาวชะงัก คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันอย่างไม่เข้าใจ

“บัวจะกลับไปมีชีวิตได้ยังไง ในเมื่อคุณบอกเองว่าบัวตายไปแล้ว”

“การตายของเจ้า ทำให้โทษทัณฑ์ที่ข้าเคยกล่าวสิ้นสุดลงก็จริง แต่ข้าสามารถดลบันดาลแลให้พรแก่ผู้ที่มาขอร้องให้ช่วยเหลือได้อยู่เสมอ”

ผกาทิพย์เฝ้าขอพรเพียงข้อเดียวมาตลอดทั้งชีวิต

พรเดียวที่องค์สมุทราไม่เคยมอบให้นางเลย คือขอชีวิตให้แก่หลานรักอย่างบัวบูชา

ผกาทิพย์เฝ้าดูแลเทวาลัยแห่งนั้นด้วยความมุ่งมั่น ทำความดีโดยไม่เคยเอ่ยขอสิ่งอื่นใดตอบแทน นอกจากปรารถนาให้องค์สมุทราช่วยปกป้องบัวบูชาเท่านั้น

ขอเพียงหลานสาวของเธอมีชีวิตยืนยาวได้ดังเช่นที่มนุษย์คนหนึ่งควรมี

“แล้วคุณ…”

บัวบูชาอยากถามว่าเขาคิดยังไงเกี่ยวกับเรื่องนี้

องค์สมุทราอยากให้เธออยู่ที่นี่ต่อ หรือกลับไปกัน

“ข้าแล้วแต่เจ้าจักตัดสินใจ”

เป็นองค์สมุทราที่เอ่ยอย่างรู้ใจ บัวบูชากัดปากแน่น เธอมององค์ราชาด้วยหัวใจที่เต้นระรัว

ภายนอกดูนิ่งขรึม ทว่าภายในขององค์สมุทรานั้นรู้สึกกังวลใจกับคำตอบนั่นมากมายเหลือเกิน

“ถ้าบัวเลือกที่จะไป เราจะได้พบกันอีกหรือเปล่าคะ”

ก้อนเนื้อแข็งแกร่งบริเวณอกด้านซ้ายสั่นไหวอย่างน่าประหลาด นัยน์ตาคมเป็นประกายขึ้นอย่างมีหวัง

“ถามเช่นนี้ เจ้าปรารถนาอยากพบข้าอีกใช่หรือไม่”

หัวใจที่ด้านชาไร้ความรู้สึกอ่อนไหวต่อผู้ใดกลับมาเต้นรุนแรงมีชีวิตชีวาอีกครั้ง

“ท่านไม่เห็นเหมือนรูปปั้นที่เทวาลัยท้ายหมู่บ้านนั่นเลย ไม่เหมือนเลยสักนิด”

รูปปั้นนั้นถึงจะดูสง่างาม แต่เทียบไม่ได้กับตัวจริงที่ยืนอยู่ตรงหน้า

องค์สมุทราช่างงดงามเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้

“เจ้าผิดหวังหรือ”

ยามนี้องค์สมุทราอ่านแววตาของหญิงสาวไม่ออก

สมุทราไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคำถามก่อนหน้านี้ของตนแทบทุกประโยคจึงไม่เคยได้รับคำตอบ ถึงอย่างนั้นก็ยังใจเย็นที่จะเอ่ยต่อ

เขาคิดถึงนางนัก

หากต้องถามตอบกันไปแบบนี้อีกทั้งวันทั้งคืนก็ย่อมไม่มีปัญหา

“ทำไมต้องผิดหวังด้วยล่ะคะ”

“มนุษย์นี่เป็นแบบเจ้าทุกคนเลยหรือ”

เมื่อไม่ได้คำตอบอีกครั้ง ราชาหนุ่มก็อดทนต่อไปไม่ไหว

นี่นางยังฟังเขาพูดอยู่รึเปล่า ทำไมถึงได้เอาแต่พูดในสิ่งที่ใจนึก โดยไม่ได้คำนึงถึงคำถามสักนิดเลย

“แล้วพญานาคล่ะ มีนิสัยคล้ายท่านทุกตนเลยไหม”

คิดไปคิดมาก็ไม่ คุณอังเตก็ไม่เห็นจะเป็นแบบนี้เลย

องครักษ์อังเตดูพูดจาดี เข้าถึงง่าย และทันสมัยกว่าองค์สมุทราหลายเท่าตัวนัก

“เวลาข้าถาม เจ้าควรจักต้องตอบข้าสิ”

หากเพลานี้สมุทรายังนั่งอยู่บนตั่งบัลลังก์ทอง นางคงถูกโทษหนักฐานเมินคำองค์ราชา

“ทำไมคะ ท่านจะสั่งลงโทษกันอีกหรอ”

องค์สมุทรากอดอก มองอีกคนอย่างนึกค้นหา

ประโยคนี้นางกำลังตัดพ้อกันใช่หรือไม่นะ

“องค์สมุทราชอบดุจริงๆ ไม่เห็นใจดีเหมือนอย่างที่น้ำปรุงบอกเลย”

บัวบูชาบ่นปากขมุบขมิบ

ทว่าแทนที่จะโมโห องค์สมุทรากลับหลุดหัวเราะ

ยามนี้พระองค์รู้สึกมีชีวิตชีวาราวกับต้นไม้เหี่ยวเฉาที่ถูกรดน้ำเอาใจใส่จนกลับมาแผ่กิ่งก้านไพศาลอีกครั้ง

“เพลานี้เจ้ารู้สึกเช่นไร เพียงเอ่ยตอบออกมาจากใจเท่านั้นบัวบูชา”

“อยู่ใกล้ท่านแล้วทำให้บัวรู้สึกอบอุ่นและปลอดภัย แต่มันอาจไม่ใช่ความรักอย่างที่ปทุมธาราเคยมี”

บัวบูชาเอ่ยตอบตามความจริง

เธอสัมผัสได้ถึงความรักของปทุมธารา

ทั้งที่ถูกลงโทษจนสิ้นใจ ถูกจองจำทุกข์ทรมานอยู่ในถ้ำหินน่ากลัว แต่กลับไม่นึกโกรธองค์ราชาเลยสักนิด

ถ้าบัวบูชาต้องเจอเรื่องราวแบบนั้นอีกครั้ง เธออาจทนไม่ไหวเลยก็ได้

“ปทุมธารามิน่าจักรักข้าลงอีกแล้วล่ะ”

องค์สมุทราเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อน เขาผละออกจากหญิงสาวตรงหน้า

“นางควรจักโกรธเกลียดข้าเสียยิ่งกว่าสิ่งใด”

“เชื่อเถอะว่านางเข้าใจ แม้จะเจ็บปวด แต่นางรู้ดีว่าท่านจำเป็นต้องทำ”

บัวบูชาเอ่ยตามสิ่งที่ตนรู้สึกและสัมผัสได้

ไม่แน่ที่ปทุมธาราตัดสินใจจากไป อาจเพราะนางรู้ดีว่าหากถูกจองจำต่อไป นอกจากจะไม่มีสิ่งใดดีขึ้นแล้ว วันนี้เราทั้งสองก็คงไม่มีโอกาสได้กลับมายืนคุยหรือส่งยิ้มให้กันอีกครั้งแน่

แม้ต้องใช้เวลานานหน่อย และต้องทนทุกข์ทรมานหลายภพหลายชาติไปนิด แต่ผลลัพธ์ในวันนี้ก็ดีเกินคาด

“ความจำเป็นพวกนั้นทำข้าอยากสละบัลลังก์”

นัยน์ตาคู่คมหลับลงด้วยความเจ็บปวด

คงเป็นเขาเองที่ปล่อยวางกับรักในอดีตไม่ได้

ทุกความทรงจำยังคงห้อมล้อมเขาอยู่เสมอ

ทุกพื้นที่ที่เคยก้าวเดิน ทุกรอยยิ้มที่เรามีร่วมกัน จะให้เขาก้าวเดินต่อไปเพียงลำพังได้อย่างไร

ตอนนี้หญิงตรงหน้าไม่ใช่ปทุมธาราอีกแล้ว เธอคือบัวบูชาหลานสาวของผกาทิพย์เพียงเท่านั้น

สมุทราเข้าใจดี

“แล้วถ้าบัวขออยู่กับคุณต่อที่นี่ล่ะคะ”

“…”

“แบบนั้นคุณพอจะมีกำลังใจในการใช้ชีวิตเพิ่มขึ้นมาบ้างรึเปล่า คุณราชา”

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...