บทที่ ๑๙
‘เฉลยความจริง’
“จารีย์!”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
จารีย์ยกยิ้มดีใจ
พวกเขามองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านม่านลูกแก้วอยู่แล้ว
ตอนนี้องครักษ์รอเพียงคำรับสั่งจากองค์ราชาเหนือหัวก็เท่านั้น
“มีเรื่องอันใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพะย่ะค่ะ”
จารีย์อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อกับผู้ที่เคยลั่นวาจาว่าจะไม่ยุ่งกับชะตาของบัวบูชาจนกว่าเธอจะสิ้นลมหายใจ
องค์สมุทราแสร้งกระแอมในคอ
“ช่วยนาง”
“นาง? พระองค์หมายความถึงผู้ใดหรือ”
จารีย์รู้ดีว่าบัดนี้เป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน
หากแต่เขาก็อยากให้องค์ราชาเลิกปากแข็งเสียที
เพียงเอ่ยสั่งให้เขารีบไปช่วยอดีตองค์ราชินีนั้นมันยากเย็นนักหรือไง
“ข้าสั่งให้เจ้าช่วยบัวบูชาบัดเดี๋ยวนี้!”
“รับบัญชาพะยะค่ะ”
สิ้นเสียงตอบรับ
จารีย์ก็ทรุดกายทำความเคารพก่อนจะหายวับไปพร้อมกับแสงสว่างวาบที่พุ่งเข้าใส่ผีร้ายอำคาเต็มแรง
“อ๊าก!”
เสียงร้องโหยหวนดังลั่น
อำคาเลือกถอยหนีทันทีแทนที่จะนึกสู้ต่อกร
วิญญาณร้ายหลบหนีพลังมหาศาลของทหารเอกองค์สมุทราไปได้อย่างหวุดหวิด
“บ้าจริง!”
จารีย์ที่จะคว้าคอของอำคาได้แล้วกลับคว้าได้เพียงอากาศ
องครักษ์สบถลั่น ยามมองบัวบูชากลับมาหายใจได้อีกครั้ง
“อึ่ก!”
เหมือนหลุดออกจากพันธนาการ
หญิงสาวสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าเต็มปอด
ฝ่ามือสั่นเทา สติเลือนลาง
เมื่อครู่เธอคล้ายจะเห็นองค์สมุทรามายืนปรากฏกายตรงหน้าเลย
ฝันไปรึเปล่านะ
“คุณบัว!”
อังเตรีบวิ่งมารับร่างเล็กเอาไว้ได้ทัน
ก่อนเธอจะล้มลงจนศีรษะกระแทกกับพื้นดิน
เขารีบตามจารีย์มาที่นี่
เมื่อรู้ว่าบัวบูชาอยู่ที่ไหน
นาคาหนุ่มเงยหน้ามองสหายที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล
ใบหน้าของจารีย์นั้นเรียบเฉย
ซ้ำยังออกแนวตำหนิกันเสียด้วยซ้ำที่องครักษ์ข้างกายหญิงสาวอย่างอังเตเผลอปล่อยให้บัวบูชาตกอยู่ในอันตราย
อังเตก้มหน้ารับความผิดพลาดของตนเอง
หากบัวบูชาถูกอำคาทำร้ายมากกว่านี้
ไม่แน่หัวเขาคงได้หลุดออกจากบ่า
“ปกป้องนางให้ดี
จนกว่าจักถึงคืนพรุ่งนี้อย่าปล่อยให้คลาดสายตา นี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชา”
อังเตมองอีกคนหายวับไป
ก่อนจะถอนลมหายใจออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
ร่างของบัวบูชาในตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดและรอยน้ำตา
เชื่อได้เลยว่าถ้าพาอีกคนไปส่งที่โรงพยาบาลต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่
แต่ให้ทำยังไงได้
ตอนนี้อังเตไม่มีทางเลือก
“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะองค์ราชินี”
อังเตหลุดเอ่ยสรรพนามเดิมที่คุ้นชินเพื่อขออนุญาตแตะต้องร่างกายของอีกฝ่าย
แม้บัวบูชาจะสลบไปแล้ว
ร่างสูงช้อนร่างอดีตราชินีขึ้นแนบอก
เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าเรือนไม้หลังงามกลับคืนสภาพกลายเป็นเรือนร้างดังเดิม
บัวบูชาคงรู้ความจริงแล้ว
องครักษ์นาคาหนุ่มพาบัวบูชาขึ้นรถออกจากเรือน
ท่ามกลางวิญญาณหลายสิบดวงของคนในบ้านที่เฝ้ามองด้วยความอาลัย
เสียงร่ำไห้ดังก้อง
“น้ำปรุงอย่าร้อง”
“คุณหญิงผกา
ฮึก ฮือ… เราทำไม่สำเร็จใช่ไหมจ๊ะ”
ผกาทิพย์น้ำตาคลอ
เธอส่ายศีรษะเบาๆ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความจริงที่ตนไม่อาจฝืน
ถึงเวลาต้องจากลากันแล้ว
ยายขอให้หนูโชคดี
ขอให้หนูมีชีวิตที่ดีต่อไปให้ได้เถอะนะ
บัวบูชา
ร่างเล็กนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงในโรงพยาบาล
ประจำจังหวัด ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหญิงสาวกำลังนอนหลับสนิท
“ให้คนไข้พักผ่อนสักหน่อย
อาการก็คงจะดีขึ้นค่ะ”
ผลตรวจออกมาว่าบัวบูชาความดันสูงเฉียบพลันจนทำให้เลือดกำเดาไหล
อาการที่เป็นอยู่อาจเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ความเครียดสะสม
หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ
“ขอบคุณครับคุณพยาบาล”
อังเตกล่าวขอบคุณ
อย่างน้อยที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีเครื่องมือแพทย์ครบครัน
มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มากมาย
คลื่นจากฝีมือมนุษย์รบกวนคลื่นพลังวิญญาณได้
บางทีมันอาจช่วยกันอำคาออกไปได้บ้าง
ขนาดอังเตเองยังรู้สึกเวียนหัวจนต้องใช้พลังที่มีตัดคลื่นรบกวนเหล่านั้นออกไปเลย
ไม่นานบัวบูชาก็รู้สึกตัวขึ้น
เธอลืมตาตื่น ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่ง
“อ๊ะ!
ซี้ด”
หญิงสาวหลุดเสียงร้องออกมา
เมื่อเผลอขยับมือที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่เต็มแรงด้วยไม่ทันระวังตัว
โชคดีที่สายน้ำเกลือไม่ได้หลุดออกจนได้เลือดเพิ่ม
“คุณบัว…
ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่าครับ”
อังเตขยับเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง
“คะ…
คุณเต” บัวบูชาเผลอผละถอยหลังด้วยความตกใจ
ถ้าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง
ก็แปลว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันไม่ใช่หรอ
ดวงตากลมเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาทันที
บัวบูชามองไปรอบๆ
ตัว หญิงสาวเลิกคิ้วแปลกใจเมื่อพบว่าสถานที่ที่เธออยู่น่าจะเป็นโรงพยาบาล
ที่สำคัญคือเธอยังไม่ตาย
และอำคาก็ไม่ได้อยู่ใกล้เธอแล้ว
อังเตมองหญิงสาวในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลที่ดูกลัวกันอย่างชัดเจน
ก่อนจะลอบถอนหายใจแผ่วเบา
ลุคผู้ชายอารมณ์ดีหายวับไปในทันใด
ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยท่าทางจริงจัง
เพียงแค่ตวัดสายตาครั้งเดียว
ผ้าม่านที่เปิดอ้าออกเมื่อครู่เพื่อให้ได้มองเห็นวิวทิวทัศน์นอกอาคารก็ถูกปิดลงด้วยมือที่มองไม่เห็น
“คุณก็…
เป็นเหมือนอาอำคางั้นหรอคะ”
บัวบูชามองคนตรงหน้าด้วยท่าทางหวาดระแวง
“อย่าเอาผมไปเทียบกับวิญญาณชั้นต่ำแบบนั้นเลยครับคุณหนูบัว”
ครั้งหนึ่งภศิเป็นนาคาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์
เป็นทหารกล้าออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่องค์สมุทรามาช้านาน
ต่างจากวิญญาณอำคายามนี้โดยสิ้นเชิง
เพราะผลกรรมหนักจากอดีตส่งผลให้อำคาจำต้องถูกมารร้ายดลใจให้ก่อโศกนาฏกรรมขึ้นภายในเรือน
สิ่งที่อำคาในชาตินี้ตัดสินใจทำล้วนเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น
ความเครียดที่แบกรับเอาไว้ลำพังเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากบทลงทัณฑ์ขององค์สมุทรา
ตามชะตาแล้ว
คุณหญิงผกาทิพย์และทุกคนในบ้านจะต้องถูกโจรชั่วเข้าชิงทรัพย์สิน
ถูกฆ่ายกเรือนอย่างน่าเวทนา ส่วนอำคาจะตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์
ชะตาเหล่านั้นอำคาเป็นคนเลือกให้มันเป็นไปด้วยตนเอง
เมื่อสิ้นใจ
อำคาได้ความทรงจำต่างๆ ในอดีตชาติกลับคืน วิญญาณหนุ่มโกรธแค้น
คิดไปเองว่าทั้งหมดที่ตนต้องเจอเป็นเพราะองค์สมุทราเป็นผู้บงการ
หลังจากนั้นอำคากลายเป็นสัมภเวสีที่คอยอาศัยเครื่องเซ่นสังเวยประทังความหิวที่ไม่มีวันสิ้นสุด
ถูกความแค้นเข้าครอบงำจนแทบไม่หลงเหลือแม้กระทั่งตัวตน
จารีย์คิดถึงภศินาคา
สหายคนสนิทผู้นั้นเหลือเกิน
“ผมอังเต
เป็นสหายและองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์สมุทรา ผมถูกส่งมาให้ปกป้องคุณ”
บัวบูชาเผลอผละถอยจนหลังชิดเตียง
เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองเขาอย่างเดิม สิ่งต่างๆ ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนรู้สึกไม่วางใจ
“ปกป้องหรอคะ
ปกป้องบัวจากอะไร”
บัวบูชาทวนคำ
ยามสบตากับอีกคน
“จากคนที่ทำให้คุณมานอนอยู่ที่นี่ไง”
“พวกคุณช่วยบัวทำไม
ถึงยังไงบัวก็ต้องตายอยู่ดี”
“หากคุณตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา
คุณอาจกลายเป็นแบบเขาก็ได้ อำคาอาจอาศัยร่างของคุณเพื่อทำสิ่งไม่ดี”
“บัวไม่เข้าใจ
ต่อให้ได้ชีวิตหรือร่างกายบัวไปก็ไม่น่าจะช่วยอะไรเขาได้อยู่ดี”
ถ้าคิดแก้แค้นราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างองค์สมุทรา
ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปช่วยอะไรได้กัน
อังเตยักไหล่
“เราไม่ได้คุยกันนานแล้วครับ
แถมตอนนี้ก็ยังไม่ถูกกันเลยสักนิด”
คงมีแค่อำคาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้
บัวบูชานิ่งคิด
ความคิดหลายอย่างตีรวนจนปวดหัว
หญิงสาวสลัดความวุ่นวายในใจทิ้งไป
ก่อนจะจ้องมองอังเตตาเขม็ง
“มีอะไรหรือเปล่าครับ”
อังเตเลิกคิ้วอย่างนึกสงสัย
“คุณเป็นพญานาคจริงหรอ
อายุเท่าไหร่แล้วคะ”
ปกติพญานาคมีอายุยาวนานแค่ไหนกันนะ
พอคิดแบบนี้
บัวบูชาก็เริ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจขึ้นมา
แม้ว่าชาติหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นนาคิณีเหมือนกันแต่หญิงสาวแทบหลงลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปหมดแล้ว
ตอนนี้มีองครักษ์นาคาตัวจริงมายืนอยู่ต่อหน้าเธอเลยเชียวนะ
นั่นก็เท่ากับว่านอกจากองค์สมุทราแล้ว
อีกฝ่ายก็เป็นทหารที่เก่งไม่แพ้ใครเลยไม่ใช่หรอ
“ถ้านับตอนนี้ก็…”
องครักษ์หนุ่มกระแอมในคอแก้เขิน
“คืนจันทร์เต็มดวงก็จะครบ
๙๐๒ ปีพอดีครับ”
บัวบูชาตาโต
อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง
“ตกใจที่ผมยังดูหนุ่มอยู่ใช่ไหม”
ร่างสูงหัวเราะร่วน
ถ้าเทียบกับอายุไขของมนุษย์แล้ว
๙๐๐ ปีของนาคาก็ไม่ได้เยอะเกินไปเลย ออกจะยังเป็นวัยรุ่นอยู่ด้วยซ้ำ
“แบบนั้นคุณก็เกิดทันเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตใช่ไหม
คุณอังเตเล่าให้บัวฟังได้รึเปล่าคะ บัวอยากรู้ว่าความจริงเป็นยังไงกันแน่”
อังเตพยักหน้ารับ
ก่อนจะเริ่มเล่าตามคำร้องขอของบัวบูชาถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง
“ย้อนกลับไป
มีราชาองค์หนึ่งปกครองแคว้นทิสาธารามาแสนนาน วันหนึ่งเขาถูกกบฏฆ่าตายคาบัลลังก์
ผู้ทรยศหมายเข่นฆ่าทั้งตระกูลไม่ให้หลงเหลือสายเลือดองค์ราชาองค์ก่อนแม้แต่ตนเดียว”
อังเตมองสบตาบัวบูชาที่มองมาเช่นกัน
“ทว่ายังมีองค์รัชทายาทที่หลบหนีไปได้
เขาย้อนกลับมาแก้แค้นและทวงบัลลังก์คืนในภายหลัง”
“…”
“องค์รัชทายาทผู้นั้นก็คือองค์สมุทรา
พระองค์สั่งลงโทษทัณฑ์ร้ายแรงคือการประหารชีวิตสายเลือดที่สืบสกุลผู้กบฏนานนับเจ็ดชั่วอายุ
ไม่มีการละเว้นโทษให้กับผู้ใด”
นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตา
เธอยังคงสัมผัสถึงภาพในนิมิตที่เกิดจากอำคาได้อย่างชัดเจน
บัวบูชาหลุบตาลงต่ำ
หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก
เรื่องเล่าที่เหมือนเป็นนิทานปรัมปรา
ใครจะคิดว่าทั้งหมดนี่คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง
ความจริงจังในแววตาของอังเต
ทำให้บัวบูชาเชื่อสนิทใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดโกหก
หญิงสาวปักใจเชื่อในสิ่งที่นาคาหนุ่มเอ่ยเล่าอย่างไม่มีข้อกังขา
“แต่ในบทลงทัณฑ์กลับพ่วงมาด้วยคำสาปแช่งจากผู้ก่อกบฏที่หวังให้องค์สมุทรารู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน”
อังเตเล่าต่อ
ก่อนจะหยุดเอาไว้จนเกิดความเงียบ
“คือการรักกับปทุมธาราใช่ไหมคะคุณอังเต”
บัวบูชาประหม่าในใจ
นี่คือสิ่งที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน
องค์สมุทราเองก็ต้องคำสาปด้วยอย่างนั้นหรอ
“จริงๆ
แล้วตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกครับว่าคำสาปแช่งของพวกกบฏหมายถึงอะไร
และจะส่งผลยังไงกับองค์สมุทรา”
นาคาหลายตนรวมถึงอังเตเผลอคิดว่าคำสาปแช่งนั้นไม่มีวันได้ผลกับองค์ราชาเสียด้วยซ้ำ
“แต่คำตอบของคำถามคุณก็คือใช่”
นอกจากความทุกข์ทรมานของปทุมธาราในอดีตที่บัวบูชาจดจำมันได้แม่นแล้ว
ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์และห่วงหาใครบางคนก็ฉายชัดเจนในความทรงจำเช่นกัน
นั่นทำให้บัวบูชาเผลอนึกถึงเขา...
องค์สมุทรา
“คำสาปแช่งนั้น
ทำให้องค์สมุทราและพวกผมไม่รู้มาก่อนว่าคุณและภศิมีสายเลือดของกบฏอยู่ในตัว”
“ไม่ใช่บัวค่ะ”
“ครับ?”
“ถึงชาติก่อนจะเคยใช่
แต่ชาตินี้บัวเกิดใหม่แล้ว”
“คุณหมายถึงยังไงนะครับ”
อังเตเลิกคิ้ว
“ก็คุณอังเตเล่าโดยใช้คำว่าคุณ
แต่ตอนนี้บัวไม่ใช่ปทุมธาราแล้ว”
นาคิณีสาวทุกข์ทรมานจวนขาดใจขนาดนั้น
เพียงนึกถึงบัวบูชาก็ปวดหนึบไปทั้งหัวใจ
หากหญิงสาวจดจำทุกรายละเอียดความรู้สึกนั้นได้จริงๆ เห็นทีเธอคงเจ็บช้ำเจียนตาย
“อ่า…”
พวกมนุษย์คิดแบบนี้เองสินะ
อังเตพยักหน้ารับ
ไร้ข้อโต้เถียง
“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละครับ”
“แปลว่าถ้าบัวตาย
ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงใช่ไหมคะ”
หญิงสาวระบายยิ้มหวาน
“แบบนั้นค่อยมีกำลังใจในการรอวันตายหน่อย”
“การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไปหรอกนะครับคุณหนูบัว”
อังเตยกยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่ายเช่นกัน
“บางความเชื่อมองว่าความตายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของบางสิ่งบางอย่างได้เสมอ”
อดีตราชินีที่กลับชาติมาเกิดเป็นบัวบูชานี้มีความหมายกับองค์สมุทรามากเหลือเกิน
ถ้าจะบอกว่าบัวบูชาได้รับสิทธิพิเศษเหนือสายเลือดกบฏคนอื่นก็คงไม่ผิดนัก
องค์สมุทราทั้งรักและหวงแหนปทุมธาราจนไม่อาจยอมปล่อยให้นางจากไป
พระองค์หวังว่าโทษทัณฑ์และคำสาปแช่งที่ผูกมัดกันไว้อย่างยากจะตัดออกนั้นจะถึงคราวสิ้นสุดลงเสียที
ต่อให้ราชาสมุทราไม่ได้มาที่นี่ด้วยตนเองก็ยังยอมส่งองครักษ์ข้างกายที่ไว้ใจมาดูแลบัวบูชาอย่างใกล้ชิด
นั่นเพียงพอแล้วที่จะบอกได้ว่า
ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือปทุมธาราจะเกิดเป็นใคร
องค์สมุทราก็จะยังรักและห่วงหาแต่เธอเพียงผู้เดียว
บัวบูชายกยิ้ม
เธอยกสองมือขึ้นไหว้ขอบคุณ ให้อังเตต้องรีบยกมือขึ้นรับไหว้ด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก
“ขอบคุณมากนะคะ
ขอบคุณที่คุณคอยช่วยเหลือมาตลอด แล้วก็ขอโทษหากบัวเคยล่วงเกินอะไร”
อังเตแก่กว่ากันตั้งหลายร้อยปี
ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้บัวบูชาเผลอทำตัวที่ไม่เหมาะสมออกไปบ้างหรือเปล่า
“ด้วยความยินดีเลยครับ…”
พรึ่บ!
พรั่บ!!
พรึ่บ!!!
อังเตชะงักกึก
เมื่อจู่ๆ ไฟทั้งห้องก็ดับลง ก่อนจะติดขึ้นใหม่อีกครั้งพร้อมกับการหายตัวไปของบัวบูชา
“คุณหนูบัว!”
ร่างสูงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งออกไปจากห้องพักฟื้นในทันที
อังเตสบถกร้าวในใจ
ต้องเป็นฝีมือของอำคาไม่ผิดแน่!
.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น