วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 19

 

 

บทที่ ๑๙

‘เฉลยความจริง’

 

 

 

“จารีย์!”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

จารีย์ยกยิ้มดีใจ พวกเขามองเห็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่านม่านลูกแก้วอยู่แล้ว ตอนนี้องครักษ์รอเพียงคำรับสั่งจากองค์ราชาเหนือหัวก็เท่านั้น

“มีเรื่องอันใดให้กระหม่อมรับใช้หรือพะย่ะค่ะ”

จารีย์อดไม่ได้ที่จะหยอกล้อกับผู้ที่เคยลั่นวาจาว่าจะไม่ยุ่งกับชะตาของบัวบูชาจนกว่าเธอจะสิ้นลมหายใจ

องค์สมุทราแสร้งกระแอมในคอ

“ช่วยนาง”

“นาง? พระองค์หมายความถึงผู้ใดหรือ”

จารีย์รู้ดีว่าบัดนี้เป็นเวลาหน้าสิ่วหน้าขวาน หากแต่เขาก็อยากให้องค์ราชาเลิกปากแข็งเสียที

เพียงเอ่ยสั่งให้เขารีบไปช่วยอดีตองค์ราชินีนั้นมันยากเย็นนักหรือไง

“ข้าสั่งให้เจ้าช่วยบัวบูชาบัดเดี๋ยวนี้!”

“รับบัญชาพะยะค่ะ”

สิ้นเสียงตอบรับ จารีย์ก็ทรุดกายทำความเคารพก่อนจะหายวับไปพร้อมกับแสงสว่างวาบที่พุ่งเข้าใส่ผีร้ายอำคาเต็มแรง

 

 

“อ๊าก!”

เสียงร้องโหยหวนดังลั่น อำคาเลือกถอยหนีทันทีแทนที่จะนึกสู้ต่อกร

วิญญาณร้ายหลบหนีพลังมหาศาลของทหารเอกองค์สมุทราไปได้อย่างหวุดหวิด

“บ้าจริง!”

จารีย์ที่จะคว้าคอของอำคาได้แล้วกลับคว้าได้เพียงอากาศ องครักษ์สบถลั่น ยามมองบัวบูชากลับมาหายใจได้อีกครั้ง

“อึ่ก!”

เหมือนหลุดออกจากพันธนาการ

หญิงสาวสูดหายใจเฮือกใหญ่เข้าเต็มปอด ฝ่ามือสั่นเทา สติเลือนลาง เมื่อครู่เธอคล้ายจะเห็นองค์สมุทรามายืนปรากฏกายตรงหน้าเลย

ฝันไปรึเปล่านะ

“คุณบัว!”

อังเตรีบวิ่งมารับร่างเล็กเอาไว้ได้ทัน ก่อนเธอจะล้มลงจนศีรษะกระแทกกับพื้นดิน

เขารีบตามจารีย์มาที่นี่ เมื่อรู้ว่าบัวบูชาอยู่ที่ไหน

นาคาหนุ่มเงยหน้ามองสหายที่ยืนนิ่งอยู่ไม่ไกล

ใบหน้าของจารีย์นั้นเรียบเฉย ซ้ำยังออกแนวตำหนิกันเสียด้วยซ้ำที่องครักษ์ข้างกายหญิงสาวอย่างอังเตเผลอปล่อยให้บัวบูชาตกอยู่ในอันตราย

อังเตก้มหน้ารับความผิดพลาดของตนเอง

หากบัวบูชาถูกอำคาทำร้ายมากกว่านี้ ไม่แน่หัวเขาคงได้หลุดออกจากบ่า

“ปกป้องนางให้ดี จนกว่าจักถึงคืนพรุ่งนี้อย่าปล่อยให้คลาดสายตา นี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชา”

อังเตมองอีกคนหายวับไป ก่อนจะถอนลมหายใจออกมาด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

ร่างของบัวบูชาในตอนนี้เปรอะเปื้อนไปด้วยหยดเลือดและรอยน้ำตา

เชื่อได้เลยว่าถ้าพาอีกคนไปส่งที่โรงพยาบาลต้องกลายเป็นเรื่องใหญ่แน่

แต่ให้ทำยังไงได้ ตอนนี้อังเตไม่มีทางเลือก

“ขอประทานอภัยพะย่ะค่ะองค์ราชินี”

อังเตหลุดเอ่ยสรรพนามเดิมที่คุ้นชินเพื่อขออนุญาตแตะต้องร่างกายของอีกฝ่าย แม้บัวบูชาจะสลบไปแล้ว

ร่างสูงช้อนร่างอดีตราชินีขึ้นแนบอก เมื่อมองไปรอบๆ ก็พบว่าเรือนไม้หลังงามกลับคืนสภาพกลายเป็นเรือนร้างดังเดิม

บัวบูชาคงรู้ความจริงแล้ว

องครักษ์นาคาหนุ่มพาบัวบูชาขึ้นรถออกจากเรือน ท่ามกลางวิญญาณหลายสิบดวงของคนในบ้านที่เฝ้ามองด้วยความอาลัย

เสียงร่ำไห้ดังก้อง

“น้ำปรุงอย่าร้อง”

“คุณหญิงผกา ฮึก ฮือ… เราทำไม่สำเร็จใช่ไหมจ๊ะ”

ผกาทิพย์น้ำตาคลอ เธอส่ายศีรษะเบาๆ ได้แต่ก้มหน้ายอมรับความจริงที่ตนไม่อาจฝืน

ถึงเวลาต้องจากลากันแล้ว

ยายขอให้หนูโชคดี

ขอให้หนูมีชีวิตที่ดีต่อไปให้ได้เถอะนะ บัวบูชา

 

 

 

 

 

ร่างเล็กนอนให้น้ำเกลืออยู่บนเตียงในโรงพยาบาล ประจำจังหวัด ลมหายใจสม่ำเสมอบ่งบอกว่าหญิงสาวกำลังนอนหลับสนิท

“ให้คนไข้พักผ่อนสักหน่อย อาการก็คงจะดีขึ้นค่ะ”

ผลตรวจออกมาว่าบัวบูชาความดันสูงเฉียบพลันจนทำให้เลือดกำเดาไหล อาการที่เป็นอยู่อาจเกิดจากสภาพอากาศที่ร้อนขึ้น ความเครียดสะสม หรือการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ

“ขอบคุณครับคุณพยาบาล”

อังเตกล่าวขอบคุณ

อย่างน้อยที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่มีเครื่องมือแพทย์ครบครัน มีเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์มากมาย

คลื่นจากฝีมือมนุษย์รบกวนคลื่นพลังวิญญาณได้

บางทีมันอาจช่วยกันอำคาออกไปได้บ้าง

ขนาดอังเตเองยังรู้สึกเวียนหัวจนต้องใช้พลังที่มีตัดคลื่นรบกวนเหล่านั้นออกไปเลย

 

 

ไม่นานบัวบูชาก็รู้สึกตัวขึ้น เธอลืมตาตื่น ก่อนจะรีบลุกขึ้นนั่ง

“อ๊ะ! ซี้ด”

หญิงสาวหลุดเสียงร้องออกมา เมื่อเผลอขยับมือที่กำลังให้น้ำเกลืออยู่เต็มแรงด้วยไม่ทันระวังตัว

โชคดีที่สายน้ำเกลือไม่ได้หลุดออกจนได้เลือดเพิ่ม

“คุณบัว… ยังเจ็บตรงไหนอยู่รึเปล่าครับ”

อังเตขยับเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง

“คะ… คุณเต” บัวบูชาเผลอผละถอยหลังด้วยความตกใจ

ถ้าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องจริง ก็แปลว่าผู้ชายตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์เหมือนกันไม่ใช่หรอ

ดวงตากลมเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตาทันที

บัวบูชามองไปรอบๆ ตัว หญิงสาวเลิกคิ้วแปลกใจเมื่อพบว่าสถานที่ที่เธออยู่น่าจะเป็นโรงพยาบาล

ที่สำคัญคือเธอยังไม่ตาย และอำคาก็ไม่ได้อยู่ใกล้เธอแล้ว

อังเตมองหญิงสาวในชุดคนไข้ของโรงพยาบาลที่ดูกลัวกันอย่างชัดเจน ก่อนจะลอบถอนหายใจแผ่วเบา

ลุคผู้ชายอารมณ์ดีหายวับไปในทันใด ก่อนจะถูกแทนที่ด้วยท่าทางจริงจัง

เพียงแค่ตวัดสายตาครั้งเดียว ผ้าม่านที่เปิดอ้าออกเมื่อครู่เพื่อให้ได้มองเห็นวิวทิวทัศน์นอกอาคารก็ถูกปิดลงด้วยมือที่มองไม่เห็น

“คุณก็… เป็นเหมือนอาอำคางั้นหรอคะ”

บัวบูชามองคนตรงหน้าด้วยท่าทางหวาดระแวง

“อย่าเอาผมไปเทียบกับวิญญาณชั้นต่ำแบบนั้นเลยครับคุณหนูบัว”

ครั้งหนึ่งภศิเป็นนาคาผู้มีจิตใจบริสุทธิ์ เป็นทหารกล้าออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่องค์สมุทรามาช้านาน ต่างจากวิญญาณอำคายามนี้โดยสิ้นเชิง

เพราะผลกรรมหนักจากอดีตส่งผลให้อำคาจำต้องถูกมารร้ายดลใจให้ก่อโศกนาฏกรรมขึ้นภายในเรือน

สิ่งที่อำคาในชาตินี้ตัดสินใจทำล้วนเกิดจากตัวเองทั้งสิ้น ความเครียดที่แบกรับเอาไว้ลำพังเหล่านั้นไม่ได้เกิดจากบทลงทัณฑ์ขององค์สมุทรา

ตามชะตาแล้ว คุณหญิงผกาทิพย์และทุกคนในบ้านจะต้องถูกโจรชั่วเข้าชิงทรัพย์สิน ถูกฆ่ายกเรือนอย่างน่าเวทนา ส่วนอำคาจะตายเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์

ชะตาเหล่านั้นอำคาเป็นคนเลือกให้มันเป็นไปด้วยตนเอง

เมื่อสิ้นใจ อำคาได้ความทรงจำต่างๆ ในอดีตชาติกลับคืน วิญญาณหนุ่มโกรธแค้น คิดไปเองว่าทั้งหมดที่ตนต้องเจอเป็นเพราะองค์สมุทราเป็นผู้บงการ

หลังจากนั้นอำคากลายเป็นสัมภเวสีที่คอยอาศัยเครื่องเซ่นสังเวยประทังความหิวที่ไม่มีวันสิ้นสุด ถูกความแค้นเข้าครอบงำจนแทบไม่หลงเหลือแม้กระทั่งตัวตน

จารีย์คิดถึงภศินาคา สหายคนสนิทผู้นั้นเหลือเกิน

“ผมอังเต เป็นสหายและองครักษ์ส่วนพระองค์ขององค์สมุทรา ผมถูกส่งมาให้ปกป้องคุณ”

บัวบูชาเผลอผละถอยจนหลังชิดเตียง เธอไม่กล้าแม้แต่จะมองเขาอย่างเดิม สิ่งต่างๆ ประเดประดังเข้ามาพร้อมกันจนรู้สึกไม่วางใจ

“ปกป้องหรอคะ ปกป้องบัวจากอะไร”

บัวบูชาทวนคำ ยามสบตากับอีกคน

“จากคนที่ทำให้คุณมานอนอยู่ที่นี่ไง”

“พวกคุณช่วยบัวทำไม ถึงยังไงบัวก็ต้องตายอยู่ดี”

“หากคุณตายทั้งที่ยังไม่ถึงเวลา คุณอาจกลายเป็นแบบเขาก็ได้ อำคาอาจอาศัยร่างของคุณเพื่อทำสิ่งไม่ดี”

“บัวไม่เข้าใจ ต่อให้ได้ชีวิตหรือร่างกายบัวไปก็ไม่น่าจะช่วยอะไรเขาได้อยู่ดี”

ถ้าคิดแก้แค้นราชาผู้ยิ่งใหญ่อย่างองค์สมุทรา ผู้หญิงตัวเล็กๆ อย่างเธอจะไปช่วยอะไรได้กัน

อังเตยักไหล่

“เราไม่ได้คุยกันนานแล้วครับ แถมตอนนี้ก็ยังไม่ถูกกันเลยสักนิด”

คงมีแค่อำคาเท่านั้นที่จะให้คำตอบได้

บัวบูชานิ่งคิด ความคิดหลายอย่างตีรวนจนปวดหัว

หญิงสาวสลัดความวุ่นวายในใจทิ้งไป ก่อนจะจ้องมองอังเตตาเขม็ง

“มีอะไรหรือเปล่าครับ” อังเตเลิกคิ้วอย่างนึกสงสัย

“คุณเป็นพญานาคจริงหรอ อายุเท่าไหร่แล้วคะ”

ปกติพญานาคมีอายุยาวนานแค่ไหนกันนะ

พอคิดแบบนี้ บัวบูชาก็เริ่มรู้สึกตื่นตาตื่นใจขึ้นมา

แม้ว่าชาติหนึ่งเธอเองก็เคยเป็นนาคิณีเหมือนกันแต่หญิงสาวแทบหลงลืมความรู้สึกเหล่านั้นไปหมดแล้ว

ตอนนี้มีองครักษ์นาคาตัวจริงมายืนอยู่ต่อหน้าเธอเลยเชียวนะ นั่นก็เท่ากับว่านอกจากองค์สมุทราแล้ว อีกฝ่ายก็เป็นทหารที่เก่งไม่แพ้ใครเลยไม่ใช่หรอ

“ถ้านับตอนนี้ก็…”

องครักษ์หนุ่มกระแอมในคอแก้เขิน

“คืนจันทร์เต็มดวงก็จะครบ ๙๐๒ ปีพอดีครับ”

บัวบูชาตาโต อ้าปากค้างอย่างคาดไม่ถึง

“ตกใจที่ผมยังดูหนุ่มอยู่ใช่ไหม” ร่างสูงหัวเราะร่วน

ถ้าเทียบกับอายุไขของมนุษย์แล้ว ๙๐๐ ปีของนาคาก็ไม่ได้เยอะเกินไปเลย ออกจะยังเป็นวัยรุ่นอยู่ด้วยซ้ำ

“แบบนั้นคุณก็เกิดทันเรื่องที่เกิดขึ้นในอดีตใช่ไหม คุณอังเตเล่าให้บัวฟังได้รึเปล่าคะ บัวอยากรู้ว่าความจริงเป็นยังไงกันแน่”

อังเตพยักหน้ารับ ก่อนจะเริ่มเล่าตามคำร้องขอของบัวบูชาถึงเหตุการณ์ในอดีตที่เคยเกิดขึ้นจริง

“ย้อนกลับไป มีราชาองค์หนึ่งปกครองแคว้นทิสาธารามาแสนนาน วันหนึ่งเขาถูกกบฏฆ่าตายคาบัลลังก์ ผู้ทรยศหมายเข่นฆ่าทั้งตระกูลไม่ให้หลงเหลือสายเลือดองค์ราชาองค์ก่อนแม้แต่ตนเดียว”

อังเตมองสบตาบัวบูชาที่มองมาเช่นกัน

“ทว่ายังมีองค์รัชทายาทที่หลบหนีไปได้ เขาย้อนกลับมาแก้แค้นและทวงบัลลังก์คืนในภายหลัง”

“…”

“องค์รัชทายาทผู้นั้นก็คือองค์สมุทรา พระองค์สั่งลงโทษทัณฑ์ร้ายแรงคือการประหารชีวิตสายเลือดที่สืบสกุลผู้กบฏนานนับเจ็ดชั่วอายุ ไม่มีการละเว้นโทษให้กับผู้ใด”

นัยน์ตาคู่สวยเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตา เธอยังคงสัมผัสถึงภาพในนิมิตที่เกิดจากอำคาได้อย่างชัดเจน

บัวบูชาหลุบตาลงต่ำ หัวใจเต้นแรงจนเจ็บหน้าอก

เรื่องเล่าที่เหมือนเป็นนิทานปรัมปรา ใครจะคิดว่าทั้งหมดนี่คือเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง

ความจริงจังในแววตาของอังเต ทำให้บัวบูชาเชื่อสนิทใจว่าอีกฝ่ายไม่ได้พูดโกหก

หญิงสาวปักใจเชื่อในสิ่งที่นาคาหนุ่มเอ่ยเล่าอย่างไม่มีข้อกังขา

“แต่ในบทลงทัณฑ์กลับพ่วงมาด้วยคำสาปแช่งจากผู้ก่อกบฏที่หวังให้องค์สมุทรารู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างกัน”

อังเตเล่าต่อ ก่อนจะหยุดเอาไว้จนเกิดความเงียบ

“คือการรักกับปทุมธาราใช่ไหมคะคุณอังเต”

บัวบูชาประหม่าในใจ

นี่คือสิ่งที่หญิงสาวไม่เคยรู้มาก่อน องค์สมุทราเองก็ต้องคำสาปด้วยอย่างนั้นหรอ

“จริงๆ แล้วตอนนั้นไม่มีใครรู้หรอกครับว่าคำสาปแช่งของพวกกบฏหมายถึงอะไร และจะส่งผลยังไงกับองค์สมุทรา”

นาคาหลายตนรวมถึงอังเตเผลอคิดว่าคำสาปแช่งนั้นไม่มีวันได้ผลกับองค์ราชาเสียด้วยซ้ำ

“แต่คำตอบของคำถามคุณก็คือใช่”

นอกจากความทุกข์ทรมานของปทุมธาราในอดีตที่บัวบูชาจดจำมันได้แม่นแล้ว ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์และห่วงหาใครบางคนก็ฉายชัดเจนในความทรงจำเช่นกัน

นั่นทำให้บัวบูชาเผลอนึกถึงเขา... องค์สมุทรา

“คำสาปแช่งนั้น ทำให้องค์สมุทราและพวกผมไม่รู้มาก่อนว่าคุณและภศิมีสายเลือดของกบฏอยู่ในตัว”

“ไม่ใช่บัวค่ะ”

“ครับ?”

“ถึงชาติก่อนจะเคยใช่ แต่ชาตินี้บัวเกิดใหม่แล้ว”

“คุณหมายถึงยังไงนะครับ” อังเตเลิกคิ้ว

“ก็คุณอังเตเล่าโดยใช้คำว่าคุณ แต่ตอนนี้บัวไม่ใช่ปทุมธาราแล้ว”

นาคิณีสาวทุกข์ทรมานจวนขาดใจขนาดนั้น เพียงนึกถึงบัวบูชาก็ปวดหนึบไปทั้งหัวใจ หากหญิงสาวจดจำทุกรายละเอียดความรู้สึกนั้นได้จริงๆ เห็นทีเธอคงเจ็บช้ำเจียนตาย

“อ่า…”

พวกมนุษย์คิดแบบนี้เองสินะ

อังเตพยักหน้ารับ ไร้ข้อโต้เถียง

“เรื่องทั้งหมดก็เป็นแบบนี้แหละครับ”

“แปลว่าถ้าบัวตาย ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงใช่ไหมคะ”

หญิงสาวระบายยิ้มหวาน

“แบบนั้นค่อยมีกำลังใจในการรอวันตายหน่อย”

“การตายไม่ใช่จุดสิ้นสุดเสมอไปหรอกนะครับคุณหนูบัว”

อังเตยกยิ้มอ่อนโยนให้อีกฝ่ายเช่นกัน

“บางความเชื่อมองว่าความตายเป็นจุดเริ่มต้นใหม่ของบางสิ่งบางอย่างได้เสมอ”

อดีตราชินีที่กลับชาติมาเกิดเป็นบัวบูชานี้มีความหมายกับองค์สมุทรามากเหลือเกิน ถ้าจะบอกว่าบัวบูชาได้รับสิทธิพิเศษเหนือสายเลือดกบฏคนอื่นก็คงไม่ผิดนัก

องค์สมุทราทั้งรักและหวงแหนปทุมธาราจนไม่อาจยอมปล่อยให้นางจากไป

พระองค์หวังว่าโทษทัณฑ์และคำสาปแช่งที่ผูกมัดกันไว้อย่างยากจะตัดออกนั้นจะถึงคราวสิ้นสุดลงเสียที

ต่อให้ราชาสมุทราไม่ได้มาที่นี่ด้วยตนเองก็ยังยอมส่งองครักษ์ข้างกายที่ไว้ใจมาดูแลบัวบูชาอย่างใกล้ชิด

นั่นเพียงพอแล้วที่จะบอกได้ว่า ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหน หรือปทุมธาราจะเกิดเป็นใคร องค์สมุทราก็จะยังรักและห่วงหาแต่เธอเพียงผู้เดียว

บัวบูชายกยิ้ม เธอยกสองมือขึ้นไหว้ขอบคุณ ให้อังเตต้องรีบยกมือขึ้นรับไหว้ด้วยท่าทางเลิ่กลั่ก

“ขอบคุณมากนะคะ ขอบคุณที่คุณคอยช่วยเหลือมาตลอด แล้วก็ขอโทษหากบัวเคยล่วงเกินอะไร”

อังเตแก่กว่ากันตั้งหลายร้อยปี ไม่รู้ว่าก่อนหน้านี้บัวบูชาเผลอทำตัวที่ไม่เหมาะสมออกไปบ้างหรือเปล่า

“ด้วยความยินดีเลยครับ…”

พรึ่บ!

พรั่บ!!

พรึ่บ!!!

อังเตชะงักกึก เมื่อจู่ๆ ไฟทั้งห้องก็ดับลง ก่อนจะติดขึ้นใหม่อีกครั้งพร้อมกับการหายตัวไปของบัวบูชา

“คุณหนูบัว!”

ร่างสูงรีบเร่งฝีเท้าวิ่งออกไปจากห้องพักฟื้นในทันที

อังเตสบถกร้าวในใจ

ต้องเป็นฝีมือของอำคาไม่ผิดแน่!

 

 

 

 

 

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...