วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 18

 

บทที่ ๑๘

‘ห้วงอดีตกาล’

 

 

 

ย้อนกลับไปในห้วงอดีต

 

“ปทุมธารา”

ภศินาคาในชุดเครื่องราชองครักษ์ประจำองค์ราชาก้าวเดินเข้ามาหาน้องสาวด้วยท่าทางเร่งรีบ นัยน์ตาคู่คมมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวังราวกับเกรงว่าจะมีผู้ใดพบเจอ

โชคเข้าข้างที่วันนี้ปทุมธาราอยู่เพียงลำพัง

“ท่านพี่”

รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้างดงาม ปลายนิ้วเรียวจรดลงบนก้านดอกบัวสวยงามที่ให้ข้ารับใช้ไปเก็บมาให้เพื่อจัดแจงพวกมันลงแจกันทองเหลือง

“มากับข้า” มือหนาคว้าข้อมือเล็กเข้าหาตัว

ด้วยความตกใจองค์ราชีนิของแคว้นจึงเผลอปล่อยก้านดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นลงพื้น

กลีบดอกบัวสีชมพูอ่อนแตกกระจายเต็มพื้นหินเผยให้เห็นเกสรสีเหลืองอร่ามที่อยู่ภายใน

“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ เหตุใดท่านจึงรีบร้อนเพียงนี้”

“เพลามิคอยผู้ใด มัวรีรอชักช้าจักมิทันการ”

นาคาหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด ยามจูงมือน้องสาวหลบออกมาจากบริเวณนั้น และพาไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านหลังราชวังหลวง

“ท่านจักพาข้าไปที่ใด”

ปทุมธารามองไปรอบๆ ด้วยความประหลาดใจ ถึงไร้ซึ่งคำตอบจากผู้เป็นพี่ชาย แต่เธอก็ยังยอมเดินตามไปอยู่ดี

 

 

เมื่อมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย ปทุมธาราก็หันไปสบตากับพี่ชายนิ่ง

เธอมาที่นี่บ่อยครั้ง มันคือประตูมิติที่เชื่อมระหว่างนาคานครและเมืองมนุษย์ องค์สมุทราเองก็ใช้เส้นทางนี้ในการพาไปเที่ยวเล่นที่นั่น

มวลพลังสีมรกตผสมผสานกับสีทองคำอร่ามขยับไหวด้วยพลังมนต์เป็นเยื่อบางกางกั้นทั้งสองโลกเอาไว้

“ท่านพี่พาข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน”

ปทุมธาราเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ

ภศิทรุดกายลงต่ำเล็กน้อยเพื่อให้สายตาของตนอยู่ในระดับเดียวกับน้องสาว สองมือหนาจับบ่าเล็กเอาไว้มั่น

“ปทุมธารา เจ้าฟังข้าให้ดี”

“…”

“สิ่งที่ข้าจักพูดนี้มันอาจทำร้ายจิตใจของเจ้าได้”

“ท่านจักพูดสิ่งใด”

“เพลานี้ท่านพ่อต้องโทษประหาร มีประกาศออกมาว่าองค์ราชาจักลงโทษผู้กบฏทั้งตระกูลให้ถึงตาย”

คิ้วเรียวสวยขมวดแน่นกับข่าวร้ายที่ตนได้ยิน

“มันจักเป็นไปได้เช่นไร เมื่อครู่องค์สมุทราพึ่งจักให้ทหารมาแจ้งให้ข้ารอไปเข้าเฝ้าพระองค์”

“เจ้าเชื่อใจพี่หรือไม่”

ภศิเอ่ยเสียงสั่น นัยน์ตาคู่คมคลอหน่วยด้วยหยดน้ำตาที่พยายามห้ามไม่ให้รินไหล เขาไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าน้องสาวผู้เป็นที่รัก

“ท่านพ่อให้ข้ามาพาเจ้าหนีไปด้วยกัน แต่ข้ามิอาจทิ้งท่านเอาไว้เพียงลำพังได้ ฉะนั้นแล้ว…”

ตรามณีของตระกูลถูกยัดใส่ฝ่ามือเล็ก

“เจ้าจงหนีไปให้ไกลจากเมืองแห่งนี้ หนีไปแลอย่าได้หวนคืนกลับมา”

“ไม่ ข้าจักมิทิ้งท่าน”

ปทุมธาราในชุดเครื่องแต่งกายของราชินีผู้สูงศักดิ์ทรุดกอดพี่ชายเอาไว้

“ฮึก หากสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นความจริง ข้าจักไปทูลถามองค์ราชาด้วยตนเอง”

“ไม่ ปทุมธารา ถึงเพลาที่เจ้าต้องหนีไปแล้ว ข้าฝากเจ้าใช้ชีวิตที่เหลือแทนข้าด้วย”

ภศิพยายามดันให้ปทุมธาราก้าวเข้าไปยังอีกด้านของประตูมิติ

มันเป็นทางรอดเดียวในตอนนี้ที่เขาพอจะคิดออก

“ไม่ ท่านพี่… ข้าทำเช่นนี้มิได้”

ภศิจะให้เธอทอดทิ้งบิดาและพี่ชายเอาไว้ด้านหลังแล้วหนีเอาตัวรอดผู้เดียวได้อย่างไร หากชีวิตนี้ต้องตายก็ขอยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างครอบครัว

ไม่ว่าอย่างไรปทุมธาราจะไม่คิดหนีโทษเป็นอันขาด

ฉึบ!

“อ๊าก!”

ศัสตราวุธของเหล่าทหารพุ่งตรงเข้าใส่ข้อมือและสองข้อเท้าของภศิ

โซ่ตรวนพันธนาการเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา มวลพลังมหาศาลคล้ายกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างขององครักษ์หนุ่มจนจำต้องทรุดสองเข่าลงกับพื้นหินเย็บเยียบอย่างไม่มีทางเลือก

นัยน์ตาคู่คมมองน้องสาวด้วยความรู้สึกเสียใจ

มันสายเกินไปแล้ว ไม่เหลือหนทางให้หลีกหนี

“ท่านองครักษ์! องค์ราชินี! นั่นพระองค์จักทรงหลบหนีงั้นหรือ”

ทหารกล้ารีบวิ่งมาขวางม่านประตูมิติเอาไว้ ก่อนจะร่ายมนต์บางอย่างเพื่อผนึกบานประตูมนต์ตามคำสั่งขององค์สมุทรา

“ปล่อยน้องข้า! นางมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้”

“ขอประทานอภัยท่านองครักษ์ สิ่งนี้เป็นคำสั่งขององค์สมุทรา มิว่าผู้ใดก็มิอาจขัดขืน”

แม้จะใช้คำพูดที่กล่าวถึงความเคารพ เนื่องจากภศิคือนายทหารเอกคนสำคัญที่องค์สมุทราไว้เนื้อเชื่อใจ ทั้งนาคาภศิยังเป็นสหายร่วมรบของพวกเขาที่ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนาน

ถึงสองพี่น้องตรงหน้านี้จะเป็นคนสำคัญของบ้านเมืองแค่ไหน การคุมตัวตามคำสั่งของราชาก็ต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้นให้แก่ผู้ใดทั้งนั้น

ปทุมธาราร่ำไห้ น้ำตาไหลอาบสองแก้ม หัวใจสั่นไหวรุนแรง เจ็บปวดกับถ้อยคำที่ได้ยิน

คำสั่งจากองค์ราชาเช่นนั้นหรือ

เห็นทีเรื่องที่พี่ชายบอกว่าตระกูลของเราต้องโทษคงจะเป็นเรื่องจริง

“องค์ราชาอยู่ที่ใด ข้าต้องการพบองค์สมุทรา”

“องค์ราชินีจักได้พบพระองค์เป็นแน่แท้ เพลานี้องค์ราชาพำนักรออยู่ที่โถงกลางวังพะย่ะค่ะ”

แกร่ก!

ไม่ว่าเปล่า ข้อมือทั้งสองข้างขององค์ราชินีก็ถูกโซ่ตรวนคล้องไว้แน่นไม่ต่างจากนักโทษร้ายแรงที่รอวันตัดสินคดี

ภศิกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ เขาพยายามใช้พลังนาคาของตนปกป้องน้อง ทว่าพลังเหล่านั้นกลับสะท้อนเข้าตัวจนกระอั่กเลือดสีเข้ม

“ฮึก… ท่านพี่”

น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้ม ในหัวคิดเพียงหาเหตุผลถึงการถูกกระทำเช่นนี้จากองค์ราชาผู้เป็นที่รัก

ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่ ปทุมธาราเชื่ออย่างนั้น

“ปล่อยปทุมธาราไป…”

ภศิเอ่ยอีกครา แม้กำลังเจ็บเจียนตาย

“เจ้าก็รู้ว่ามันมิมีวันเป็นไปได้”

เสียงคุ้นหูของสหายคนสนิทพาให้ภศิเงยหน้ามอง

จารีย์เดินเข้ามาพร้อมกับกองกำลังทหารที่มีอาวุธครบมือ นัยน์ตาคู่คมสีอำพันฉายแววนิ่งสงบ ทว่าในอกนั้นไม่ต่างจากคลื่นมหาสมุทรสาดซัดรุนแรงโหมกระหน่ำ

ด้วยหน้าที่ จารีย์ได้รับคำสั่งให้เป็นแม่ทัพจัดการนำตัวผู้ต้องโทษคนสำคัญกลับไปลงทัณฑ์ให้ได้

ในฐานะสหายของภศิและองครักษ์ที่จงรักภักดีกับองค์ราชินีปทุมธารา จารีย์ไม่ต้องการที่จะทำเช่นนี้เลย

“เห็นแก่ความผูกพันของเราเถิดสหาย น้องสาวของข้ามิควรต้องถูกลงโทษเช่นนี้”

ภศิร้องขอ

ตัวเขาจะตายโหดร้ายเพียงใดก็ย่อมได้ ขอเพียงปทุมธาราปลอดภัย ขอโอกาสให้นางได้มีลมหายใจต่อไปด้วยเท่านั้นพอ

จารีย์มองมาด้วยแววตาเรียบนิ่ง

ความเงียบงันถูกมอบให้แทนคำตอบ มือหนากำเข้าหากันแน่นจนแทบจิกเข้าไปในผิวเนื้อ สุดท้ายแล้วองครักษ์หนุ่มก็ต้องยอมมองข้ามความต้องการในใจของตนเองไป และทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดี

“ครอบครัวข้าทำสิ่งใดผิดกัน เหตุใดองค์สมุทราจึงรับสั่งลงโทษทัณฑ์ร้ายแรงเช่นนี้”

คราวนี้เป็นปทุมธาราที่เอ่ยถาม ให้จารีย์โค้งศีรษะให้แทนการแสดงความเคารพอย่างที่เคยภักดีกับนางมาโดยตลอด

“กระหม่อมมิอาจให้คำตอบแก่องค์ราชินีได้ แลคิดว่าฝ่าบาทคงอยากฟังจากองค์ราชาด้วยองค์เอง”

ปทุมธาราขบเม้มริมฝีปากแน่น น้ำตาคลอ ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยหยดน้ำตา หัวใจบอบช้ำแทบแหลกออกเป็นเสี่ยง

เจ็บกว่าการที่ครอบครัวต้องโทษที่ไม่ได้ก่อ ก็คือผู้ที่รับสั่งลงทัณฑ์คือคนที่เธอรักสุดหัวใจ

เหตุใดพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้องค์สมุทรา

คำถามที่ปทุมธาราหวังว่าจะได้คำตอบในเร็วพลัน

จารีย์พยักหน้าให้กองทหารควบคุมตัวทั้งสองกลับไปยังห้องโถงของพระราชวัง โดยมีตนเดินคุมตามหลังให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดคิดหลบหนี

 

 

 

 

องค์ราชินีถูกพาตัวมาคุกเข่าลงกับพื้นหินเย็นเยียบพร้อมกับพี่ชาย

สมุทรานาคราชตวัดตามองเล็กน้อยจากตั่งบัลลังก์ทรงสูง หัวใจของเขาเจ็บปวดจนไม่อาจจ้องมองใบหน้าของหญิงผู้เป็นที่รักได้

คำสาปแช่งนั่นมันเป็นเช่นนี้หรือ

ภูวศิษฐ์... เจ้าหวังให้ข้ารู้สึกเช่นนี้เองสินะ

“ปล่อยน้องข้า อย่าทำร้ายนางเลยข้าขอร้อง”

เสียงร้องขอขององครักษ์ภศิ เรียกเสียงฮือฮาขึ้นจากทั่วบริเวณ

คำสั่งเด็ดขาดให้ลงโทษองค์ราชินีผู้เป็นที่รัก และสหายคนสนิทพร้อมครอบครัวนั้นสร้างความหวั่นเกรงให้แก่ชาวนาคานคร

หลังจากได้ล่วงรู้ความจริงว่าตระกูลของปทุมธาราเป็นสายเลือดของตระกูลภูวศิษฐ์ที่เคยทรยศก่อกบฏแผ่นดิน องค์ราชาก็ไม่สามารถละเลยต่อคำลงทัณฑ์ของตนได้

แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นคนรักและสหายที่ภักดีก็ตาม ถึงมีความสำคัญเพียงใดก็ไม่มีข้อยกเว้น

ช่างน่ากลัว ทรงพลัง และเด็ดขาด

หลายฝ่ายพยายามโต้แย้งกับการตัดสินใจในครั้งนี้ คุณงามความดีที่ทั้งสองเคยกระทำมีมากมาย แม้ตัวนั้นจะมีสายเลือดของผู้ก่อกบฏราชาองค์ก่อน

“ฝ่าบาท” อังเตพร้อมทั้งเหล่าขุนนาง และนายทหารชั้นสูงหลายนายต่างพากันมารวมตัว

“จดหมายขออภัยโทษจากพวกเราชาวทิสาธาราพะย่ะค่ะ ขอพระองค์ทรงเมตตา”

พวกเขาเขียนจดหมาย เพื่อขอให้องค์สมุทรายอมลดโทษให้แก่ปทุมธาราและครอบครัว

บิดามารดา พี่ชายและปทุมธารานั้นมีความดีความชอบและภักดีต่อองค์ราชาอย่างไม่อาจหาใครมาเทียบ

องค์สมุทรานิ่งมองอังเตยื่นจดหมายวางลงบนถาดทองคำเบื้องหน้า ทันทีที่เขาพยักหน้าเล็กน้อยก็มีข้ารับใช้ข้างกายหยิบยกจดหมายกระดาษนั้นขึ้นมาอ่าน

“ด้วยองค์ราชินีปทุมธารา เป็นผู้มีจิตเมตตา ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากในแคว้นมาโดยตลอด ทรงเคียงข้างองค์ราชา ช่วยงานราชการมิเคยขาด ทั้งยังเสียสละตนจนล้มประชวรอยู่บ่อยครั้ง พวกเราตัวแทนปวงประชาแคว้นทิสาธาราจึงอยากทูลขอต่อองค์ราชาเหนือหัว ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาลดโทษให้แก่องค์ปทุมธารา แลไว้ชีวิตนางให้สมกับคุณงามความดีที่องค์ราชินีพึงกระทำ”

ข้ารับใช้เปิดกระดาษแผ่นถัดไป ก่อนจะกล่าวต่อ

“แลด้วยองครักษ์ภศิ ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่และเป็นกองกำลังสำคัญในการออกรบแนวหน้าเพื่อบ้านเมือง ท่านมิเคยกระทำผิดกฎหมายทั้งยังซื่อสัตย์ โปร่งใส รับใช้องค์ราชาอย่างมุ่งมั่นมิเคยเกียจคร้าน พวกเราตัวแทนปวงประชาแคว้นทิสาธาราจึงใคร่ทูลขอต่อองค์ราชาเหนือหัว ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาลดโทษ แลไว้ชีวิตให้สมกับคุณงามความดีที่องครักษ์ผู้นี้พึงกระทำด้วยเช่นกัน”

ใบหน้าขององค์สมุทราเรียบเฉย ราชาหนุ่มตั้งใจฟังคำร้องขอจากเหล่าทหารและชาวเมืองกว่าหมื่นชีวิตที่ร่วมลงรายชื่อมาเพื่อขอละเว้นโทษแก่ตระกูลปทุมธารา

หัวใจลึกๆ ขององค์สมุทราเองก็ต้องการเช่นนั้นไม่ต่างกัน ทว่าทุกสิ่งที่ควรเป็นไปนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย

โทษทัณฑ์กำลังทำหน้าที่ของมัน เช่นกันกับคำสาปแช่งของภูวศิษฐ์ที่กำลังตามติดมาถึงตัวองค์สมุทรา

คำลงทัณฑ์ที่เคยลั่นวาจาไว้นั้นจะมีประโยชน์อันใด หากไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์

“ข้ายังคงยืนยันดังเดิม สายเลือดของผู้ทรยศมิว่าจักเป็นผู้ใดย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่กระทำมา”

ทั้งห้องโถงนิ่งเงียบ ไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก

“หากพระองค์จำต้องลงทัณฑ์ ขอทรงเมตตาปล่อยครอบครัวของหม่อมฉันไปได้หรือไม่ หม่อมฉันขอน้อมรับความผิดในอดีตนั่นเพียงผู้เดียว”

เป็นครั้งแรกในรอบวันที่องค์สมุทราสบตากับราชินีของตน

“ประหารหม่อมฉันเสีย หากเป็นคำลงทัณฑ์ที่มิอาจหลีกเลี่ยง หม่อมฉันจักน้อมรับมันเอาไว้เอง”

ทหารและข้ารับใช้ต่างหลั่งน้ำตาให้แด่องค์ราชินีผู้เป็นที่รักใคร่ของชาวนาคานคร

“ฝ่าบาท… กระหม่อมขอร้อง ทรงละเว้นโทษองค์ปทุมธาราเถิด ชีวิตนี้กระหม่อมขอยกให้พระองค์ดั่งคำสาบานที่เคยลั่นไว้ในสนามรบ โปรดอย่าพรากชีวิตแลลมหายใจของน้องสาวกระหม่อมเลย”

ภศิอ้อนวอนอย่างผู้อับจนหนทาง

หากชีวิตนี้ต้องตาย มันคงคุ้มค่าแล้วที่ได้รับใช้องค์ราชา แต่หากต้องสูญเสียน้องสาวร่วมสายเลือดของตนไป ทั้งที่นางแสนบริสุทธิ์ มันคงเจ็บยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น

กึก!

ฝ่ามือเล็กสองข้างขององค์ปทุมธาราทรุดลงบนพื้นหินเย็นชืดด้วยความเจ็บปวด ศาสตราวุธอันเปรียบดั่งโซ่ตรวน มวลพลังมหาศาลกำลังดูดซึมพลังชีวิตของปทุมธาราจนไร้เรี่ยวแรง สร้างบาดแผลจนข้อมือขาวช้ำเป็นสีเลือด

ใบหน้างดงามข่มซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ให้ลึกสุดขั้วหัวใจ แม้ทรมานเพียงใดก็ไม่มีเสียงร้องหลุดออกมา

ดวงตากลมสวยสั่นไหว หวังให้ถ้อยคำของตนมีน้ำหนักมากพอที่องค์ราชาจะยอมเว้นโทษให้แก่ครอบครัว

“องค์สมุทรา!” ภศิตะโกนกร้าวคำรามอย่างบ้าคลั่ง

นี่น่ะหรือรางวัลตอบแทนของสหายผู้ภักดี ทั้งที่เขามีโอกาสมากมายที่จะสังหารราชาเมื่อใดก็ได้

เพียงดาบเดียวก็ปลิดชีพและตัดศีรษะองค์สมุทราขาดสะบั้นได้ในพริบตาแล้ว แต่ภศิกลับไม่เคยคิดทรยศเลยสักครั้ง

เขาเพียงต้องการเห็นน้องสาวมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์ แม้ต้องหลบหนีจากบ้านเมืองจนกว่าจะสิ้นอายุขัยก็ตาม

เหตุใดองค์ราชาจึงเลือกทำร้ายกันเช่นนี้

“เห็นแก่ความความภักดี แลยังเคยเป็นสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่ ข้าให้คำมั่นกับเจ้าว่าจักมิประหารปทุมธารา” องค์สมุทรากล่าวเสียงเรียบ

เหล่านาคา นาคิณีหลายฝ่ายคลี่ยิ้มต่างยินดี อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียองค์ราชินีไป

“จริงหรือฝ่าบาท”

ภศิระบายยิ้ม ร่างหนายังคงตัวสั่นเทิ้ม แววตาคู่คมเปี่ยมด้วยความหวัง

“เช่นนั้นก็ประหารข้าเสีย… ข้าพร้อมแล้ว”

นัยน์ตาของภศิค่อยๆ ปิดลงด้วยความจำยอม

องค์สมุทรากำมือแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือด ราชาหนุ่มมองภศินาคา สหายรักถูกจารีย์ใช้ดาบเล่มคมปักแทงทะลุกลางอกด้วยความเจ็บปวดอย่างยากพรรณนา

นัยน์ตาคู่คมสั่นเทาด้วยความทุกข์ทรมาน

ภศินาคาไม่ต่างจากครอบครัว องค์ราชาไม่อาจทนเข้มแข็งได้ต่อไป

ไร้เสียงสะอื้น ไร้หยดน้ำตา มีเพียงคำมั่นสัญญาว่าสมุทราจะปกป้องน้องสาวของอีกคนให้ดีตลอดไป

สองแขนของภศิตกลงข้างลำตัว พร้อมกับจิตนาคาที่ดับสูญไป ดวงไฟสีเทาอมนิลด้านข้างตั่งบัลลังก์ก็ดับไปพร้อมกัน

“ท่านพี่!”

ปทุมธารากรีดร้องดังลั่น เธอกระชากโซ่ตรวนอย่างรุนแรง หมายจะขยับเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชาย

ร่างไร้ดวงจิตตรงหน้าของภศิ ทำเอาอดีตองค์ราชินีหัวใจแตกสลาย

“ฮึก… ฮือ พระองค์ทรงทำเช่นนี้ได้เช่นไร”

“พานางไปจองจำยังคุกใต้ดิน"

ปัจจุบัน

 

“เห็นหรือยังหนูบัว เห็นสิ่งที่มันทำกับพวกเราแล้วหรือยัง!”

อำคาคำรามโกรธเกรี้ยว เสียงหัวเราะในคอดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งยามมองเห็นบัวบูชาหลั่งน้ำตา

ความทรงจำในอดีตชาติฟื้นคืนตั้งแต่สมัยที่นางยังคงเป็นนาคิณี

“เข้าใจความรู้สึกของข้าแล้วใช่หรือไม่บัวบูชา”

บัวบูชายกมือขึ้นปาดน้ำตาด้วยท่าทางสั่นๆ สองมือสั่นเทิ้มไม่ต่างจากไหล่บาง เธอจ้องมองวิญญาณของคุณอาอำคาที่มีใบหน้าเหมือนกับนาคาภศิทุกกระเบียดนิ้วด้วยความหวาดกลัว

“แล้วบัวจะเชื่อใจคุณอาได้ยังไงว่าทั้งหมดนี่มันคือเรื่องจริง”

“ความเจ็บปวดที่เจ้าสัมผัส มันยังไม่พออีกหรือ”

“มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรอ ในเมื่อตอนนั้นเราสองคนเป็นตระกูลที่เคยทำผิด”

บัวบูชาไม่เข้าใจเลยว่าอำคาตั้งใจจะสื่ออะไร

ถึงหญิงสาวจะได้รับรู้เรื่องราวในอดีตชาติ แต่เธอก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกระหว่างปทุมธารากับองค์สมุทรานั้นเป็นยังไงอยู่ดี

บัวบูชาเกิดใหม่แล้ว เกิดมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกในอดีตมาเกี่ยวข้องด้วย

“ถ้ามันเป็นแบบที่คุณอาบอก พวกเราก็คงต้องถูกลงโทษไปจนกว่าจะครบเจ็ดชั่วอายุไม่ใช่หรอคะ”

ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือเธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา

แพทย์มือหนึ่งอย่างบิดาของเธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบัวบูชาป่วยเป็นโรคอะไร

ไหนจะมารดาเสียชีวิตหลังจากที่คลอดเธอออกมานั่นอีก คงเพราะเรื่องโทษทัณฑ์ที่ว่านี้สินะ

ดังนั้น ต่อให้บัวบูชาจะพยายามสู้สักแค่ไหน หญิงสาวก็ต้องสิ้นใจตามที่ชะตากำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

“เจ้าถูกมันจองจำหลังจากนั้นนับร้อยปี”

อำคาขยับฝ่ามือหนาเล็กน้อยเพื่อสร้างนิมิตให้อีกคนได้มองเห็นภาพของปทุมธาราที่ถูกล่ามคุมขังอยู่ในคุกหิน

นาคิณีสาวหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด คร่ำครวญร่ำไห้แม้ไม่มีใครได้ยิน

“เจ้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรืออย่างไร!”

บัวบูชายกมือขึ้นกุมบริเวณหน้าอก รู้สึกเจ็บร้าวจนเริ่มหายใจลำบาก

เธอรู้สึกราวกับกำลังถูกจองจำอยู่ในถ้ำอันมืดมิดนั้นเสียเอง

“แล้วคุณอาต้องการอะไรหรอคะ ความแค้นไม่เคยพาให้ใครได้ดี”

ผกาทิพย์สอนเสมอว่าคนเราต้องรู้จักปล่อยวาง

หากเอาแต่แก้แค้นกันไปเรื่อยๆ ก็จะไม่มีวันจบสิ้น มีแต่จะรั้งกันให้ทรมานทั้งกายและใจ

ภศิฉีกยิ้มกว้าง ริมฝีปากปริแยกออกจากกัน  เลือดข้นหลั่งท่วมใบหน้าหล่อเหลา เลอะเปรอะมาถึงปลายคาง

“ข้าต้องการให้เจ้าแก้แค้นแทนข้า”

“…”

“เจ้าเป็นทั้งหลานข้าในชาตินี้ และเคยเป็นน้องสาวของข้าในอดีต เราสองพี่น้องล้วนเคยภักดีต่อมัน! หากแต่ความทุกข์ของตระกูลเรา…”

ดวงตาคมคายสีนิลค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นกลวงโบ๋ลึกจนมองไม่เห็นลูกตา วิญญาณหนุ่มเริ่มพรั่งพรูระบายความเคียดแค้นในอกของตนออกมา

“เป็นสิ่งที่ข้ามิอาจยอมรับมันได้”

มันยุติธรรมแล้วงั้นหรือ

ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายนี้ ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรผิดด้วย

ภาพถ้ำหินมืดมิดถูกแทนที่ด้วยภาพเรือนไม้ริมน้ำหลังงามที่จมอยู่ท่ามกลางกองเพลิงมหึมา คนรับใช้และคนสวนภายในต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อหาทางดับไฟ

ร่างของคุณหญิงผกาทิพย์ น้ำปรุง และป้าอนงค์ถูกวางยานอนหลับให้หลับใหลไปในกองเพลิง ในขณะที่อำคาลั่นไกปืน ปลายประบอกจรดจ่อโพรงปากทะลุถึงแกนสมองและตายไปพร้อมกัน

บัวบูชายืนนิ่งงันกับสิ่งที่เห็น เธอเผลอยกมือขึ้นปิดริมฝีปากตัวเอง สะอื้นปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น

นี่มันอะไรกัน...

“ในขณะที่องค์สมุทราเสวยสุขนับพันปีบนกองเงินกองทองและอำนาจนั่น! ตระกูลของพวกเรากลับต้องพบแต่ความอัปยศฉิบหายไม่มีวันดับสูญ”

“ฮึก…”

“มันให้สัจจะว่าจะปกป้องเจ้า แต่กลับจองจำเจ้าเอาไว้ใต้ขุมนรกนั่น เจ้าคิดว่ามันสมควรแล้วหรือปทุมธารา!

“ฮือ…”

“ในเมื่อความดีที่เคยทำมันไม่อยากได้ ก็ถึงคราวที่ข้าจะได้ลงโทษมันคืนบ้าง” เสียงหัวเราะหลอนหูของวิญญาณอำคาดังก้อง

บัวบูชาร้องไห้หนักปานจะขาดใจ

“คุณ… ฆ่าพวกเขาหรอคะ คุณอาทำแบบนั้นจริงๆ หรอ ละ… แล้วคุณยายล่ะ”

มือดำทะมึนจับบ่าสองข้างของบัวบูชาให้หันกลับมามองทางตน

“เจ้าจักใส่ใจเรื่องพวกนั้นไปใย ยกชีวิตให้ข้าเสีย”

“ฮึก… คุณยาย คุณยายแล้วก็น้ำปรุง”

บัวบูชาพึมพำเสียงสั่น เธอตกใจสุดขีดที่คุณยายและคนในเรือนไม้ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว

มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน เธอยังพึ่งยิ้มและหัวเราะให้กับน้ำปรุง ยังนอนหลับบนตักผกาทิพย์และฟังเรื่องเล่าจากคุณยายอยู่เลย

แล้วทำไม...

ภาพนิมิตที่มักฝันถึงจนพยายามค้นหาความจริงมานับครั้งไม่ถ้วน กลับกลายเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่หญิงสาวไม่เคยรับรู้มาก่อน

อำคาพยายามแทรกวิญญาณเข้ามาสิงในร่างไร้สติของบัวบูชา

พรึ่บ!

ทว่ากลับไม่เป็นดั่งใจนึก คล้ายว่ามีบางสิ่งกำลังปกป้องบัวบูชาเอาไว้จนอำคาไม่อาจแตะต้อง

“คุณอาฆ่าพวกเขา ฮึก… แล้วคิดจะฆ่าบัวด้วยหรือเปล่าคะ” บัวบูชาเอ่ยถามเสียงสั่น

เธอมองผู้ชายที่เคยเป็นทั้งพี่ชายร่วมสายเลือดในอดีต ทั้งยังเป็นอาแท้ๆ ของตัวเองในชาตินี้ด้วยความรู้สึกต่างไปจากเดิม

“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องตายอยู่แล้วหนูบัว เจ้าจักมีชีวิตอยู่ไม่ถึงคืนจันทร์เต็มดวงด้วยซ้ำ”

“อาก็ปล่อยให้บัวตายไปสิคะ ทุกอย่างจะได้สิ้นสุดลงสักที”

ทรมานเหลือเกิน

ความรู้สึกแบบนี้มันทรมานจนยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ

หากโทษทัณฑ์ขององค์สมุทราจะพรากชีวิตของเธอในชาตินี้ตามมารดาและคุณยายไป แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากบัวบูชาเอาแต่ดื้อรั้นและเคียดแค้นเหมือนกับอำคา

คุณอาของเธอกำลังหลงผิด

บัวบูชาหวังว่าอาจพอมีสักทางที่ช่วยปลดปล่อยวิญญาณของคุณอาได้

อำคาควรไปเกิดในภพภูมิที่ดี ไม่ควรติดบ่วงความแค้นอยู่แบบนี้เลย

“พูดจาเหลวไหล ยกชีวิตให้ข้าเสีย!”

“ถ้าบัวยกให้ แล้วอาจะเอาชีวิตบัวไปทำอะไร”

อำคายกยิ้มน่ากลัว ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายวับไปกับพุ่มไม้ใหญ่

 

“คุณอา! อาอำคา”

หญิงสาวพยายามเดินตามหาวิญญาณของอาหนุ่มแต่ก็ไร้วี่แวว ทั้งบริเวณรอบด้านเงียบสนิทและมืดมิด

มีเพียงแสงจันทราเสี้ยวส่องสว่างที่กลุ่มเมฆคล้อยลอยตีตัวออกห่างเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนเธอได้ในยามนี้

ดวงตาคู่สวยเหม่อมองไปยังท้องฟ้า ความรู้สึกทุกอย่างในทุกความทรงจำตีรวนอยู่ในใจจนยากจะสลัดทิ้ง

ปทุมธารา

นลินลิดา...

ผู้หญิงเหล่านั้นคือตัวเธอเอง

“อึ่ก!”

บัวบูชาจุกไปทั้งอก หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเปียกชื้น สองเข่าเล็กเปรอะเปื้อนเช่นเดียวกับกระโปรงชุดนอนตัวยาวสีขาวสะอาดตา

ร่างสูงของอำคาปรากฏขึ้นอีกครั้ง ใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ใกล้หลานสาวของตนแค่เพียงเอื้อม ทั้งยังดลใจให้อีกฝ่ายเห็นภาพน่ากลัวเหล่านั้นอีกครั้ง

เวลาของมันยาวนานกว่าครั้งก่อนๆ

บัวบูชาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเสมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง

โลหิตสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากสวย นัยน์ตากลมโตสั่นระริก สองฝ่ามือกำดินบนพื้นแน่นด้วยท่าทางขาดอากาศหายใจ

บัวบูชาพยายามหอบหายใจเข้าปอด ทั้งที่รู้สึกเจ็บเสียดราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงหัวใจ

ติ๊ดๆๆๆๆ!

สมาร์ทนาฬิกาส่งสัญญาณเตือนถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ

“หากทรมานนัก… ก็ให้ข้าปลดปล่อยความรู้สึกนั้นเสีย”

เสียงกระซิบแหบพร่าของวิญญาณร้ายดังข้างใบหู

“อะ… อาอำคา”

บัวบูชาจิกเล็บลงบนผิวกายตัวเอง

สติเริ่มพร่าเบลอจนแทบประคองไม่ไหว

“ว่าไงเด็กดี”

“อึ่ก! บัวเจ็บ”

ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ!

แจ้งเตือนนาฬิกาข้อมือร้องถี่รัวขึ้น เลือดกำดาวรินไหลออกจากปลายจมูกโด่งรัน

“ยกมันให้ข้า ลมหายใจของเจ้า”

นั่นคือสิ่งที่อำคาเฝ้าปรารถนามาตลอดนับตั้งแต่รับรู้ว่าบัวบูชาคือปทุมธารากลับชาติมาเกิด

นางเป็นคนเดียวที่จะช่วยให้เกมแค้นของเขาสำเร็จได้โดยง่าย

แค่เพียงเห็นหน้าหญิงผู้เป็นที่รักอย่างปทุมธารา มีหรือองค์สมุทราหน้าโง่นั่นจะไม่ยอมศิโรราบ

“ชะ… ช่วยด้วย” บัวบูชาพึมพำแผ่วเบา

น่าแปลกที่ในใจของเธอกลับนึกถึงใครอีกคนที่ไม่สมควร

ราชาใจร้ายที่ลงโทษประหารครอบครัวของเธอ

นาคาไร้หัวใจที่จองจำปทุมธาราเอาไว้ในคุกมืดมิด

‘องค์สมุทรา’

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...