บทที่ ๑๘
‘ห้วงอดีตกาล’
ย้อนกลับไปในห้วงอดีต
“ปทุมธารา”
ภศินาคาในชุดเครื่องราชองครักษ์ประจำองค์ราชาก้าวเดินเข้ามาหาน้องสาวด้วยท่าทางเร่งรีบ
นัยน์ตาคู่คมมองไปรอบตัวอย่างระมัดระวังราวกับเกรงว่าจะมีผู้ใดพบเจอ
โชคเข้าข้างที่วันนี้ปทุมธาราอยู่เพียงลำพัง
“ท่านพี่”
รอยยิ้มหวานปรากฏบนใบหน้างดงาม
ปลายนิ้วเรียวจรดลงบนก้านดอกบัวสวยงามที่ให้ข้ารับใช้ไปเก็บมาให้เพื่อจัดแจงพวกมันลงแจกันทองเหลือง
“มากับข้า”
มือหนาคว้าข้อมือเล็กเข้าหาตัว
ด้วยความตกใจองค์ราชีนิของแคว้นจึงเผลอปล่อยก้านดอกไม้เหล่านั้นร่วงหล่นลงพื้น
กลีบดอกบัวสีชมพูอ่อนแตกกระจายเต็มพื้นหินเผยให้เห็นเกสรสีเหลืองอร่ามที่อยู่ภายใน
“เกิดเรื่องใดขึ้นหรือ
เหตุใดท่านจึงรีบร้อนเพียงนี้”
“เพลามิคอยผู้ใด
มัวรีรอชักช้าจักมิทันการ”
นาคาหนุ่มเอ่ยเสียงเครียด
ยามจูงมือน้องสาวหลบออกมาจากบริเวณนั้น และพาไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ด้านหลังราชวังหลวง
“ท่านจักพาข้าไปที่ใด”
ปทุมธารามองไปรอบๆ
ด้วยความประหลาดใจ ถึงไร้ซึ่งคำตอบจากผู้เป็นพี่ชาย แต่เธอก็ยังยอมเดินตามไปอยู่ดี
เมื่อมาถึงสถานที่ที่คุ้นเคย
ปทุมธาราก็หันไปสบตากับพี่ชายนิ่ง
เธอมาที่นี่บ่อยครั้ง
มันคือประตูมิติที่เชื่อมระหว่างนาคานครและเมืองมนุษย์
องค์สมุทราเองก็ใช้เส้นทางนี้ในการพาไปเที่ยวเล่นที่นั่น
มวลพลังสีมรกตผสมผสานกับสีทองคำอร่ามขยับไหวด้วยพลังมนต์เป็นเยื่อบางกางกั้นทั้งสองโลกเอาไว้
“ท่านพี่พาข้ามาที่นี่ด้วยเหตุใดกัน”
ปทุมธาราเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ
ภศิทรุดกายลงต่ำเล็กน้อยเพื่อให้สายตาของตนอยู่ในระดับเดียวกับน้องสาว
สองมือหนาจับบ่าเล็กเอาไว้มั่น
“ปทุมธารา
เจ้าฟังข้าให้ดี”
“…”
“สิ่งที่ข้าจักพูดนี้มันอาจทำร้ายจิตใจของเจ้าได้”
“ท่านจักพูดสิ่งใด”
“เพลานี้ท่านพ่อต้องโทษประหาร
มีประกาศออกมาว่าองค์ราชาจักลงโทษผู้กบฏทั้งตระกูลให้ถึงตาย”
คิ้วเรียวสวยขมวดแน่นกับข่าวร้ายที่ตนได้ยิน
“มันจักเป็นไปได้เช่นไร
เมื่อครู่องค์สมุทราพึ่งจักให้ทหารมาแจ้งให้ข้ารอไปเข้าเฝ้าพระองค์”
“เจ้าเชื่อใจพี่หรือไม่”
ภศิเอ่ยเสียงสั่น
นัยน์ตาคู่คมคลอหน่วยด้วยหยดน้ำตาที่พยายามห้ามไม่ให้รินไหล เขาไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอออกมาต่อหน้าน้องสาวผู้เป็นที่รัก
“ท่านพ่อให้ข้ามาพาเจ้าหนีไปด้วยกัน
แต่ข้ามิอาจทิ้งท่านเอาไว้เพียงลำพังได้ ฉะนั้นแล้ว…”
ตรามณีของตระกูลถูกยัดใส่ฝ่ามือเล็ก
“เจ้าจงหนีไปให้ไกลจากเมืองแห่งนี้
หนีไปแลอย่าได้หวนคืนกลับมา”
“ไม่
ข้าจักมิทิ้งท่าน”
ปทุมธาราในชุดเครื่องแต่งกายของราชินีผู้สูงศักดิ์ทรุดกอดพี่ชายเอาไว้
“ฮึก
หากสิ่งที่ท่านกล่าวเป็นความจริง ข้าจักไปทูลถามองค์ราชาด้วยตนเอง”
“ไม่
ปทุมธารา ถึงเพลาที่เจ้าต้องหนีไปแล้ว ข้าฝากเจ้าใช้ชีวิตที่เหลือแทนข้าด้วย”
ภศิพยายามดันให้ปทุมธาราก้าวเข้าไปยังอีกด้านของประตูมิติ
มันเป็นทางรอดเดียวในตอนนี้ที่เขาพอจะคิดออก
“ไม่
ท่านพี่… ข้าทำเช่นนี้มิได้”
ภศิจะให้เธอทอดทิ้งบิดาและพี่ชายเอาไว้ด้านหลังแล้วหนีเอาตัวรอดผู้เดียวได้อย่างไร
หากชีวิตนี้ต้องตายก็ขอยืนหยัดต่อสู้เคียงข้างครอบครัว
ไม่ว่าอย่างไรปทุมธาราจะไม่คิดหนีโทษเป็นอันขาด
ฉึบ!
“อ๊าก!”
ศัสตราวุธของเหล่าทหารพุ่งตรงเข้าใส่ข้อมือและสองข้อเท้าของภศิ
โซ่ตรวนพันธนาการเขาเอาไว้อย่างแน่นหนา
มวลพลังมหาศาลคล้ายกระแสไฟฟ้าแล่นปราดไปทั่วทั้งร่างขององครักษ์หนุ่มจนจำต้องทรุดสองเข่าลงกับพื้นหินเย็บเยียบอย่างไม่มีทางเลือก
นัยน์ตาคู่คมมองน้องสาวด้วยความรู้สึกเสียใจ
มันสายเกินไปแล้ว
ไม่เหลือหนทางให้หลีกหนี
“ท่านองครักษ์!
องค์ราชินี! นั่นพระองค์จักทรงหลบหนีงั้นหรือ”
ทหารกล้ารีบวิ่งมาขวางม่านประตูมิติเอาไว้
ก่อนจะร่ายมนต์บางอย่างเพื่อผนึกบานประตูมนต์ตามคำสั่งขององค์สมุทรา
“ปล่อยน้องข้า!
นางมิได้เกี่ยวข้องอันใดกับเรื่องนี้”
“ขอประทานอภัยท่านองครักษ์
สิ่งนี้เป็นคำสั่งขององค์สมุทรา มิว่าผู้ใดก็มิอาจขัดขืน”
แม้จะใช้คำพูดที่กล่าวถึงความเคารพ
เนื่องจากภศิคือนายทหารเอกคนสำคัญที่องค์สมุทราไว้เนื้อเชื่อใจ
ทั้งนาคาภศิยังเป็นสหายร่วมรบของพวกเขาที่ออกรบเคียงบ่าเคียงไหล่กันมาเนิ่นนาน
ถึงสองพี่น้องตรงหน้านี้จะเป็นคนสำคัญของบ้านเมืองแค่ไหน
การคุมตัวตามคำสั่งของราชาก็ต้องเป็นไปอย่างเด็ดขาด ไม่มีการละเว้นให้แก่ผู้ใดทั้งนั้น
ปทุมธาราร่ำไห้
น้ำตาไหลอาบสองแก้ม หัวใจสั่นไหวรุนแรง เจ็บปวดกับถ้อยคำที่ได้ยิน
คำสั่งจากองค์ราชาเช่นนั้นหรือ
เห็นทีเรื่องที่พี่ชายบอกว่าตระกูลของเราต้องโทษคงจะเป็นเรื่องจริง
“องค์ราชาอยู่ที่ใด
ข้าต้องการพบองค์สมุทรา”
“องค์ราชินีจักได้พบพระองค์เป็นแน่แท้
เพลานี้องค์ราชาพำนักรออยู่ที่โถงกลางวังพะย่ะค่ะ”
แกร่ก!
ไม่ว่าเปล่า
ข้อมือทั้งสองข้างขององค์ราชินีก็ถูกโซ่ตรวนคล้องไว้แน่นไม่ต่างจากนักโทษร้ายแรงที่รอวันตัดสินคดี
ภศิกัดฟันกรอดด้วยความคับแค้นใจ
เขาพยายามใช้พลังนาคาของตนปกป้องน้อง
ทว่าพลังเหล่านั้นกลับสะท้อนเข้าตัวจนกระอั่กเลือดสีเข้ม
“ฮึก…
ท่านพี่”
น้ำตาหยดแล้วหยดเล่าไหลอาบแก้ม
ในหัวคิดเพียงหาเหตุผลถึงการถูกกระทำเช่นนี้จากองค์ราชาผู้เป็นที่รัก
ต้องมีเรื่องเข้าใจผิดกันแน่
ปทุมธาราเชื่ออย่างนั้น
“ปล่อยปทุมธาราไป…”
ภศิเอ่ยอีกครา
แม้กำลังเจ็บเจียนตาย
“เจ้าก็รู้ว่ามันมิมีวันเป็นไปได้”
เสียงคุ้นหูของสหายคนสนิทพาให้ภศิเงยหน้ามอง
จารีย์เดินเข้ามาพร้อมกับกองกำลังทหารที่มีอาวุธครบมือ
นัยน์ตาคู่คมสีอำพันฉายแววนิ่งสงบ
ทว่าในอกนั้นไม่ต่างจากคลื่นมหาสมุทรสาดซัดรุนแรงโหมกระหน่ำ
ด้วยหน้าที่
จารีย์ได้รับคำสั่งให้เป็นแม่ทัพจัดการนำตัวผู้ต้องโทษคนสำคัญกลับไปลงทัณฑ์ให้ได้
ในฐานะสหายของภศิและองครักษ์ที่จงรักภักดีกับองค์ราชินีปทุมธารา
จารีย์ไม่ต้องการที่จะทำเช่นนี้เลย
“เห็นแก่ความผูกพันของเราเถิดสหาย
น้องสาวของข้ามิควรต้องถูกลงโทษเช่นนี้”
ภศิร้องขอ
ตัวเขาจะตายโหดร้ายเพียงใดก็ย่อมได้
ขอเพียงปทุมธาราปลอดภัย ขอโอกาสให้นางได้มีลมหายใจต่อไปด้วยเท่านั้นพอ
จารีย์มองมาด้วยแววตาเรียบนิ่ง
ความเงียบงันถูกมอบให้แทนคำตอบ
มือหนากำเข้าหากันแน่นจนแทบจิกเข้าไปในผิวเนื้อ
สุดท้ายแล้วองครักษ์หนุ่มก็ต้องยอมมองข้ามความต้องการในใจของตนเองไป
และทำตามหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายมาให้ดี
“ครอบครัวข้าทำสิ่งใดผิดกัน
เหตุใดองค์สมุทราจึงรับสั่งลงโทษทัณฑ์ร้ายแรงเช่นนี้”
คราวนี้เป็นปทุมธาราที่เอ่ยถาม
ให้จารีย์โค้งศีรษะให้แทนการแสดงความเคารพอย่างที่เคยภักดีกับนางมาโดยตลอด
“กระหม่อมมิอาจให้คำตอบแก่องค์ราชินีได้
แลคิดว่าฝ่าบาทคงอยากฟังจากองค์ราชาด้วยองค์เอง”
ปทุมธาราขบเม้มริมฝีปากแน่น
น้ำตาคลอ ใบหน้าหวานเต็มไปด้วยหยดน้ำตา หัวใจบอบช้ำแทบแหลกออกเป็นเสี่ยง
เจ็บกว่าการที่ครอบครัวต้องโทษที่ไม่ได้ก่อ
ก็คือผู้ที่รับสั่งลงทัณฑ์คือคนที่เธอรักสุดหัวใจ
เหตุใดพระองค์ทรงกระทำเช่นนี้องค์สมุทรา
คำถามที่ปทุมธาราหวังว่าจะได้คำตอบในเร็วพลัน
จารีย์พยักหน้าให้กองทหารควบคุมตัวทั้งสองกลับไปยังห้องโถงของพระราชวัง
โดยมีตนเดินคุมตามหลังให้แน่ใจว่าจะไม่มีผู้ใดคิดหลบหนี
องค์ราชินีถูกพาตัวมาคุกเข่าลงกับพื้นหินเย็นเยียบพร้อมกับพี่ชาย
สมุทรานาคราชตวัดตามองเล็กน้อยจากตั่งบัลลังก์ทรงสูง
หัวใจของเขาเจ็บปวดจนไม่อาจจ้องมองใบหน้าของหญิงผู้เป็นที่รักได้
คำสาปแช่งนั่นมันเป็นเช่นนี้หรือ
ภูวศิษฐ์...
เจ้าหวังให้ข้ารู้สึกเช่นนี้เองสินะ
“ปล่อยน้องข้า
อย่าทำร้ายนางเลยข้าขอร้อง”
เสียงร้องขอขององครักษ์ภศิ
เรียกเสียงฮือฮาขึ้นจากทั่วบริเวณ
คำสั่งเด็ดขาดให้ลงโทษองค์ราชินีผู้เป็นที่รัก
และสหายคนสนิทพร้อมครอบครัวนั้นสร้างความหวั่นเกรงให้แก่ชาวนาคานคร
หลังจากได้ล่วงรู้ความจริงว่าตระกูลของปทุมธาราเป็นสายเลือดของตระกูลภูวศิษฐ์ที่เคยทรยศก่อกบฏแผ่นดิน
องค์ราชาก็ไม่สามารถละเลยต่อคำลงทัณฑ์ของตนได้
แม้ว่าผู้นั้นจะเป็นคนรักและสหายที่ภักดีก็ตาม
ถึงมีความสำคัญเพียงใดก็ไม่มีข้อยกเว้น
ช่างน่ากลัว
ทรงพลัง และเด็ดขาด
หลายฝ่ายพยายามโต้แย้งกับการตัดสินใจในครั้งนี้
คุณงามความดีที่ทั้งสองเคยกระทำมีมากมาย แม้ตัวนั้นจะมีสายเลือดของผู้ก่อกบฏราชาองค์ก่อน
“ฝ่าบาท”
อังเตพร้อมทั้งเหล่าขุนนาง และนายทหารชั้นสูงหลายนายต่างพากันมารวมตัว
“จดหมายขออภัยโทษจากพวกเราชาวทิสาธาราพะย่ะค่ะ
ขอพระองค์ทรงเมตตา”
พวกเขาเขียนจดหมาย
เพื่อขอให้องค์สมุทรายอมลดโทษให้แก่ปทุมธาราและครอบครัว
บิดามารดา
พี่ชายและปทุมธารานั้นมีความดีความชอบและภักดีต่อองค์ราชาอย่างไม่อาจหาใครมาเทียบ
องค์สมุทรานิ่งมองอังเตยื่นจดหมายวางลงบนถาดทองคำเบื้องหน้า
ทันทีที่เขาพยักหน้าเล็กน้อยก็มีข้ารับใช้ข้างกายหยิบยกจดหมายกระดาษนั้นขึ้นมาอ่าน
“ด้วยองค์ราชินีปทุมธารา
เป็นผู้มีจิตเมตตา ช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากในแคว้นมาโดยตลอด ทรงเคียงข้างองค์ราชา
ช่วยงานราชการมิเคยขาด ทั้งยังเสียสละตนจนล้มประชวรอยู่บ่อยครั้ง
พวกเราตัวแทนปวงประชาแคว้นทิสาธาราจึงอยากทูลขอต่อองค์ราชาเหนือหัว ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาลดโทษให้แก่องค์ปทุมธารา
แลไว้ชีวิตนางให้สมกับคุณงามความดีที่องค์ราชินีพึงกระทำ”
ข้ารับใช้เปิดกระดาษแผ่นถัดไป
ก่อนจะกล่าวต่อ
“แลด้วยองครักษ์ภศิ
ผู้เป็นแม่ทัพใหญ่และเป็นกองกำลังสำคัญในการออกรบแนวหน้าเพื่อบ้านเมือง
ท่านมิเคยกระทำผิดกฎหมายทั้งยังซื่อสัตย์ โปร่งใส
รับใช้องค์ราชาอย่างมุ่งมั่นมิเคยเกียจคร้าน
พวกเราตัวแทนปวงประชาแคว้นทิสาธาราจึงใคร่ทูลขอต่อองค์ราชาเหนือหัว
ขอพระองค์ทรงโปรดเมตตาลดโทษ
แลไว้ชีวิตให้สมกับคุณงามความดีที่องครักษ์ผู้นี้พึงกระทำด้วยเช่นกัน”
ใบหน้าขององค์สมุทราเรียบเฉย
ราชาหนุ่มตั้งใจฟังคำร้องขอจากเหล่าทหารและชาวเมืองกว่าหมื่นชีวิตที่ร่วมลงรายชื่อมาเพื่อขอละเว้นโทษแก่ตระกูลปทุมธารา
หัวใจลึกๆ
ขององค์สมุทราเองก็ต้องการเช่นนั้นไม่ต่างกัน
ทว่าทุกสิ่งที่ควรเป็นไปนั้นไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อย่างง่ายดาย
โทษทัณฑ์กำลังทำหน้าที่ของมัน
เช่นกันกับคำสาปแช่งของภูวศิษฐ์ที่กำลังตามติดมาถึงตัวองค์สมุทรา
คำลงทัณฑ์ที่เคยลั่นวาจาไว้นั้นจะมีประโยชน์อันใด
หากไร้ซึ่งความศักดิ์สิทธิ์
“ข้ายังคงยืนยันดังเดิม
สายเลือดของผู้ทรยศมิว่าจักเป็นผู้ใดย่อมต้องได้รับโทษทัณฑ์ที่กระทำมา”
ทั้งห้องโถงนิ่งเงียบ
ไม่มีผู้ใดกล้าปริปาก
“หากพระองค์จำต้องลงทัณฑ์
ขอทรงเมตตาปล่อยครอบครัวของหม่อมฉันไปได้หรือไม่
หม่อมฉันขอน้อมรับความผิดในอดีตนั่นเพียงผู้เดียว”
เป็นครั้งแรกในรอบวันที่องค์สมุทราสบตากับราชินีของตน
“ประหารหม่อมฉันเสีย
หากเป็นคำลงทัณฑ์ที่มิอาจหลีกเลี่ยง หม่อมฉันจักน้อมรับมันเอาไว้เอง”
ทหารและข้ารับใช้ต่างหลั่งน้ำตาให้แด่องค์ราชินีผู้เป็นที่รักใคร่ของชาวนาคานคร
“ฝ่าบาท…
กระหม่อมขอร้อง ทรงละเว้นโทษองค์ปทุมธาราเถิด
ชีวิตนี้กระหม่อมขอยกให้พระองค์ดั่งคำสาบานที่เคยลั่นไว้ในสนามรบ
โปรดอย่าพรากชีวิตแลลมหายใจของน้องสาวกระหม่อมเลย”
ภศิอ้อนวอนอย่างผู้อับจนหนทาง
หากชีวิตนี้ต้องตาย
มันคงคุ้มค่าแล้วที่ได้รับใช้องค์ราชา
แต่หากต้องสูญเสียน้องสาวร่วมสายเลือดของตนไป ทั้งที่นางแสนบริสุทธิ์
มันคงเจ็บยิ่งกว่าตกนรกทั้งเป็น
กึก!
ฝ่ามือเล็กสองข้างขององค์ปทุมธาราทรุดลงบนพื้นหินเย็นชืดด้วยความเจ็บปวด
ศาสตราวุธอันเปรียบดั่งโซ่ตรวน
มวลพลังมหาศาลกำลังดูดซึมพลังชีวิตของปทุมธาราจนไร้เรี่ยวแรง
สร้างบาดแผลจนข้อมือขาวช้ำเป็นสีเลือด
ใบหน้างดงามข่มซ่อนความเจ็บปวดเอาไว้ให้ลึกสุดขั้วหัวใจ
แม้ทรมานเพียงใดก็ไม่มีเสียงร้องหลุดออกมา
ดวงตากลมสวยสั่นไหว
หวังให้ถ้อยคำของตนมีน้ำหนักมากพอที่องค์ราชาจะยอมเว้นโทษให้แก่ครอบครัว
“องค์สมุทรา!”
ภศิตะโกนกร้าวคำรามอย่างบ้าคลั่ง
นี่น่ะหรือรางวัลตอบแทนของสหายผู้ภักดี
ทั้งที่เขามีโอกาสมากมายที่จะสังหารราชาเมื่อใดก็ได้
เพียงดาบเดียวก็ปลิดชีพและตัดศีรษะองค์สมุทราขาดสะบั้นได้ในพริบตาแล้ว
แต่ภศิกลับไม่เคยคิดทรยศเลยสักครั้ง
เขาเพียงต้องการเห็นน้องสาวมีชีวิตที่สุขสมบูรณ์
แม้ต้องหลบหนีจากบ้านเมืองจนกว่าจะสิ้นอายุขัยก็ตาม
เหตุใดองค์ราชาจึงเลือกทำร้ายกันเช่นนี้
“เห็นแก่ความความภักดี
แลยังเคยเป็นสหายร่วมรบเคียงบ่าเคียงไหล่
ข้าให้คำมั่นกับเจ้าว่าจักมิประหารปทุมธารา” องค์สมุทรากล่าวเสียงเรียบ
เหล่านาคา
นาคิณีหลายฝ่ายคลี่ยิ้มต่างยินดี อย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้สูญเสียองค์ราชินีไป
“จริงหรือฝ่าบาท”
ภศิระบายยิ้ม
ร่างหนายังคงตัวสั่นเทิ้ม แววตาคู่คมเปี่ยมด้วยความหวัง
“เช่นนั้นก็ประหารข้าเสีย…
ข้าพร้อมแล้ว”
นัยน์ตาของภศิค่อยๆ
ปิดลงด้วยความจำยอม
องค์สมุทรากำมือแน่นจนเห็นเป็นเส้นเลือด
ราชาหนุ่มมองภศินาคา
สหายรักถูกจารีย์ใช้ดาบเล่มคมปักแทงทะลุกลางอกด้วยความเจ็บปวดอย่างยากพรรณนา
นัยน์ตาคู่คมสั่นเทาด้วยความทุกข์ทรมาน
ภศินาคาไม่ต่างจากครอบครัว
องค์ราชาไม่อาจทนเข้มแข็งได้ต่อไป
ไร้เสียงสะอื้น
ไร้หยดน้ำตา มีเพียงคำมั่นสัญญาว่าสมุทราจะปกป้องน้องสาวของอีกคนให้ดีตลอดไป
สองแขนของภศิตกลงข้างลำตัว
พร้อมกับจิตนาคาที่ดับสูญไป ดวงไฟสีเทาอมนิลด้านข้างตั่งบัลลังก์ก็ดับไปพร้อมกัน
“ท่านพี่!”
ปทุมธารากรีดร้องดังลั่น
เธอกระชากโซ่ตรวนอย่างรุนแรง หมายจะขยับเข้าไปหาผู้เป็นพี่ชาย
ร่างไร้ดวงจิตตรงหน้าของภศิ
ทำเอาอดีตองค์ราชินีหัวใจแตกสลาย
“ฮึก…
ฮือ พระองค์ทรงทำเช่นนี้ได้เช่นไร”
“พานางไปจองจำยังคุกใต้ดิน"
ปัจจุบัน
“เห็นหรือยังหนูบัว
เห็นสิ่งที่มันทำกับพวกเราแล้วหรือยัง!”
อำคาคำรามโกรธเกรี้ยว
เสียงหัวเราะในคอดังขึ้นอย่างบ้าคลั่งยามมองเห็นบัวบูชาหลั่งน้ำตา
ความทรงจำในอดีตชาติฟื้นคืนตั้งแต่สมัยที่นางยังคงเป็นนาคิณี
“เข้าใจความรู้สึกของข้าแล้วใช่หรือไม่บัวบูชา”
บัวบูชายกมือขึ้นปาดน้ำตาด้วยท่าทางสั่นๆ
สองมือสั่นเทิ้มไม่ต่างจากไหล่บาง
เธอจ้องมองวิญญาณของคุณอาอำคาที่มีใบหน้าเหมือนกับนาคาภศิทุกกระเบียดนิ้วด้วยความหวาดกลัว
“แล้วบัวจะเชื่อใจคุณอาได้ยังไงว่าทั้งหมดนี่มันคือเรื่องจริง”
“ความเจ็บปวดที่เจ้าสัมผัส
มันยังไม่พออีกหรือ”
“มันก็สมควรแล้วไม่ใช่หรอ
ในเมื่อตอนนั้นเราสองคนเป็นตระกูลที่เคยทำผิด”
บัวบูชาไม่เข้าใจเลยว่าอำคาตั้งใจจะสื่ออะไร
ถึงหญิงสาวจะได้รับรู้เรื่องราวในอดีตชาติ
แต่เธอก็ไม่รู้ว่าความรู้สึกระหว่างปทุมธารากับองค์สมุทรานั้นเป็นยังไงอยู่ดี
บัวบูชาเกิดใหม่แล้ว
เกิดมาโดยที่ไม่ได้มีความรู้สึกในอดีตมาเกี่ยวข้องด้วย
“ถ้ามันเป็นแบบที่คุณอาบอก
พวกเราก็คงต้องถูกลงโทษไปจนกว่าจะครบเจ็ดชั่วอายุไม่ใช่หรอคะ”
ความเข้าใจเพียงอย่างเดียวในตอนนี้คือเธอเข้าใจแล้วว่าทำไมถึงได้ป่วยเป็นโรคที่ไม่มีทางรักษา
แพทย์มือหนึ่งอย่างบิดาของเธอยังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าบัวบูชาป่วยเป็นโรคอะไร
ไหนจะมารดาเสียชีวิตหลังจากที่คลอดเธอออกมานั่นอีก
คงเพราะเรื่องโทษทัณฑ์ที่ว่านี้สินะ
ดังนั้น
ต่อให้บัวบูชาจะพยายามสู้สักแค่ไหน
หญิงสาวก็ต้องสิ้นใจตามที่ชะตากำหนดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
“เจ้าถูกมันจองจำหลังจากนั้นนับร้อยปี”
อำคาขยับฝ่ามือหนาเล็กน้อยเพื่อสร้างนิมิตให้อีกคนได้มองเห็นภาพของปทุมธาราที่ถูกล่ามคุมขังอยู่ในคุกหิน
นาคิณีสาวหลั่งน้ำตาเป็นสายเลือด
คร่ำครวญร่ำไห้แม้ไม่มีใครได้ยิน
“เจ้าคิดว่ามันเป็นสิ่งที่สมควรแล้วหรืออย่างไร!”
บัวบูชายกมือขึ้นกุมบริเวณหน้าอก
รู้สึกเจ็บร้าวจนเริ่มหายใจลำบาก
เธอรู้สึกราวกับกำลังถูกจองจำอยู่ในถ้ำอันมืดมิดนั้นเสียเอง
“แล้วคุณอาต้องการอะไรหรอคะ
ความแค้นไม่เคยพาให้ใครได้ดี”
ผกาทิพย์สอนเสมอว่าคนเราต้องรู้จักปล่อยวาง
หากเอาแต่แก้แค้นกันไปเรื่อยๆ
ก็จะไม่มีวันจบสิ้น มีแต่จะรั้งกันให้ทรมานทั้งกายและใจ
ภศิฉีกยิ้มกว้าง
ริมฝีปากปริแยกออกจากกัน
เลือดข้นหลั่งท่วมใบหน้าหล่อเหลา เลอะเปรอะมาถึงปลายคาง
“ข้าต้องการให้เจ้าแก้แค้นแทนข้า”
“…”
“เจ้าเป็นทั้งหลานข้าในชาตินี้
และเคยเป็นน้องสาวของข้าในอดีต เราสองพี่น้องล้วนเคยภักดีต่อมัน!
หากแต่ความทุกข์ของตระกูลเรา…”
ดวงตาคมคายสีนิลค่อยๆ
แปรเปลี่ยนเป็นกลวงโบ๋ลึกจนมองไม่เห็นลูกตา
วิญญาณหนุ่มเริ่มพรั่งพรูระบายความเคียดแค้นในอกของตนออกมา
“เป็นสิ่งที่ข้ามิอาจยอมรับมันได้”
มันยุติธรรมแล้วงั้นหรือ
ทำไมเขาต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายนี้
ทั้งที่ไม่เคยทำอะไรผิดด้วย
ภาพถ้ำหินมืดมิดถูกแทนที่ด้วยภาพเรือนไม้ริมน้ำหลังงามที่จมอยู่ท่ามกลางกองเพลิงมหึมา
คนรับใช้และคนสวนภายในต่างพากันวิ่งวุ่นเพื่อหาทางดับไฟ
ร่างของคุณหญิงผกาทิพย์
น้ำปรุง และป้าอนงค์ถูกวางยานอนหลับให้หลับใหลไปในกองเพลิง ในขณะที่อำคาลั่นไกปืน
ปลายประบอกจรดจ่อโพรงปากทะลุถึงแกนสมองและตายไปพร้อมกัน
บัวบูชายืนนิ่งงันกับสิ่งที่เห็น
เธอเผลอยกมือขึ้นปิดริมฝีปากตัวเอง สะอื้นปล่อยโฮออกมาอย่างสุดกลั้น
นี่มันอะไรกัน...
“ในขณะที่องค์สมุทราเสวยสุขนับพันปีบนกองเงินกองทองและอำนาจนั่น!
ตระกูลของพวกเรากลับต้องพบแต่ความอัปยศฉิบหายไม่มีวันดับสูญ”
“ฮึก…”
“มันให้สัจจะว่าจะปกป้องเจ้า
แต่กลับจองจำเจ้าเอาไว้ใต้ขุมนรกนั่น เจ้าคิดว่ามันสมควรแล้วหรือปทุมธารา!
“ฮือ…”
“ในเมื่อความดีที่เคยทำมันไม่อยากได้
ก็ถึงคราวที่ข้าจะได้ลงโทษมันคืนบ้าง” เสียงหัวเราะหลอนหูของวิญญาณอำคาดังก้อง
บัวบูชาร้องไห้หนักปานจะขาดใจ
“คุณ…
ฆ่าพวกเขาหรอคะ คุณอาทำแบบนั้นจริงๆ หรอ ละ… แล้วคุณยายล่ะ”
มือดำทะมึนจับบ่าสองข้างของบัวบูชาให้หันกลับมามองทางตน
“เจ้าจักใส่ใจเรื่องพวกนั้นไปใย
ยกชีวิตให้ข้าเสีย”
“ฮึก…
คุณยาย คุณยายแล้วก็น้ำปรุง”
บัวบูชาพึมพำเสียงสั่น
เธอตกใจสุดขีดที่คุณยายและคนในเรือนไม้ทุกคนล้วนแล้วแต่ไม่มีชีวิตอยู่แล้ว
มันจะเป็นไปได้ยังไงกัน
เธอยังพึ่งยิ้มและหัวเราะให้กับน้ำปรุง
ยังนอนหลับบนตักผกาทิพย์และฟังเรื่องเล่าจากคุณยายอยู่เลย
แล้วทำไม...
ภาพนิมิตที่มักฝันถึงจนพยายามค้นหาความจริงมานับครั้งไม่ถ้วน
กลับกลายเป็นความสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ที่หญิงสาวไม่เคยรับรู้มาก่อน
อำคาพยายามแทรกวิญญาณเข้ามาสิงในร่างไร้สติของบัวบูชา
พรึ่บ!
ทว่ากลับไม่เป็นดั่งใจนึก
คล้ายว่ามีบางสิ่งกำลังปกป้องบัวบูชาเอาไว้จนอำคาไม่อาจแตะต้อง
“คุณอาฆ่าพวกเขา
ฮึก… แล้วคิดจะฆ่าบัวด้วยหรือเปล่าคะ” บัวบูชาเอ่ยถามเสียงสั่น
เธอมองผู้ชายที่เคยเป็นทั้งพี่ชายร่วมสายเลือดในอดีต
ทั้งยังเป็นอาแท้ๆ ของตัวเองในชาตินี้ด้วยความรู้สึกต่างไปจากเดิม
“ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็ต้องตายอยู่แล้วหนูบัว
เจ้าจักมีชีวิตอยู่ไม่ถึงคืนจันทร์เต็มดวงด้วยซ้ำ”
“อาก็ปล่อยให้บัวตายไปสิคะ
ทุกอย่างจะได้สิ้นสุดลงสักที”
ทรมานเหลือเกิน
ความรู้สึกแบบนี้มันทรมานจนยากจะมีชีวิตอยู่ต่อ
หากโทษทัณฑ์ขององค์สมุทราจะพรากชีวิตของเธอในชาตินี้ตามมารดาและคุณยายไป
แล้วจะมีประโยชน์อะไรหากบัวบูชาเอาแต่ดื้อรั้นและเคียดแค้นเหมือนกับอำคา
คุณอาของเธอกำลังหลงผิด
บัวบูชาหวังว่าอาจพอมีสักทางที่ช่วยปลดปล่อยวิญญาณของคุณอาได้
อำคาควรไปเกิดในภพภูมิที่ดี
ไม่ควรติดบ่วงความแค้นอยู่แบบนี้เลย
“พูดจาเหลวไหล
ยกชีวิตให้ข้าเสีย!”
“ถ้าบัวยกให้
แล้วอาจะเอาชีวิตบัวไปทำอะไร”
อำคายกยิ้มน่ากลัว
ก่อนจะค่อยๆ เลือนหายวับไปกับพุ่มไม้ใหญ่
“คุณอา!
อาอำคา”
หญิงสาวพยายามเดินตามหาวิญญาณของอาหนุ่มแต่ก็ไร้วี่แวว
ทั้งบริเวณรอบด้านเงียบสนิทและมืดมิด
มีเพียงแสงจันทราเสี้ยวส่องสว่างที่กลุ่มเมฆคล้อยลอยตีตัวออกห่างเท่านั้นที่ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนเธอได้ในยามนี้
ดวงตาคู่สวยเหม่อมองไปยังท้องฟ้า
ความรู้สึกทุกอย่างในทุกความทรงจำตีรวนอยู่ในใจจนยากจะสลัดทิ้ง
ปทุมธารา
นลินลิดา...
ผู้หญิงเหล่านั้นคือตัวเธอเอง
“อึ่ก!”
บัวบูชาจุกไปทั้งอก
หญิงสาวทรุดตัวลงนั่งกับพื้นเปียกชื้น
สองเข่าเล็กเปรอะเปื้อนเช่นเดียวกับกระโปรงชุดนอนตัวยาวสีขาวสะอาดตา
ร่างสูงของอำคาปรากฏขึ้นอีกครั้ง
ใบหน้าของอีกฝ่ายอยู่ใกล้หลานสาวของตนแค่เพียงเอื้อม ทั้งยังดลใจให้อีกฝ่ายเห็นภาพน่ากลัวเหล่านั้นอีกครั้ง
เวลาของมันยาวนานกว่าครั้งก่อนๆ
บัวบูชาต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานเสมือนอยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยตัวเอง
โลหิตสีแดงสดไหลทะลักออกมาจากริมฝีปากสวย
นัยน์ตากลมโตสั่นระริก สองฝ่ามือกำดินบนพื้นแน่นด้วยท่าทางขาดอากาศหายใจ
บัวบูชาพยายามหอบหายใจเข้าปอด
ทั้งที่รู้สึกเจ็บเสียดราวกับมีเข็มนับหมื่นเล่มกำลังทิ่มแทงหัวใจ
ติ๊ดๆๆๆๆ!
สมาร์ทนาฬิกาส่งสัญญาณเตือนถึงจังหวะการเต้นของหัวใจที่ผิดปกติ
“หากทรมานนัก…
ก็ให้ข้าปลดปล่อยความรู้สึกนั้นเสีย”
เสียงกระซิบแหบพร่าของวิญญาณร้ายดังข้างใบหู
“อะ…
อาอำคา”
บัวบูชาจิกเล็บลงบนผิวกายตัวเอง
สติเริ่มพร่าเบลอจนแทบประคองไม่ไหว
“ว่าไงเด็กดี”
“อึ่ก!
บัวเจ็บ”
ติ๊ดๆๆๆๆๆๆๆๆ!
แจ้งเตือนนาฬิกาข้อมือร้องถี่รัวขึ้น
เลือดกำดาวรินไหลออกจากปลายจมูกโด่งรัน
“ยกมันให้ข้า
ลมหายใจของเจ้า”
นั่นคือสิ่งที่อำคาเฝ้าปรารถนามาตลอดนับตั้งแต่รับรู้ว่าบัวบูชาคือปทุมธารากลับชาติมาเกิด
นางเป็นคนเดียวที่จะช่วยให้เกมแค้นของเขาสำเร็จได้โดยง่าย
แค่เพียงเห็นหน้าหญิงผู้เป็นที่รักอย่างปทุมธารา
มีหรือองค์สมุทราหน้าโง่นั่นจะไม่ยอมศิโรราบ
“ชะ…
ช่วยด้วย” บัวบูชาพึมพำแผ่วเบา
น่าแปลกที่ในใจของเธอกลับนึกถึงใครอีกคนที่ไม่สมควร
ราชาใจร้ายที่ลงโทษประหารครอบครัวของเธอ
นาคาไร้หัวใจที่จองจำปทุมธาราเอาไว้ในคุกมืดมิด
‘องค์สมุทรา’
.png)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น