วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 17

 

 

บทที่ ๑๗

‘นักโทษหลบหนี’

 

 

(นี่แกฝันอีกแล้วหรอ)

เอมรินถึงกับอ้าปากค้างกับเรื่องราวความฝันจากปากเพื่อนสนิท

ถ้านับในครั้งนี้มันอาจเกินกว่าร้อยครั้งแล้วด้วยซ้ำแถมครั้งนี้ความฝันของบัวบูชากลับดูสมจริงราวกับเพื่อนเธอได้ไปเหยียบที่ถ้ำหินนั่นด้วยตัวเอง

(กลับบ้านเถอะนะยัยบัว ฉันเป็นห่วงแกมากจริงๆ)

หญิงสาวเม้มปากแน่น นัยน์ตาสั่นไหวเช่นเดียวกับความรู้สึกมากมายที่กำลังปะทุอยู่ในอก

ไม่รู้ว่าเพราะอะไร แต่เอมรินรู้สึกหวาดกลัวที่จะสูญเสียเพื่อนสนิทไปเสียเหลือเกิน เธอกลัวจะมีสิ่งใดพรากบัวบูชาให้จากไป

ขอร้องก็ได้ เอมรินไม่พร้อมเสียเพื่อนสนิทไปจริงๆ

ยังไม่พร้อมเลยแม้แต่นิดเดียว

“ไม่เอา มาถึงขั้นนี้แล้วฉันจะกลับไปได้ยังไง”

บัวบูชาคิดเอาไว้แล้วไม่มีผิดว่าเอมรินจะมีปฏิกิริยากับเรื่องความฝันครั้งนี้ของเธอยังไง

หญิงสาวบอกเพียงว่าในฝันเธอนั้นมีโอกาสได้เข้าไปในถ้ำใต้น้ำ ไม่ได้เล่ารายละเอียดอื่นๆ ให้เพื่อนสาวรู้สึกหวาดกลัวมากไปกว่านั้นแต่อย่างใด

ถ้าเอมรินรู้เรื่องที่อยู่ดีๆ ก็มีผีผู้ชายร่างสูงใหญ่มาพาเธอไปที่นั่นแล้วล่ะก็ อีกฝ่ายคงรีบขับรถมาหากันอย่างไม่ต้องสงสัย

ไหนจะน้ำปรุงที่ตามไปพาเธอออกมาจากถ้ำนั่นอีก

ทุกอย่างมันดูเกินจริงไปหมดเลย    

(แกก็เห็นแล้วนี่ว่ามันอันตรายแค่ไหน ลำพังแกคนเดียวจะช่วยผู้หญิงคนนั้นออกมาได้ยังไง ไม่มีทางเลย)

เผลอๆ อาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของเพื่อนเธอก็ได้ ใครจะไปรู้

“มีสิ มันต้องมีทางแน่”

(ยัยบัว ขอร้องเถอะนะ) เอมรินน้ำตาคลอ เธอเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้วหญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดียังไงก็ไม่รู้

“ฝากคุณพ่อด้วยนะเอม ฝากแกดูแลท่านด้วย”

มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตา บัวบูชาคิดถึงบิดาสุดหัวใจ

ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเรื่องที่เข้าไปพัวพันนั้นอาจทำให้มีอันตรายหรอก แต่พักหลังมานี้แม้เธอจะนอนหลับได้ดีขึ้น แต่บัวบูชาก็รู้ตัวดีว่าร่างกายเธออ่อนแอลงแค่ไหน

ไม่ช้าหรือเร็ว เธอคงต้องจากโลกใบนี้ไปในสักวัน

(อย่าพูดเป็นลางได้ไหม ฉันใจไม่ดีเลยนะ)

“คิดมากน่าเอม ก็ฉันอยู่ตั้งไกล แกอยู่ใกล้กว่าฉันก็ต้องฝากแก”

(ถ้าคุณยายหายดีแล้ว แกจะรีบกลับมาเลยรึเปล่า)

ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายจำต้องดูแลคุณยายที่กำลังป่วย เอมรินคงไม่ลังเลเลยที่จะพาบัวบูชากลับบ้านให้เร็วที่สุด

“อื้อ ฉันจะรีบกลับเลย”

(ฉันจะรอนะ แกไม่ต้องห่วงเรื่องคุณพ่อหรอก ฉันจะช่วยดูแลท่านเอง)

“ขอบใจมากเลยนะเอม แกเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเลย”

(แกก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรู้เอาไว้นะบัวว่าฉันจะอยู่ข้างแก)

พวกเธอผ่านทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันมากมาย ยามสุขก็ยิ้มด้วยกัน ยามเศร้าก็จะกอดคอกันร้องไห้ตลอดไป

“ฉันจะไม่มีวันทิ้งแกไป สัญญาเลย”

คำสัญญาที่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าถูกเอ่ยออกมาเพื่อคลายความกังวลใจให้เพื่อนสาว

บัวบูชาระบายยิ้มบางยามกลั้นสะอื้นจนไหล่สั่น

ตอนนี้เธอแอบมาคุยโทรศัพท์ในสวนผลไม้

บัวบูชาไม่ได้เล่าความฝันนั้นให้ใครในบ้านฟัง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเผลอมองน้ำปรุงไม่เหมือนเดิม

ภาพที่อีกคนมีดวงตาสีฟ้าสว่างไม่เหมือนมนุษย์ยังคงตราตรึงราวกับมันเป็นเรื่องจริง ถึงอย่างนั้นบัวบูชาก็ยังใจกล้าไม่พอที่จะเอ่ยถามเด็กสาวคนสนิทออกไปอยู่ดี

หากทั้งหมดเป็นเพียงความฝันล่ะ

คำถามที่ไม่มีคำตอบ บัวบูชาจะขอตั้งมั่นและพิสูจน์มันด้วยตนเอง

 

 

ภาพหลานสาวที่กำลังร้องไห้พูดคุยโทรศัพท์กับเพื่อน ทำคุณหญิงผกาทิพย์รู้สึกปวดใจ เธอได้แต่หันมองสาวใช้อายุคราวหลานที่กำลังก้มหน้ารู้สึกผิด

“น้ำปรุงไม่ได้พาคุณบัวไปที่นั่นจริงๆ นะจ๊ะ” วิญญาณสาวปาดน้ำตา

ในกลางดึกคืนนั้น จู่ๆ เธอก็เห็นบัวบูชาเดินผ่านเข้าไปในประตูเชื่อมเมืองบาดาลที่เกิดขึ้นแทนประตูห้องนอน

บัวบูชาในยามนั้นคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง ตะโกนเรียกดังสักเพียงไหนก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าและให้อีกคนหันกลับมาสนใจตนได้

น้ำปรุงจึงตัดสินใจตามบัวบูชาเข้าไปด้านใน

ถ้ำใต้น้ำมีแต่มวลพลังขององค์ราชา วิญญาณสาวรู้สึกร้อนรุ่มเสียจนแทบอยู่ต่อไม่ไหว

“เป็นแบบนี้แปลว่าพวกเรามีเวลาเหลือไม่มากแล้วใช่ไหมคะคุณหญิง”

อนงค์ร่ำไห้ เช่นเดียวกับสาวใช้และคนงานคนอื่นๆ ที่ต่างพากันปล่อยโฮ

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเหม็นไปทั่ว เพราะบุญกุศลที่คุณหญิงผกาทิพย์สะสมมาเริ่มลดลงจนปกปิดเรือนกายที่แท้จริงยามสิ้นชีวีของตนและพวกพ้องเอาไว้ไม่ได้

“แทบไม่เหลือแล้ว” ผกาทิพย์ส่ายศีรษะไปมา

ดั่งนาฬิกาทรายที่เม็ดทรายร่วงหล่นจนเกือบถึงเม็ดสุดท้าย

“บัวบูชาคงอยู่กับเราได้ไม่เกินสองคืน”

หญิงชราเอ่ยเสียงสั่นทั้งน้ำตา เธอไม่อาจอ้อนวอนต่อองค์สมุทรา และหมดหนทางที่พยายามหลบเลี่ยงชะตาของบัวบูชาด้วยวิธีแสนโง่เขลาได้อีกต่อไป

ตอนนี้ตัวคฤหาสน์ยังคงสภาพสมบูรณ์ดั่งที่เคยเป็นเนื่องจากมีพลังนาคาของอังเตคอยโอบอุ้มเอาไว้

“อย่าห่วงเลย ข้าสัญญาว่าจักมิบอกเรื่องนี้กับนางจนกว่าจะถึงเพลาที่นางควรรู้” อังเตเอ่ยคำมั่น

คุณหญิงผกาทิพย์และพวกพ้องสะอื้นไห้เสียงดัง

นับว่าองค์ราชาทรงมีเมตตานักที่ส่งองครักษ์คู่กายมาช่วยเหลือ

หากเลือกได้ผกาทิพย์ก็อยากให้หลานสาวจดจำแต่ความทรงจำที่ดี

จดจำว่าเรือนไม้นี้ยังคงงดงามเหมือนในวัยเยาว์

บัวบูชาควรคู่แก่รอยยิ้มที่สดใส ไม่เหมาะกับน้ำตาแห่งความโศกเศร้าเลยสักนิด

“ฝากท่านดูแลหลานของเราด้วยนะคะ”

ผกาทิพย์เอ่ยทั้งน้ำตา ให้อังเตพยักหน้ารับ

ถึงไม่ร้องขอ นาคาหนุ่มก็ต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะนี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชาสมุทรา แต่เพราะอังเตเองก็จงรักภักดีต่อหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปทุมธาราอย่างสุดหัวใจ

 

 

 

“ฝ่าบาท! เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ”

นัยนตาคู่คมตวัดมองจารีย์ด้วยแววตาเรียบนิ่ง

“มีเรื่องอันใดจารีย์”

“ภศิ เอ่อ… กระหม่อมหมายถึงอำคาหลบหนีไปได้พะยะค่ะ”

“ข้าสั่งให้เฝ้าไว้มิใช่หรือ” คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น

ลำพังมนต์นาคาขององค์สมุทราก็สามารถควบคุมวิญญาณร้ายตนนั้นได้อยู่แล้วด้วยซ้ำ แทบไม่มีทางเลยที่ภศิในภพชาตินี้จะหนีรอดออกไป

“เชิญเสด็จไปที่ถ้ำคุมขังเถิดพะยะค่ะ”

จารีย์เองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยังไง เห็นทีคงต้องให้องค์ราชารีบเร่งฝีเท้าไปเห็นกับตาตัวเองจึงจะตอบคำถามข้อนี้ของพระองค์ได้

 

 

สมุทราเร่งรีบตามองครักษ์ออกไปยังคุกใต้บาดาล

สถานที่ที่เปี่ยมด้วยความทรงจำอันโหดร้ายที่องค์สมุทราอยากลืมเลือน

กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนคลื่นไส้ นายทหารนับสิบรายถูกควักลูกตาและมีบาดแผลฉีกยาวน่ากลัวตั้งแต่ริมฝีปากถึงใบหู

ก้อนเนื้อกลางอกถูกควักออกมารวมกับอวัยวะด้านในที่ถูกกัดกินและฉีกกระชากไม่เหลือซาก

“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร…”

วิญญาณร้ายเพียงตนเดียวสามารถทำได้มากมายถึงเพียงนี้ อีกฝ่ายคงเคียดแค้นเขามากน่าดู

ผีอำคาไม่ได้สิ้นฤทธิ์อย่างเข้าใจ วิญญาณร้ายนั่นทำตัวอ่อนแอให้เหล่าทหารตายใจ ก่อนจะล้วงไส้คว้านอวัยวะภายในและกลืนกินพลังชีวิตของทหารไป เพื่อเพิ่มพลังวิญญาณให้แก่ตนเอง

พลังนาคาของทหารแกร่งกว่ายี่สิบตนถูกผีร้ายกลืนกินจนอิ่ม มันเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงพลังของอำคา

มือหนากำเข้าหากันแน่น สิ่งที่องค์สมุทรานึกห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือความปลอดภัยของบัวบูชา

อีกไม่นาน นางก็จะสิ้นอายุขัยตามชะตาที่ถูกขีดไว้ หากอำคาพรากลมหายใจของบัวบูชาไปก่อนถึงเวลาเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องที่ดี

ไม่แน่ดวงวิญญาณที่ควรจะเข้าสู่สุขคติของบัวบูชาอาจต้องวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์ด้วยความทุกข์ทรมานแทน

“จารีย์ รวบรวมกำลังพลปกป้องบัวบูชาให้ถึงที่สุด”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

สมุทรานาคาได้แต่หวังว่าสิ่งที่เขาทำจะช่วยเหลือหญิงผู้เป็นที่รักได้ทันเวลา

หากบัวบูชาเป็นอะไรไป สมุทราคงไม่มีวันให้อภัยตนเองได้อีก

อย่าเป็นอะไรไปเลยปทุมธารา

ข้าเฝ้ารอเจ้ามานานเหลือเกิน

 

 

 

แซก แซก แซก

เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นกลางดึกเงียบสงัดพาให้บัวบูชาที่เผลอเคลิ้มหลับในสวนผลไม้รู้สึกตัวตื่น

เธอหันมองไปรอบๆ ก่อนจะรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ไม่มีน้ำปรุงหรืออนงค์มาปลุกกัน เพื่อตามเข้าบ้านเหมือนอย่างเคย

ความเงียบงันขัดแย้งกับเรือนหลังใหญ่ที่ยังคงเปิดไฟสว่าง แสงสลัวจากเสาไฟที่ตั้งรอบสวนเริ่มติดๆ ดับๆ ให้หญิงสาวนึกกลัว

“น้ำปรุง นั่นเธอหรอ”

ไร้เสียงตอบรับ ทว่าเสียงฝีเท้ากลับดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าของเธอ รอยเท้าย่ำบนเศษใบไม้แห้งดังกรอบแกรบตลอดทางจนกลายเป็นภาพชวนขนลุก

ทันใดนั้น ข้อเท้าของอีกฝ่ายก็เริ่มปรากฏจนเรือนร่างตลอดทั้งลำตัวและใบหน้าเริ่มแจ่มชัด ขณะที่เสาไฟสองสามต้นรอบบริเวณที่คอยให้แสงสว่างนั้นระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ ให้บัวบูชาหวีดเสียงร้องลั่น

“กรี๊ด!”

หญิงสาวยกสองมือขึ้นปิดใบหู ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าที่มีใบหน้าตรงกับรูปภาพคุณอาบริเวณห้องโถงไม่มีผิดเพี้ยน

“อะ… อาอำคา”

ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มให้อย่างเป็นมิตร ไม่ได้ดูน่ากลัวหรือน่าสยดสยองเหมือนที่เคยเจอกันในครั้งก่อน สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้และจดจำได้อย่างแม่นยำเลยก็คืออีกฝ่ายน่าจะตายไปนานแล้วอย่างแน่นอน

ชุดที่อีกคนสวมในตอนนี้นั้นเป็นชุดโจงกระเบนสีเขียวเข้ม เครื่องแต่งกายยุคโบราณพร้อมเครื่องประดับสีเงินแวววับคล้ายกับอีกฝ่ายเป็นขุนนางชั้นสูงที่หลุดออกมาจากหนังสือนิยาย

“สงสัยสิ่งใดจงหลับตาเสีย ข้าจักให้เจ้าได้รับรู้ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา”

น้ำเสียงเย็นยะเยือกหลุดลอดผ่านริมฝีปากหยักดูสุขภาพดี คำเชื้อชวนที่ไม่ต่างจากขนมหวานอาบยาพิษคอยแต่จะล่อลวงให้บัวบูชาติดกับ

หญิงสาวรับรู้ถึงอันตรายของมัน แต่เสียงร่ำไห้อันทุกข์ทรมานที่ตนพึ่งได้ยินในฝันเมื่อคืนจากถ้ำหินโบราณนั่นกลับทำให้เธอยินดีที่จะหลับตาลง

แม้การค้นหาคำตอบของสิ่งที่กำลังสงสัยอาจต้องแลกมาด้วยชีวิต บัวบูชาก็ยินดี

ความมืดมิดปกคลุมรอบกายเกิดเป็นกลุ่มควันสีดำสนิทกลืนกินหญิงสาวจนหายวับไป

จารีย์ปรากฏตัวที่นั่นตามคำสั่งขององค์ราชา แต่ทุกอย่างก็ช้าเกินไป

เพียงพริบตาเดียว บัวบูชาก็หายไปจากตรงนี้แล้ว

เม็ดเหงื่อซึมทั่วกรอบใบหน้าและขมับขององครักษ์และทหารของราชา

ทั้งหมดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก รับรู้ในเวลานั้นเองว่าชะตาของตนคงหลุดออกจากบ่าเสียแล้ว

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...