บทที่ ๑๗
‘นักโทษหลบหนี’
(นี่แกฝันอีกแล้วหรอ)
เอมรินถึงกับอ้าปากค้างกับเรื่องราวความฝันจากปากเพื่อนสนิท
ถ้านับในครั้งนี้มันอาจเกินกว่าร้อยครั้งแล้วด้วยซ้ำแถมครั้งนี้ความฝันของบัวบูชากลับดูสมจริงราวกับเพื่อนเธอได้ไปเหยียบที่ถ้ำหินนั่นด้วยตัวเอง
(กลับบ้านเถอะนะยัยบัว ฉันเป็นห่วงแกมากจริงๆ)
หญิงสาวเม้มปากแน่น
นัยน์ตาสั่นไหวเช่นเดียวกับความรู้สึกมากมายที่กำลังปะทุอยู่ในอก
ไม่รู้ว่าเพราะอะไร
แต่เอมรินรู้สึกหวาดกลัวที่จะสูญเสียเพื่อนสนิทไปเสียเหลือเกิน เธอกลัวจะมีสิ่งใดพรากบัวบูชาให้จากไป
ขอร้องก็ได้
เอมรินไม่พร้อมเสียเพื่อนสนิทไปจริงๆ
ยังไม่พร้อมเลยแม้แต่นิดเดียว
“ไม่เอา มาถึงขั้นนี้แล้วฉันจะกลับไปได้ยังไง”
บัวบูชาคิดเอาไว้แล้วไม่มีผิดว่าเอมรินจะมีปฏิกิริยากับเรื่องความฝันครั้งนี้ของเธอยังไง
หญิงสาวบอกเพียงว่าในฝันเธอนั้นมีโอกาสได้เข้าไปในถ้ำใต้น้ำ
ไม่ได้เล่ารายละเอียดอื่นๆ ให้เพื่อนสาวรู้สึกหวาดกลัวมากไปกว่านั้นแต่อย่างใด
ถ้าเอมรินรู้เรื่องที่อยู่ดีๆ ก็มีผีผู้ชายร่างสูงใหญ่มาพาเธอไปที่นั่นแล้วล่ะก็
อีกฝ่ายคงรีบขับรถมาหากันอย่างไม่ต้องสงสัย
ไหนจะน้ำปรุงที่ตามไปพาเธอออกมาจากถ้ำนั่นอีก
ทุกอย่างมันดูเกินจริงไปหมดเลย
(แกก็เห็นแล้วนี่ว่ามันอันตรายแค่ไหน
ลำพังแกคนเดียวจะช่วยผู้หญิงคนนั้นออกมาได้ยังไง ไม่มีทางเลย)
เผลอๆ
อาจจะต้องแลกด้วยชีวิตของเพื่อนเธอก็ได้ ใครจะไปรู้
“มีสิ มันต้องมีทางแน่”
(ยัยบัว ขอร้องเถอะนะ) เอมรินน้ำตาคลอ
เธอเกือบจะร้องไห้ออกมาอยู่แล้วหญิงสาวรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดียังไงก็ไม่รู้
“ฝากคุณพ่อด้วยนะเอม ฝากแกดูแลท่านด้วย”
มือเล็กยกขึ้นปาดน้ำตา บัวบูชาคิดถึงบิดาสุดหัวใจ
ไม่ใช่เพราะกลัวว่าเรื่องที่เข้าไปพัวพันนั้นอาจทำให้มีอันตรายหรอก
แต่พักหลังมานี้แม้เธอจะนอนหลับได้ดีขึ้น
แต่บัวบูชาก็รู้ตัวดีว่าร่างกายเธออ่อนแอลงแค่ไหน
ไม่ช้าหรือเร็ว
เธอคงต้องจากโลกใบนี้ไปในสักวัน
(อย่าพูดเป็นลางได้ไหม
ฉันใจไม่ดีเลยนะ)
“คิดมากน่าเอม ก็ฉันอยู่ตั้งไกล
แกอยู่ใกล้กว่าฉันก็ต้องฝากแก”
(ถ้าคุณยายหายดีแล้ว แกจะรีบกลับมาเลยรึเปล่า)
ถ้าไม่ติดว่าอีกฝ่ายจำต้องดูแลคุณยายที่กำลังป่วย
เอมรินคงไม่ลังเลเลยที่จะพาบัวบูชากลับบ้านให้เร็วที่สุด
“อื้อ ฉันจะรีบกลับเลย”
(ฉันจะรอนะ แกไม่ต้องห่วงเรื่องคุณพ่อหรอก
ฉันจะช่วยดูแลท่านเอง)
“ขอบใจมากเลยนะเอม แกเป็นเพื่อนที่ดีที่สุดเลย”
(แกก็เหมือนกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นรู้เอาไว้นะบัวว่าฉันจะอยู่ข้างแก)
พวกเธอผ่านทุกข์ร่วมสุขมาด้วยกันมากมาย
ยามสุขก็ยิ้มด้วยกัน ยามเศร้าก็จะกอดคอกันร้องไห้ตลอดไป
“ฉันจะไม่มีวันทิ้งแกไป สัญญาเลย”
คำสัญญาที่ไม่รู้ว่าจะทำได้หรือเปล่าถูกเอ่ยออกมาเพื่อคลายความกังวลใจให้เพื่อนสาว
บัวบูชาระบายยิ้มบางยามกลั้นสะอื้นจนไหล่สั่น
ตอนนี้เธอแอบมาคุยโทรศัพท์ในสวนผลไม้
บัวบูชาไม่ได้เล่าความฝันนั้นให้ใครในบ้านฟัง
แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเธอเผลอมองน้ำปรุงไม่เหมือนเดิม
ภาพที่อีกคนมีดวงตาสีฟ้าสว่างไม่เหมือนมนุษย์ยังคงตราตรึงราวกับมันเป็นเรื่องจริง
ถึงอย่างนั้นบัวบูชาก็ยังใจกล้าไม่พอที่จะเอ่ยถามเด็กสาวคนสนิทออกไปอยู่ดี
หากทั้งหมดเป็นเพียงความฝันล่ะ
คำถามที่ไม่มีคำตอบ
บัวบูชาจะขอตั้งมั่นและพิสูจน์มันด้วยตนเอง
ภาพหลานสาวที่กำลังร้องไห้พูดคุยโทรศัพท์กับเพื่อน
ทำคุณหญิงผกาทิพย์รู้สึกปวดใจ
เธอได้แต่หันมองสาวใช้อายุคราวหลานที่กำลังก้มหน้ารู้สึกผิด
“น้ำปรุงไม่ได้พาคุณบัวไปที่นั่นจริงๆ
นะจ๊ะ” วิญญาณสาวปาดน้ำตา
ในกลางดึกคืนนั้น
จู่ๆ
เธอก็เห็นบัวบูชาเดินผ่านเข้าไปในประตูเชื่อมเมืองบาดาลที่เกิดขึ้นแทนประตูห้องนอน
บัวบูชาในยามนั้นคล้ายกำลังตกอยู่ในภวังค์บางอย่าง
ตะโกนเรียกดังสักเพียงไหนก็ไม่อาจหยุดฝีเท้าและให้อีกคนหันกลับมาสนใจตนได้
น้ำปรุงจึงตัดสินใจตามบัวบูชาเข้าไปด้านใน
ถ้ำใต้น้ำมีแต่มวลพลังขององค์ราชา
วิญญาณสาวรู้สึกร้อนรุ่มเสียจนแทบอยู่ต่อไม่ไหว
“เป็นแบบนี้แปลว่าพวกเรามีเวลาเหลือไม่มากแล้วใช่ไหมคะคุณหญิง”
อนงค์ร่ำไห้
เช่นเดียวกับสาวใช้และคนงานคนอื่นๆ ที่ต่างพากันปล่อยโฮ
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งเหม็นไปทั่ว
เพราะบุญกุศลที่คุณหญิงผกาทิพย์สะสมมาเริ่มลดลงจนปกปิดเรือนกายที่แท้จริงยามสิ้นชีวีของตนและพวกพ้องเอาไว้ไม่ได้
“แทบไม่เหลือแล้ว”
ผกาทิพย์ส่ายศีรษะไปมา
ดั่งนาฬิกาทรายที่เม็ดทรายร่วงหล่นจนเกือบถึงเม็ดสุดท้าย
“บัวบูชาคงอยู่กับเราได้ไม่เกินสองคืน”
หญิงชราเอ่ยเสียงสั่นทั้งน้ำตา
เธอไม่อาจอ้อนวอนต่อองค์สมุทรา
และหมดหนทางที่พยายามหลบเลี่ยงชะตาของบัวบูชาด้วยวิธีแสนโง่เขลาได้อีกต่อไป
ตอนนี้ตัวคฤหาสน์ยังคงสภาพสมบูรณ์ดั่งที่เคยเป็นเนื่องจากมีพลังนาคาของอังเตคอยโอบอุ้มเอาไว้
“อย่าห่วงเลย
ข้าสัญญาว่าจักมิบอกเรื่องนี้กับนางจนกว่าจะถึงเพลาที่นางควรรู้” อังเตเอ่ยคำมั่น
คุณหญิงผกาทิพย์และพวกพ้องสะอื้นไห้เสียงดัง
นับว่าองค์ราชาทรงมีเมตตานักที่ส่งองครักษ์คู่กายมาช่วยเหลือ
หากเลือกได้ผกาทิพย์ก็อยากให้หลานสาวจดจำแต่ความทรงจำที่ดี
จดจำว่าเรือนไม้นี้ยังคงงดงามเหมือนในวัยเยาว์
บัวบูชาควรคู่แก่รอยยิ้มที่สดใส
ไม่เหมาะกับน้ำตาแห่งความโศกเศร้าเลยสักนิด
“ฝากท่านดูแลหลานของเราด้วยนะคะ”
ผกาทิพย์เอ่ยทั้งน้ำตา
ให้อังเตพยักหน้ารับ
ถึงไม่ร้องขอ
นาคาหนุ่มก็ต้องทำอยู่แล้ว ไม่ใช่เพียงเพราะนี่เป็นคำสั่งจากองค์ราชาสมุทรา
แต่เพราะอังเตเองก็จงรักภักดีต่อหญิงสาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นปทุมธาราอย่างสุดหัวใจ
“ฝ่าบาท!
เกิดเรื่องใหญ่แล้วพะยะค่ะ”
นัยนตาคู่คมตวัดมองจารีย์ด้วยแววตาเรียบนิ่ง
“มีเรื่องอันใดจารีย์”
“ภศิ
เอ่อ… กระหม่อมหมายถึงอำคาหลบหนีไปได้พะยะค่ะ”
“ข้าสั่งให้เฝ้าไว้มิใช่หรือ”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
ลำพังมนต์นาคาขององค์สมุทราก็สามารถควบคุมวิญญาณร้ายตนนั้นได้อยู่แล้วด้วยซ้ำ
แทบไม่มีทางเลยที่ภศิในภพชาตินี้จะหนีรอดออกไป
“เชิญเสด็จไปที่ถ้ำคุมขังเถิดพะยะค่ะ”
จารีย์เองก็ไม่รู้ว่าจะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ยังไง
เห็นทีคงต้องให้องค์ราชารีบเร่งฝีเท้าไปเห็นกับตาตัวเองจึงจะตอบคำถามข้อนี้ของพระองค์ได้
สมุทราเร่งรีบตามองครักษ์ออกไปยังคุกใต้บาดาล
สถานที่ที่เปี่ยมด้วยความทรงจำอันโหดร้ายที่องค์สมุทราอยากลืมเลือน
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนคลื่นไส้
นายทหารนับสิบรายถูกควักลูกตาและมีบาดแผลฉีกยาวน่ากลัวตั้งแต่ริมฝีปากถึงใบหู
ก้อนเนื้อกลางอกถูกควักออกมารวมกับอวัยวะด้านในที่ถูกกัดกินและฉีกกระชากไม่เหลือซาก
“เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร…”
วิญญาณร้ายเพียงตนเดียวสามารถทำได้มากมายถึงเพียงนี้
อีกฝ่ายคงเคียดแค้นเขามากน่าดู
ผีอำคาไม่ได้สิ้นฤทธิ์อย่างเข้าใจ
วิญญาณร้ายนั่นทำตัวอ่อนแอให้เหล่าทหารตายใจ
ก่อนจะล้วงไส้คว้านอวัยวะภายในและกลืนกินพลังชีวิตของทหารไป
เพื่อเพิ่มพลังวิญญาณให้แก่ตนเอง
พลังนาคาของทหารแกร่งกว่ายี่สิบตนถูกผีร้ายกลืนกินจนอิ่ม
มันเพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงพลังของอำคา
มือหนากำเข้าหากันแน่น
สิ่งที่องค์สมุทรานึกห่วงที่สุดในตอนนี้ก็คือความปลอดภัยของบัวบูชา
อีกไม่นาน
นางก็จะสิ้นอายุขัยตามชะตาที่ถูกขีดไว้
หากอำคาพรากลมหายใจของบัวบูชาไปก่อนถึงเวลาเห็นทีจะไม่ใช่เรื่องที่ดี
ไม่แน่ดวงวิญญาณที่ควรจะเข้าสู่สุขคติของบัวบูชาอาจต้องวนเวียนอยู่บนโลกมนุษย์ด้วยความทุกข์ทรมานแทน
“จารีย์
รวบรวมกำลังพลปกป้องบัวบูชาให้ถึงที่สุด”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
สมุทรานาคาได้แต่หวังว่าสิ่งที่เขาทำจะช่วยเหลือหญิงผู้เป็นที่รักได้ทันเวลา
หากบัวบูชาเป็นอะไรไป
สมุทราคงไม่มีวันให้อภัยตนเองได้อีก
อย่าเป็นอะไรไปเลยปทุมธารา
ข้าเฝ้ารอเจ้ามานานเหลือเกิน
แซก
แซก แซก
เสียงฝีเท้าของใครบางคนดังขึ้นกลางดึกเงียบสงัดพาให้บัวบูชาที่เผลอเคลิ้มหลับในสวนผลไม้รู้สึกตัวตื่น
เธอหันมองไปรอบๆ
ก่อนจะรู้สึกแปลกใจไม่น้อยที่ไม่มีน้ำปรุงหรืออนงค์มาปลุกกัน
เพื่อตามเข้าบ้านเหมือนอย่างเคย
ความเงียบงันขัดแย้งกับเรือนหลังใหญ่ที่ยังคงเปิดไฟสว่าง
แสงสลัวจากเสาไฟที่ตั้งรอบสวนเริ่มติดๆ ดับๆ ให้หญิงสาวนึกกลัว
“น้ำปรุง
นั่นเธอหรอ”
ไร้เสียงตอบรับ
ทว่าเสียงฝีเท้ากลับดังขึ้นเรื่อยๆ ก่อนจะหยุดลงตรงหน้าของเธอ
รอยเท้าย่ำบนเศษใบไม้แห้งดังกรอบแกรบตลอดทางจนกลายเป็นภาพชวนขนลุก
ทันใดนั้น
ข้อเท้าของอีกฝ่ายก็เริ่มปรากฏจนเรือนร่างตลอดทั้งลำตัวและใบหน้าเริ่มแจ่มชัด
ขณะที่เสาไฟสองสามต้นรอบบริเวณที่คอยให้แสงสว่างนั้นระเบิดแตกออกเป็นเสี่ยงๆ
ให้บัวบูชาหวีดเสียงร้องลั่น
“กรี๊ด!”
หญิงสาวยกสองมือขึ้นปิดใบหู
ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองชายตรงหน้าที่มีใบหน้าตรงกับรูปภาพคุณอาบริเวณห้องโถงไม่มีผิดเพี้ยน
“อะ…
อาอำคา”
ใบหน้าหล่อเหลาระบายยิ้มให้อย่างเป็นมิตร
ไม่ได้ดูน่ากลัวหรือน่าสยดสยองเหมือนที่เคยเจอกันในครั้งก่อน สิ่งหนึ่งที่เธอรับรู้และจดจำได้อย่างแม่นยำเลยก็คืออีกฝ่ายน่าจะตายไปนานแล้วอย่างแน่นอน
ชุดที่อีกคนสวมในตอนนี้นั้นเป็นชุดโจงกระเบนสีเขียวเข้ม
เครื่องแต่งกายยุคโบราณพร้อมเครื่องประดับสีเงินแวววับคล้ายกับอีกฝ่ายเป็นขุนนางชั้นสูงที่หลุดออกมาจากหนังสือนิยาย
“สงสัยสิ่งใดจงหลับตาเสีย
ข้าจักให้เจ้าได้รับรู้ทุกสิ่งที่เจ้าปรารถนา”
น้ำเสียงเย็นยะเยือกหลุดลอดผ่านริมฝีปากหยักดูสุขภาพดี
คำเชื้อชวนที่ไม่ต่างจากขนมหวานอาบยาพิษคอยแต่จะล่อลวงให้บัวบูชาติดกับ
หญิงสาวรับรู้ถึงอันตรายของมัน
แต่เสียงร่ำไห้อันทุกข์ทรมานที่ตนพึ่งได้ยินในฝันเมื่อคืนจากถ้ำหินโบราณนั่นกลับทำให้เธอยินดีที่จะหลับตาลง
แม้การค้นหาคำตอบของสิ่งที่กำลังสงสัยอาจต้องแลกมาด้วยชีวิต
บัวบูชาก็ยินดี
ความมืดมิดปกคลุมรอบกายเกิดเป็นกลุ่มควันสีดำสนิทกลืนกินหญิงสาวจนหายวับไป
จารีย์ปรากฏตัวที่นั่นตามคำสั่งขององค์ราชา
แต่ทุกอย่างก็ช้าเกินไป
เพียงพริบตาเดียว
บัวบูชาก็หายไปจากตรงนี้แล้ว
เม็ดเหงื่อซึมทั่วกรอบใบหน้าและขมับขององครักษ์และทหารของราชา
ทั้งหมดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
รับรู้ในเวลานั้นเองว่าชะตาของตนคงหลุดออกจากบ่าเสียแล้ว

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น