บทที่ ๑๖
‘ฝืนชะตา’
ตะโกนก้องกู่ร้องลึกสุดกู่
มึงมาดูกูจักเจ็บหนักหนา
มิอย่างไรมิอาจขอเมตตา
สาปนาคาคงอยู่ดั่งนิรันดร์
โปรดน้องนางอภัยให้ตัวพี่
ดวงใจมีเพียงเจ้ามิอาจผัน
หมายให้เข่นฆ่าน้องเป็นเพียงฝัน
วอนเจ้าจันทร์เคียงกายาสืบไป
คำสาปแช่งอันเกิดจากผู้ทรยศทำองค์ราชาตะโกนก้องด้วยความโกรธแค้นกับสิ่งที่ตนและพระมเหสีได้รับ
ตัวเขาและตระกูลถูกทรยศหักหลัง
และเพียงกล่าวคำประกาศิตสั่งลงทัณฑ์เพื่อเป็นตัวอย่างไม่ให้มีผู้ใดกล้าฝ่าฝืนคิดกระทำผิดเช่นนั้นอีกเท่านั้น
เหตุใดสิ่งนั้นจึงย้อนคืนสู่ตัวเขา
ไม่มีความยุติธรรมเลยหรือ
สมุทราทวงคืนบัลลังก์ก็เพื่อทวงคืนความถูกต้องให้ตระกูลและปวงประชาชาวนาคานคร
แล้วจะเรียกว่าเป็นความผิดของเขาได้อย่างไร
ริมฝีปากหยักขยับเขยื้อนเสียดสีขบหยอกล้อริมฝีปากบางของปทุมธาราแผ่วเบา
ซึมซับรสจุมพิตหวานด้วยห้วงอารมณ์รักอันเปี่ยมล้นยากจะต้านทาน
มือหนาเฝ้าประคองดวงหน้าหญิงผู้เป็นที่รัก
ไม่อยากให้เวลาเคลื่อนล่วงเลย
ราชาหนุ่มหมายให้เวลาแห่งความสุขนี้คงอยู่นิจนิรันดร์
“มีชีวิตอยู่เพื่อข้านะปทุมธารา
อยู่เคียงข้างข้าจวบชั่วชีวิตดั่งที่เจ้าเคยเอ่ยคำสัญญา”
เสียงกระซิบพร่าหลุดลอยออกจากริมฝีปากหยัก
ภายนอกองค์สมุทราอาจดูเข้มแข็ง
เป็นพระราชาผู้แข็งแกร่งที่ไม่เคยเกรงกลัวต่อผู้ใด
แต่เมื่ออยู่ตรงหน้าปทุมธาราแล้ว
การจากลาล้วนน่ากลัว
และเป็นสิ่งที่ไม่ปรารถนา
ความอ่อนแอในหัวใจ
ทำให้ราชาหนุ่มประสงค์ทำทุกทางเพื่อโอบอุ้มนางเอาไว้ แม้จะไม่ถูกต้องหรือแม้จะมีผู้ใดคัดค้านก็ไม่คิดสนใจ
แม้นเหลือบยุงแมลงพี่จักป้อง
กอดตัวน้องประคองให้สุขสม
ดอกไม้งามพี่หาให้เชยชม
ใช่เพียงลมปากคำรักจากกัน
พี่แย้มยิ้มมิได้หากโศกเศร้า
ชะตาเฝ้าจักฝืนด้วยตัวฉัน
หากผู้ใดมันว่าพบทางตัน
ข้าจักฟันหัวมันให้สิ้นเอย
“ฮึก
ฝ่าบาท…”
ฝ่ามือหนาลูบใบหน้าสวยแผ่วเบา
ทะนุถนอมสุดหัวใจ
“ข้าสัญญา
ข้าจักปกครองเมืองด้วยตัวคนเดียว จักมิมีสตรีใดได้อยู่ข้างข้า
บัลลังก์มเหสีของข้ามีไว้เพื่อเจ้าเท่านั้น”
คำสัญญาหนักแน่น
พร้อมเสียงสะอื้นไห้
“ข้าจักมาหาเจ้าทุกแรมเดือนหงาย”
“ได้โปรด
หม่อมฉันมิอาจอยู่ต่อไปได้อีกแล้ว อย่าทำเช่นนี้เลยนะเพคะ
รั้งกันไว้ล้วนแล้วแต่จะทุกข์ทรมาน มิว่าจักเป็นหม่อมฉันหรือพระองค์”
องค์สมุทราชะงักนิ่ง
นัยน์ตาคู่คมสั่นไหวรุนแรง
“เจ้าจักทอดทิ้งข้าหรือ”
“พระองค์สมควรได้รับความรัก
แลมีชีวิตที่ดีต่อไป”
ในเมื่อสองเราต่างไม่สามารถหลบหนีความจริงได้ดั่งฝัน
เช่นนั้นปทุมธารายอมเป็นผู้จากไป
ขอเพียงให้องค์สมุทรามีความสุขได้ในภายภาคหน้าเท่านั้นพอ
“ข้ามิอาจอยู่ได้”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
มือหนาคว้ากริชประจำตัวของตนที่เหน็บไว้ข้างเอวขึ้นส่งยื่นให้ปทุมธารา
“เช่นนั้นฆ่าข้าเสีย
เจ้าและตระกูลรุ่นหลังจักได้เป็นอิสระกับบทลงโทษของข้าเสียที”
ในเมื่อทุกสิ่งเริ่มต้นขึ้นที่ตัวเขา
ก็ให้มันจบที่ตัวเขา ด้วยเช่นเดียวกัน
หากการตายของสมุทราทำลายบทลงโทษได้
มันก็คงคุ้มค่าพอที่จะแลก
เขายอมแลกทุกสิ่ง
เพียงหยดน้ำตาบนใบหน้าของปทุมธาราเลือนหาย มันก็คุ้มค่าแล้ว
“ฮือ…”
องค์ปทุมธาราส่ายหน้าทั้งน้ำตา
นางดันกริชออกห่างจากเราทั้งคู่
เคร้ง!
กริชเล่มงามหล่นกระแทกพื้นหินเปียกชื้น
“อย่าทำเช่นนี้เลยเพคะ
หม่อมฉันจักทำร้ายฝ่าบาทได้เช่นไร”
“ข้ามิอาจเสวยสุขต่อไปได้
หากขาดเจ้า”
ทุกเวลาต่อจากนี้คงหลงเหลือเพียงความว่างเปล่า
“หากเจ้ามิปรารถนาที่จะอยู่ก็ฆ่าข้าเสีย”
“พระองค์ทรงทำทุกทาง
เพื่อทวงบัลลังก์แลอำนาจคืน ยามนี้ทุกสิ่งล้วนเป็นของพระองค์แล้ว
เหตุใดจึงยอมแพ้เช่นนี้เล่า”
ปทุมธารากัดริมฝีปากตนแน่น
“ข้าหลั่งน้ำตาเพื่อเจ้า
ทรุดกายต่อหน้าเจ้า บอกรักจุมพิตเจ้า
เจ้าคิดว่าข้าจักไปรักผู้ใดได้อีกเช่นนั้นหรือ”
แม้กาลเวลาเปลี่ยนผัน
แต่ดวงใจขององค์สมุทราผู้นี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
มันจะมั่นคงต่อเจ้าของเพียงองค์เดียว
“ข้าทำทุกอย่างเพื่อให้เจ้าอยู่ข้างข้า
ทำทุกทางเพื่อให้เรามีวันที่ได้แย้มยิ้มเคียงกายกัน
แล้วเหตุใดชะตาถึงกลั่นแกล้งกันถึงเพียงนี้”
นัยน์ตาคู่คมวูบไหว
ปล่อยให้สายธารความเสียใจพรั่งพรูอาบสองแก้ม ไม่ฝืนทนอีกต่อไป
“ความรักของหม่อมฉัน
ทั้งชีวิตแลลมหายใจล้วนมอบให้แด่พระองค์”
ปทุมธาราระบายยิ้มบาง
นางยกฝ่ามือที่ถูกล่ามเอาไว้ขึ้นเคลื่อนซับหยดน้ำตาบนใบหน้าหล่อเหลาให้แก่องค์สมุทรา
“อย่าร่ำไห้เลยนะเพคะ
อย่าทรงเสียน้ำตาให้หม่อมฉันอีกเลย”
“ข้าขอโทษ…
ขอโทษที่ช่วยสิ่งใดเจ้ามิได้”
ไร้ประโยชน์สิ้นดี
อำนาจที่มีจะมีประโยชน์เช่นไร
ถ้าแม้แต่คนรักก็ยังไม่อาจปกป้องได้
“หากตระกูลของหม่อมฉันเคยกระทำผิด
เช่นนั้นหม่อมฉันขอเป็นผู้รับความผิดนั้นไว้แต่เพียงผู้เดียว นับแต่นี้ต่อไป…
ขอพระองค์ยกเว้นคำลงทัณฑ์นั้นได้หรือไม่”
“หากถอดถอนวาจาได้ตามอำเภอใจ
ข้าจักปักดาบลงบนอกของบิดาเจ้าไปเพื่อสิ่งใด”
ภาพเหล่านั้นยังคงตราตรึงอยู่ในความทรงจำ
สีหน้าสิ้นหวังของปทุมธาราที่ร้องขอความเห็นใจจากเขา
แต่ร่างสูงกลับทำเพียงช่วยส่งบิดาของอีกฝ่ายให้จากไปอย่างไม่ทรมาน
“เช่นนั้นแล้วพระองค์จักทำเช่นไร
จักยื้อชีวิตหม่อมฉันไปได้อีกนานเท่าใดกัน”
ปทุมธาราเอ่ยถามเสียงสะอื้น
ถ้อยคำดังกล่าว
ทำให้สมุทราเจ็บปวดเหลือเกิน
“เจ้าอยากไปจากข้ามากเพียงนั้นเลยหรือ"
“ต่อให้หม่อมฉันมิอยาก
แล้วฝ่าบาทจักฝืนชะตาได้อย่างไรเล่าองค์สมุทรา”
“ข้าจักหาวิธี
ไม่ว่าเช่นไรข้าจักมิยอมเสียเจ้าไปเด็ดขาด ปทุมธารา”
องค์สมุทรานั่งนิ่งอยู่ในห้องทำงานส่วนตน
ราชาหนุ่มไม่อาจละสายตาจากลูกแก้วใสที่กำลังสะท้อนภาพของอดีตองค์ราชินีที่เคยเคียงกายกันมาได้เลย
ความทุกข์ทรมานของนาง
เสียงร่ำไห้ที่ดังออกมาเป็นระยะ ทั้งหมดนั่นทำเขาเจ็บปวดใจ แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจยอมปล่อยให้นางจากไปได้
นัยน์ตาคู่คมปิดลงอย่างอ่อนล้า
ในหัวพยายามนึกหาหนทางที่จะพานางหนีออกไปจากที่แห่งนั้น
หากทอดทิ้งประชาชนไว้เบื้องหลังและเสวยสุขกับนางได้
ต่อให้ต้องไปอยู่เมืองร้าง หรือกระท่อมเล็กแสนลำบาก องค์สมุทราก็พร้อมจะเดินไป
ได้โปรดเถิด
ขอให้มีเพียงสักหนทางที่เราสองจะอยู่ร่วมกันได้อีกครา เขาพร้อมจะทำอย่างไม่ลังเล
“กระหม่อมทราบดีว่าอดีตองค์ราชินีมีความหมายต่อพระองค์เพียงใด
แต่การที่ทรงทำเช่นนี้ หากพวกขุนนางรู้เข้า…”
“เจ้าก็อย่าให้มันผู้ใดล่วงรู้
ใครปากพล่อยก็ฆ่ามันเสีย”
ดวงตาคู่คมฉายชัดถึงความแน่วแน่
“องค์ราชา…”
“ข้าหมดสิ้นหนทางแล้วจารีย์
ขอเพียงรับรู้ถึงการมีชีวิตอยู่ของปทุมธาราเท่านั้นที่พอทำให้ข้ามีแรงในการมีลมหายใจต่อไป”
อาหารเลิศรสไม่เป็นที่ปรารถนา
สุรานารีไม่อาจดึงให้นึกสนใจ
การมีชีวิตและหายใจในแต่ละคืนช่างแสนทุกข์ตรมทรมานไม่ต่างจากกำลังอยู่ในขุมนรก
เปลวเพลิงความทุกข์กัดกินตัวตนและจิตวิญญาณ
ความคิดที่อยากสละบัลลังก์นั้นวูบเข้ามาบ่อยครั้ง
หากราชาเป็นผู้ก่อกบฏและลักพาตัวองค์ราชินีหนีเสียเองให้ชาวเมืองด่าทอ
ตระกูลต้องโทษที่เคยสาปแช่งกันเอาไว้คงหัวเราะเยาะกันจนฟันร่วง
องค์สมุทรารู้สึกว่าตนกำลังพ่ายแพ้ให้กับคำสาปแช่งนั่น
ไม่ใช่เพราะความน่ากลัวอันทรงพลังของมัน
แต่เพราะความรักที่เขาและปทุมธารามีร่วมกันต่างหาก
บัดนี้สิ่งที่เคยสร้างความสุขให้แก่กันกลายเป็นบ่วงตรวนเส้นหนาที่พันธนาการพวกเราเอาไว้อย่างยากจะตัดให้ขาดสะบั้นลง
ความตายไม่อาจแยกสองเราให้พรากจาก
ความรักนิรันดร์จะคงอยู่
“ข้าจักฝืนชะตานี้ให้จงได้”
“พระองค์หมายความเช่นไร”
จะเป็นไปได้อย่างไร
ผู้ต้องโทษใดก็ตามที่พยายามหลบหนีต้องพบกับจุดจบที่เลวร้าย
สิ่งที่องค์ราชาทำอยู่เป็นเพียงการประวิงเวลาให้ยืดยื้อออกไปเรื่อยๆ
เท่านั้น
“ข้ามิสนหนทาง
เมื่อใดที่โทษทัณฑ์กำลังทำหน้าที่ของมัน
เมื่อนั้นข้าจักแบ่งพลังชีวิตของข้าให้นางเพื่อต่อลมหายใจ”
ใบหน้าเคร่งเครียดของจารีย์บ่งบอกได้เป็นอย่างดีว่าเขาไม่อยากให้เรื่องราวดังกล่าวจบลงเช่นนี้เลยสักนิด
“เจ้าจงป่าวประกาศให้ทั่วว่าปทุมธาราสิ้นใจแล้ว”
จารีย์ทรุดกายลง
ก่อนจะรับคำด้วยความจำยอม
ปัจจุบัน
เทวาลัยท้ายหมู่บ้าน
“ยืนขึ้นเถิด ต่อให้เจ้าจักทำเช่นนี้ไปเรื่อยๆ
ข้าก็มิมีวันใจอ่อน”
นัยน์ตาคมคายจ้องมองวิญญาณหญิงชราที่พาตัวเองมาถึงอาณาเขตของเขาได้ทั้งๆ
ที่แทบไม่เหลือพลัง
ฝ่ามือเหี่ยวย่นก้มกราบแทบเท้าราชาผู้ยิ่งใหญ่
ผกาทิพย์ยอมถวายชีวิตและจิตวิญญาณ เพื่อแลกกับลมหายใจหลานสาว
“ปล่อยบัวบูชาไปเถิดนะคะ
หลานสาวของดิฉันไม่ได้รู้เห็นหรือเกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีตที่เกิดขึ้นแม้แต่น้อย”
“โทษทัณฑ์ที่ตามติดมันมิละเว้นให้ผู้ใดหรอกหนา”
องค์ราชาเอ่ยคำ พาให้ผกาทิพย์เองก็พูดไม่ออก
หญิงชรารับรู้แก่ใจว่าไม่อาจมีหน้ามาร้องขอความช่วยเหลือ
แต่อย่างน้อยหากมันพอจะแบ่งเบาโทษทัณฑ์นั้นให้แก่บัวบูชาได้บ้าง
ผกาทิพย์ก็พร้อมอุทิศทั้งชีวิตนี้เพื่อปกป้องทายาทของเธอ
“กลับไปเสีย แล้วอย่ามาที่นี่อีก”
“ฮึก… ได้โปรด ท่านโปรดไว้ชีวิตบัวบูชาด้วยเถิด”
ผกาทิพย์ใช้เวลาทั้งชีวิตที่มีลมหายใจ
เพื่อเคารพและบูชาองค์ราชาพญานาคตรงหน้าอย่างใจจริง
ตั้งใจทำบุญสร้างกุศลทดแทนความเลวร้ายที่ต้นตระกูลตนในอดีตชาติได้คิดทำ
แรกเริ่มนางไม่เคยรู้ถึงสิ่งเหล่านี้หรอก
แต่เมื่อเข้าสู่สายธรรมมากเข้าก็เริ่มนิมิตเห็นเรื่องราวในอดีตทั้งหมดที่ผ่านมา
ทุกชีวิตล้วนถูกลงโทษให้มีจุดจบเช่นกับบรรพบุรุษผู้ทรยศ
แต่ถึงอย่างนั้นก่อนสิ้นใจผกาทิพย์กลับอธิษฐานให้สวรรค์เมตตา
ขอให้มีสักชาติที่นางสามารถช่วยเหลือและปกป้องลูกหลานของตนเอาไว้ได้
ด้วยคุณงามความดีที่กระทำ
ผกาทิพย์ช่วยเหลือผู้คนมากมาย และไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับอบายมุขใดๆ
หญิงชราล่วงรู้ตั้งแต่แรกที่ได้เห็นหน้าหลานสาวในเตียงทารกแรกเกิด
เด็กสาวที่อาจเแปรเปลี่ยนชะตาของตนเองได้
หยดน้ำตาของหญิงชราหลั่งไหลด้วยความปิติดีใจ
‘บัวบูชาของยาย’
ชื่อที่ผกาทิพย์เป็นผู้ตั้งให้
เธอรู้มาตลอดว่าในอดีตชาติหลานสาวเคยเป็นใคร เพราะแบบนั้นจึงตั้งชื่อให้มีความหมายว่าดอกบัวเช่นเดียวกันกับปทุมธารา
“น้ำคำจากปากข้ามิอาจแปรเปลี่ยนได้”
ไม่ใช่ว่าตัวเขานั้นไม่อยากแก้ไขมัน
สมุทรานาคราชนั้นอยากเปลี่ยนมันเสียยิ่งกว่าผู้ใด
หลายหนที่องค์สมุทราพยายามหาทางแก้ไข
แต่ไม่ว่าหนทางใดก็ไม่อาจลบล้างคำประกาศิตจากตนได้เลย บทลงโทษนั้นสามารถย้อนกลับมาทำลายทุกผู้ทุกตนได้ไม่ว่าจะเวียนว่ายตายเกิดมาเป็นผู้ใด
หากใครคิดว่าองค์สมุทรายินดีที่อยู่มองสายเลือดผู้ทรยศตายตกตามกันไปตามคำลงทัณฑ์แล้วล่ะก็
นั่นถือเป็นสิ่งที่คิดผิดถนัด
เวลานับเจ็ดชั่วอายุของการเวียนว่ายตามเกิด
ไม่มีวันไหนเลยที่สมุทรานั้นสุขสมใจ
ยิ่งกับปทุมธารา
หญิงผู้เป็นที่รักกลับชาติมาเกิดเป็นมนุษย์ถึงสองครั้ง
ครั้งแรกคือนรินลิดา
ก่อนจะเป็นบัวบูชาในปัจจุบัน
องค์สมุทราได้แต่เฝ้ามองอดีตราชินีของตนพบกับจุดจบเช่นเดิมอย่างไม่อาจยื่นมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับชะตา
ร่างสูงรับรู้ถึงคุณความดีและแรงศรัทราที่มีต่อตัวเขาภายในจิตใจของผกาทิพย์ในชาติภพนี้ได้เป็นอย่างดี
ทว่าทุกอย่างย่อมมีข้อแม้ของมัน
“ชาติภพนี้จักเป็นชาติสุดท้ายแล้วที่ตระกูลแลลูกหลานของเจ้าจักต้องทุกข์ทรมาน
เจ้ามีหน้าที่เพียงทำใจยอมรับ อดทนกับสิ่งที่จักเกิดขึ้นให้ได้เท่านั้นเป็นพอ”
“บัวบูชาไม่ควรต้องจบชีวิตลงก่อนวัยอันควร
เธอสามารถมีชีวิตได้ไกลกว่านั้นไม่ใช่หรือคะ”
ชะตากรรมบัวบูชามีสองทาง หญิงสาวเป็นคนเดียวในบ้านที่เหมือนว่าจะมีทางให้เลือกเดิน
ผกาทิพย์ถึงได้มีความหวังและทุ่มเทพยายาม เพื่อรักษาชีวิตของหลานคนนี้เอาไว้
“เจ้าจักรู้ดีไปกว่าเจ้าของชะตาเช่นข้าได้อย่างไร
มิว่าเช่นไรทุกสิ่งก็ลิขิตมาให้นางต้องตาย” องค์สมุทรากล่าวเสียงเรียบ
เหตุผลที่เขาพยายามไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับบัวบูชา
ไม่ใช่ว่าหมดรักแล้วหรอก
แต่เพราะความรักนั้นมากจนไม่อาจทนมองอีกฝ่ายโดยไม่เข้าไปสวมกอดได้ต่างหาก
องค์ราชาจึงพยายามเว้นระยะห่าง
ไม่ต้องการผูกพันกับนางมากเกินความจำเป็น
สมุทราคิดว่าตัวเองเข้มแข็งมากพอแล้วมาตลอด
จนกระทั่งในวันที่บัวบูชาก้าวลงไปในถ้ำใต้บาดาลจากการช่วยเหลือของอำคา
เพียงกลิ่นอายที่นางเข้ามาในเขตพื้นที่
องค์ราชาก็รู้เลยว่าทุกสิ่งที่ตนพยายามมานั้นช่างสูญเปล่า
ทุกความทรงจำล้ำค่าหอมหวานประเดประดังกลับเข้ามาในหัวราวกับทุกสิ่งพึ่งเกิดขึ้นเพียงเมื่อวาน
ทุกจุมพิต
ทุกคำรัก ทุกเสียงร่ำไห้ ทุกความสุข ทุกความคะนึงถึง ทุกความโศกเศร้าเสียใจ
ล้วนบีบรัดทรมานหัวใจขององค์สมุทราเหลือเกิน
ราชาหนุ่มแทบลืมหายใจ
เมื่อได้เห็นใบหน้าหวานของอดีตราชินีอีกครั้ง
แม้แต่น้ำเสียงนุ่มน่าฟังของนางก็ยังคงเหมือนเดิมไม่แปรเปลี่ยน
เป็นแบบนี้แล้วใครกันที่ปรารถนาอยากเห็นบัวบูชามีชีวิตยืนยาวตราบเท่านาน
ไม่ใช่กษัตริย์ผู้นี้ที่หญิงชรากำลังอ้อนวอนขออยู่นี่หรือ
ผกาทิพย์ร่ำไห้ด้วยความรู้สึกปวดร้าวไปทั้งหัวใจ
นางสะอื้นทรุดต่ำลงแนบพื้นหินเย็นเยียบ
“ฮึก…
องค์สมุทรา”
“เมื่อถึงเพลาที่บัวบูชาจักต้องสิ้นใจแล้ว
ข้าจักเป็นผู้กระชากวิญญาณนางออกมาด้วยมือของข้าเอง”
อดทนหน่อยหนาบัวบูชา
อีกไม่นานเรื่องทุกอย่างคงถึงคราวสิ้นสุดลง

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น