วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 15

 

บทที่ ๑๕

‘ราชันผู้ยิ่งใหญ่’

 

 

 

เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง ในจังหวะที่สำรับอาหารเริ่มถูกทยอยจัดแจงขึ้นโต๊ะ

เมนูโปรดและเมนูใหม่ที่ไม่เคยลิ้มลองถูกจัดวางตรงหน้าจนดูละลานตา

“สิ่งนี้เรียกว่าถ้วย”

สมุทรายกเครื่องทองเหลืองทรงกะลาขึ้นเอ่ยสอนนาคิณีสาวที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนพึ่งเคยสัมผัส

“ผู้คนที่นี่จักทำเช่นนี้”

ร่างสูงค่อยๆ ยกถ้วยซุปสมุนไพรหอมขึ้นดื่ม

“สิ่งอื่นนั้นคล้ายคลึงกันกับบ้านเมืองของเรา เพียงแต่อาหารทุกจานล้วนแล้วแต่ถูกปรุงสุกเสียก่อน มิปรุงด้วยเครื่องเทศ ก็จักปรุงด้วยสมุนไพร”

ปทุมธาราพยักหน้ารับรู้ เธอลองยกถ้วยน้ำซุปขึ้นดื่ม

“แค่กๆๆ”

รสเผ็ดร้อนของสมุนไพรคลุ้งไปทั้งปากจนสำลักเสียหน้าแดง

“ค่อยๆ สิ”

องค์สมุทรายื่นผ้าสีขาวสะอาดตาส่งให้อีกคน

“สิ่งนี้เอาไว้เช็ดปากของเจ้า”

มือเล็กเอื้อมมือไปรับผ้ามาซับริมฝีปากของตน

“มิถูกปากใช่หรือไม่ ครั้งแรกของข้าก็รู้สึกเช่นนั้น”

“รสชาติมัน… แปลกพิลึก พระองค์ชอบหรือ”

“คราแรกข้ามิชอบ แต่เมื่อคุ้นชิน ข้าติดใจเสียจนต้องแอบขึ้นมาเสวยผู้เดียวบ่อยครั้ง”

“หม่อมฉันหัดทำให้เสวยบ้างดีหรือไม่ พระองค์จักได้มาหาหม่อมฉันบ่อยขึ้น เหมือนที่ชอบแอบหนีขึ้นมาเที่ยวบนโลกมนุษย์”

“อาหารมนุษย์ต้องใช้ไฟปรุงเป็นส่วนใหญ่ หากเจ้าจุดไฟที่เมืองของเรา ข้าเกรงว่า…”

“เกรงสิ่งใด เพียงจุดไฟมิเห็นมีสิ่งใดให้ต้องเกรง”

“ควันคงโหมอยู่ทั่วเมือง อย่าคิดทำเลยหนาปทุมธารา ไว้คราหน้าหากข้ามาเที่ยว ข้าจักชวนเจ้ามาด้วย”

นอกจากเพลิงอัคนี ซึ่งเป็นเปลวเพลิงชนิดเดียวที่สามารถจุดในเมืองบาดาลได้นั้น ไฟปกติในเมืองมนุษย์ก็ไม่สามารถนำลงไปใช้ใต้สมุทราได้ ทั้งยังไม่เคยมีผู้ใดนำเพลิงอัคนีมาใช้ในการปรุงอาหารมาก่อน

หากปทุมธาราทำเช่นนั้น ผู้คนในเมืองย่อมแตกตื่นเป็นแน่

ทั้งสองเริ่มลงมือทานอาหารชนิดต่างๆ และพูดคุยกันบ้างบางครั้ง

ท่าทางเก้ๆ กังๆ ของปทุมธาราที่ไม่คุ้นชินกับการใช้ภาชนะของมนุษย์ช่างน่าเอ็นดูในสายตาขององค์สมุทรา

เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ อาหารหลายจานก็เริ่มลดลงจนแทบไม่เหลือ

ทั้งสองล้างมือในถังไม้ใส่น้ำสะอาดที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ด้านข้างเมื่อรู้สึกอิ่มท้องจนทานต่อไม่ไหว

“เจ้าดูชอบปลาย่าง มันถูกปากเจ้าหรือ”

“กลิ่นของมันหอมนัก แม้มีรสชาติหวานนุ่มลิ้นไม่เท่าปลาสด แต่หม่อมฉันกลับชอบมาก”

“ชู่ว”

นิ้วเรียวขององค์สมุทรายกขึ้นจรดริมฝีปากตน เพื่อห้ามปราม

“อย่าพูดจาเช่นนั้นให้คนที่นี่ได้ยินเชียว”

ปทุมธารารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตื่นตกใจ ให้ร่างสูงลอบยิ้ม เขาเอ่ยต่ออย่างนึกแกล้ง

“พวกมนุษย์มินิยมอาหารดิบ หากมีผู้ใดรู้เข้าว่าเจ้ามิใช่มนุษย์ล่ะก็ บางทีอาจเป็นเจ้าที่ได้ไปนอนเล่นอยู่บนเตาย่างแทนปลาพวกนั้น”

“คนที่นี่น่ากลัวเช่นนั้นหรือ”

ปทุมธารายกมือลูบต้นแขนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น

“แล้วเหตุใดพระองค์ถึงได้ชื่นชอบนัก”

แกล้งให้อีกฝ่ายกลัวได้สำเร็จ องค์สมุทราก็ยกยิ้มอารมณ์ดีอย่างไม่นึกจะเย้าต่อ

“ข้าชินแล้ว”

“หม่อมฉันอยากกลับแล้ว เรากลับกันเถิดเพคะ”

“มีข้าอยู่ด้วย เจ้ามิจำเป็นต้องกลัวสิ่งใด”

องค์ราชาบีบมือเล็กที่ยกขึ้นจับตนเอาไว้แน่น แววตาตื่นกลัวของอีกฝ่ายยืนยันได้ดีว่านางเชื่อสุดหัวใจ

“ฝ่าบาทนั่นแหละที่พูดให้หม่อมฉันกลัว”

“ยังมิชินอีกหรือ หากวันใดข้ามิแกล้งเจ้า เจ้าจักเหงาเอาหนาปทุมธารา”

“หากวันใดมิมีหม่อมฉันให้แกล้ง พระองค์นั่นแหละที่จักต้องเหงาองค์สมุทรา”

“อย่ากล่าววาจาเช่นนี้ ข้ามิอยากได้ยิน”

คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น

ปทุมธาราเอื้อมมือหยิบผ้าสะอาดด้านข้างมาซับมุมปากขององค์สมุทราให้เมื่อพลันสังเกตเห็นคราบซุปเลอะบริเวณดังกล่าว 

“โตแล้วหนาเพคะ เหตุใดจึงเสวยเลอะเป็นเด็ก”

“ปทุมธารา”

องค์สมุทราเอ่ยเรียกเสียงอ่อน เขายกมือขึ้นกุมมือเล็กเอาไว้ยามสบตา

“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าคิดเช่นไรกับเจ้า”

“หม่อมฉันรู้เพคะ”

“มิว่าจักเกิดสิ่งใดขึ้น เจ้าจักอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปใช่หรือไม่”

ราชาหนุ่มคงทนไม่ได้หากอีกคนทิ้งกันไป

“หม่อมฉันสัญญา หม่อมฉันจักอยู่เคียงข้างแลจงรักภักดีเพียงพระองค์ตลอดไป”

“ข้ารักเจ้าปทุมธารา เจ้าจักเป็นเพียงรักเดียวของข้าตลอดไปเช่นกัน”

 

 

 

กองเพลิงลุกโหมทั่ว กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนน่าสะอิดสะเอียน เสียงร้องโอดโอยของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บดับสิ้นลงทันทีที่ถูกทหารปักดาบเฉือนลำคอขาดสะบั้น

ร่างของบุตรหลานตระกูลทรยศถูกประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่เว้นแม้แต่สตรีและเด็กน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่

สายเลือดตระกูลภูวศิษฐ์นาคายังคงหลงเหลืออยู่ในเมืองหลวง น่าแปลกที่กว่าองค์สมุทรานาคราชจะล่วงรู้ความจริงเวลาก็ผ่านมานานนับหลายร้อยปี

สร้างความผูกพันให้ตัวเขาและสหายสนิทมากมาย รวมไปถึง... องค์ราชินีเคียงบัลลังก์ผู้งดงาม

ปทุมธารานาคิณี

ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าองค์ราชินีและครอบครัวนั้นคือสายเลือดรองของภูวศิษฐ์ที่ต้นตระกูลหนีรอดจากสงครามไปได้

ทว่า... ต่อให้เวลาจะหมุนผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาและโทษทัณฑ์ขององค์สมุทราได้เลย แม้จะเป็นผู้ใดก็ตาม

“กรี๊ด! ปล่อยข้านะ ปล่อยข้า”

องค์ปทุมธารากรีดร้องออกมาสุดเสียง ยามมองร่างของบิดาและญาติสนิทของตนกำลังสิ้นลมหายใจจมกองเพลิง

ข้างกันนั้นมีเสียงตะโกนร่ำไห้ของภศิ ผู้เป็นพี่ชายกู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง องครักษ์ภศิชักดาบสาดใส่เหล่าทหารที่เคยสนิทราวกับผู้สิ้นสติ

ข้อมือหนาถูกควบคุมด้วยโซ่เส้นหนาอย่างยากจะขยับกายได้ แต่ภศิก็ยังอดทนต่อความเจ็บปวดและฮึดสู้เพื่อปกป้องครอบครัวจนเลือดนาคาไหลอาบท่วมตัว

“ฮึก… ท่านพี่”

ราชินีปทุมธาราทรุดกายเข้าหาพี่ชายร่วมสายเลือด ทว่ากลับถูกเหล่าทหารคุมตัวเอาไว้

ช่างเป็นภาพที่สร้างความเจ็บปวดจนองค์สมุทราไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกไป

ผู้หนึ่งคือหญิงที่รักจนหมดหัวใจ

ส่วนอีกคนคือสหายรักที่เคียงกายกันมายาวนาน

เป็นเช่นนี้เองน่ะหรือ... คำสาปแช่งที่ภูวศิษฐ์เคยเอ่ย

‘กูขอสาปแช่งให้มึงพบเจอแต่ความชิบหาย ขอให้มึงทรมานดั่งตายทั้งเป็น’

ทุกสิ่งล้วนเป็นดั่งหวังของนาคาผู้ทรยศ แต่กลับดับทุกความหวังขององค์สมุทราเช่นกัน

นัยน์ตาคมนิ่งมอง แววตาสั่นเทา ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่ แม้อยากตะโกนกู่ร้องด้วยความทุกข์ทรมานเพียงใด องค์สมุทรากลับทำได้เพียงแสดงสีหน้าราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึก

ด้วยอำนาจ

ด้วยบทลงโทษที่ตนเป็นผู้ประกาศิตไว้

บัดนี้โทษทัณฑ์เหล่านั้นกลับหวนคืนมาทำร้ายผู้เอ่ยลั่นวาจานั้นเสียเอง

เวลานี้ องค์สมุทราเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครกันที่ถูกบทลงโทษ

เป็นตัวเขาหรือตระกูลของภูวศิษฐ์กันแน่

“ฮือ… ฝ่าบาท หม่อมฉันขอร้อง ฮึก… ได้โปรด ได้โปรดไว้ชีวิตครอบครัวของหม่อมฉันด้วย”

ร่างของภศิที่เมื่อครู่ปทุมธาราคิดว่าสิ้นใจแล้วกลับเริ่มขยับไหวอีกครั้งพอให้มีความหวัง นาคิณีสาวหันมองพระสวามีด้วยท่าทีร้องขอ

ภศิคือสหายสนิทของสมุทรานาคา

พี่ชายของเธอคือองครักษ์ข้างกายที่จงรักภักดีและซื่อสัตย์กับองค์ราชามาเนิ่นนาน

แล้วนี่น่ะหรือสิ่งตอบแทน...

องค์สมุทราตวัดสายตามองจารีย์เล็กน้อย เพื่อออกคำสั่ง ไม่ต้องให้เอ่ยซ้ำ องครักษ์คนสนิทก็ยกดาบขึ้นก้าวเข้าไปปักมันลงกลางอกของภศิในทันที

จารีย์ขยับปลายมีดบิดเพียงนิดก็เฉือนตัดขั้วหัวใจได้อย่างง่ายดาย

ภาพตรงหน้า ทำให้ปทุมธาราร่ำไห้ เธอจุกไปทั้งหน้าอก หยดน้ำตาอาบสองข้างแก้มและใบหน้า ร่างเล็กสะอื้นเทิ้มด้วยความเสียใจและผิดหวัง

ปทุมธาราและสมุทราครองรักกันมานับหลายร้อยปี ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะไม่มั่นคงในความรักที่มอบให้

สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงมายาใช่หรือไม่ นัยน์ตาคู่คมนั่นถึงได้มองกันอย่างไร้ความปราณีเช่นนี้

“เอาตัวนางไปขังยังคุกใต้ดิน”

นับว่าองค์ราชายังฟังคำร้องขอของสหายคนสนิทอย่างภศิ และคำร้องขอจากหัวใจของตนเองอยู่บ้าง

ท้ายที่สุดแล้ว สมุทราจะทำใจปลิดชีวิตองค์ราชินีที่เคียงกายได้อย่างไร

เขาทำไม่ลง

“แต่ฝ่าบาท…”

“จักขัดคำสั่งข้างั้นหรือจารีย์”

ดาบเล่มหนาถูกวางลงบนลำคอของจารีย์ที่พึ่งปลิดชีวิตภศิตามคำสั่งขององค์ราชา

“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”

“ท่านพี่! ฮือ… ปล่อยข้า”

เสียงร่ำไห้ขององค์ราชินีดังก้องทั่วทั้งห้องโถงของวัง สร้างความสะเทือนใจให้แก่เหล่าทหารกล้าและข้ารับใช้ที่เคยสนิทกับนางเป็นอย่างมาก

ผู้อื่นที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเหล่านั้น มีหรือที่องค์เหนือหัวของชาวเมือง ผู้เคียงข้างกายปทุมธาราทุกลมหายใจและทุกฝีก้าวจะไม่รู้สึกเช่นไร

“เหตุใดพระองค์ถึงทำเช่นนี้ ครอบครัวหม่อมฉันทำสิ่งใดผิดงั้นหรือ”

ไร้คำตอบของคำถาม มีเพียงใบหน้าราบเรียบ แววตาเฉยชาขององค์สมุทราเท่านั้นที่มีให้กัน

ยามนี้องค์ราชาอยากโอบกอดปทุมธาราเอาไว้สุดหัวใจ อยากปลอบประโลมให้นางหายเจ็บช้ำ และอยากทะนุถนอมองค์ราชินีของเขาเหมือนอย่างเคย

ทว่าร่างสูงกลับทำได้เพียงยืนมอง โดยไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วย

มือหนากำเข้าหากันแน่น สมุทรารู้สึกอดสูกับสิ่งที่ตนกระทำจนไม่อาจสบสายตากับปทุมธาราได้

ขอโทษงั้นหรือ

ต่อให้พูดออกไปก็ไม่อาจชดเชยความรู้สึกที่เสียไปของปทุมธาราได้อยู่ดี

 

 

 

 

 

ณ ถ้ำลึกใต้น้ำ

สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง

 

องค์สมุทรามองร่างอิดโรยของปทุมธาราที่ร้องไห้หนักจนหลับไป ทั้งยังถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นหนาที่อาบมวลพลังเอาไว้สำหรับกักขังผู้ต้องโทษ

“ข้าสัญญาว่าข้าจักไว้ชีวิตเจ้า มิว่าอย่างไร…”

หยดน้ำตาอาบสองแก้มขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่

ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น หากแต่ความเจ็บปวดนั้นไม่ทุเลาลงเลย ทั้งยังกัดกินจิตใจจนแทบไม่เหลือชิ้นดี

เขาทนเห็นปทุมธาราจากไปไม่ได้

ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้จริงๆ

หัวใจแกร่งกระตุกวูบเช่นเดียวกับแววตาที่จ้องมองโฉมงามที่ไม่มีวันไหนเลยที่จะรักเธอน้อยลง

ความรู้สึกเหล่านั้นเพิ่มพูนขึ้นในทุกวัน วันเวลาที่ผ่านมาของสองเรานั้นมีแต่ความสุขและรอยยิ้มจนรู้สึกว่ามันแสนสั้นเหลือเกิน

เหตุใดโชคชะตาถึงผลักให้เรื่องทุกอย่างต้องจบลงแบบนี้กัน

สมุทราผู้นี้นั้นเจ็บปวดเจียนขาดใจ

ปลายนิ้วแกร่งค่อยๆ ลูบข้อมือเล็กที่มีแต่รอยแผลฉกรรจ์ที่ยังคงมีหยดเลือดไหลซึมด้วยความอ่อนโยน

ผิวเนื้อกายละเอียดขาวผ่อง บัดนี้บวมช้ำ เพราะปทุมธาราพยายามต้านทานโซ่มนต์เส้นหนา หมายจะหนีให้หลุดจากพันธนาการที่สมุทราทำเอาไว้

ดวงตาคู่คมสีทองเรืองรอง ริมฝีปากหยักร่ายคาถาหมายจะช่วยเยียวยาบาดแผลอันน่ากลัวเหล่านั้นให้แก่นางผู้เป็นที่รัก

ทว่า...

ทุกสิ่งกลับว่างเปล่าราวกับองค์สมุทราไม่อาจแตะต้องบาดแผลที่เกิดจากบทลงทัณฑ์ของตนในอดีตได้

แม้อยากช่วยนางก็ทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ

เหตุใดตัวเขาที่เป็นถึงราชากลับทำได้เพียงยืนมองมเหสีของตนทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจทำสิ่งใดได้กัน

นัยน์ตาคมคายฉายชัดถึงความว่างเปล่า

ราชาหนุ่มไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลลงมาอย่างเงียบงัน

“องค์ราชา กระหม่อมจัดการเรื่องครอบครัวขององค์ปทุมธาราตามพระบัญชาแล้วพะยะค่ะ”

จารีย์ที่พึ่งเดินตามเข้ามาเอ่ยรายงาน

“เป็นดั่งที่พระองค์เอ่ยลงทัณฑ์ ลุงของนางที่หลบหนีไปได้ถูกพญาครุฑสังหารจนสิ้นใจ ถึงพยายามเช่นไรก็มิอาจหนีพ้นโทษทัณฑ์”

องค์สมุทรายกมือเช็ดน้ำตารวดเร็ว

“ข้าได้ยินแล้ว”

“เช่นนั้นนาง…”

จารีย์หันไปมององค์ปทุมธาราที่ยังคงหลับสนิท

“ข้าจักจัดการเอง แบ่งองครักษ์ส่วนพระองค์มาเฝ้าที่นี่เอาไว้ แลอย่าให้ใครแตะต้องนางเป็นอันขาด”

“พะย่ะค่ะองค์ราชา”

 

 

 

หลังจากตรากตรำทำงานมาเนิ่นนานร่วมปี องค์สมุทราก็ลงมายังคุกใต้บาดาล เพื่อพบพระพักตร์พระมเหสีของตน

“มิกลัวตายเลยหรือ”

คำทักทายคำแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้นพาให้องค์ปทุมธาราเงยขึ้นมองสบตา

นาคิณีสาวไม่ยอมเสวยสิ่งใดเลย

ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาหารเลิศรสหรือเครื่องดื่มล้ำค่า ล้วนแล้วแต่เป็นของที่เธอไม่ได้ต้องการทั้งสิ้น

“เหตุใดพระองค์ทรงไว้ชีวิตหม่อมฉัน”

คำถามที่องค์ปทุมธาราเฝ้าหาคำตอบทุกคืนวัน

นัยน์ตาสั่นไหวไปด้วยหยดน้ำตาที่ไม่เคยแห้งเหือด

“เหตุใดมิประหารหม่อมฉันให้ตายไปเสีย”

“เจ้าก็รู้ว่าข้าอยู่มิได้”

องค์สมุทราเอ่ยบอกออกมาตามจริง

ที่แห่งนี้มีเพียงเขาและเธอ แล้วใยต้องปิดบังความรู้สึกของตนเอาไว้อีก

“แต่หม่อมฉันมิอยากอยู่”

องค์ปทุมธาราน้ำตาไหลอาบแก้ม

เสียงสะอื้นหลุดลอยออกจากริมฝีปากบางแตกซีดขาดน้ำ

แม้นางจะทรมานร่างกายจนเรือนร่างซูบผอม ในสายตาขององค์สมุทรา ปทุมธารายังคงงดงามเสมอ

สายตาคมจ้องมองไปยังบาดแผลบริเวณข้อมือเล็กที่ควรจะหายดีนานแล้ว แต่กลับมีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะสดใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก

“ลืมคำสัญญาของเจ้าไปแล้วหรือ”

สมุทรานาคาเอ่ยเสียงสั่น พยายามสะกดกลั้นหยดน้ำตาของตนเอาไว้

ตอนนี้นาคิณีตรงหน้าเป็นเพียงอดีตราชินีที่ไม่มีวันหวนคืน

บัลลังก์เคียงกายของเขายังคงว่างเปล่า และไม่ว่าอย่างไรองค์สมุทราก็ไม่คิดหาหญิงใดมาแทน

“แล้วฝ่าบาทเล่าเพคะ ทรงลืมสิ้นไปแล้วหรือว่าเคยเอ่ยคำรักกับหม่อมฉันมากเพียงใด”

พรึ่บ!

สองเข่าขององค์ราชาทรุดกายลงตรงหน้าอดีตองค์ราชินี สมุทราร่ำไห้ออกมาเมื่อความอดทนสุดท้ายของตนขาดผึงลง

“ข้ารักเจ้ามากเหลือเกินปทุมธารา”

ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ไม่มีวันใดที่เขาเลิกคิดถึงนางได้เลย

ทุกหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องแบกเอาไว้บนสองบ่าช่างหนักอึ้งจนอยากโยนมันทิ้ง และพาราชินีหนึ่งเดียวของเขาหนีไปให้ไกล

แต่ความเป็นจริงนั้นมันโหดร้าย

ผู้เป็นราชาไม่อาจทิ้งประโยชน์ส่วนรวม เพื่อความสุขส่วนตนได้ตามใจชอบ

ผู้เป็นราชาตรัสแล้ว ไม่อาจคืนคำ

แม้สมุทราจะเป็นถึงราชาก็ไม่อาจช่วยปทุมธาราให้รอดพ้นจากบทลงทัณฑ์ของตัวเขาเอง

“รักหรือ... นี่หรือความรักที่ฝ่าบาทมอบให้หม่อมฉัน นี่น่ะหรือสิ่งที่พระองค์กระทำกับผู้ที่เอ่ยคำว่ารักด้วย”

ปทุมธาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง นางรู้สึกแสบไปทั้งลำคอจากการพยายามเค้นเสียงอิดโรยออกมา

“ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงคำพูดของตนเองได้”

มือหนาลูบไล้ไปตามรอยบอบช้ำที่ข้อมือเล็ก มีแสงประกายสีทองโอบล้อมแต่เพียงครู่เดียว แสงสว่างเหล่านั้นก็เลือนหายไป โดยที่ยังคงทิ้งบาดแผลเอาไว้ดังเดิม

พลังของเขาช่วยปทุมธาราไม่ได้จริงๆ

“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเจ็บปวดเจียนสิ้นลมหายใจ”

ทั้งที่รักใจแทบขาด แต่กลับต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหัวใจ

ทั้งที่อยากโอบกอดแต่ทำได้เพียงรั้งให้นางต้องทนทุกข์ทรมานในคุกมืดแห่งนี้

“หากหม่อมฉันเป็นตระกูลทรยศอย่างที่ถูกคนทั้งเมืองตราหน้า เช่นนั้นก็สมควรตายแล้วมิใช่หรือ”

ไม่สิ ต่อให้ไม่สมควรนางก็ไม่อาจเลือกได้อยู่ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสิ้นลมในสักวัน

“อยู่กับข้ามิได้หรือ”

องค์สมุทราร่ำไห้

“ข้ารักเจ้าจักตายอยู่แล้ว”

ดวงใจของเขายกให้นางไปแล้วทั้งดวง

“ฮึก… หากพระองค์มิอาจเปลี่ยนคำลงโทษ หม่อมฉันเองก็มิอาจหลีกหนีมันได้เช่นกัน”

มันคือความจริงที่เราสองต้องยอมรับ ถึงแม้ว่ามันจะทำได้ยากเย็น

จุดจบตำนานความรักของเราคงต้องสิ้นสุดด้วยคำว่าลาจาก

ผู้หนึ่งไม่อาจคืนคำพูดของตนได้ด้วยหน้าที่ อีกผู้หนึ่งชะตากำหนดให้ต้องรับโทษต่อจากต้นตระกูล

ก็สมควรแล้วที่ต้องจบแบบนี้ไม่ใช่หรือ

“ข้าทำไม่ได้ หากไม่มีเจ้า ข้าจักหายใจต่อไปได้อย่างไร”

เพียงทุกวันนี้เขาก็ทรมานเจียนตายอยู่แล้ว

ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินเย็นเยียบ ทุกความทรงจำที่มีร่วมกันอบอวลอยู่ทั่วทุกพื้นที่

องค์สมุทราไม่อาจนอนหลับสนิทได้เลยสักคืน

ในหัวใจของเขา ลมหายใจของเขามีอยู่เพื่อหญิงตรงหน้าผู้เดียวเท่านั้น

มีไว้เพื่อปทุมธารา มเหสีหนึ่งเดียวของเขาตลอดไป

“เหตุที่เกิดขึ้นจากคำลงทัณฑ์ ถึงฝ่าบาทมิต้องการก็จักต้องมีเหตุให้หม่อมฉันจากไปอยู่ดีมิใช่หรือเพคะ”

ในเมื่อชะตาขีดเขียนเอาไว้เช่นนั้น ปทุมธาราก็จะยอมรับและพยายามเข้าใจ แม้จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตนและพระสวามีมากเพียงใดก็ตาม

“ข้ามิมีวันยอมให้มันเป็นเช่นนั้น หากโชคชะตาจักเล่นตลกกับข้า ข้าก็จักฝืนมันเอาไว้จนสุดทาง”

มือหนากำเข้าหากันแน่น ร่างสูงพยายามเฟ้นหาทุกหนทางที่สามารถปลดปล่อยปทุมธาราให้หลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ที่ตนเป็นผู้บัญชา

หากให้เขาเข่นฆ่าพระมเหสีของตน สู้ฆ่ากันให้ตายไปเสียยังดีกว่า

“องค์สมุทรา…”

มือเรียวไร้เรี่ยวแรงเอื้อมขึ้นไปหาพระสวามีผู้เป็นที่รัก โอบประคองใบหน้าหล่อเหลาเอาไว้ทั้งน้ำตา

“หม่อมฉันรักพระองค์ ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันมิอาจคู่ควร เพลานี้หม่อมฉันทรมานเหลือเกิน ได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดหนา หากชีวิตนี้จักต้องตาย หม่อมฉันจักขอยอมตายด้วยน้ำมือของพระองค์”

ริมฝีปากซีดเซียวทาบทับริมฝีปากหยักของสมุทราเพื่ออำลาเป็นครั้งสุดท้าย

ดวงตากลมสวยหลับพริ้ม ดื่มด่ำกับสัมผัสรักจากผู้เป็นพระสวามี

 

 

 

 

 

 

 

หยดน้ำตาเนืองนองทั้งดวงหน้า

โอ้ตัวข้าขอลาจักต้องสิ้น

ดวงใจแตกสลายมิเหลือชิ้น

สุดแดดิ้นระทมมิอาจเลือน

 

ตะวันลาขอบฟ้าคล้ายเดือนดับ

เพียงพี่รับความจริงมิอาจเฉือน

ผู้ใดหนอร่ำร้องพ้องคอยเตือน

หากจักเคลื่อนอีกคราคงมินาน


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...