บทที่ ๑๕
‘ราชันผู้ยิ่งใหญ่’
เสียงหัวเราะดังขึ้นอีกครั้ง
ในจังหวะที่สำรับอาหารเริ่มถูกทยอยจัดแจงขึ้นโต๊ะ
เมนูโปรดและเมนูใหม่ที่ไม่เคยลิ้มลองถูกจัดวางตรงหน้าจนดูละลานตา
“สิ่งนี้เรียกว่าถ้วย”
สมุทรายกเครื่องทองเหลืองทรงกะลาขึ้นเอ่ยสอนนาคิณีสาวที่กำลังตื่นเต้นกับสิ่งที่ตนพึ่งเคยสัมผัส
“ผู้คนที่นี่จักทำเช่นนี้”
ร่างสูงค่อยๆ
ยกถ้วยซุปสมุนไพรหอมขึ้นดื่ม
“สิ่งอื่นนั้นคล้ายคลึงกันกับบ้านเมืองของเรา
เพียงแต่อาหารทุกจานล้วนแล้วแต่ถูกปรุงสุกเสียก่อน มิปรุงด้วยเครื่องเทศ
ก็จักปรุงด้วยสมุนไพร”
ปทุมธาราพยักหน้ารับรู้
เธอลองยกถ้วยน้ำซุปขึ้นดื่ม
“แค่กๆๆ”
รสเผ็ดร้อนของสมุนไพรคลุ้งไปทั้งปากจนสำลักเสียหน้าแดง
“ค่อยๆ
สิ”
องค์สมุทรายื่นผ้าสีขาวสะอาดตาส่งให้อีกคน
“สิ่งนี้เอาไว้เช็ดปากของเจ้า”
มือเล็กเอื้อมมือไปรับผ้ามาซับริมฝีปากของตน
“มิถูกปากใช่หรือไม่
ครั้งแรกของข้าก็รู้สึกเช่นนั้น”
“รสชาติมัน…
แปลกพิลึก พระองค์ชอบหรือ”
“คราแรกข้ามิชอบ
แต่เมื่อคุ้นชิน ข้าติดใจเสียจนต้องแอบขึ้นมาเสวยผู้เดียวบ่อยครั้ง”
“หม่อมฉันหัดทำให้เสวยบ้างดีหรือไม่
พระองค์จักได้มาหาหม่อมฉันบ่อยขึ้น เหมือนที่ชอบแอบหนีขึ้นมาเที่ยวบนโลกมนุษย์”
“อาหารมนุษย์ต้องใช้ไฟปรุงเป็นส่วนใหญ่
หากเจ้าจุดไฟที่เมืองของเรา ข้าเกรงว่า…”
“เกรงสิ่งใด
เพียงจุดไฟมิเห็นมีสิ่งใดให้ต้องเกรง”
“ควันคงโหมอยู่ทั่วเมือง
อย่าคิดทำเลยหนาปทุมธารา ไว้คราหน้าหากข้ามาเที่ยว ข้าจักชวนเจ้ามาด้วย”
นอกจากเพลิงอัคนี
ซึ่งเป็นเปลวเพลิงชนิดเดียวที่สามารถจุดในเมืองบาดาลได้นั้น
ไฟปกติในเมืองมนุษย์ก็ไม่สามารถนำลงไปใช้ใต้สมุทราได้
ทั้งยังไม่เคยมีผู้ใดนำเพลิงอัคนีมาใช้ในการปรุงอาหารมาก่อน
หากปทุมธาราทำเช่นนั้น
ผู้คนในเมืองย่อมแตกตื่นเป็นแน่
ทั้งสองเริ่มลงมือทานอาหารชนิดต่างๆ
และพูดคุยกันบ้างบางครั้ง
ท่าทางเก้ๆ
กังๆ
ของปทุมธาราที่ไม่คุ้นชินกับการใช้ภาชนะของมนุษย์ช่างน่าเอ็นดูในสายตาขององค์สมุทรา
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่
อาหารหลายจานก็เริ่มลดลงจนแทบไม่เหลือ
ทั้งสองล้างมือในถังไม้ใส่น้ำสะอาดที่ถูกตระเตรียมเอาไว้ด้านข้างเมื่อรู้สึกอิ่มท้องจนทานต่อไม่ไหว
“เจ้าดูชอบปลาย่าง
มันถูกปากเจ้าหรือ”
“กลิ่นของมันหอมนัก
แม้มีรสชาติหวานนุ่มลิ้นไม่เท่าปลาสด แต่หม่อมฉันกลับชอบมาก”
“ชู่ว”
นิ้วเรียวขององค์สมุทรายกขึ้นจรดริมฝีปากตน
เพื่อห้ามปราม
“อย่าพูดจาเช่นนั้นให้คนที่นี่ได้ยินเชียว”
ปทุมธารารีบยกมือขึ้นปิดปากตัวเองด้วยความตื่นตกใจ
ให้ร่างสูงลอบยิ้ม เขาเอ่ยต่ออย่างนึกแกล้ง
“พวกมนุษย์มินิยมอาหารดิบ
หากมีผู้ใดรู้เข้าว่าเจ้ามิใช่มนุษย์ล่ะก็
บางทีอาจเป็นเจ้าที่ได้ไปนอนเล่นอยู่บนเตาย่างแทนปลาพวกนั้น”
“คนที่นี่น่ากลัวเช่นนั้นหรือ”
ปทุมธารายกมือลูบต้นแขนด้วยสีหน้าหวาดหวั่น
“แล้วเหตุใดพระองค์ถึงได้ชื่นชอบนัก”
แกล้งให้อีกฝ่ายกลัวได้สำเร็จ
องค์สมุทราก็ยกยิ้มอารมณ์ดีอย่างไม่นึกจะเย้าต่อ
“ข้าชินแล้ว”
“หม่อมฉันอยากกลับแล้ว
เรากลับกันเถิดเพคะ”
“มีข้าอยู่ด้วย
เจ้ามิจำเป็นต้องกลัวสิ่งใด”
องค์ราชาบีบมือเล็กที่ยกขึ้นจับตนเอาไว้แน่น
แววตาตื่นกลัวของอีกฝ่ายยืนยันได้ดีว่านางเชื่อสุดหัวใจ
“ฝ่าบาทนั่นแหละที่พูดให้หม่อมฉันกลัว”
“ยังมิชินอีกหรือ
หากวันใดข้ามิแกล้งเจ้า เจ้าจักเหงาเอาหนาปทุมธารา”
“หากวันใดมิมีหม่อมฉันให้แกล้ง
พระองค์นั่นแหละที่จักต้องเหงาองค์สมุทรา”
“อย่ากล่าววาจาเช่นนี้
ข้ามิอยากได้ยิน”
คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันแน่น
ปทุมธาราเอื้อมมือหยิบผ้าสะอาดด้านข้างมาซับมุมปากขององค์สมุทราให้เมื่อพลันสังเกตเห็นคราบซุปเลอะบริเวณดังกล่าว
“โตแล้วหนาเพคะ
เหตุใดจึงเสวยเลอะเป็นเด็ก”
“ปทุมธารา”
องค์สมุทราเอ่ยเรียกเสียงอ่อน
เขายกมือขึ้นกุมมือเล็กเอาไว้ยามสบตา
“เจ้ารู้ใช่หรือไม่ว่าข้าคิดเช่นไรกับเจ้า”
“หม่อมฉันรู้เพคะ”
“มิว่าจักเกิดสิ่งใดขึ้น
เจ้าจักอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปใช่หรือไม่”
ราชาหนุ่มคงทนไม่ได้หากอีกคนทิ้งกันไป
“หม่อมฉันสัญญา
หม่อมฉันจักอยู่เคียงข้างแลจงรักภักดีเพียงพระองค์ตลอดไป”
“ข้ารักเจ้าปทุมธารา
เจ้าจักเป็นเพียงรักเดียวของข้าตลอดไปเช่นกัน”
กองเพลิงลุกโหมทั่ว
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งชวนน่าสะอิดสะเอียน เสียงร้องโอดโอยของผู้ที่ได้รับบาดเจ็บดับสิ้นลงทันทีที่ถูกทหารปักดาบเฉือนลำคอขาดสะบั้น
ร่างของบุตรหลานตระกูลทรยศถูกประหารซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ไม่เว้นแม้แต่สตรีและเด็กน้อยผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่
สายเลือดตระกูลภูวศิษฐ์นาคายังคงหลงเหลืออยู่ในเมืองหลวง
น่าแปลกที่กว่าองค์สมุทรานาคราชจะล่วงรู้ความจริงเวลาก็ผ่านมานานนับหลายร้อยปี
สร้างความผูกพันให้ตัวเขาและสหายสนิทมากมาย
รวมไปถึง... องค์ราชินีเคียงบัลลังก์ผู้งดงาม
ปทุมธารานาคิณี
ผู้ใดเล่าจะรู้ว่าองค์ราชินีและครอบครัวนั้นคือสายเลือดรองของภูวศิษฐ์ที่ต้นตระกูลหนีรอดจากสงครามไปได้
ทว่า...
ต่อให้เวลาจะหมุนผ่านไปนานเท่าใดก็ไม่มีใครสามารถหลีกหนีชะตาและโทษทัณฑ์ขององค์สมุทราได้เลย
แม้จะเป็นผู้ใดก็ตาม
“กรี๊ด!
ปล่อยข้านะ ปล่อยข้า”
องค์ปทุมธารากรีดร้องออกมาสุดเสียง
ยามมองร่างของบิดาและญาติสนิทของตนกำลังสิ้นลมหายใจจมกองเพลิง
ข้างกันนั้นมีเสียงตะโกนร่ำไห้ของภศิ
ผู้เป็นพี่ชายกู่ร้องอย่างบ้าคลั่ง
องครักษ์ภศิชักดาบสาดใส่เหล่าทหารที่เคยสนิทราวกับผู้สิ้นสติ
ข้อมือหนาถูกควบคุมด้วยโซ่เส้นหนาอย่างยากจะขยับกายได้
แต่ภศิก็ยังอดทนต่อความเจ็บปวดและฮึดสู้เพื่อปกป้องครอบครัวจนเลือดนาคาไหลอาบท่วมตัว
“ฮึก…
ท่านพี่”
ราชินีปทุมธาราทรุดกายเข้าหาพี่ชายร่วมสายเลือด
ทว่ากลับถูกเหล่าทหารคุมตัวเอาไว้
ช่างเป็นภาพที่สร้างความเจ็บปวดจนองค์สมุทราไม่อาจเอื้อนเอ่ยวาจาใดออกไป
ผู้หนึ่งคือหญิงที่รักจนหมดหัวใจ
ส่วนอีกคนคือสหายรักที่เคียงกายกันมายาวนาน
เป็นเช่นนี้เองน่ะหรือ...
คำสาปแช่งที่ภูวศิษฐ์เคยเอ่ย
‘กูขอสาปแช่งให้มึงพบเจอแต่ความชิบหาย
ขอให้มึงทรมานดั่งตายทั้งเป็น’
ทุกสิ่งล้วนเป็นดั่งหวังของนาคาผู้ทรยศ
แต่กลับดับทุกความหวังขององค์สมุทราเช่นกัน
นัยน์ตาคมนิ่งมอง
แววตาสั่นเทา ฝ่ามือหนาทั้งสองข้างสั่นเทิ้มอย่างควบคุมไม่อยู่
แม้อยากตะโกนกู่ร้องด้วยความทุกข์ทรมานเพียงใด
องค์สมุทรากลับทำได้เพียงแสดงสีหน้าราบเรียบราวกับไร้ความรู้สึก
ด้วยอำนาจ
ด้วยบทลงโทษที่ตนเป็นผู้ประกาศิตไว้
บัดนี้โทษทัณฑ์เหล่านั้นกลับหวนคืนมาทำร้ายผู้เอ่ยลั่นวาจานั้นเสียเอง
เวลานี้
องค์สมุทราเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครกันที่ถูกบทลงโทษ
เป็นตัวเขาหรือตระกูลของภูวศิษฐ์กันแน่
“ฮือ…
ฝ่าบาท หม่อมฉันขอร้อง ฮึก… ได้โปรด ได้โปรดไว้ชีวิตครอบครัวของหม่อมฉันด้วย”
ร่างของภศิที่เมื่อครู่ปทุมธาราคิดว่าสิ้นใจแล้วกลับเริ่มขยับไหวอีกครั้งพอให้มีความหวัง
นาคิณีสาวหันมองพระสวามีด้วยท่าทีร้องขอ
ภศิคือสหายสนิทของสมุทรานาคา
พี่ชายของเธอคือองครักษ์ข้างกายที่จงรักภักดีและซื่อสัตย์กับองค์ราชามาเนิ่นนาน
แล้วนี่น่ะหรือสิ่งตอบแทน...
องค์สมุทราตวัดสายตามองจารีย์เล็กน้อย
เพื่อออกคำสั่ง ไม่ต้องให้เอ่ยซ้ำ
องครักษ์คนสนิทก็ยกดาบขึ้นก้าวเข้าไปปักมันลงกลางอกของภศิในทันที
จารีย์ขยับปลายมีดบิดเพียงนิดก็เฉือนตัดขั้วหัวใจได้อย่างง่ายดาย
ภาพตรงหน้า
ทำให้ปทุมธาราร่ำไห้ เธอจุกไปทั้งหน้าอก หยดน้ำตาอาบสองข้างแก้มและใบหน้า
ร่างเล็กสะอื้นเทิ้มด้วยความเสียใจและผิดหวัง
ปทุมธาราและสมุทราครองรักกันมานับหลายร้อยปี
ไม่เคยมีเลยสักครั้งที่เธอจะไม่มั่นคงในความรักที่มอบให้
สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นเพียงมายาใช่หรือไม่
นัยน์ตาคู่คมนั่นถึงได้มองกันอย่างไร้ความปราณีเช่นนี้
“เอาตัวนางไปขังยังคุกใต้ดิน”
นับว่าองค์ราชายังฟังคำร้องขอของสหายคนสนิทอย่างภศิ
และคำร้องขอจากหัวใจของตนเองอยู่บ้าง
ท้ายที่สุดแล้ว
สมุทราจะทำใจปลิดชีวิตองค์ราชินีที่เคียงกายได้อย่างไร
เขาทำไม่ลง
“แต่ฝ่าบาท…”
“จักขัดคำสั่งข้างั้นหรือจารีย์”
ดาบเล่มหนาถูกวางลงบนลำคอของจารีย์ที่พึ่งปลิดชีวิตภศิตามคำสั่งขององค์ราชา
“กระหม่อมเข้าใจแล้วพะยะค่ะ”
“ท่านพี่!
ฮือ… ปล่อยข้า”
เสียงร่ำไห้ขององค์ราชินีดังก้องทั่วทั้งห้องโถงของวัง
สร้างความสะเทือนใจให้แก่เหล่าทหารกล้าและข้ารับใช้ที่เคยสนิทกับนางเป็นอย่างมาก
ผู้อื่นที่ไม่ได้ใกล้ชิดกันยังสัมผัสได้ถึงความเจ็บปวดเหล่านั้น
มีหรือที่องค์เหนือหัวของชาวเมือง
ผู้เคียงข้างกายปทุมธาราทุกลมหายใจและทุกฝีก้าวจะไม่รู้สึกเช่นไร
“เหตุใดพระองค์ถึงทำเช่นนี้
ครอบครัวหม่อมฉันทำสิ่งใดผิดงั้นหรือ”
ไร้คำตอบของคำถาม
มีเพียงใบหน้าราบเรียบ แววตาเฉยชาขององค์สมุทราเท่านั้นที่มีให้กัน
ยามนี้องค์ราชาอยากโอบกอดปทุมธาราเอาไว้สุดหัวใจ
อยากปลอบประโลมให้นางหายเจ็บช้ำ และอยากทะนุถนอมองค์ราชินีของเขาเหมือนอย่างเคย
ทว่าร่างสูงกลับทำได้เพียงยืนมอง
โดยไม่อาจยื่นมือเข้าไปช่วย
มือหนากำเข้าหากันแน่น
สมุทรารู้สึกอดสูกับสิ่งที่ตนกระทำจนไม่อาจสบสายตากับปทุมธาราได้
ขอโทษงั้นหรือ
ต่อให้พูดออกไปก็ไม่อาจชดเชยความรู้สึกที่เสียไปของปทุมธาราได้อยู่ดี
ณ
ถ้ำลึกใต้น้ำ
สถานที่จองจำนักโทษร้ายแรง
องค์สมุทรามองร่างอิดโรยของปทุมธาราที่ร้องไห้หนักจนหลับไป
ทั้งยังถูกล่ามเอาไว้ด้วยโซ่ตรวนเส้นหนาที่อาบมวลพลังเอาไว้สำหรับกักขังผู้ต้องโทษ
“ข้าสัญญาว่าข้าจักไว้ชีวิตเจ้า
มิว่าอย่างไร…”
หยดน้ำตาอาบสองแก้มขององค์ราชาผู้ยิ่งใหญ่
ไม่มีแม้แต่เสียงสะอื้น
หากแต่ความเจ็บปวดนั้นไม่ทุเลาลงเลย ทั้งยังกัดกินจิตใจจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
เขาทนเห็นปทุมธาราจากไปไม่ได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ทำไม่ได้จริงๆ
หัวใจแกร่งกระตุกวูบเช่นเดียวกับแววตาที่จ้องมองโฉมงามที่ไม่มีวันไหนเลยที่จะรักเธอน้อยลง
ความรู้สึกเหล่านั้นเพิ่มพูนขึ้นในทุกวัน
วันเวลาที่ผ่านมาของสองเรานั้นมีแต่ความสุขและรอยยิ้มจนรู้สึกว่ามันแสนสั้นเหลือเกิน
เหตุใดโชคชะตาถึงผลักให้เรื่องทุกอย่างต้องจบลงแบบนี้กัน
สมุทราผู้นี้นั้นเจ็บปวดเจียนขาดใจ
ปลายนิ้วแกร่งค่อยๆ
ลูบข้อมือเล็กที่มีแต่รอยแผลฉกรรจ์ที่ยังคงมีหยดเลือดไหลซึมด้วยความอ่อนโยน
ผิวเนื้อกายละเอียดขาวผ่อง
บัดนี้บวมช้ำ เพราะปทุมธาราพยายามต้านทานโซ่มนต์เส้นหนา
หมายจะหนีให้หลุดจากพันธนาการที่สมุทราทำเอาไว้
ดวงตาคู่คมสีทองเรืองรอง
ริมฝีปากหยักร่ายคาถาหมายจะช่วยเยียวยาบาดแผลอันน่ากลัวเหล่านั้นให้แก่นางผู้เป็นที่รัก
ทว่า...
ทุกสิ่งกลับว่างเปล่าราวกับองค์สมุทราไม่อาจแตะต้องบาดแผลที่เกิดจากบทลงทัณฑ์ของตนในอดีตได้
แม้อยากช่วยนางก็ทำไม่ได้อย่างนั้นหรือ
เหตุใดตัวเขาที่เป็นถึงราชากลับทำได้เพียงยืนมองมเหสีของตนทุกข์ทรมานอย่างไม่อาจทำสิ่งใดได้กัน
นัยน์ตาคมคายฉายชัดถึงความว่างเปล่า
ราชาหนุ่มไม่เอื้อนเอ่ยสิ่งใด
ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาหยดแล้วหยดเล่ารินไหลลงมาอย่างเงียบงัน
“องค์ราชา
กระหม่อมจัดการเรื่องครอบครัวขององค์ปทุมธาราตามพระบัญชาแล้วพะยะค่ะ”
จารีย์ที่พึ่งเดินตามเข้ามาเอ่ยรายงาน
“เป็นดั่งที่พระองค์เอ่ยลงทัณฑ์
ลุงของนางที่หลบหนีไปได้ถูกพญาครุฑสังหารจนสิ้นใจ
ถึงพยายามเช่นไรก็มิอาจหนีพ้นโทษทัณฑ์”
องค์สมุทรายกมือเช็ดน้ำตารวดเร็ว
“ข้าได้ยินแล้ว”
“เช่นนั้นนาง…”
จารีย์หันไปมององค์ปทุมธาราที่ยังคงหลับสนิท
“ข้าจักจัดการเอง
แบ่งองครักษ์ส่วนพระองค์มาเฝ้าที่นี่เอาไว้ แลอย่าให้ใครแตะต้องนางเป็นอันขาด”
“พะย่ะค่ะองค์ราชา”
หลังจากตรากตรำทำงานมาเนิ่นนานร่วมปี
องค์สมุทราก็ลงมายังคุกใต้บาดาล เพื่อพบพระพักตร์พระมเหสีของตน
“มิกลัวตายเลยหรือ”
คำทักทายคำแรกนับตั้งแต่เกิดเรื่องในวันนั้นพาให้องค์ปทุมธาราเงยขึ้นมองสบตา
นาคิณีสาวไม่ยอมเสวยสิ่งใดเลย
ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นอาหารเลิศรสหรือเครื่องดื่มล้ำค่า
ล้วนแล้วแต่เป็นของที่เธอไม่ได้ต้องการทั้งสิ้น
“เหตุใดพระองค์ทรงไว้ชีวิตหม่อมฉัน”
คำถามที่องค์ปทุมธาราเฝ้าหาคำตอบทุกคืนวัน
นัยน์ตาสั่นไหวไปด้วยหยดน้ำตาที่ไม่เคยแห้งเหือด
“เหตุใดมิประหารหม่อมฉันให้ตายไปเสีย”
“เจ้าก็รู้ว่าข้าอยู่มิได้”
องค์สมุทราเอ่ยบอกออกมาตามจริง
ที่แห่งนี้มีเพียงเขาและเธอ
แล้วใยต้องปิดบังความรู้สึกของตนเอาไว้อีก
“แต่หม่อมฉันมิอยากอยู่”
องค์ปทุมธาราน้ำตาไหลอาบแก้ม
เสียงสะอื้นหลุดลอยออกจากริมฝีปากบางแตกซีดขาดน้ำ
แม้นางจะทรมานร่างกายจนเรือนร่างซูบผอม
ในสายตาขององค์สมุทรา ปทุมธารายังคงงดงามเสมอ
สายตาคมจ้องมองไปยังบาดแผลบริเวณข้อมือเล็กที่ควรจะหายดีนานแล้ว
แต่กลับมีแผลฉกรรจ์เหวอะหวะสดใหม่เพิ่มขึ้นจำนวนมาก
“ลืมคำสัญญาของเจ้าไปแล้วหรือ”
สมุทรานาคาเอ่ยเสียงสั่น
พยายามสะกดกลั้นหยดน้ำตาของตนเอาไว้
ตอนนี้นาคิณีตรงหน้าเป็นเพียงอดีตราชินีที่ไม่มีวันหวนคืน
บัลลังก์เคียงกายของเขายังคงว่างเปล่า
และไม่ว่าอย่างไรองค์สมุทราก็ไม่คิดหาหญิงใดมาแทน
“แล้วฝ่าบาทเล่าเพคะ
ทรงลืมสิ้นไปแล้วหรือว่าเคยเอ่ยคำรักกับหม่อมฉันมากเพียงใด”
พรึ่บ!
สองเข่าขององค์ราชาทรุดกายลงตรงหน้าอดีตองค์ราชินี
สมุทราร่ำไห้ออกมาเมื่อความอดทนสุดท้ายของตนขาดผึงลง
“ข้ารักเจ้ามากเหลือเกินปทุมธารา”
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา
ไม่มีวันใดที่เขาเลิกคิดถึงนางได้เลย
ทุกหน้าที่ความรับผิดชอบที่ต้องแบกเอาไว้บนสองบ่าช่างหนักอึ้งจนอยากโยนมันทิ้ง
และพาราชินีหนึ่งเดียวของเขาหนีไปให้ไกล
แต่ความเป็นจริงนั้นมันโหดร้าย
ผู้เป็นราชาไม่อาจทิ้งประโยชน์ส่วนรวม
เพื่อความสุขส่วนตนได้ตามใจชอบ
ผู้เป็นราชาตรัสแล้ว
ไม่อาจคืนคำ
แม้สมุทราจะเป็นถึงราชาก็ไม่อาจช่วยปทุมธาราให้รอดพ้นจากบทลงทัณฑ์ของตัวเขาเอง
“รักหรือ...
นี่หรือความรักที่ฝ่าบาทมอบให้หม่อมฉัน นี่น่ะหรือสิ่งที่พระองค์กระทำกับผู้ที่เอ่ยคำว่ารักด้วย”
ปทุมธาราเอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง
นางรู้สึกแสบไปทั้งลำคอจากการพยายามเค้นเสียงอิดโรยออกมา
“ข้ามิอาจเปลี่ยนแปลงคำพูดของตนเองได้”
มือหนาลูบไล้ไปตามรอยบอบช้ำที่ข้อมือเล็ก
มีแสงประกายสีทองโอบล้อมแต่เพียงครู่เดียว แสงสว่างเหล่านั้นก็เลือนหายไป โดยที่ยังคงทิ้งบาดแผลเอาไว้ดังเดิม
พลังของเขาช่วยปทุมธาราไม่ได้จริงๆ
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเจ็บปวดเจียนสิ้นลมหายใจ”
ทั้งที่รักใจแทบขาด
แต่กลับต้องทำในสิ่งที่ขัดแย้งกับหัวใจ
ทั้งที่อยากโอบกอดแต่ทำได้เพียงรั้งให้นางต้องทนทุกข์ทรมานในคุกมืดแห่งนี้
“หากหม่อมฉันเป็นตระกูลทรยศอย่างที่ถูกคนทั้งเมืองตราหน้า
เช่นนั้นก็สมควรตายแล้วมิใช่หรือ”
ไม่สิ
ต่อให้ไม่สมควรนางก็ไม่อาจเลือกได้อยู่ดี ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องสิ้นลมในสักวัน
“อยู่กับข้ามิได้หรือ”
องค์สมุทราร่ำไห้
“ข้ารักเจ้าจักตายอยู่แล้ว”
ดวงใจของเขายกให้นางไปแล้วทั้งดวง
“ฮึก…
หากพระองค์มิอาจเปลี่ยนคำลงโทษ หม่อมฉันเองก็มิอาจหลีกหนีมันได้เช่นกัน”
มันคือความจริงที่เราสองต้องยอมรับ
ถึงแม้ว่ามันจะทำได้ยากเย็น
จุดจบตำนานความรักของเราคงต้องสิ้นสุดด้วยคำว่าลาจาก
ผู้หนึ่งไม่อาจคืนคำพูดของตนได้ด้วยหน้าที่
อีกผู้หนึ่งชะตากำหนดให้ต้องรับโทษต่อจากต้นตระกูล
ก็สมควรแล้วที่ต้องจบแบบนี้ไม่ใช่หรือ
“ข้าทำไม่ได้
หากไม่มีเจ้า ข้าจักหายใจต่อไปได้อย่างไร”
เพียงทุกวันนี้เขาก็ทรมานเจียนตายอยู่แล้ว
ทุกย่างก้าวที่เหยียบลงบนพื้นหินเย็นเยียบ
ทุกความทรงจำที่มีร่วมกันอบอวลอยู่ทั่วทุกพื้นที่
องค์สมุทราไม่อาจนอนหลับสนิทได้เลยสักคืน
ในหัวใจของเขา
ลมหายใจของเขามีอยู่เพื่อหญิงตรงหน้าผู้เดียวเท่านั้น
มีไว้เพื่อปทุมธารา
มเหสีหนึ่งเดียวของเขาตลอดไป
“เหตุที่เกิดขึ้นจากคำลงทัณฑ์
ถึงฝ่าบาทมิต้องการก็จักต้องมีเหตุให้หม่อมฉันจากไปอยู่ดีมิใช่หรือเพคะ”
ในเมื่อชะตาขีดเขียนเอาไว้เช่นนั้น
ปทุมธาราก็จะยอมรับและพยายามเข้าใจ
แม้จะรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจตนและพระสวามีมากเพียงใดก็ตาม
“ข้ามิมีวันยอมให้มันเป็นเช่นนั้น
หากโชคชะตาจักเล่นตลกกับข้า ข้าก็จักฝืนมันเอาไว้จนสุดทาง”
มือหนากำเข้าหากันแน่น
ร่างสูงพยายามเฟ้นหาทุกหนทางที่สามารถปลดปล่อยปทุมธาราให้หลุดพ้นจากโทษทัณฑ์ที่ตนเป็นผู้บัญชา
หากให้เขาเข่นฆ่าพระมเหสีของตน
สู้ฆ่ากันให้ตายไปเสียยังดีกว่า
“องค์สมุทรา…”
มือเรียวไร้เรี่ยวแรงเอื้อมขึ้นไปหาพระสวามีผู้เป็นที่รัก
โอบประคองใบหน้าหล่อเหลาเอาไว้ทั้งน้ำตา
“หม่อมฉันรักพระองค์
ขอประทานอภัยที่หม่อมฉันมิอาจคู่ควร เพลานี้หม่อมฉันทรมานเหลือเกิน
ได้โปรดปล่อยหม่อมฉันไปเถิดหนา หากชีวิตนี้จักต้องตาย
หม่อมฉันจักขอยอมตายด้วยน้ำมือของพระองค์”
ริมฝีปากซีดเซียวทาบทับริมฝีปากหยักของสมุทราเพื่ออำลาเป็นครั้งสุดท้าย
ดวงตากลมสวยหลับพริ้ม
ดื่มด่ำกับสัมผัสรักจากผู้เป็นพระสวามี
หยดน้ำตาเนืองนองทั้งดวงหน้า
โอ้ตัวข้าขอลาจักต้องสิ้น
ดวงใจแตกสลายมิเหลือชิ้น
สุดแดดิ้นระทมมิอาจเลือน
ตะวันลาขอบฟ้าคล้ายเดือนดับ
เพียงพี่รับความจริงมิอาจเฉือน
ผู้ใดหนอร่ำร้องพ้องคอยเตือน
หากจักเคลื่อนอีกคราคงมินาน

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น