บทที่ ๑๔
‘อดีตอันหอมหวาน’
แคว้นทิสาธารา
อาณาจักรนาคานคร
หลังองค์สมุทราขึ้นครองราชย์ได้
๑๑๓ ปี
นาคิณีปทุมธารา
ผู้มีใบหน้าและกิริยางดงามเหนือนาคิณีทั้งปวง กลิ่นกายของนางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ
ดั่งดอกปทุมแรกแย้ม ใบหน้าขาวเนียน แก้มสองข้างขึ้นสีเลือดฝาดแลดูเป็นธรรมชาติ
ริมฝีปากอวบอิ่มเนียนนุ่มสุขภาพดีโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องประทินผิวใดๆ
เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นมวยไว้ด้านหลัง
อีกทั้งยังปักปิ่นทองคำลวดลายงดงามวิจิตร
บนกายใส่ผ้าทอไหมสีทองอร่าม
ลำคอระหงส์สวมเครื่องประดับวาววับเช่นเดียวกับข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง
สมฐานะบุตรีของตระกูลขุนนางชนชั้นสูง
“วันนี้อากาศดี
เจ้าอยากไปเดินเล่นกับข้าหรือไม่ปทุมธารา”
องค์สมุทราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ
พาให้นาคิณีสาวที่กำลังนั่งอ่านนิทานปรัมปราอยู่ชะงักไปด้วยความคาดไม่ถึง
“องค์ราชา”
ปทุมธารายกยิ้มหวาน
ก่อนจะลุกขึ้นถอนสายบัวทำความเคารพอีกฝ่ายตามขนบธรรมเนียม
“มิต้องมากความ
ข้ามิคิดถือตัวกับเจ้าหรอกหนา”
องค์สมุทรากระตุกยิ้ม
ปทุมธาราเม้มปากแน่น
เธอเบือนสายตาหลบหนีแววตาคู่คมของราชาตรงหน้าที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายใน
สองแก้มขึ้นสีแดงเรื่อขึ้นมาเสียดื้อๆ
หัวใจดวงน้อยสั่นไหวไม่ต่างกับครั้งก่อนที่เราได้พบกัน
“หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์เสด็จไปดูหัวเมืองทางเหนือกับท่านพ่อและเหล่าองครักษ์เสียอีก
เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้”
บิดาของปทุมธาราเป็นขุนนางชั้นอาวุโสที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญขององค์ราชา
องค์สมุทราจึงมักเสด็จมาเยี่ยมเยียนครอบครัวของเธออยู่เป็นประจำ
“ไหนล่ะคำตอบของข้า”
องค์สมุทราไม่ได้ตอบคำถามที่ได้ยิน
ทว่าพระองค์กลับทวงคำตอบที่ตนเอ่ยถามออกไปก่อนนั้นแทน
“หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท
แล้วหม่อมฉันจักปฏิเสธได้เช่นไร”
ปทุมธาราเอ่ยด้วยกิริยาขวยเขิน
แต่คำตอบกลับไม่ทำให้คนเฝ้ารอรู้สึกพึงใจเลยสักน้อย
ร่างสูงพ่นลมหายใจด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์
ประสงค์ของเขางั้นหรือ
นางหมายความว่าเขาใช้อำนาจความเป็นราชามาบีบบังคับให้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันหรืออย่างไร
“หากเจ้าว่าเช่นนั้น
ข้าจักไปชวนหญิงงามอื่นแทน”
“สำหรับท่านแล้ว
ยังมีหญิงใดงามกว่าหม่อมฉันอีกด้วยหรือเพคะ” ปทุมธารายกยิ้มหวานยียวน
นึกสนุกที่แกล้งอีกฝ่ายให้หัวเสียได้
น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นองค์สมุทราผู้เคร่งขรึมทำหน้าตาขมึงทึงเพียงเพราะถูกขัดใจเช่นนี้
ช่างน่าเอ็นดู
องค์สมุทราเสมองไปทางอื่น
ก่อนจะกระแอมในลำคอเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าถูกสาวเจ้าแกล้งให้เสียแล้ว
“อย่ามาอวดดีใส่ข้า
ปทุมธารา”
ราชานาคราชแสร้งทำเสียงเคร่งขรึม
ทั้งที่ในอกนั้นร้อนรุ่มพิลึกคล้ายว่ามีบางสิ่งก่อกวนอยู่ในหัวใจ
หากหญิงตรงหน้าไม่ใช่ปทุมธาราแล้ว
ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำให้องค์สมุทรารู้สึกเช่นนี้ได้หรอก
“ข้ามิใช่สหายเล่นสนุกของเจ้า”
“หม่อมฉันก็มิได้มองว่าพระองค์เป็นสหายเล่นสนุกเสียหน่อย”
“เจ้าจักไปหรือไม่
แค่ตอบมามันยากเย็นนักหรือ”
ปทุมธาราทำเหมือนไม่รู้เลยว่ากว่านาคาหนุ่มจะหาเวลาว่างให้เราสองได้มีเวลาร่วมกันได้นั้นมันยากแค่ไหน
ช่างน่าโมโห
เสียก็แต่สมุทราดันโมโหไม่ลง
“หม่อมฉันต้องไปอยู่แล้วสิเพคะ”
นาคิณีสาวยกยิ้ม
จะมีเหตุผลใดให้ต้องปฏิเสธองค์ราชากัน
ปฏิเสธเขาก็ไม่ต่างจากการที่เธอปฏิเสธหัวใจของตนเอง
“งั้นก็ตามข้ามา”
ว่าจบราชาจอมเอาแต่ใจก็หันหลังเดินนำออกไป
ปทุมธาราเดินตามแผ่นหลังแกร่งออกมา
โดยไม่ลืมที่จะหันไปยิ้มทักทายอังเตและจารีย์ที่ตามมาดูแลองค์ราชาด้วย
โลกมนุษย์
สองมือหนายกไพล่หลัง
แววตาคู่คมฉายแววพอใจ
ราชาหนุ่มเผลอหวนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยมาอยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ไม่ได้
แม้จะขึ้นเป็นราชาแล้ว
องค์สมุทราก็มักหาเวลาเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่อยู่เสมอ
“เมืองมนุษย์ช่างน่าสนใจ
ข้ายังจำตอนที่ตัวเองมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ดี”
ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด
กลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ
อากาศบริสุทธิ์ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก หากไม่มีแผ่นดินบนเมืองมนุษย์ให้หลบภัย
ในตอนนี้ชื่อสมุทราคงเหลือเพียงในตำนานที่ไร้ลมหายใจ
ปทุมธารามองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชิน
“หม่อมฉันมิเห็นว่าที่นี่จักน่าสนใจกว่าเมืองของเราตรงไหน
แต่หากพระองค์ชื่นชอบ หม่อมฉันจักลองค้นหาความงดงามของมันดูสักครั้ง”
หญิงสาวชอบน้ำและรักการใช้เวลาใต้น้ำเป็นที่สุด
บนโลกมนุษย์ไม่มีสิ่งใดน่าดึงดูดสำหรับเธอเลยสักนิด
แต่หากมันคือความชอบขององค์สมุทราแล้ว เธออาจจะลองเปิดใจ
ทุกสิ่งที่ปทุมธารารักและชื่นชอบ
องค์สมุทราก็มักจดจำรายละเอียดต่างๆ ได้ดีเสมอไม่ว่างานจะมากล้นมือแค่ไหนก็ตาม
แบบนี้จะปล่อยให้เขารู้จักเธอฝ่ายเดียวได้อย่างไร
ปทุมธาราเองก็ต้องการที่จะรู้จักถึงตัวตนของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน
“ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านอีกหลังของข้า”
องค์สมุทรากล่าวด้วยแววตาเปี่ยมความสุข
แม้ไม่ได้เกิดแต่ก็เติบโตมาจากที่แห่งนี้
เผลอๆ เขาคุ้นเคยกับเมืองมนุษย์มากกว่าบ้านเกิดตัวเองอย่างโลกใต้สมุทรเสียอีก
“อีกมิกี่เพลาก็จักถึงวันเลือกคู่แล้ว”
ราชานาคราชเปลี่ยนหัวข้อสนทนา
เขายิ้มมุมปาก ขยับก้าวเข้าหานางในฝันข้างกาย
“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่
ปทุมธารา”
ใบหน้างดงามอ่อนหวานของนาคิณีสาวสะท้อนในดวงตาคู่คมสีมรกต
ปทุมธาราเปรียบดั่งสิ่งล้ำค่าที่องค์สมุทราปรารถนาอยากพบพานและเคียงคู่ชั่วนิรันดร์
“พระองค์ตัดสินพระทัยแล้วหรือเพคะ
ว่าจักเลือกผู้ใดเข้าร่วมพิธี”
ปทุมธาราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
แม้ว่าท่าทีขององค์ราชาจะซื่อตรงกับเธอมากเพียงใด
แต่เธอกลับไม่นึกกล้าเข้าข้างตัวเองถึงเพียงนั้น
อีกฝ่ายเป็นถึงกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองย่อมมีแต่ผู้หมายปองอยากนั่งร่วมบัลลังก์เคียงข้าง
องค์หญิงจากแคว้นอื่นก็ใช่ว่าจะไม่เคยมาเยี่ยมหา
เธอเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางไม่อาจเอื้อมคิดไปไกลเกินกว่าที่เป็น
เพียงได้รับความเมตตาจากองค์สมุทรามากกว่าสตรีนางใดในแคว้นนี้ก็ถือว่าเป็นบุญมากแล้ว
“แน่นอน
เจ้าก็รู้ว่าข้ามีหญิงงามให้เลือกมากมาย”
แม้จะกล่าวเช่นนั้น
ทว่าแววตาคมคายกลับแฝงไปด้วยคลื่นปรารถนามากล้นต่อนาคิณีตรงหน้า
ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา
นอกจากปทุมธาราแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่องค์สมุทราจะต้องใจสาวอื่นใด
ปทุมธาราคือคนที่เขาหมายปองต้องใจ
และหากเธอเองก็มีความรู้สึกที่ตรงกัน
สมุทรานาคาจะไม่คิดลังเลเลยที่จะแต่งตั้งนางเป็นราชินีเคียงข้างกาย
ติดก็เพียงตามธรรมเนียมโบราณของนาคานครนั้น
องค์ราชาต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงคู่เพื่อเลือกพระมเสีของตนเอง เขาจะต้องคัดเลือกหญิงสาวจำนวน
๕ คนมาเข้าเป็นผู้ร่วมพิธี
การเสี่ยงทายคู่จากพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของโหรประจำเมืองจะนำพาคู่ครองที่เหมาะสมมานั่งบัลลังค์ทอง
ทั้งหมดนั่นทำให้องค์สมุทราเลือกที่จะประวิงเวลามาเนิ่นนาน
อย่าว่าแต่หญิงสาวห้าคนเลย
เพียงคนเดียวหากไม่ใช่ปทุมธารา
องค์สมุทราก็ไม่แม้แต่อยากจะเอ่ยนาม
ใครจะรู้ว่าราชาที่ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด
ภายในนั้นกลับกำลังหวาดกลัวเสียเหลือเกินว่าหากคู่ครองตามพิธีเสี่ยงทายไม่ใช่นางผู้เป็นที่รักอย่างที่ต้องการ
ราชาหนุ่มจะทำเช่นไร
หากถึงเวลานั้นแล้วทุกสิ่งไม่เป็นดั่งหวัง
องค์สมุทราคงไม่อาจทนเห็นหยดน้ำตาอันเกิดจากความโศกเศร้าของปทุมธาราได้
แม้สวรรค์จะกลั่นแกล้งไม่ให้เราได้เป็นเนื้อคู่กัน
แต่ไม่ว่าอย่างไรจะไม่มีหญิงใดสำคัญเทียมเท่าปทุมธารา
ราชาหนุ่มไม่อาจกล้ำกลืนผลักไสให้ปทุมธาราเป็นเพียงสนมได้อย่างแน่นอน
บัลลังก์ราชินีขององค์ราชาสมุทรานั้นต้องเป็นของปทุมธาราแต่เพียงผู้เดียว
นาคิณีผู้งดงามที่สุดทั้งรูปลักษณ์
กิริยา วาจา ใจ
ไม่ว่าผู้ใดได้พบพานย่อมต้องเสน่ห์ราวกับถูกมนต์
“แล้วหากผลของพิธีเสี่ยงทายออกมามิตรงกับหญิงในพระทัยเล่า
ฝ่าบาทจักทรงทำเช่นไร”
“ข้าก็จักคดโกงให้ได้มา”
ร่างสูงยกยิ้มร้าย
ช่างดูยียวนและเจ้าเล่ห์ในสายตาของปทุมธารายิ่งนัก
มือหนาของอีกฝ่ายขยับโอบเอวบางแนบกาย
“องค์สมุทรา…”
นาคิณีสาวเอ่ยเรียกสติอีกฝ่าย ก่อนจะหันมองซ้ายขวาก็พบว่าเหล่าองครักษ์ได้หันหน้าหลบไปอีกทางเป็นที่เรียบร้อย
องค์สมุทรากระตุกยิ้มมุมปาก
ราชาหนุ่มชื่นชอบนักเวลาที่ปทุมธาราถูกเขาต้อนจนมุม
ใบหน้าหวานบัดนี้มีเลือดฝาดขึ้นสองข้างแก้มบ่งบอกถึงความรู้สึกที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้
สมุทรานาคราชหันมองข้ารับใช้
ก่อนจะหันมาสบสายตากับนางในอ้อมแขน
“มิมีผู้ใดเห็นเสียหน่อย
เจ้ามิคิดถึงข้าบ้างเลยหรือ”
“หม่อมฉันคิดถึงท่านทุกลมหายใจ
เพียงแต่…”
ถ้อยคำที่จะเอื้อนเอ่ยเลือนหายไปทันทีที่ริมฝีปากหยักขององค์ราชาทาบทับลงมาที่อวัยวะเดียวกัน
กดแช่เอาไว้ไม่นานนัก องค์สมุทราก็ถอนจูบออกให้หญิงสาวแก้มแดงระเรื่อ
“ผู้ใดกล่าวว่าพระองค์สุภาพน่าเกรงขามกัน
หม่อมฉันอยากให้ผู้นั้นมาเห็นเพลาฝ่าบาทเอาแต่พระทัยตนเองเสียจริง”
“นอกจากเจ้าแล้ว
ข้าก็มิสนผู้ใดทั้งสิ้น”
“เห็นหรือไม่ว่าพระองค์เอาแต่พระทัยเพียงใด”
องค์สมุทราขมวดคิ้ว
“กล่าววาจาเช่นนี้
อยากให้ข้าสนใจผู้อื่นมากกว่าเจ้าอย่างนั้นหรือ”
“หม่อมฉันมิอาจบังคับจิตใจผู้ใดได้”
ปทุมธาราเอ่ยเสียงอ่อน
นางยังคงสบสายตากับองค์สมุทราด้วยแววตามั่นคง
“ต่อให้พระองค์สนใจผู้ใด
หม่อมฉันก็จักสนใจแค่เพียงฝ่าบาทผู้เดียว”
“เหตุใดเจ้าจึงกล่าววาจาหวานเชื่อมนัก”
แม้จะทักเช่นนั้น
แต่องค์สมุทรากลับปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลังพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นที่สุด
ราชานาคราชจุมพิตลงบนกลีบปากนุ่มของปทุมธาราอีกครั้งด้วยความรักใคร่
ริมฝีปากหยักเสียดสีไปมาแผ่วเบาพอให้หญิงสาวสะท้านไปทั้งกาย
มือไม้อ่อนแรงเสียจนทรงตัวไม่อยู่
หากไม่ได้องค์ราชาประคองกอดเอาไว้
เห็นทีคงจะยืนไม่อยู่เสียแล้ว
“อืม…
หวานจริงด้วย”
องค์สมุทรายกยิ้มเจ้าเล่ห์
ให้ปทุมธาราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากบ่น
“พระองค์นี่เจ้าเล่ห์เสียจริง”
ช่วงชิงจุมพิตกันไปถึงสองครา
แต่ยังทำหน้าระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาว
ไม่รู้หรือว่าจุมพิตนั้นมีผลต่อหัวใจของปทุมธารามากเพียงใด
“เจ้าน่ะมิเหมือนดอกไม้ใดที่ข้าเคยรู้จักเลยหนา”
“…”
“งดงาม
อ่อนหวาน แต่ซ่อนเปรี้ยว ถูกใจข้ายิ่งนัก”
ปทุมธาราไม่เหมือนหญิงสาวใดที่เคยเจอนั่นยิ่งทำให้ราชาสมุทรามั่นใจว่าปทุมธาราคือนางในฝันของเขาแน่แท้
ใกล้ชิดกันเล็กน้อยยังสุขใจเพียงนี้
หากได้ใช้ชีวิตร่วมหมอนเคียงบัลลังก์ไปด้วยกันจวบสิ้นอายุขัยจะสุขล้นใจมากเพียงไหน
“ถูกใจก็ใช่ว่าจักเหมาะสม”
“หากยังมิหยุดกล่าวเช่นนี้
ข้าจักมิทนอีกต่อไป” สมุทรานาคาเอ่ยเตือน
“มิทนแล้วพระองค์จักทำเช่นไร”
ปทุมธาราเงยหน้าขึ้นสบสายตา
“ทหาร!
จัดเตรียมพิธีอภิเษกของข้ากับปทุมธาราโดยเร็วที่สุด”
คำตอบที่ได้รับ
ทำให้ปทุมธาราหน้าเหวอ นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจและคาดไม่ถึง
“ข้าเป็นราชา
หากต้องการอภิเษกกับผู้ใดในยามนี้เลยก็ย่อมได้”
“ฝ่าบาท!
ทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”
มือเล็กรีบคว้าต้นแขนหนาเอาไว้ทันที
ดวงตากลมสวยสั่นระริกเช่นเดียวกับหัวใจ
ปทุมธาราเริ่มกลัวว่าองค์สมุทราจะพูดจริงทำจริงอย่างที่ว่า
อภิเษกทั้งที่ยังไม่ได้เข้าพิธีเสี่ยงทาย
คิดแบบใดก็มีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี
“ในเมื่อข้าต้องการ
แล้วเหตุใดจึงทำเช่นนั้นมิได้”
เสียงเข้มเอ่ยบอก
นาคิณีสาวกัดปากแน่น เมื่อเห็นท่าทางขึงขังจริงจัง ไม่ใช่การหยอกล้อกันแต่อย่างใด
“อีกมิกี่เพลาก็จักถึงวันเลือกคู่แล้ว
เหตุใดพระองค์ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย
ฝ่าบาทก็รู้ว่าทำเช่นนี้แล้วจักทำให้ขุนนางผู้อื่นที่เคารพขนบธรรมเนียมมิพอใจ”
“ช่างมันประไร
พิธีเลือกคู่อะไรนั่นหาสำคัญกว่าเจ้าไม่ เจ้าก็รู้ว่าหัวใจของข้ามีเพียงเจ้า แล้วใยเจ้าจึงอยากให้ข้าไปเข้าพิธีอภิเษกที่อาจเกิดกับหญิงอื่นได้อยู่อีก”
“…”
“เจ้าทนมองภาพพวกนั้นโดยมิเจ็บปวดได้หรือ”
ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นออกจากอก
ถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูดที่ล้วนจริงจัง หาใช่เพียงลมปาก
“หม่อมฉันคำนึงถึงความสุขของพระองค์เป็นที่สุด
เพียงคิดว่าเราควรทำให้ถูกต้องตามทำนองครองธรรมก็เท่านั้น”
“…”
“สัญญาว่าหม่อมฉันจักมิพูดว่าตนมิเหมาะสมอีก
หากพระองค์เลือกวางพระทัยไว้ที่หม่อมฉัน หม่อมฉันก็ยินดีที่จักรับเอาไว้”
เป็นปทุมธาราที่ขยับริมฝีปากทาบทับองค์สมุทรา
เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา
มือหนาขององค์ราชาก็ขยับมาโอบเอวกันแน่นและมอบจุมพิตร้อนให้กันอีกครั้ง
เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้
มือเล็กพยายามทุบอกแกร่งเพื่อห้ามปราม
ทั้งยังหอบหายใจเสียจนตัวโยนเมื่อเริ่มรู้สึกขาดอากาศหายใจ
“อื้อ…
สมุทรา”
ดวงตากลมสวยฉ่ำน้ำยิ่งดูน่ารังแก
“อืม…
คำว่าองค์หายไปที่ใดกันเล่า”
องค์สมุทราหยอกเย้า
ให้ปทุมธาราเม้มปากแน่น ยามช้อนตาขึ้นมององค์เหนือหัว
“ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาท”
“ข้าหยอกเจ้าเล่น”
ร่างสูงหลุดหัวเราะ
ปลายจมูกโด่งรันกดแนบจมูกรั้นของอีกคน
หน้าผากของสองเราแนบติดกัน
“เจ้าก็รู้ว่าข้ายอมเจ้าผู้เดียว”
เสียงนุ่มทุ้มหลุดลอยจากริมฝีปากด้วยห้วงอารมณ์เปี่ยมรัก
หากเป็นผู้อื่น
อย่าหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกันเพียงนี้
หากเป็นหญิงอื่น
ตัวเขาคงไม่แม้แต่จะชายตาแล
“วาจาหวานหูเช่นนี้
ทรงฝึกมาจากที่ใดกัน”
แก้มใสนวลขึ้นสีแดงเรื่อ
นึกขวยเขิน
“สงสัยติดเจ้ามากระมัง”
“หม่อมฉันมิได้เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย”
“งั้นหรือ”
“เพคะ”
นาคิณีสาวพยักหน้าหงึกๆ
ให้องค์สมุทราส่ายศีรษะไปมาเบาๆ
“หิวหรือยัง
ข้าจักชวนไปร้านอาหารมนุษย์ด้วยกัน”
เขาตั้งใจเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา
และเชื่อเถอะว่าปทุมธาราคงจะลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เราพูดคุยสิ่งใดต่อกัน
“หม่อมฉันเคยได้ยินว่าเมืองมนุษย์
หากอยากได้สิ่งใดก็ต้องมีของไปแลกเปลี่ยน ฝ่าบาทชวนหม่อมฉันทานอาหาร
แล้วมีสิ่งใดไปแลกกัน”
“เจ้าคิดว่ายังมีสิ่งใดที่ข้าหามามิได้ด้วยหรือ”
ไม่ว่าเปล่า
องค์สมุทรายกหลังข้อนิ้วลูบไล้แก้มใสของผู้เปรียบดั่งหัวใจด้วยสัมผัสนุ่มนวลราวกับตั้งใจที่จะทะนุถนอมคนตรงหน้าเอาไว้อย่างสุดหัวใจ
หากมีสิ่งใดในโลกที่กษัตริย์อย่างเขาพึงปรารถนา
คงมีแต่ความรักของนางปทุมธาราผู้นี้ที่สมุทราต้องการ
“ชาวนาคานครมิมีความจำเป็นต้องใช้สิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่าเงิน
เช่นนั้นพระองค์จักไปหาของพวกนั้นมาได้เช่นไร”
“อังเต”
“พะยะค่ะ”
“เตรียมไข่มุกให้ข้า
แล้วตามข้ามา”
“พะยะค่ะฝ่าบาท”
องค์สมุทราเดินนำปทุมธาราไปยังร้านอาหารร้านโปรดของตนที่เคยลิ้มลองมาเกินร้อยหนเห็นจะได้
ตอนนี้พวกเขาสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ให้ดูกลมกลืนกับมนุษย์
กว่า
๒๐ ปีที่ใช้ชีวิตที่นี่ องค์สมุทราได้เรียนรู้ว่า ร้านเล็กๆ
ที่มีเพียงเก้าอี้ไม้ไผ่สานให้นั่งไม่กี่ที่ มีเพียงเส้นฟางแห้งๆ มุงเป็นหลังคา
เรือนไม้ริมแม่น้ำสายยาวสุดลูกหูลูกตาร้านนี้นั้น
มีฝีมือในการปรุงอาหารที่ถูกปากเขาไม่น้อย
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกมนุษย์จักต้องใช้เงิน”
“หม่อมฉันเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเมืองมนุษย์
พอรู้ว่าพระองค์ชอบก็อดที่จะศึกษาเกี่ยวกับที่นี่มิได้”
ร่างสูงยกยิ้มมุมปากหลังได้ยินคำตอบอันน่าพึงใจ
ช่างน่าประทับใจนักเชียว
“ลองเลือกดู
สิ่งใดที่เจ้าสนใจ ข้าจักสั่งมาให้ชิม”
“หม่อมฉันอยากลองชิมอาหารที่พระองค์ชอบ”
ปทุมธาราเงยหน้ามองราชาด้วยสีหน้าออดอ้อน
“นอกจากเจ้าแล้ว
มิมีอาหารเมืองใดเทียบเทียม”
องค์สมทุราเอ่ยตอบ
นัยน์ตาคู่คมเปี่ยมความหมายยามสบสายตากับหญิงผู้เป็นที่รัก
“ฝ่าบาทมิเคยเสวยหม่อมฉันเข้าไปเสียหน่อย
แล้วทรงรู้ได้เช่นไรว่ามิมีสิ่งใดเทียบเทียม”
“ผู้ใดว่ามิเคยกันเล่า
ข้าลิ้มลองมาหลายครั้งหลายหนแล้วหนา”
คำจาของกษัตริย์พาให้ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง
นาคิณีสาวนั่งคิดว่าตลอดเวลาที่รู้จักกันมามีครั้งใดกันที่องค์ราชาจะจิตใจโหดเหี้ยมเฉือนเนื้อหนังเธอเอาไปกิน
“พระองค์หมายถึงเมื่อใด”
“แค่เดินเล่นเมื่อครู่
ข้าก็ได้ชิมเจ้าไปตั้งสามหน”
องค์สมุทรายกยิ้มเอ็นดู
ยามหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ
ปทุมธารายู่ปาก
เมื่อรับรู้ว่าตนตกหลุมพรางวาจาล่อลวงขององค์เหนือหัวเข้าเสียแล้ว
“ปากยื่นปากยาวเช่นนี้จักเรียกอ่อนหวานดั่งที่ผู้คนในเมืองกล่าวขานได้อย่างไร”
“ทีพระองค์ยังเจ้าเล่ห์เพทุบายต่างจากคำขานของชาวเมืองราวคนละคน”
“งั้นเราสองก็เหมาะสมกันยิ่งนัก
ผู้หนึ่งดื้อรั้นเหลือหลาย อีกผู้มากเล่ห์เพทุบาย เจ้าคิดเห็นเช่นไรหืม”
“มิคุยกับฝ่าบาทแล้ว
ไหนเล่าอาหาร หม่อมฉันหิวจนจักกลืนพระองค์ลงท้องได้ทั้งตัว”
“เช่นนั้นยังมิต้องทานอาหารเหล่านั้นดีหรือไม่”
“…”
“เพราะอาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วอย่างไร”
ปทุมธาราขวยเขินกันจนเสียอาการ
แก้มนวลใสขึ้นสีแดงจัดราวกับลูกตำลึงสุก
ดูน่ามอง
ถ้ามีโอกาสได้เห็นภาพนี้ทุกวัน
สมุทราคงมีความสุขมากกว่าผู้ใด
“องค์ราชา
เหตุใดท่านจึงมีนิสัยเช่นนี้”
หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนเกรงว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน
เพียงขยับขาก้าวเดิน
หรือเพียงหายใจหนึ่งหน องค์สมุทราล้วนหาวาจามาหยอกล้อหัวใจกันได้อยู่เสมอ
ไหนกัน
กษัตริย์ผู้น่าเกรงขาม นิ่งขรึมจนไม่มีผู้ใดกล้าสบสายตา
น่ากลัวเด็ดขาดดุจสัตว์ร้ายในตำนาน
เท่าที่ปทุมธาราสัมผัสได้
เห็นจะมีเพียงองค์ราชาขี้เล่นที่ชอบหยอกเย้ากันอยู่ร่ำไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น