วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 14

 

 

บทที่ ๑๔

‘อดีตอันหอมหวาน

 

 

 

แคว้นทิสาธารา อาณาจักรนาคานคร

หลังองค์สมุทราขึ้นครองราชย์ได้ ๑๑๓ ปี

 

นาคิณีปทุมธารา ผู้มีใบหน้าและกิริยางดงามเหนือนาคิณีทั้งปวง กลิ่นกายของนางมีกลิ่นหอมอ่อนๆ ดั่งดอกปทุมแรกแย้ม ใบหน้าขาวเนียน แก้มสองข้างขึ้นสีเลือดฝาดแลดูเป็นธรรมชาติ ริมฝีปากอวบอิ่มเนียนนุ่มสุขภาพดีโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งเครื่องประทินผิวใดๆ เส้นผมสีดำยาวสลวยถูกเกล้าขึ้นมวยไว้ด้านหลัง อีกทั้งยังปักปิ่นทองคำลวดลายงดงามวิจิตร

บนกายใส่ผ้าทอไหมสีทองอร่าม ลำคอระหงส์สวมเครื่องประดับวาววับเช่นเดียวกับข้อมือและข้อเท้าทั้งสองข้าง

สมฐานะบุตรีของตระกูลขุนนางชนชั้นสูง

“วันนี้อากาศดี เจ้าอยากไปเดินเล่นกับข้าหรือไม่ปทุมธารา”

องค์สมุทราเอ่ยขึ้นทำลายความเงียบ พาให้นาคิณีสาวที่กำลังนั่งอ่านนิทานปรัมปราอยู่ชะงักไปด้วยความคาดไม่ถึง

“องค์ราชา”

ปทุมธารายกยิ้มหวาน ก่อนจะลุกขึ้นถอนสายบัวทำความเคารพอีกฝ่ายตามขนบธรรมเนียม

“มิต้องมากความ ข้ามิคิดถือตัวกับเจ้าหรอกหนา”

องค์สมุทรากระตุกยิ้ม

ปทุมธาราเม้มปากแน่น เธอเบือนสายตาหลบหนีแววตาคู่คมของราชาตรงหน้าที่จ้องมองมาด้วยความรู้สึกบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ภายใน

สองแก้มขึ้นสีแดงเรื่อขึ้นมาเสียดื้อๆ หัวใจดวงน้อยสั่นไหวไม่ต่างกับครั้งก่อนที่เราได้พบกัน

“หม่อมฉันเข้าใจว่าพระองค์เสด็จไปดูหัวเมืองทางเหนือกับท่านพ่อและเหล่าองครักษ์เสียอีก เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้”

บิดาของปทุมธาราเป็นขุนนางชั้นอาวุโสที่ได้รับความไว้วางใจให้เป็นที่ปรึกษาคนสำคัญขององค์ราชา

องค์สมุทราจึงมักเสด็จมาเยี่ยมเยียนครอบครัวของเธออยู่เป็นประจำ

“ไหนล่ะคำตอบของข้า”

องค์สมุทราไม่ได้ตอบคำถามที่ได้ยิน ทว่าพระองค์กลับทวงคำตอบที่ตนเอ่ยถามออกไปก่อนนั้นแทน

 

“หากเป็นพระประสงค์ของฝ่าบาท แล้วหม่อมฉันจักปฏิเสธได้เช่นไร”

ปทุมธาราเอ่ยด้วยกิริยาขวยเขิน แต่คำตอบกลับไม่ทำให้คนเฝ้ารอรู้สึกพึงใจเลยสักน้อย

ร่างสูงพ่นลมหายใจด้วยท่าทางไม่สบอารมณ์

ประสงค์ของเขางั้นหรือ

นางหมายความว่าเขาใช้อำนาจความเป็นราชามาบีบบังคับให้ไปเที่ยวเล่นด้วยกันหรืออย่างไร

“หากเจ้าว่าเช่นนั้น ข้าจักไปชวนหญิงงามอื่นแทน”

“สำหรับท่านแล้ว ยังมีหญิงใดงามกว่าหม่อมฉันอีกด้วยหรือเพคะ” ปทุมธารายกยิ้มหวานยียวน นึกสนุกที่แกล้งอีกฝ่ายให้หัวเสียได้

น้อยครั้งนักที่จะได้เห็นองค์สมุทราผู้เคร่งขรึมทำหน้าตาขมึงทึงเพียงเพราะถูกขัดใจเช่นนี้

ช่างน่าเอ็นดู

องค์สมุทราเสมองไปทางอื่น ก่อนจะกระแอมในลำคอเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวว่าถูกสาวเจ้าแกล้งให้เสียแล้ว

“อย่ามาอวดดีใส่ข้า ปทุมธารา”

ราชานาคราชแสร้งทำเสียงเคร่งขรึม ทั้งที่ในอกนั้นร้อนรุ่มพิลึกคล้ายว่ามีบางสิ่งก่อกวนอยู่ในหัวใจ

หากหญิงตรงหน้าไม่ใช่ปทุมธาราแล้ว ไม่ว่าผู้ใดก็ไม่อาจทำให้องค์สมุทรารู้สึกเช่นนี้ได้หรอก                                  

“ข้ามิใช่สหายเล่นสนุกของเจ้า”

“หม่อมฉันก็มิได้มองว่าพระองค์เป็นสหายเล่นสนุกเสียหน่อย”

“เจ้าจักไปหรือไม่ แค่ตอบมามันยากเย็นนักหรือ”

ปทุมธาราทำเหมือนไม่รู้เลยว่ากว่านาคาหนุ่มจะหาเวลาว่างให้เราสองได้มีเวลาร่วมกันได้นั้นมันยากแค่ไหน

ช่างน่าโมโห เสียก็แต่สมุทราดันโมโหไม่ลง

“หม่อมฉันต้องไปอยู่แล้วสิเพคะ”

นาคิณีสาวยกยิ้ม

จะมีเหตุผลใดให้ต้องปฏิเสธองค์ราชากัน ปฏิเสธเขาก็ไม่ต่างจากการที่เธอปฏิเสธหัวใจของตนเอง

“งั้นก็ตามข้ามา”

ว่าจบราชาจอมเอาแต่ใจก็หันหลังเดินนำออกไป

ปทุมธาราเดินตามแผ่นหลังแกร่งออกมา โดยไม่ลืมที่จะหันไปยิ้มทักทายอังเตและจารีย์ที่ตามมาดูแลองค์ราชาด้วย

 

 

 

 

 

 

 

 

โลกมนุษย์

 

สองมือหนายกไพล่หลัง แววตาคู่คมฉายแววพอใจ ราชาหนุ่มเผลอหวนรำลึกถึงเรื่องราวในอดีตที่เคยมาอยู่อาศัยในเมืองแห่งนี้ไม่ได้

แม้จะขึ้นเป็นราชาแล้ว องค์สมุทราก็มักหาเวลาเดินทางมาท่องเที่ยวที่นี่อยู่เสมอ

“เมืองมนุษย์ช่างน่าสนใจ ข้ายังจำตอนที่ตัวเองมาใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ได้ดี”

ร่างสูงสูดลมหายใจเข้าลึกเต็มปอด

กลิ่นอายความเป็นธรรมชาติ อากาศบริสุทธิ์ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลายเป็นอย่างมาก หากไม่มีแผ่นดินบนเมืองมนุษย์ให้หลบภัย ในตอนนี้ชื่อสมุทราคงเหลือเพียงในตำนานที่ไร้ลมหายใจ

ปทุมธารามองไปรอบตัวด้วยความรู้สึกไม่คุ้นชิน

“หม่อมฉันมิเห็นว่าที่นี่จักน่าสนใจกว่าเมืองของเราตรงไหน แต่หากพระองค์ชื่นชอบ หม่อมฉันจักลองค้นหาความงดงามของมันดูสักครั้ง”

หญิงสาวชอบน้ำและรักการใช้เวลาใต้น้ำเป็นที่สุด

บนโลกมนุษย์ไม่มีสิ่งใดน่าดึงดูดสำหรับเธอเลยสักนิด แต่หากมันคือความชอบขององค์สมุทราแล้ว เธออาจจะลองเปิดใจ

ทุกสิ่งที่ปทุมธารารักและชื่นชอบ องค์สมุทราก็มักจดจำรายละเอียดต่างๆ ได้ดีเสมอไม่ว่างานจะมากล้นมือแค่ไหนก็ตาม

แบบนี้จะปล่อยให้เขารู้จักเธอฝ่ายเดียวได้อย่างไร ปทุมธาราเองก็ต้องการที่จะรู้จักถึงตัวตนของอีกฝ่ายด้วยเช่นกัน

“ที่นี่เปรียบเสมือนบ้านอีกหลังของข้า”

องค์สมุทรากล่าวด้วยแววตาเปี่ยมความสุข

แม้ไม่ได้เกิดแต่ก็เติบโตมาจากที่แห่งนี้ เผลอๆ เขาคุ้นเคยกับเมืองมนุษย์มากกว่าบ้านเกิดตัวเองอย่างโลกใต้สมุทรเสียอีก

“อีกมิกี่เพลาก็จักถึงวันเลือกคู่แล้ว”

ราชานาคราชเปลี่ยนหัวข้อสนทนา เขายิ้มมุมปาก ขยับก้าวเข้าหานางในฝันข้างกาย

“เจ้าตื่นเต้นหรือไม่ ปทุมธารา”

ใบหน้างดงามอ่อนหวานของนาคิณีสาวสะท้อนในดวงตาคู่คมสีมรกต ปทุมธาราเปรียบดั่งสิ่งล้ำค่าที่องค์สมุทราปรารถนาอยากพบพานและเคียงคู่ชั่วนิรันดร์

“พระองค์ตัดสินพระทัยแล้วหรือเพคะ ว่าจักเลือกผู้ใดเข้าร่วมพิธี”

ปทุมธาราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม แม้ว่าท่าทีขององค์ราชาจะซื่อตรงกับเธอมากเพียงใด แต่เธอกลับไม่นึกกล้าเข้าข้างตัวเองถึงเพียงนั้น

อีกฝ่ายเป็นถึงกษัตริย์ปกครองบ้านเมืองย่อมมีแต่ผู้หมายปองอยากนั่งร่วมบัลลังก์เคียงข้าง

องค์หญิงจากแคว้นอื่นก็ใช่ว่าจะไม่เคยมาเยี่ยมหา

เธอเป็นเพียงบุตรสาวของขุนนางไม่อาจเอื้อมคิดไปไกลเกินกว่าที่เป็น

เพียงได้รับความเมตตาจากองค์สมุทรามากกว่าสตรีนางใดในแคว้นนี้ก็ถือว่าเป็นบุญมากแล้ว

“แน่นอน เจ้าก็รู้ว่าข้ามีหญิงงามให้เลือกมากมาย”

แม้จะกล่าวเช่นนั้น ทว่าแววตาคมคายกลับแฝงไปด้วยคลื่นปรารถนามากล้นต่อนาคิณีตรงหน้า

ตลอดทั้งชีวิตที่ผ่านมา นอกจากปทุมธาราแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งเดียวที่องค์สมุทราจะต้องใจสาวอื่นใด

ปทุมธาราคือคนที่เขาหมายปองต้องใจ และหากเธอเองก็มีความรู้สึกที่ตรงกัน

สมุทรานาคาจะไม่คิดลังเลเลยที่จะแต่งตั้งนางเป็นราชินีเคียงข้างกาย

ติดก็เพียงตามธรรมเนียมโบราณของนาคานครนั้น องค์ราชาต้องเข้าร่วมพิธีเสี่ยงคู่เพื่อเลือกพระมเสีของตนเอง เขาจะต้องคัดเลือกหญิงสาวจำนวน ๕ คนมาเข้าเป็นผู้ร่วมพิธี

การเสี่ยงทายคู่จากพิธีอันศักดิ์สิทธิ์ของโหรประจำเมืองจะนำพาคู่ครองที่เหมาะสมมานั่งบัลลังค์ทอง

ทั้งหมดนั่นทำให้องค์สมุทราเลือกที่จะประวิงเวลามาเนิ่นนาน

อย่าว่าแต่หญิงสาวห้าคนเลย

เพียงคนเดียวหากไม่ใช่ปทุมธารา องค์สมุทราก็ไม่แม้แต่อยากจะเอ่ยนาม

ใครจะรู้ว่าราชาที่ไม่เคยเกรงกลัวสิ่งใด ภายในนั้นกลับกำลังหวาดกลัวเสียเหลือเกินว่าหากคู่ครองตามพิธีเสี่ยงทายไม่ใช่นางผู้เป็นที่รักอย่างที่ต้องการ ราชาหนุ่มจะทำเช่นไร

หากถึงเวลานั้นแล้วทุกสิ่งไม่เป็นดั่งหวัง องค์สมุทราคงไม่อาจทนเห็นหยดน้ำตาอันเกิดจากความโศกเศร้าของปทุมธาราได้

แม้สวรรค์จะกลั่นแกล้งไม่ให้เราได้เป็นเนื้อคู่กัน แต่ไม่ว่าอย่างไรจะไม่มีหญิงใดสำคัญเทียมเท่าปทุมธารา

ราชาหนุ่มไม่อาจกล้ำกลืนผลักไสให้ปทุมธาราเป็นเพียงสนมได้อย่างแน่นอน

บัลลังก์ราชินีขององค์ราชาสมุทรานั้นต้องเป็นของปทุมธาราแต่เพียงผู้เดียว

นาคิณีผู้งดงามที่สุดทั้งรูปลักษณ์ กิริยา วาจา ใจ

ไม่ว่าผู้ใดได้พบพานย่อมต้องเสน่ห์ราวกับถูกมนต์

“แล้วหากผลของพิธีเสี่ยงทายออกมามิตรงกับหญิงในพระทัยเล่า ฝ่าบาทจักทรงทำเช่นไร”

“ข้าก็จักคดโกงให้ได้มา”

ร่างสูงยกยิ้มร้าย ช่างดูยียวนและเจ้าเล่ห์ในสายตาของปทุมธารายิ่งนัก

มือหนาของอีกฝ่ายขยับโอบเอวบางแนบกาย

“องค์สมุทรา…” นาคิณีสาวเอ่ยเรียกสติอีกฝ่าย ก่อนจะหันมองซ้ายขวาก็พบว่าเหล่าองครักษ์ได้หันหน้าหลบไปอีกทางเป็นที่เรียบร้อย

องค์สมุทรากระตุกยิ้มมุมปาก ราชาหนุ่มชื่นชอบนักเวลาที่ปทุมธาราถูกเขาต้อนจนมุม

ใบหน้าหวานบัดนี้มีเลือดฝาดขึ้นสองข้างแก้มบ่งบอกถึงความรู้สึกที่พยายามเก็บซ่อนเอาไว้

สมุทรานาคราชหันมองข้ารับใช้ ก่อนจะหันมาสบสายตากับนางในอ้อมแขน

“มิมีผู้ใดเห็นเสียหน่อย เจ้ามิคิดถึงข้าบ้างเลยหรือ”

“หม่อมฉันคิดถึงท่านทุกลมหายใจ เพียงแต่…”

ถ้อยคำที่จะเอื้อนเอ่ยเลือนหายไปทันทีที่ริมฝีปากหยักขององค์ราชาทาบทับลงมาที่อวัยวะเดียวกัน กดแช่เอาไว้ไม่นานนัก องค์สมุทราก็ถอนจูบออกให้หญิงสาวแก้มแดงระเรื่อ

“ผู้ใดกล่าวว่าพระองค์สุภาพน่าเกรงขามกัน หม่อมฉันอยากให้ผู้นั้นมาเห็นเพลาฝ่าบาทเอาแต่พระทัยตนเองเสียจริง”

“นอกจากเจ้าแล้ว ข้าก็มิสนผู้ใดทั้งสิ้น”

“เห็นหรือไม่ว่าพระองค์เอาแต่พระทัยเพียงใด”

องค์สมุทราขมวดคิ้ว

“กล่าววาจาเช่นนี้ อยากให้ข้าสนใจผู้อื่นมากกว่าเจ้าอย่างนั้นหรือ”

“หม่อมฉันมิอาจบังคับจิตใจผู้ใดได้” ปทุมธาราเอ่ยเสียงอ่อน

นางยังคงสบสายตากับองค์สมุทราด้วยแววตามั่นคง

“ต่อให้พระองค์สนใจผู้ใด หม่อมฉันก็จักสนใจแค่เพียงฝ่าบาทผู้เดียว”

“เหตุใดเจ้าจึงกล่าววาจาหวานเชื่อมนัก”

แม้จะทักเช่นนั้น แต่องค์สมุทรากลับปฏิเสธไม่ได้ว่าเขากำลังพึงพอใจกับสิ่งที่ได้ยินเป็นที่สุด

ราชานาคราชจุมพิตลงบนกลีบปากนุ่มของปทุมธาราอีกครั้งด้วยความรักใคร่ ริมฝีปากหยักเสียดสีไปมาแผ่วเบาพอให้หญิงสาวสะท้านไปทั้งกาย มือไม้อ่อนแรงเสียจนทรงตัวไม่อยู่

หากไม่ได้องค์ราชาประคองกอดเอาไว้ เห็นทีคงจะยืนไม่อยู่เสียแล้ว

“อืม… หวานจริงด้วย”

องค์สมุทรายกยิ้มเจ้าเล่ห์ ให้ปทุมธาราอดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากบ่น

“พระองค์นี่เจ้าเล่ห์เสียจริง”

ช่วงชิงจุมพิตกันไปถึงสองครา แต่ยังทำหน้าระรื่นไม่รู้ร้อนรู้หนาว

ไม่รู้หรือว่าจุมพิตนั้นมีผลต่อหัวใจของปทุมธารามากเพียงใด

“เจ้าน่ะมิเหมือนดอกไม้ใดที่ข้าเคยรู้จักเลยหนา”

“…”

“งดงาม อ่อนหวาน แต่ซ่อนเปรี้ยว ถูกใจข้ายิ่งนัก”

ปทุมธาราไม่เหมือนหญิงสาวใดที่เคยเจอนั่นยิ่งทำให้ราชาสมุทรามั่นใจว่าปทุมธาราคือนางในฝันของเขาแน่แท้

ใกล้ชิดกันเล็กน้อยยังสุขใจเพียงนี้ หากได้ใช้ชีวิตร่วมหมอนเคียงบัลลังก์ไปด้วยกันจวบสิ้นอายุขัยจะสุขล้นใจมากเพียงไหน

“ถูกใจก็ใช่ว่าจักเหมาะสม”

“หากยังมิหยุดกล่าวเช่นนี้ ข้าจักมิทนอีกต่อไป” สมุทรานาคาเอ่ยเตือน

“มิทนแล้วพระองค์จักทำเช่นไร” ปทุมธาราเงยหน้าขึ้นสบสายตา

“ทหาร! จัดเตรียมพิธีอภิเษกของข้ากับปทุมธาราโดยเร็วที่สุด”

คำตอบที่ได้รับ ทำให้ปทุมธาราหน้าเหวอ นัยน์ตาคู่สวยเบิกกว้างด้วยความตื่นตกใจและคาดไม่ถึง

“ข้าเป็นราชา หากต้องการอภิเษกกับผู้ใดในยามนี้เลยก็ย่อมได้”

“ฝ่าบาท! ทำเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ”

มือเล็กรีบคว้าต้นแขนหนาเอาไว้ทันที

ดวงตากลมสวยสั่นระริกเช่นเดียวกับหัวใจ

ปทุมธาราเริ่มกลัวว่าองค์สมุทราจะพูดจริงทำจริงอย่างที่ว่า

อภิเษกทั้งที่ยังไม่ได้เข้าพิธีเสี่ยงทาย คิดแบบใดก็มีแต่ผลเสียมากกว่าผลดี

“ในเมื่อข้าต้องการ แล้วเหตุใดจึงทำเช่นนั้นมิได้”

เสียงเข้มเอ่ยบอก นาคิณีสาวกัดปากแน่น เมื่อเห็นท่าทางขึงขังจริงจัง ไม่ใช่การหยอกล้อกันแต่อย่างใด

“อีกมิกี่เพลาก็จักถึงวันเลือกคู่แล้ว เหตุใดพระองค์ต้องทำให้เป็นเรื่องใหญ่ด้วย ฝ่าบาทก็รู้ว่าทำเช่นนี้แล้วจักทำให้ขุนนางผู้อื่นที่เคารพขนบธรรมเนียมมิพอใจ”

“ช่างมันประไร พิธีเลือกคู่อะไรนั่นหาสำคัญกว่าเจ้าไม่ เจ้าก็รู้ว่าหัวใจของข้ามีเพียงเจ้า แล้วใยเจ้าจึงอยากให้ข้าไปเข้าพิธีอภิเษกที่อาจเกิดกับหญิงอื่นได้อยู่อีก”

“…”

“เจ้าทนมองภาพพวกนั้นโดยมิเจ็บปวดได้หรือ”

ความรู้สึกมากมายเอ่อล้นออกจากอก ถูกกลั่นออกมาเป็นคำพูดที่ล้วนจริงจัง หาใช่เพียงลมปาก

“หม่อมฉันคำนึงถึงความสุขของพระองค์เป็นที่สุด เพียงคิดว่าเราควรทำให้ถูกต้องตามทำนองครองธรรมก็เท่านั้น”

“…”

“สัญญาว่าหม่อมฉันจักมิพูดว่าตนมิเหมาะสมอีก หากพระองค์เลือกวางพระทัยไว้ที่หม่อมฉัน หม่อมฉันก็ยินดีที่จักรับเอาไว้”

เป็นปทุมธาราที่ขยับริมฝีปากทาบทับองค์สมุทรา

เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบา มือหนาขององค์ราชาก็ขยับมาโอบเอวกันแน่นและมอบจุมพิตร้อนให้กันอีกครั้ง

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดไม่มีผู้ใดล่วงรู้

มือเล็กพยายามทุบอกแกร่งเพื่อห้ามปราม ทั้งยังหอบหายใจเสียจนตัวโยนเมื่อเริ่มรู้สึกขาดอากาศหายใจ

“อื้อ… สมุทรา”

ดวงตากลมสวยฉ่ำน้ำยิ่งดูน่ารังแก

“อืม… คำว่าองค์หายไปที่ใดกันเล่า”

องค์สมุทราหยอกเย้า ให้ปทุมธาราเม้มปากแน่น ยามช้อนตาขึ้นมององค์เหนือหัว

“ขอประทานอภัยเพคะฝ่าบาท”

“ข้าหยอกเจ้าเล่น” ร่างสูงหลุดหัวเราะ

ปลายจมูกโด่งรันกดแนบจมูกรั้นของอีกคน หน้าผากของสองเราแนบติดกัน

“เจ้าก็รู้ว่าข้ายอมเจ้าผู้เดียว”

เสียงนุ่มทุ้มหลุดลอยจากริมฝีปากด้วยห้วงอารมณ์เปี่ยมรัก

หากเป็นผู้อื่น อย่าหวังว่าจะได้ใกล้ชิดกันเพียงนี้

หากเป็นหญิงอื่น ตัวเขาคงไม่แม้แต่จะชายตาแล

“วาจาหวานหูเช่นนี้ ทรงฝึกมาจากที่ใดกัน”

แก้มใสนวลขึ้นสีแดงเรื่อ นึกขวยเขิน

“สงสัยติดเจ้ามากระมัง”

“หม่อมฉันมิได้เป็นเช่นนั้นเสียหน่อย”

“งั้นหรือ”

“เพคะ”

นาคิณีสาวพยักหน้าหงึกๆ ให้องค์สมุทราส่ายศีรษะไปมาเบาๆ

“หิวหรือยัง ข้าจักชวนไปร้านอาหารมนุษย์ด้วยกัน”

เขาตั้งใจเปลี่ยนหัวข้อการสนทนา และเชื่อเถอะว่าปทุมธาราคงจะลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้เราพูดคุยสิ่งใดต่อกัน

“หม่อมฉันเคยได้ยินว่าเมืองมนุษย์ หากอยากได้สิ่งใดก็ต้องมีของไปแลกเปลี่ยน ฝ่าบาทชวนหม่อมฉันทานอาหาร แล้วมีสิ่งใดไปแลกกัน”

“เจ้าคิดว่ายังมีสิ่งใดที่ข้าหามามิได้ด้วยหรือ”

ไม่ว่าเปล่า องค์สมุทรายกหลังข้อนิ้วลูบไล้แก้มใสของผู้เปรียบดั่งหัวใจด้วยสัมผัสนุ่มนวลราวกับตั้งใจที่จะทะนุถนอมคนตรงหน้าเอาไว้อย่างสุดหัวใจ

หากมีสิ่งใดในโลกที่กษัตริย์อย่างเขาพึงปรารถนา  คงมีแต่ความรักของนางปทุมธาราผู้นี้ที่สมุทราต้องการ

“ชาวนาคานครมิมีความจำเป็นต้องใช้สิ่งที่มนุษย์เรียกกันว่าเงิน เช่นนั้นพระองค์จักไปหาของพวกนั้นมาได้เช่นไร”

“อังเต”

“พะยะค่ะ”

“เตรียมไข่มุกให้ข้า แล้วตามข้ามา”

“พะยะค่ะฝ่าบาท”

 

 

องค์สมุทราเดินนำปทุมธาราไปยังร้านอาหารร้านโปรดของตนที่เคยลิ้มลองมาเกินร้อยหนเห็นจะได้

ตอนนี้พวกเขาสวมเสื้อผ้าตัวใหม่ให้ดูกลมกลืนกับมนุษย์

กว่า ๒๐ ปีที่ใช้ชีวิตที่นี่ องค์สมุทราได้เรียนรู้ว่า ร้านเล็กๆ ที่มีเพียงเก้าอี้ไม้ไผ่สานให้นั่งไม่กี่ที่ มีเพียงเส้นฟางแห้งๆ มุงเป็นหลังคา เรือนไม้ริมแม่น้ำสายยาวสุดลูกหูลูกตาร้านนี้นั้น มีฝีมือในการปรุงอาหารที่ถูกปากเขาไม่น้อย

“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าพวกมนุษย์จักต้องใช้เงิน”

“หม่อมฉันเคยอ่านหนังสือเกี่ยวกับเมืองมนุษย์ พอรู้ว่าพระองค์ชอบก็อดที่จะศึกษาเกี่ยวกับที่นี่มิได้”

ร่างสูงยกยิ้มมุมปากหลังได้ยินคำตอบอันน่าพึงใจ

ช่างน่าประทับใจนักเชียว

“ลองเลือกดู สิ่งใดที่เจ้าสนใจ ข้าจักสั่งมาให้ชิม”

“หม่อมฉันอยากลองชิมอาหารที่พระองค์ชอบ”

ปทุมธาราเงยหน้ามองราชาด้วยสีหน้าออดอ้อน

“นอกจากเจ้าแล้ว มิมีอาหารเมืองใดเทียบเทียม”

องค์สมทุราเอ่ยตอบ นัยน์ตาคู่คมเปี่ยมความหมายยามสบสายตากับหญิงผู้เป็นที่รัก

“ฝ่าบาทมิเคยเสวยหม่อมฉันเข้าไปเสียหน่อย แล้วทรงรู้ได้เช่นไรว่ามิมีสิ่งใดเทียบเทียม”

“ผู้ใดว่ามิเคยกันเล่า ข้าลิ้มลองมาหลายครั้งหลายหนแล้วหนา”

คำจาของกษัตริย์พาให้ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง

นาคิณีสาวนั่งคิดว่าตลอดเวลาที่รู้จักกันมามีครั้งใดกันที่องค์ราชาจะจิตใจโหดเหี้ยมเฉือนเนื้อหนังเธอเอาไปกิน

“พระองค์หมายถึงเมื่อใด”

“แค่เดินเล่นเมื่อครู่ ข้าก็ได้ชิมเจ้าไปตั้งสามหน”

องค์สมุทรายกยิ้มเอ็นดู ยามหลุดเสียงหัวเราะเบาๆ

ปทุมธารายู่ปาก เมื่อรับรู้ว่าตนตกหลุมพรางวาจาล่อลวงขององค์เหนือหัวเข้าเสียแล้ว

“ปากยื่นปากยาวเช่นนี้จักเรียกอ่อนหวานดั่งที่ผู้คนในเมืองกล่าวขานได้อย่างไร”

“ทีพระองค์ยังเจ้าเล่ห์เพทุบายต่างจากคำขานของชาวเมืองราวคนละคน”

“งั้นเราสองก็เหมาะสมกันยิ่งนัก ผู้หนึ่งดื้อรั้นเหลือหลาย อีกผู้มากเล่ห์เพทุบาย เจ้าคิดเห็นเช่นไรหืม”

“มิคุยกับฝ่าบาทแล้ว ไหนเล่าอาหาร หม่อมฉันหิวจนจักกลืนพระองค์ลงท้องได้ทั้งตัว”

“เช่นนั้นยังมิต้องทานอาหารเหล่านั้นดีหรือไม่”

“…”

“เพราะอาหารเลิศรสอยู่ตรงหน้าเจ้าแล้วอย่างไร”

ปทุมธาราขวยเขินกันจนเสียอาการ แก้มนวลใสขึ้นสีแดงจัดราวกับลูกตำลึงสุก

ดูน่ามอง

ถ้ามีโอกาสได้เห็นภาพนี้ทุกวัน สมุทราคงมีความสุขมากกว่าผู้ใด

“องค์ราชา เหตุใดท่านจึงมีนิสัยเช่นนี้”

หัวใจดวงน้อยเต้นระรัวจนเกรงว่าอีกฝ่ายจะได้ยิน

เพียงขยับขาก้าวเดิน หรือเพียงหายใจหนึ่งหน องค์สมุทราล้วนหาวาจามาหยอกล้อหัวใจกันได้อยู่เสมอ

ไหนกัน กษัตริย์ผู้น่าเกรงขาม นิ่งขรึมจนไม่มีผู้ใดกล้าสบสายตา น่ากลัวเด็ดขาดดุจสัตว์ร้ายในตำนาน

เท่าที่ปทุมธาราสัมผัสได้ เห็นจะมีเพียงองค์ราชาขี้เล่นที่ชอบหยอกเย้ากันอยู่ร่ำไป

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...