วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 13

 



บทที่ ๑๓

‘โหยหายิ่งนัก’

 

 

 

“ทำไมท่านถึงเข้ามาช่วยพวกเรา”

ผกาทิพย์ในร่างหญิงชราเอ่ยถาม ในขณะที่พึ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับอังเตนาคา โดยไม่มีบัวบูชาอยู่ด้วย

“ข้ามิได้เมตตาพวกเจ้า”

อังเตตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งต่างจากท่าทีใจดีที่มักทำกับบัวบูชาโดยสิ้นเชิง นาคาหนุ่มปรายตามองบัวบูชาที่กำลังนั่งคุยเล่นอยู่กับน้ำปรุงที่ศาลาไม้ริมน้ำ

“ข้าเมตตานางต่างหาก”

บัวบูชาคือเหตุผลเดียวที่ทำให้อังเตตัดสินใจมาที่นี่

เด็กสาวตัวน้อยที่แสนน่าสงสาร อย่างน้อยเธอควรได้มีเวลาสงบสุขและเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ ของบ้านหลังนี้ก่อนจากโลกใบนี้ไป

ถึงที่นี่จะเป็นเพียงภาพมายา แต่มันอาจเป็นความสุขเดียวที่บัวบูชาอาจมีได้ก่อนสิ้นใจ

“แปลว่าท่านจะช่วยคุณหนูของเราใช่ไหม”

อนงค์เอ่ยถาม หญิงรับใช้ประคองเจ้านายของตนเอาไว้ตลอดเวลา เพราะแม้ตอนนี้ผกาทิพย์จะฟื้นฟูพลังได้บ้างแล้วก็ยังมีอาการไม่สู้ดี

“ยัยบัวจะปลอดภัยจากโทษทัณฑ์ของตระกูลใช่หรือเปล่าคะท่าน”

ผกาทิพย์เป็นห่วงหลานสาวเหลือเกิน

หญิงชราไม่ต้องการให้บัวบูชามีจุดจบเหมือนดั่งเธอและคนในครอบครัวคนอื่นๆ

โชคดีที่บิดาของบัวบูชาไม่ถือว่าเป็นสายเลือดเดียวกันกับเธอ ทั้งยังทำงานอยู่ในที่ห่างไกล จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย

“องค์ราชาทรงมีเมตตาส่งท่านมาช่วยชีวิตหนูบัวของฉันใช่ไหม”

อังเตตวัดตามอง ไม่ตอบคำ

“เมื่อถึงกำหนดเพลา คุณหนูของพวกเจ้าจักสิ้นอายุขัย นางจำต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามพระบัญชา มิมีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้”

“ขอร้องล่ะ ฉันขอร้อง” ผกาทิพย์หลั่งน้ำตา

“ได้โปรดช่วยคุณหนูของเราด้วยเถอะค่ะ”

อนงค์ทรุดลงคุกเข่าขอร้องอีกแรง

“คุณบัวยังเยาว์นักและไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดกับเรื่องในอดีตเลย เธอควรได้มีเวลาใช้ชีวิตต่อ”

“หากชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงได้ เช่นนั้นจักมีบทลงทัณฑ์สำหรับผู้กระทำความผิดไปเพื่อสิ่งใด”

อังเตละสายตาจากสองวิญญาณนายบ่าว นาคาหนุ่มหันกลับไปปรายตามองบัวบูชาอีกครั้ง

เชื่อเถอะว่าถ้าหากองค์ราชาทำเช่นนั้นได้ ไม่ต้องรอให้มีผู้ใดมาร้องขอ พระองค์คงไม่รีรอที่จะช่วยเหลือนางออกมาจากคำลงทัณฑ์ของตนเอง

 

 

 

 

 

พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเป็นเวลาเข้านอนของทุกคนในบ้าน

เพราะที่นี่เป็นชนบท เพียงอาทิตย์ตกดินบ้านทุกหลังก็พากันปิดไฟเข้านอน ต่างจากบัวบูชาที่ตาสว่างจนข่มตาหลับไม่ลง

ไม่รู้ว่าต้องโทษเพียวมัทฉะที่พกมาชงเองจากเมืองหลวง หรือความวุ่นวายที่ตีวนอยู่ในใจดี เธอถึงได้เอาแต่คิดไม่ตก

จริงอยู่ที่ตั้งแต่มาบัวบูชาไม่มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจอีกเลย ทั้งยังนอนหลับ ไม่ฝันถึงเรื่องเดิมๆ อย่างที่เคยเป็น แต่บางอย่างที่ต่างออกไปก็คือ เธอแอบเห็นเงาดำอยู่รอบกายแทบตลอดเวลา

แรกๆ ก็คิดว่าตาฝาด พอต่อมาก็เริ่มชัดเจน

มีบางอย่างวนเวียนอยู่รอบตัวเธอคล้ายอยากจะบอกหรือพูดคุยบางสิ่งต่อกัน หรือบัวบูชาควรจะกลับมานั่งสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบนิ่งดี

ทำแบบนั้นบางทีเงาดำมืดนั่นอาจหายไป

มือเล็กใช้ไม้ขีดไฟจุดเทียนหอมที่นำติดตัวมาด้วย ก่อนจะตั้งเอาไว้บนโต๊ะไม้ข้างหัวเตียง

กลิ่นหอมไม้โอ๊คผสมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ พาให้รู้สึกผ่อนคลาย

หญิงสาวขยับขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง หายใจเข้าออกช้าๆ พยายามทำจิตใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นอยู่

“กรี๊ด!”

ทว่า ยังไม่ทันที่บัวบูชาจะได้ทำอะไร เสียงกรีดร้องของใครบางคนก็ดังขึ้นเรียก

บัวบูชารีบลุกเปิดประตูออกไปนอกห้องทันที

เปลวเพลิงสีเหลืองนวลสว่างไสวจากเทียนหอมคล้อยดับลงตาม หลังจากที่ผู้จุดมันพาตัวเองออกจากห้องไป โดยที่ไม่มีแม้แต่สายลมพัดผ่านแม้แต่นิดเดียว

 

 

“คุณบัว!”

น้ำปรุงร้องเรียกทันทีที่บัวบูชาเดินออกมาหา ตอนนี้เด็กสาวนั่งอยู่กับพื้น มีท่าทางราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง

เธอรีบลุกไปกอดบัวบูชาเอาไว้อย่างรวดเร็ว

“เกิดอะไรขึ้นน้ำปรุง”

“มะ… แมลงสาบจ้ะ อยู่ๆ มันก็บินใส่”

น้ำปรุงอ้ำอึ้งก่อนจะเอ่ยอธิบายยามผละตัวออกมายืนข้างๆ กัน

“หนูเสียงดังจนทำให้คุณบัวตกใจหรือจ้ะ”

น้ำปรุงฉีกยิ้มหวานที่แม้แต่คนมองก็ดูออกว่าอีกฝ่ายฝืนแค่ไหน มือเล็กชื้นเหงื่อ สีหน้าน้ำปรุงก็ดูไม่สู้ดีคล้ายเจอบางสิ่งที่น่าตกใจมากกว่าการถูกแมลงสักตัวบินใส่

“แมลงสาบขึ้นมาถึงบนเรือนเลยหรอ แบบนี้ต้องเรียกพนักงานกำจัดแมลงมาจัดการแล้วนะ” บัวบูชาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย

เอาจริงๆ มันก็อาจเป็นไปได้ ในเมืองหลวงคอนโดสูงๆ ยังมีแมลงสาบได้เลย นับประสาอะไรกับเรือนไม้ที่มีแค่สองชั้น

“พนักงานกำจัดแมลงหรอจ้ะ”

น้ำปรุงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่    

เรือนหลังนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก อย่าว่าแต่พนักงานกำจัดแมลงเลย แมลงสาบสักตัวก็ยังไม่กล้าเดิน       

จริงๆ แล้วน้ำปรุงก็ไม่ได้ตกใจแมลงสาบด้วย เธอตกใจบริวารขององค์นาคราชกับบรรดาทหารนาคาที่อยู่ๆ ก็มาปรากฏตัวให้เห็นที่นี่ต่างหาก

ดูท่าแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่   

“วันนี้น้ำปรุงขอนอนด้วยได้ไหมจ๊ะคุณบัว”

“เธอจะนอนกับฉันหรอ”

บัวบูชาเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ

“จ้ะ น้ำปรุงกลัวแมลงสาบ ให้นอนคนเดียวคงนอนไม่หลับแน่เลย”

คำโกหกคำโตถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างและมันก็ได้ผล เมื่อคุณหนูของเธอยอมพยักหน้ารับ

“เอาสิ ฉันเองก็กลัวแมลงสาบเหมือนกัน”

จบลงที่คืนนี้มีแขกพิเศษอย่างน้ำปรุงเข้ามาร่วมห้องนอนด้วย โดยที่อีกฝ่ายหอบฟูกรองนอน หมอนหนุนพร้อมผ้าห่มของตัวเองมาปูข้างเตียงเสร็จสรรพ

แผนนั่งสมาธิถูกพับเก็บแบบไม่ได้ตั้งใจ

บัวบูชาล้มตัวลงนอน ก่อนจะเข้าสู่นิทรา

 

 

กลางดึกในคืนนั้น

บัวบูชาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง หญิงสาวชะโงกหน้ามองน้ำปรุงที่นอนหลับอยู่ข้างเตียง เด็กสาวยังคงหลับสนิทและมีลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ

พรึ่บ!

เงาดำมืดลอยผ่านข้างหน้าต่างให้บัวบูชามองเห็นจากหางตา หญิงสาวหันมองทันที มือเล็กเผลอกำผ้าห่มเอาไว้แน่นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับขั้วหัวใจ

‘สายเลือดของข้า’

เสียงกระซิบแหบพร่าช่างคุ้นเคยในความรู้สึก มันเป็นเสียงผู้ชายทุ้มเข้มที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน

‘มีเพียงเจ้าที่ช่วยข้าได้’

“นั่นใครน่ะ”

น่าแปลกที่บัวบูชาเอ่ยตะโกนออกมาเสียงดัง แต่เด็กสาวน้ำปรุงที่นอนอยู่ข้างกันกลับไม่แม้แต่จะขยับตัว

คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น เสียงกระซิบดังก้องจากทั่วสารทิศจนไม่สามารถหาต้นกำเนิดของมันได้ บัวบูชามองไปรอบๆ ห้อง หันไปมาแต่ก็ไร้ซึ่งความแปลกปลอมใดๆ

‘ช่วยข้า ช่วยข้าแก้แค้นให้แก่ตระกูลของเรา’

“กรี๊ด!”

บัวบูชากรีดร้องออกมาสุดเสียง เมื่ออยู่ๆ เงาดำของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า

เงาของชายวัยกลางคนที่เธอไม่สามารถมองเห็นได้ว่าสวมใส่ชุดอะไรยืนคร่อมตัวเธอที่กำลังนอนอยู่บนเตียง นัยน์ตากลวงโบ๋จ้องมองมาทั้งที่ไม่มีลูกตา ริมฝีปากกว้างฉีกยิ้มจนแทบถึงใบหู ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว

“กรี๊ด!”

มือเล็กยกขึ้นป้องตัวเองตามสัญชาตญาณ   

ความมืดมิดสาดเข้ามาในแววตาและกัดกินไปทั่วทุกพื้นที่ของหัวใจ

หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเองเอาไว้แน่นด้วยความทรมานเจียนแทบขาดใจ

ลมหายใจคล้ายขาดห้วงไปชั่วขณะ ริมฝีปากบางพยายามอ้าออกเพื่อหอบเอาออกซิเจนอันแสนน้อยนิดเข้าปอดจนรู้สึกแสบไปทั้งลำคอ

ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป          

“อึ่ก”

สองเท้าเล็กสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น ฝ่ามือแตะลงบนพื้นหินเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นฟูกนอนนุ่มๆ อย่างที่ควร

เสียงน้ำหยดดังทั่วบริเวณให้บัวบูชาค่อยๆ ลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความกลัวที่กัดกินในหัวใจ

ที่นี่มัน…

สถานที่ที่เธอเคยเห็นมาหลายครั้งจากทั้งในความฝันและนิมิตตอนนั่งสมาธิ

ถ้ำหินใต้น้ำ

พรึ่บ!

หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว ความกดอากาศที่ต่ำลงทำเอาบัวบูชาแทบหายใจไม่ออก

ที่นี่ทั้งเย็นชื้น เปียกแฉะ และไร้ซึ่งอากาศปลอดโปร่งให้ได้หายใจ

บัวบูชาเม้มปากแน่นจนแทบกลายเป็นกัดปาก เธอยกมือขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ด้วยความเหน็บหนาว

ที่ผ่านมาเธอพยายามทำทุกทางเพื่อค้นพบสถานที่แห่งนี้ และต้องการช่วยเหลือพญานาคิณีตนนั้นให้ได้ แต่พอเอาเข้าจริง บัวบูชาก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้

‘ดูให้เต็มตา ดูเสียว่ามันทรมานเจ้าเช่นไร’

เสียงทุ้มดังก้องอีกครั้ง แต่ครั้งนี้มันเหมือนดังขึ้นมาจากโสตประสาทของเธอซะมากกว่า

“ช่วยด้วย ช่วย… ด้วย”

เสียงโหยหวนฟังดูไร้เรี่ยวแรงบ่งบอกถึงพลังชีวิตที่อ่อนแอของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี

บัวบูชาน้ำตาคลอ

‘รีบตามเสียงเรียกของนางไป เจ้ามีเวลามินาน’

เธอยืนนิ่งชั่งใจกับความคิดหลายๆ อย่างของตัวเองอยู่นาน

ในที่สุด บัวบูชาก็ตัดสินใจเดินตามเสียงที่อยู่ลึกเข้าไปในถ้ำแทนที่จะหันหลังกลับออกไปตามแสงสว่างสีขาวอีกด้านหนึ่งของปลายอุโมงค์

“ช่วย… ใครก็ได้ช่วยข้าที”

เสียงนาคิณีสาวดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ เช่นเดียวกับแสงสว่างในถ้ำที่ค่อยๆ ลดน้อยลง บัวบูชาแทบมองอะไรไม่เห็น แถมอากาศก็น้อยจนเริ่มหายใจติดขัด

หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด เธอหยุดยืนนิ่งเมื่อเดินเข้ามาจนเกือบถึงใจกลางถ้ำ

ผนังหินขนาดใหญ่แบ่งแยกเส้นทางด้านในจากหนึ่งให้กลายเป็นสอง

ทางหนึ่งดูมืดมนน่าพิศวง ทว่ากลับดูราบเรียบเดินง่าย ส่วนอีกทางขรุขระ เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่ดูจะคับแคบลงเรื่อยๆ หากเข้าไปด้านใน

สำคัญที่สุดคือทั้งสองทางมีเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วออกมาทั้งคู่

แล้วแบบนี้เธอจะเลือกเส้นทางไหนดี

บัวบูชานิ่งคิด

เธอพยายามนึกถึงภาพในความฝัน หญิงผู้นั้นอยู่ในถ้ำลึกที่เต็มไปด้วยหยดน้ำและโขดหิน

นัยน์ตาคู่สวยตวัดมองไปยังเส้นทางขรุขระที่เต็มไปด้วยโขดหินด้วยความมั่นใจ

ทว่า…

หมับ!

“อื้อ!”

ฝ่ามือเย็นยะเยือกของใครบางคนเอื้อมมือปิดปากกันเอาไว้ก่อนที่เธอจะกรีดร้องออกมาในถ้ำแห่งนี้

บัวบูชาเบิกตากว้าง เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่พึ่งร่วมห้องนอน

“น้ำปรุง”

“คุณบัวไม่ควรมาที่นี่”

บัวบูชาผละตัวออกจากอีกฝ่าย หญิงสาวขมวดคิ้วมองน้ำปรุงที่มีดวงตาสีฟ้าและสวมชุดที่แปลกออกไป

“ทำไมเธอถึง…”

ตึก ตึก ตึก

เสียงฝีเท้าของบริวารพญานาคที่มีหน้าที่เฝ้ายามตรวจตราสถานที่ดังขึ้น ให้น้ำปรุงรีบกระชากแขนบัวบูชามาหลบอยู่หลังโขดหินโขดใหญ่ด้วยกัน

ชายร่างหนาในชุดโจงกระเบนสีเขียวเข้ม พร้อมหอกทองเหลืองในมือเดินเป็นจังหวะตามเส้นทางเข้าออกของถ้ำที่ใช้ในการจองจำนักโทษขั้นร้ายแรงของเมือง

บัวบูชาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา มือเล็กยกขึ้นขยี้ตาตัวเองซ้ำ ๆ เมื่อเผลอเห็นภาพงูยักษ์ขนาดใหญ่ที่ลำตัวเต็มไปด้วยเกล็ดเงาวาวซ้อนทับกับทหารหนุ่มผู้นั้น

นี่เธอไม่ได้หลุดเข้ามาในกองถ่ายซีรี่ย์เรื่องไหนใช่ไหมนะ

“เรารีบกลับออกไปจากที่นี่กันเถอะจ้ะ”

น้ำปรุงเอ่ยกระซิบ ยามมองชายร่างหนาที่เดินหายลับสายตาไปแล้ว แต่แทนที่บัวบูชาจะยอมตามกลับออกไปง่าย ๆ หญิงสาวกลับขืนตัวเอาไว้

“ฉันยังไม่อยากกลับ”

“คุณบัว”

“เธอไม่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือนั่นหรอ เธอจะทิ้งนางไว้แล้วกลับออกไปเฉยๆ หรือไง”

ตอนนี้ทุกอย่างมันอยู่เหนือจินตนาการและความคิดที่บัวบูชาวาดเอาไว้แล้ว

มันคงไม่มีอะไรน่าตกใจไปมากกว่าที่เป็นอยู่

นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยสักนิดที่เธอได้มาที่นี่ และหญิงสาวจะไม่ยอมให้มันเปล่าประโยชน์

“คุณอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้ คุณต้องรีบกลับไป ต้องกลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะคุณบัว”

“ฉันจะไม่กลับไปจนกว่าจะได้เจอนางนาคิณีตนนั้นกับตาของตัวเอง”

พอกันทีความฝันบ้าๆ

บัวบูชาต้องค้นหาคำตอบและแก้ไขปริศนาเรื่องนี้ให้ได้

“หากคุณยอมกลับดีๆ น้ำปรุงจะเล่าทุกอย่างที่คุณต้องการจะรู้ให้คุณฟัง” สาวใช้เอ่ยเสียงราบเรียบ  

น้ำปรุงไม่มีทางเลือก เวลาในถ้ำแห่งนี้กำลังจะหมดลง และอีกไม่นานอีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสได้กลับออกไป

“เธอรู้อะไร”

“ทุกอย่างที่คุณสงสัย รวมถึงเรื่องของพญานาคิณีตนนั้นด้วย”

ในเมื่อมีข้อแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ บัวบูชาก็เริ่มลดแรงในการขืนตัว

หญิงสาวจะยอมกลับไปตามที่อีกฝ่ายต้องการก่อนก็ได้ แต่ครั้งหน้าเธอต้องหาทางกลับมาที่นี่อีกให้ได้แน่ และจะไม่ยอมรามือง่ายๆ แบบนี้แล้วด้วย

“ห้ามคืนคำนะ”

“น้ำปรุงสัญญา”

 

 

 

สองสาวกลับออกไปแล้ว

น้ำปรุงพูดถูก หากบัวบูชาไม่รีบกลับ เธอจะไม่มีโอกาสได้กลับออกไปอีก แต่สิ่งหนึ่งที่น้ำปรุงไม่รู้คือ หากองค์ราชาแห่งลุ่มน้ำนี้ไม่อนุญาต ไม่ว่าผู้ใดที่ก้าวเข้ามาก็ไม่อาจกลับออกไปจากอาณาเขตของพญานาคราชได้ทั้งนั้น

พรึ่บ!

“ปล่อยข้า”

นัยน์ตาคมตวัดมองเงาดำมืดของอำคาด้วยหางตา

ในภพชาติหนึ่งของอำคา เขาเคยเกิดเป็นพญานาคภศิ สหายคนสนิทและองครักษ์คู่ใจขององค์สมุทรา ที่องค์ราชาจำต้องปลิดชีพอีกฝ่ายไปกับสองมือ

มือหนาของสมุทราเพียงยกขึ้นสะบัดเบาๆ เงาดำมืดนั่นก็กลับมามีเรือนร่างคล้ายมนุษย์อีกครั้ง หากแต่ดำทะมึน หม่นหมองราวกับโดนคุณไสยมนต์ดำ

ดูมืดมิดขุ่นมัวเสียจนไม่ต่างอะไรจากผีร้าย   

เรือนร่างสะบักสะบอมถูกกดให้ก้มหน้าลงกับพื้นด้วยฝีมือของทหารเอกข้างกาย

“เอามือสกปรกๆ ของพวกเจ้าออกจากตัวข้าเดี๋ยวนี้”

“มือคนของข้าหรือสกปรก เห็นทีคงมีแต่เจ้ากระมังที่เป็นดั่งคำว่า”

เสียงทุ้มนุ่มหูเอ่ย ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพเจ้าในตำนาน นัยน์ตาสีมรกตดุดันน่าเกรงขามสมกับที่เหล่าชาวเมืองต่างขนานนามให้เป็นราชาเหนือทุกตน

“เจ้า! โอ้ย…”

“เก็บปากของเจ้าไว้ทำสิ่งอื่นเถิด หากใช้มันในทางที่มิดีก็มิควรต้องมีมันเอาไว้ใช้”

เพียงหันมองสบตา ริมฝีปากซีดเหี่ยวของอีกฝ่ายก็ปิดสนิท ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดคล้ายมีเข็มแหลมกำลังเย็บริมฝีปากของอำคาให้ชิดติดกัน

ร่างกำยำในชุดโจงกระเบนสีทองอร่ามก้าวเข้าหาอดีตนาคาภศิอย่างเชื่องช้า เป็นท่วงท่าที่แสนสง่างาม

เครื่องประดับทองคำที่สวมอยู่บนร่างกายเรืองรองส่องสว่างต่างจากวิญญาณร้ายตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง

เราสองมีความแค้นร่วมกัน ทว่าองค์สมุทรากลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าครั้งหนึ่งเขาและอำคาเคยมีความผูกพันกันมาอย่างยาวนานเช่นกัน

“กล้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้ มิกลัวมันจักเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้มองเลยหรือ”

ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นสายตาเคียดแค้นของวิญญาณที่กำลังจ้องมองกันด้วยท่าทางราวกับอยากฆ่ากันเสียให้ตาย

ไม่บ่อยครั้งที่ใครจะมีโอกาสได้เห็นองค์ราชาแสดงสีหน้าโหดเหี้ยมเช่นนี้ เห็นทีคงมีแต่สายเลือดตระกูลกบฏตรงหน้าที่มีบุญได้พานพบ

องค์พญานาคราชปรายตามองจารีย์ ก่อนจะเอ่ยสั่ง

“เจ้าจงตามไปส่งพวกนาง ดูให้มั่นใจว่ากลับเรือนอย่างปลอดภัย”

“พะย่ะค่ะ”

แม้แปลกใจ แต่จารีย์ก็ยอมทำตามรับสั่งอย่างว่าง่าย นาคาหนุ่มทำความเคารพผู้เป็นนาย ก่อนจะแปลงกายคืนสู่ร่างจริงของตัวเอง แล้วแหวกว่ายออกจากถ้ำไป

“ส่วนเจ้า…”

อดีตพญานาคภศิหรืออำคาในปัจจุบันได้แต่กัดฟันจ้องมองใบหน้าขององค์ราชาด้วยแววตาโกรธแค้น

ภพก่อนเราต่างเติบโตมาด้วยกัน ตระกูลรองของเขารับใช้ตระกูลหลักอย่างอีกฝ่ายมานานนับตั้งแต่องค์สมุทรากลับมาชิงบัลลังค์นั้นได้สำเร็จ

หลังจากนั้นเขาและครอบครัวถูกประหารอย่างเลือดเย็นเพียง เพราะองค์สมุทราพึ่งได้รับรู้ความจริงว่าต้นตระกูลของเขามีสายเลือดตระกูลต้องโทษที่หนีรอดจากสงครามไปได้

กบฏภูวศิษฐ์ถูกสังหาร สมุทรานาคราชทวงอำนาจขึ้นครองราชย์ต่อด้วยความยอมรับจากเหล่าพญานาคชั้นขุนนาง แต่ต้นตระกูลของเขาเป็นเพียงญาติห่างๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องและร่วมกระทำการเลวร้ายนั่นด้วย

ต้นตระกูลของภศิหลบหนีออกจากเมืองไปเพื่อเอาตัวรอด ก่อนที่จะเดินทางกลับมาสร้างครอบครัวอีกครั้งหลังจากที่เรื่องราวเลวร้ายของภูวศิษฐ์เงียบหายไป

เวลาผ่านไปหลายสิบปี ราวกับทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชื่อของกบฏร้ายแรงอย่างภูวศิษฐ์ถูกลืมเลือน จนกระทั่งมีข่าวเกี่ยวกับสายเลือดของครอบครัวเขาหลุดกระจายออกไป

ตระกูลของภศิถูกโทษให้ประหารอย่างโหดเหี้ยม ไร้เมตตา

วิญญาณหนุ่มรู้ดีว่าทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของต้นตระกูลในอดีตชาติ หากแต่ใช่ว่าทุกคนในตระกูลจะรู้เห็นและเข้าร่วมด้วย

ไม่มีการแยกแยะ และไม่มีการเว้นโทษไม่ว่าผู้ใด       

หากมีสายเลือดของตระกูลภูวศิษฐ์ก็จะถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมาน

มันช่างไม่ยุติธรรม

เขาที่ถือกำเนิดใหม่เป็นภศินาคานั้นแสนจงรักภักดีต่อองค์สมุทราไม่ต่างจากทาสผู้ซื่อสัตย์ แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้าม

ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี เขาก็จะแก้แค้นให้สุดหัวใจ ต่อให้ตายตกไปอีกกี่ชาติก็ขอผูกจิตจองเวรไปตลอดกาล

“หากเจ้าอยากถูกจองจำเช่นเดียวกับปทุมธารา ข้าก็จักสนองให้”

องค์สมุทราละเว้นโทษน้องสาวแท้ๆ ของพญานาคภศิก็เพราะความเมตตาที่มี ทั้งที่ความจริงแล้วสายเลือดของภูวศิษฐ์ควรถูกประหารไปให้สิ้นเสียด้วยซ้ำ

“ทหาร! พาตัวมันผู้นี้ไปขังที่ถ้ำหิน จองจำเอาไว้มิให้เข้าสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดได้อีก”

“พะยะค่ะองค์ราชา”

สิ้นเสียงประกาศิต เสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของอดีตนาคาภศิก็ดังก้องไปทั่วถ้ำ

 

 

สมุทรานาคราชเบือนสายตาหันมองไปยังทางออกทางเดียวที่สองสาวผู้บุกรุกทั้งสองได้ใช้เดินทางออกไปก่อนหน้านี้ด้วยสายตานิ่งเรียบไม่ต่างจากห้วงน้ำลึก

ปทุมธารา

ในที่สุดเราก็ได้เจอกันเสียที

แม้ว่าเวลานี้อีกฝ่ายจะกลับมาเกิดเป็นเพียงมนุษย์นามว่าบัวบูชา หากแต่หลายสิ่งที่ยังคงความเป็นนางเอาไว้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อหัวใจแข็งแกร่งขององค์นาคาหนุ่มทั้งสิ้น

ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า กิริยา ท่าทางที่เขาแสนคุ้นเคยทำให้แววตาคู่คมเด็ดเดี่ยวขององค์สมุทราสั่นไหวรุนแรงอย่างน่าใจหาย

ทุกความทรงจำที่เราสองเคยมีร่วมกัน ทั้งหมดนั่นยังคงตราตรึงฝังลึกอยู่ภายในอย่างยากจะลืมเลือน

กลิ่นกายหอมหวานของนาง ทำให้สมุทรานาคราชรู้สึกอบอุ่นใจดั่งเช่นอดีตจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือขยับเข้าไปโอบกอดกันไว้ไม่ไหว

ความโหยหาและคิดถึงสุดหัวใจตีรวนขึ้นมาในอก

องค์ราชาขบเม้มปากแน่น พยายามข่มความต้องการลึกๆ ของตนเอาไว้ แม้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม

อีกไม่นาน โทษทัณฑ์ที่เปรียบดั่งคำสาปผูกรัดทั้งตัวเขาและตระกูลผู้ทรยศเจ็ดชั่วอายุก็จะสิ้นสุด

ทั้งหมดมันจะจบลงเสียที

องค์สมุทราหลับตาแน่น เขาปล่อยให้ความทรงจำอันงดงามไหลเวียนราวกับเรื่องราวมากมายของเรานั้นฟื้นคืนมาอีกครั้ง คล้ายกำลังหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาเปิดอ่านซ้ำๆ วนไปวนมา

 

 

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...