บทที่ ๑๓
‘โหยหายิ่งนัก’
“ทำไมท่านถึงเข้ามาช่วยพวกเรา”
ผกาทิพย์ในร่างหญิงชราเอ่ยถาม
ในขณะที่พึ่งมีโอกาสได้พูดคุยกับอังเตนาคา โดยไม่มีบัวบูชาอยู่ด้วย
“ข้ามิได้เมตตาพวกเจ้า”
อังเตตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งต่างจากท่าทีใจดีที่มักทำกับบัวบูชาโดยสิ้นเชิง
นาคาหนุ่มปรายตามองบัวบูชาที่กำลังนั่งคุยเล่นอยู่กับน้ำปรุงที่ศาลาไม้ริมน้ำ
“ข้าเมตตานางต่างหาก”
บัวบูชาคือเหตุผลเดียวที่ทำให้อังเตตัดสินใจมาที่นี่
เด็กสาวตัวน้อยที่แสนน่าสงสาร
อย่างน้อยเธอควรได้มีเวลาสงบสุขและเก็บเกี่ยวความทรงจำดีๆ
ของบ้านหลังนี้ก่อนจากโลกใบนี้ไป
ถึงที่นี่จะเป็นเพียงภาพมายา
แต่มันอาจเป็นความสุขเดียวที่บัวบูชาอาจมีได้ก่อนสิ้นใจ
“แปลว่าท่านจะช่วยคุณหนูของเราใช่ไหม”
อนงค์เอ่ยถาม หญิงรับใช้ประคองเจ้านายของตนเอาไว้ตลอดเวลา
เพราะแม้ตอนนี้ผกาทิพย์จะฟื้นฟูพลังได้บ้างแล้วก็ยังมีอาการไม่สู้ดี
“ยัยบัวจะปลอดภัยจากโทษทัณฑ์ของตระกูลใช่หรือเปล่าคะท่าน”
ผกาทิพย์เป็นห่วงหลานสาวเหลือเกิน
หญิงชราไม่ต้องการให้บัวบูชามีจุดจบเหมือนดั่งเธอและคนในครอบครัวคนอื่นๆ
โชคดีที่บิดาของบัวบูชาไม่ถือว่าเป็นสายเลือดเดียวกันกับเธอ
ทั้งยังทำงานอยู่ในที่ห่างไกล จึงทำให้ไม่ได้รับผลกระทบนี้ไปด้วย
“องค์ราชาทรงมีเมตตาส่งท่านมาช่วยชีวิตหนูบัวของฉันใช่ไหม”
อังเตตวัดตามอง ไม่ตอบคำ
“เมื่อถึงกำหนดเพลา คุณหนูของพวกเจ้าจักสิ้นอายุขัย
นางจำต้องได้รับโทษทัณฑ์ตามพระบัญชา มิมีผู้ใดเปลี่ยนแปลงได้”
“ขอร้องล่ะ ฉันขอร้อง” ผกาทิพย์หลั่งน้ำตา
“ได้โปรดช่วยคุณหนูของเราด้วยเถอะค่ะ”
อนงค์ทรุดลงคุกเข่าขอร้องอีกแรง
“คุณบัวยังเยาว์นักและไม่ได้มีส่วนรู้เห็นใดกับเรื่องในอดีตเลย
เธอควรได้มีเวลาใช้ชีวิตต่อ”
“หากชะตาชีวิตเปลี่ยนแปลงได้
เช่นนั้นจักมีบทลงทัณฑ์สำหรับผู้กระทำความผิดไปเพื่อสิ่งใด”
อังเตละสายตาจากสองวิญญาณนายบ่าว
นาคาหนุ่มหันกลับไปปรายตามองบัวบูชาอีกครั้ง
เชื่อเถอะว่าถ้าหากองค์ราชาทำเช่นนั้นได้ ไม่ต้องรอให้มีผู้ใดมาร้องขอ
พระองค์คงไม่รีรอที่จะช่วยเหลือนางออกมาจากคำลงทัณฑ์ของตนเอง
พระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าเป็นเวลาเข้านอนของทุกคนในบ้าน
เพราะที่นี่เป็นชนบท
เพียงอาทิตย์ตกดินบ้านทุกหลังก็พากันปิดไฟเข้านอน
ต่างจากบัวบูชาที่ตาสว่างจนข่มตาหลับไม่ลง
ไม่รู้ว่าต้องโทษเพียวมัทฉะที่พกมาชงเองจากเมืองหลวง
หรือความวุ่นวายที่ตีวนอยู่ในใจดี เธอถึงได้เอาแต่คิดไม่ตก
จริงอยู่ที่ตั้งแต่มาบัวบูชาไม่มีปัญหาเรื่องการหยุดหายใจอีกเลย
ทั้งยังนอนหลับ ไม่ฝันถึงเรื่องเดิมๆ อย่างที่เคยเป็น
แต่บางอย่างที่ต่างออกไปก็คือ เธอแอบเห็นเงาดำอยู่รอบกายแทบตลอดเวลา
แรกๆ
ก็คิดว่าตาฝาด พอต่อมาก็เริ่มชัดเจน
มีบางอย่างวนเวียนอยู่รอบตัวเธอคล้ายอยากจะบอกหรือพูดคุยบางสิ่งต่อกัน
หรือบัวบูชาควรจะกลับมานั่งสมาธิเพื่อทำให้จิตใจสงบนิ่งดี
ทำแบบนั้นบางทีเงาดำมืดนั่นอาจหายไป
มือเล็กใช้ไม้ขีดไฟจุดเทียนหอมที่นำติดตัวมาด้วย
ก่อนจะตั้งเอาไว้บนโต๊ะไม้ข้างหัวเตียง
กลิ่นหอมไม้โอ๊คผสมกลิ่นวานิลลาอ่อนๆ
พาให้รู้สึกผ่อนคลาย
หญิงสาวขยับขึ้นนั่งขัดสมาธิบนเตียง
หายใจเข้าออกช้าๆ พยายามทำจิตใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่านอย่างที่เป็นอยู่
“กรี๊ด!”
ทว่า
ยังไม่ทันที่บัวบูชาจะได้ทำอะไร เสียงกรีดร้องของใครบางคนก็ดังขึ้นเรียก
บัวบูชารีบลุกเปิดประตูออกไปนอกห้องทันที
เปลวเพลิงสีเหลืองนวลสว่างไสวจากเทียนหอมคล้อยดับลงตาม
หลังจากที่ผู้จุดมันพาตัวเองออกจากห้องไป โดยที่ไม่มีแม้แต่สายลมพัดผ่านแม้แต่นิดเดียว
“คุณบัว!”
น้ำปรุงร้องเรียกทันทีที่บัวบูชาเดินออกมาหา
ตอนนี้เด็กสาวนั่งอยู่กับพื้น มีท่าทางราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง
เธอรีบลุกไปกอดบัวบูชาเอาไว้อย่างรวดเร็ว
“เกิดอะไรขึ้นน้ำปรุง”
“มะ… แมลงสาบจ้ะ อยู่ๆ มันก็บินใส่”
น้ำปรุงอ้ำอึ้งก่อนจะเอ่ยอธิบายยามผละตัวออกมายืนข้างๆ
กัน
“หนูเสียงดังจนทำให้คุณบัวตกใจหรือจ้ะ”
น้ำปรุงฉีกยิ้มหวานที่แม้แต่คนมองก็ดูออกว่าอีกฝ่ายฝืนแค่ไหน
มือเล็กชื้นเหงื่อ
สีหน้าน้ำปรุงก็ดูไม่สู้ดีคล้ายเจอบางสิ่งที่น่าตกใจมากกว่าการถูกแมลงสักตัวบินใส่
“แมลงสาบขึ้นมาถึงบนเรือนเลยหรอ
แบบนี้ต้องเรียกพนักงานกำจัดแมลงมาจัดการแล้วนะ” บัวบูชาขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เอาจริงๆ
มันก็อาจเป็นไปได้ ในเมืองหลวงคอนโดสูงๆ ยังมีแมลงสาบได้เลย
นับประสาอะไรกับเรือนไม้ที่มีแค่สองชั้น
“พนักงานกำจัดแมลงหรอจ้ะ”
น้ำปรุงกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
เรือนหลังนี้ไม่มีใครกล้าเข้ามาหรอก
อย่าว่าแต่พนักงานกำจัดแมลงเลย แมลงสาบสักตัวก็ยังไม่กล้าเดิน
จริงๆ
แล้วน้ำปรุงก็ไม่ได้ตกใจแมลงสาบด้วย เธอตกใจบริวารขององค์นาคราชกับบรรดาทหารนาคาที่อยู่ๆ
ก็มาปรากฏตัวให้เห็นที่นี่ต่างหาก
ดูท่าแล้วมันคงไม่ใช่เรื่องดีเท่าไหร่
“วันนี้น้ำปรุงขอนอนด้วยได้ไหมจ๊ะคุณบัว”
“เธอจะนอนกับฉันหรอ”
บัวบูชาเลิกคิ้วมองด้วยความแปลกใจ
“จ้ะ น้ำปรุงกลัวแมลงสาบ ให้นอนคนเดียวคงนอนไม่หลับแน่เลย”
คำโกหกคำโตถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างและมันก็ได้ผล
เมื่อคุณหนูของเธอยอมพยักหน้ารับ
“เอาสิ ฉันเองก็กลัวแมลงสาบเหมือนกัน”
จบลงที่คืนนี้มีแขกพิเศษอย่างน้ำปรุงเข้ามาร่วมห้องนอนด้วย
โดยที่อีกฝ่ายหอบฟูกรองนอน หมอนหนุนพร้อมผ้าห่มของตัวเองมาปูข้างเตียงเสร็จสรรพ
แผนนั่งสมาธิถูกพับเก็บแบบไม่ได้ตั้งใจ
บัวบูชาล้มตัวลงนอน ก่อนจะเข้าสู่นิทรา
กลางดึกในคืนนั้น
บัวบูชาตื่นขึ้นมาอีกครั้ง
หญิงสาวชะโงกหน้ามองน้ำปรุงที่นอนหลับอยู่ข้างเตียง
เด็กสาวยังคงหลับสนิทและมีลมหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ
พรึ่บ!
เงาดำมืดลอยผ่านข้างหน้าต่างให้บัวบูชามองเห็นจากหางตา
หญิงสาวหันมองทันที มือเล็กเผลอกำผ้าห่มเอาไว้แน่นด้วยหัวใจที่เต้นระรัว
รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาจับขั้วหัวใจ
‘สายเลือดของข้า’
เสียงกระซิบแหบพร่าช่างคุ้นเคยในความรู้สึก
มันเป็นเสียงผู้ชายทุ้มเข้มที่นึกเท่าไหร่ก็นึกไม่ออกว่าเคยได้ยินจากที่ไหน
‘มีเพียงเจ้าที่ช่วยข้าได้’
“นั่นใครน่ะ”
น่าแปลกที่บัวบูชาเอ่ยตะโกนออกมาเสียงดัง
แต่เด็กสาวน้ำปรุงที่นอนอยู่ข้างกันกลับไม่แม้แต่จะขยับตัว
คิ้วเรียวสวยขมวดมุ่น เสียงกระซิบดังก้องจากทั่วสารทิศจนไม่สามารถหาต้นกำเนิดของมันได้
บัวบูชามองไปรอบๆ ห้อง หันไปมาแต่ก็ไร้ซึ่งความแปลกปลอมใดๆ
‘ช่วยข้า ช่วยข้าแก้แค้นให้แก่ตระกูลของเรา’
“กรี๊ด!”
บัวบูชากรีดร้องออกมาสุดเสียง
เมื่ออยู่ๆ เงาดำของใครบางคนก็ปรากฏขึ้นตรงหน้า
เงาของชายวัยกลางคนที่เธอไม่สามารถมองเห็นได้ว่าสวมใส่ชุดอะไรยืนคร่อมตัวเธอที่กำลังนอนอยู่บนเตียง
นัยน์ตากลวงโบ๋จ้องมองมาทั้งที่ไม่มีลูกตา ริมฝีปากกว้างฉีกยิ้มจนแทบถึงใบหู
ก่อนจะพุ่งเข้าใส่เธออย่างรวดเร็ว
“กรี๊ด!”
มือเล็กยกขึ้นป้องตัวเองตามสัญชาตญาณ
ความมืดมิดสาดเข้ามาในแววตาและกัดกินไปทั่วทุกพื้นที่ของหัวใจ
หญิงสาวยกมือขึ้นกุมหน้าอกตนเองเอาไว้แน่นด้วยความทรมานเจียนแทบขาดใจ
ลมหายใจคล้ายขาดห้วงไปชั่วขณะ
ริมฝีปากบางพยายามอ้าออกเพื่อหอบเอาออกซิเจนอันแสนน้อยนิดเข้าปอดจนรู้สึกแสบไปทั้งลำคอ
ก่อนที่ภาพทุกอย่างจะตัดไป
“อึ่ก”
สองเท้าเล็กสัมผัสได้ถึงความเปียกชื้น
ฝ่ามือแตะลงบนพื้นหินเย็นเฉียบแทนที่จะเป็นฟูกนอนนุ่มๆ อย่างที่ควร
เสียงน้ำหยดดังทั่วบริเวณให้บัวบูชาค่อยๆ
ลืมตาขึ้นช้าๆ ด้วยความกลัวที่กัดกินในหัวใจ
ที่นี่มัน…
สถานที่ที่เธอเคยเห็นมาหลายครั้งจากทั้งในความฝันและนิมิตตอนนั่งสมาธิ
ถ้ำหินใต้น้ำ
พรึ่บ!
หญิงสาวดีดตัวลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
ความกดอากาศที่ต่ำลงทำเอาบัวบูชาแทบหายใจไม่ออก
ที่นี่ทั้งเย็นชื้น เปียกแฉะ
และไร้ซึ่งอากาศปลอดโปร่งให้ได้หายใจ
บัวบูชาเม้มปากแน่นจนแทบกลายเป็นกัดปาก เธอยกมือขึ้นกอดตัวเองเอาไว้ด้วยความเหน็บหนาว
ที่ผ่านมาเธอพยายามทำทุกทางเพื่อค้นพบสถานที่แห่งนี้
และต้องการช่วยเหลือพญานาคิณีตนนั้นให้ได้ แต่พอเอาเข้าจริง
บัวบูชาก็อดรู้สึกหวาดกลัวไม่ได้
‘ดูให้เต็มตา ดูเสียว่ามันทรมานเจ้าเช่นไร’
เสียงทุ้มดังก้องอีกครั้ง
แต่ครั้งนี้มันเหมือนดังขึ้นมาจากโสตประสาทของเธอซะมากกว่า
“ช่วยด้วย ช่วย… ด้วย”
เสียงโหยหวนฟังดูไร้เรี่ยวแรงบ่งบอกถึงพลังชีวิตที่อ่อนแอของเจ้าของเสียงได้เป็นอย่างดี
บัวบูชาน้ำตาคลอ
‘รีบตามเสียงเรียกของนางไป
เจ้ามีเวลามินาน’
เธอยืนนิ่งชั่งใจกับความคิดหลายๆ
อย่างของตัวเองอยู่นาน
ในที่สุด
บัวบูชาก็ตัดสินใจเดินตามเสียงที่อยู่ลึกเข้าไปในถ้ำแทนที่จะหันหลังกลับออกไปตามแสงสว่างสีขาวอีกด้านหนึ่งของปลายอุโมงค์
“ช่วย… ใครก็ได้ช่วยข้าที”
เสียงนาคิณีสาวดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
เช่นเดียวกับแสงสว่างในถ้ำที่ค่อยๆ ลดน้อยลง บัวบูชาแทบมองอะไรไม่เห็น
แถมอากาศก็น้อยจนเริ่มหายใจติดขัด
หญิงสาวพยายามสูดหายใจเข้าลึกเต็มปอด
เธอหยุดยืนนิ่งเมื่อเดินเข้ามาจนเกือบถึงใจกลางถ้ำ
ผนังหินขนาดใหญ่แบ่งแยกเส้นทางด้านในจากหนึ่งให้กลายเป็นสอง
ทางหนึ่งดูมืดมนน่าพิศวง ทว่ากลับดูราบเรียบเดินง่าย
ส่วนอีกทางขรุขระ เต็มไปด้วยหินงอกหินย้อยที่ดูจะคับแคบลงเรื่อยๆ หากเข้าไปด้านใน
สำคัญที่สุดคือทั้งสองทางมีเสียงเรียกร้องขอความช่วยเหลือดังแว่วออกมาทั้งคู่
แล้วแบบนี้เธอจะเลือกเส้นทางไหนดี
บัวบูชานิ่งคิด
เธอพยายามนึกถึงภาพในความฝัน
หญิงผู้นั้นอยู่ในถ้ำลึกที่เต็มไปด้วยหยดน้ำและโขดหิน
นัยน์ตาคู่สวยตวัดมองไปยังเส้นทางขรุขระที่เต็มไปด้วยโขดหินด้วยความมั่นใจ
ทว่า…
หมับ!
“อื้อ!”
ฝ่ามือเย็นยะเยือกของใครบางคนเอื้อมมือปิดปากกันเอาไว้ก่อนที่เธอจะกรีดร้องออกมาในถ้ำแห่งนี้
บัวบูชาเบิกตากว้าง
เมื่อเห็นใบหน้าของเด็กสาวที่พึ่งร่วมห้องนอน
“น้ำปรุง”
“คุณบัวไม่ควรมาที่นี่”
บัวบูชาผละตัวออกจากอีกฝ่าย
หญิงสาวขมวดคิ้วมองน้ำปรุงที่มีดวงตาสีฟ้าและสวมชุดที่แปลกออกไป
“ทำไมเธอถึง…”
ตึก ตึก ตึก
เสียงฝีเท้าของบริวารพญานาคที่มีหน้าที่เฝ้ายามตรวจตราสถานที่ดังขึ้น
ให้น้ำปรุงรีบกระชากแขนบัวบูชามาหลบอยู่หลังโขดหินโขดใหญ่ด้วยกัน
ชายร่างหนาในชุดโจงกระเบนสีเขียวเข้ม
พร้อมหอกทองเหลืองในมือเดินเป็นจังหวะตามเส้นทางเข้าออกของถ้ำที่ใช้ในการจองจำนักโทษขั้นร้ายแรงของเมือง
บัวบูชาจ้องมองภาพตรงหน้าอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา
มือเล็กยกขึ้นขยี้ตาตัวเองซ้ำ ๆ
เมื่อเผลอเห็นภาพงูยักษ์ขนาดใหญ่ที่ลำตัวเต็มไปด้วยเกล็ดเงาวาวซ้อนทับกับทหารหนุ่มผู้นั้น
นี่เธอไม่ได้หลุดเข้ามาในกองถ่ายซีรี่ย์เรื่องไหนใช่ไหมนะ
“เรารีบกลับออกไปจากที่นี่กันเถอะจ้ะ”
น้ำปรุงเอ่ยกระซิบ
ยามมองชายร่างหนาที่เดินหายลับสายตาไปแล้ว แต่แทนที่บัวบูชาจะยอมตามกลับออกไปง่าย
ๆ หญิงสาวกลับขืนตัวเอาไว้
“ฉันยังไม่อยากกลับ”
“คุณบัว”
“เธอไม่ได้ยินเสียงขอความช่วยเหลือนั่นหรอ
เธอจะทิ้งนางไว้แล้วกลับออกไปเฉยๆ หรือไง”
ตอนนี้ทุกอย่างมันอยู่เหนือจินตนาการและความคิดที่บัวบูชาวาดเอาไว้แล้ว
มันคงไม่มีอะไรน่าตกใจไปมากกว่าที่เป็นอยู่
นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเลยสักนิดที่เธอได้มาที่นี่
และหญิงสาวจะไม่ยอมให้มันเปล่าประโยชน์
“คุณอยู่ที่นี่นานกว่านี้ไม่ได้ คุณต้องรีบกลับไป
ต้องกลับไปเดี๋ยวนี้เลยนะคุณบัว”
“ฉันจะไม่กลับไปจนกว่าจะได้เจอนางนาคิณีตนนั้นกับตาของตัวเอง”
พอกันทีความฝันบ้าๆ
บัวบูชาต้องค้นหาคำตอบและแก้ไขปริศนาเรื่องนี้ให้ได้
“หากคุณยอมกลับดีๆ
น้ำปรุงจะเล่าทุกอย่างที่คุณต้องการจะรู้ให้คุณฟัง” สาวใช้เอ่ยเสียงราบเรียบ
น้ำปรุงไม่มีทางเลือก
เวลาในถ้ำแห่งนี้กำลังจะหมดลง และอีกไม่นานอีกฝ่ายจะไม่มีโอกาสได้กลับออกไป
“เธอรู้อะไร”
“ทุกอย่างที่คุณสงสัย
รวมถึงเรื่องของพญานาคิณีตนนั้นด้วย”
ในเมื่อมีข้อแลกเปลี่ยนที่น่าสนใจ
บัวบูชาก็เริ่มลดแรงในการขืนตัว
หญิงสาวจะยอมกลับไปตามที่อีกฝ่ายต้องการก่อนก็ได้
แต่ครั้งหน้าเธอต้องหาทางกลับมาที่นี่อีกให้ได้แน่ และจะไม่ยอมรามือง่ายๆ
แบบนี้แล้วด้วย
“ห้ามคืนคำนะ”
“น้ำปรุงสัญญา”
สองสาวกลับออกไปแล้ว
น้ำปรุงพูดถูก
หากบัวบูชาไม่รีบกลับ เธอจะไม่มีโอกาสได้กลับออกไปอีก
แต่สิ่งหนึ่งที่น้ำปรุงไม่รู้คือ หากองค์ราชาแห่งลุ่มน้ำนี้ไม่อนุญาต
ไม่ว่าผู้ใดที่ก้าวเข้ามาก็ไม่อาจกลับออกไปจากอาณาเขตของพญานาคราชได้ทั้งนั้น
พรึ่บ!
“ปล่อยข้า”
นัยน์ตาคมตวัดมองเงาดำมืดของอำคาด้วยหางตา
ในภพชาติหนึ่งของอำคา
เขาเคยเกิดเป็นพญานาคภศิ สหายคนสนิทและองครักษ์คู่ใจขององค์สมุทรา
ที่องค์ราชาจำต้องปลิดชีพอีกฝ่ายไปกับสองมือ
มือหนาของสมุทราเพียงยกขึ้นสะบัดเบาๆ
เงาดำมืดนั่นก็กลับมามีเรือนร่างคล้ายมนุษย์อีกครั้ง หากแต่ดำทะมึน
หม่นหมองราวกับโดนคุณไสยมนต์ดำ
ดูมืดมิดขุ่นมัวเสียจนไม่ต่างอะไรจากผีร้าย
เรือนร่างสะบักสะบอมถูกกดให้ก้มหน้าลงกับพื้นด้วยฝีมือของทหารเอกข้างกาย
“เอามือสกปรกๆ ของพวกเจ้าออกจากตัวข้าเดี๋ยวนี้”
“มือคนของข้าหรือสกปรก
เห็นทีคงมีแต่เจ้ากระมังที่เป็นดั่งคำว่า”
เสียงทุ้มนุ่มหูเอ่ย ใบหน้าคมคายหล่อเหลาราวกับเทพเจ้าในตำนาน
นัยน์ตาสีมรกตดุดันน่าเกรงขามสมกับที่เหล่าชาวเมืองต่างขนานนามให้เป็นราชาเหนือทุกตน
“เจ้า! โอ้ย…”
“เก็บปากของเจ้าไว้ทำสิ่งอื่นเถิด
หากใช้มันในทางที่มิดีก็มิควรต้องมีมันเอาไว้ใช้”
เพียงหันมองสบตา ริมฝีปากซีดเหี่ยวของอีกฝ่ายก็ปิดสนิท
ทั้งยังรู้สึกเจ็บปวดคล้ายมีเข็มแหลมกำลังเย็บริมฝีปากของอำคาให้ชิดติดกัน
ร่างกำยำในชุดโจงกระเบนสีทองอร่ามก้าวเข้าหาอดีตนาคาภศิอย่างเชื่องช้า
เป็นท่วงท่าที่แสนสง่างาม
เครื่องประดับทองคำที่สวมอยู่บนร่างกายเรืองรองส่องสว่างต่างจากวิญญาณร้ายตรงหน้าอย่างสิ้นเชิง
เราสองมีความแค้นร่วมกัน
ทว่าองค์สมุทรากลับปฏิเสธไม่ได้เลยว่าครั้งหนึ่งเขาและอำคาเคยมีความผูกพันกันมาอย่างยาวนานเช่นกัน
“กล้ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้
มิกลัวมันจักเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้มองเลยหรือ”
ริมฝีปากหยักกระตุกยิ้มมุมปาก เมื่อเห็นสายตาเคียดแค้นของวิญญาณที่กำลังจ้องมองกันด้วยท่าทางราวกับอยากฆ่ากันเสียให้ตาย
ไม่บ่อยครั้งที่ใครจะมีโอกาสได้เห็นองค์ราชาแสดงสีหน้าโหดเหี้ยมเช่นนี้
เห็นทีคงมีแต่สายเลือดตระกูลกบฏตรงหน้าที่มีบุญได้พานพบ
องค์พญานาคราชปรายตามองจารีย์ ก่อนจะเอ่ยสั่ง
“เจ้าจงตามไปส่งพวกนาง
ดูให้มั่นใจว่ากลับเรือนอย่างปลอดภัย”
“พะย่ะค่ะ”
แม้แปลกใจ
แต่จารีย์ก็ยอมทำตามรับสั่งอย่างว่าง่าย นาคาหนุ่มทำความเคารพผู้เป็นนาย
ก่อนจะแปลงกายคืนสู่ร่างจริงของตัวเอง แล้วแหวกว่ายออกจากถ้ำไป
“ส่วนเจ้า…”
อดีตพญานาคภศิหรืออำคาในปัจจุบันได้แต่กัดฟันจ้องมองใบหน้าขององค์ราชาด้วยแววตาโกรธแค้น
ภพก่อนเราต่างเติบโตมาด้วยกัน
ตระกูลรองของเขารับใช้ตระกูลหลักอย่างอีกฝ่ายมานานนับตั้งแต่องค์สมุทรากลับมาชิงบัลลังค์นั้นได้สำเร็จ
หลังจากนั้นเขาและครอบครัวถูกประหารอย่างเลือดเย็นเพียง
เพราะองค์สมุทราพึ่งได้รับรู้ความจริงว่าต้นตระกูลของเขามีสายเลือดตระกูลต้องโทษที่หนีรอดจากสงครามไปได้
กบฏภูวศิษฐ์ถูกสังหาร
สมุทรานาคราชทวงอำนาจขึ้นครองราชย์ต่อด้วยความยอมรับจากเหล่าพญานาคชั้นขุนนาง
แต่ต้นตระกูลของเขาเป็นเพียงญาติห่างๆ ที่ไม่ได้รู้เรื่องและร่วมกระทำการเลวร้ายนั่นด้วย
ต้นตระกูลของภศิหลบหนีออกจากเมืองไปเพื่อเอาตัวรอด
ก่อนที่จะเดินทางกลับมาสร้างครอบครัวอีกครั้งหลังจากที่เรื่องราวเลวร้ายของภูวศิษฐ์เงียบหายไป
เวลาผ่านไปหลายสิบปี
ราวกับทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ชื่อของกบฏร้ายแรงอย่างภูวศิษฐ์ถูกลืมเลือน
จนกระทั่งมีข่าวเกี่ยวกับสายเลือดของครอบครัวเขาหลุดกระจายออกไป
ตระกูลของภศิถูกโทษให้ประหารอย่างโหดเหี้ยม
ไร้เมตตา
วิญญาณหนุ่มรู้ดีว่าทั้งหมดเป็นความผิดพลาดของต้นตระกูลในอดีตชาติ
หากแต่ใช่ว่าทุกคนในตระกูลจะรู้เห็นและเข้าร่วมด้วย
ไม่มีการแยกแยะ และไม่มีการเว้นโทษไม่ว่าผู้ใด
หากมีสายเลือดของตระกูลภูวศิษฐ์ก็จะถูกฆ่าอย่างทุกข์ทรมาน
มันช่างไม่ยุติธรรม
เขาที่ถือกำเนิดใหม่เป็นภศินาคานั้นแสนจงรักภักดีต่อองค์สมุทราไม่ต่างจากทาสผู้ซื่อสัตย์
แต่สิ่งที่ได้รับกลับตรงกันข้าม
ในเมื่อทำดีแล้วไม่ได้ดี
เขาก็จะแก้แค้นให้สุดหัวใจ ต่อให้ตายตกไปอีกกี่ชาติก็ขอผูกจิตจองเวรไปตลอดกาล
“หากเจ้าอยากถูกจองจำเช่นเดียวกับปทุมธารา
ข้าก็จักสนองให้”
องค์สมุทราละเว้นโทษน้องสาวแท้ๆ
ของพญานาคภศิก็เพราะความเมตตาที่มี
ทั้งที่ความจริงแล้วสายเลือดของภูวศิษฐ์ควรถูกประหารไปให้สิ้นเสียด้วยซ้ำ
“ทหาร! พาตัวมันผู้นี้ไปขังที่ถ้ำหิน
จองจำเอาไว้มิให้เข้าสู่วัฏจักรการเวียนว่ายตายเกิดได้อีก”
“พะยะค่ะองค์ราชา”
สิ้นเสียงประกาศิต
เสียงร้องโหยหวนที่เต็มไปด้วยความทุกข์ทรมานของอดีตนาคาภศิก็ดังก้องไปทั่วถ้ำ
สมุทรานาคราชเบือนสายตาหันมองไปยังทางออกทางเดียวที่สองสาวผู้บุกรุกทั้งสองได้ใช้เดินทางออกไปก่อนหน้านี้ด้วยสายตานิ่งเรียบไม่ต่างจากห้วงน้ำลึก
ปทุมธารา
ในที่สุดเราก็ได้เจอกันเสียที
แม้ว่าเวลานี้อีกฝ่ายจะกลับมาเกิดเป็นเพียงมนุษย์นามว่าบัวบูชา
หากแต่หลายสิ่งที่ยังคงความเป็นนางเอาไว้ล้วนแล้วแต่มีผลต่อหัวใจแข็งแกร่งขององค์นาคาหนุ่มทั้งสิ้น
ไม่ว่าจะเป็นใบหน้า
กิริยา ท่าทางที่เขาแสนคุ้นเคยทำให้แววตาคู่คมเด็ดเดี่ยวขององค์สมุทราสั่นไหวรุนแรงอย่างน่าใจหาย
ทุกความทรงจำที่เราสองเคยมีร่วมกัน
ทั้งหมดนั่นยังคงตราตรึงฝังลึกอยู่ภายในอย่างยากจะลืมเลือน
กลิ่นกายหอมหวานของนาง
ทำให้สมุทรานาคราชรู้สึกอบอุ่นใจดั่งเช่นอดีตจนแทบจะห้ามตัวเองไม่ให้เอื้อมมือขยับเข้าไปโอบกอดกันไว้ไม่ไหว
ความโหยหาและคิดถึงสุดหัวใจตีรวนขึ้นมาในอก
องค์ราชาขบเม้มปากแน่น
พยายามข่มความต้องการลึกๆ ของตนเอาไว้ แม้จะยากเย็นเพียงใดก็ตาม
อีกไม่นาน
โทษทัณฑ์ที่เปรียบดั่งคำสาปผูกรัดทั้งตัวเขาและตระกูลผู้ทรยศเจ็ดชั่วอายุก็จะสิ้นสุด
ทั้งหมดมันจะจบลงเสียที
องค์สมุทราหลับตาแน่น
เขาปล่อยให้ความทรงจำอันงดงามไหลเวียนราวกับเรื่องราวมากมายของเรานั้นฟื้นคืนมาอีกครั้ง
คล้ายกำลังหยิบหนังสือเล่มโปรดขึ้นมาเปิดอ่านซ้ำๆ วนไปวนมา

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น