วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 12

 

 

 

บทที่ ๑๒

‘คำปดแลความจริง’

 

 

 

“เสียงรถใครมาหรอคะป้าอนงค์”

ยังไม่ทันที่คุณป้าแม่บ้านจะเอ่ยตอบกลับไป ร่างสูงของอังเตก็เดินก้าวเข้ามาในตัวบ้านราวกับได้รับการเชื้อเชิญจากใครทั้งๆ ที่ไม่มี

กระเป๋าสัมภาระสองใบถูกวางเอาไว้ข้างตัว

นาคาหนุ่มส่งยิ้มให้สองสาวต่างวัยด้วยท่าทีเป็นมิตร แม้ใบหน้าจะออกไปทางเคร่งขรึมดูดุดันไม่เข้ากับนิสัยที่แสดงออกมาก็ตาม

แม้เขาจะเข้ามาอย่างไม่มีตัวตน แต่วิญญาณทุกตนในอาณาเขตบ้านย่อมรู้ดีว่าอังเตคือใคร

แต่ใครจะกล้าขัดกันล่ะ

นี่อังเตมาเพื่อช่วยเลยนะ ถ้าอยากเห็นหลานสาวสิ้นใจก่อนถึงเวลาที่เหมาะสมก็ลองเข้ามาต่อต้านกันดู

บัวบูชาขมวดคิ้วเข้าหากันเล็กน้อย หญิงสาวจ้องมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างนึกสงสัย

“คุณเป็นใครคะ”

“คุณคือ… คุณบัวใช่ไหมครับ”

อังเตแย้มยิ้มสดใส โค้งตัวให้ด้วยท่าทางสุภาพ

“พ่อคุณส่งผมให้มาดูแลคุณน่ะ”

“...”

“คุณหมอท่านเห็นว่าคุณไม่มีรถ อยู่ที่นี่คงจะเดินทางลำบาก เผื่อบางทีคุณอยากจะออกไปเที่ยวที่ไหน”

คุณป้าอนงค์จ้องคนตรงหน้าตาเขม็ง เธอไม่อยากต้อนรับองครักษ์นาคาผู้นี้เลยสักนิด ทว่ากลับทำอะไรไม่ได้ ในเมื่อคุณผกาทิพย์เลือกที่จะยอมปล่อยให้อังเตเข้ามาได้ตามอำเภอใจ

บัวบูชาถอนหายใจยาวกับสิ่งที่ได้ยิน

ว่าแล้วเชียว อย่างบิดาของเธอเนี่ยนะจะยอมปล่อยให้ลูกสาวมาที่นี่ โดยไม่คิดทำอะไรแปลกๆ

“คุณพ่อนี่จริงๆ เลย บัวบอกแล้วแท้ๆ ว่าไม่ต้องส่งใครมา”

“ห้ามยากอยู่นะครับรายนั้น หากคุณท่านไม่ติดธุระคงจะมาดูแลคุณบัวด้วยตัวเอง”

“คุณจะอยู่ที่นี่จนกว่าบัวจะกลับเลยหรือเปล่าคะ”

บัวบูชาเชื่อทุกอย่างที่ได้รับฟังอย่างสนิทใจ

เธอไม่คิดสงสัยเลยสักนิด เพราะบิดามักทำแบบนี้อยู่บ่อยครั้ง

ตอนอยู่ปีหนึ่ง บัวบูชาขอไปเที่ยวทะเลกับเพื่อน คุณพ่อยังเคยจ้างบอดี้การ์ดตามไปดูแลเลย

“ครับ”

อังเตพยักหน้ายิ้มๆ แววตาคู่คมฉายแววกวนหยอกล้อผิดกับตอนคอยทำหน้าที่ทหารรับใช้องค์ราชาราวคนละคน

“ผมจะอยู่เป็นเพื่อนคุณที่นี่เอง”

ท่าทางบัวบูชาก็คงน่าจะเหงาอยู่หรอกนะ

เป็นมนุษย์เพียงคนเดียวที่มีผีเดินรายล้อมไปทั่วเลยนี่นา แม้อีกฝ่ายจะไม่รู้ตัวแต่ก็ต้องสัมผัสถึงความแปลกได้อยู่ดี

ในบ้านนี้มีอะไรหลายอย่างที่ดูแปลกไป ลึกๆ แล้วบัวบูชาคงรู้สึกได้แน่ว่ามีบางอย่างที่น่าวังเวงชอบกล

ได้ฟังแบบนั้น บัวบูชาก็อดยิ้มรับไม่ได้

ไม่รู้ทำไมเธอถึงแอบดีใจที่พ่อส่งอีกฝ่ายมา

ไปเที่ยวข้างนอกงั้นหรอ

อันที่จริงตั้งแต่มาอยู่บ้านคุณยาย นอกจากเทวาลัยที่ถูกบังคับให้ไปวันนั้นแล้ว เธอก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลย

“คุณมาเพื่อพาบัวไปเที่ยวจริงๆ หรอคะ”

อังเตหลุดหัวเราะเบาๆ เมื่อเห็นท่าทีแอบตื่นเต้นดีใจของบัวบูชา

เขาเห็นอีกฝ่ายมาตั้งแต่ยังเป็นทารกน้อยเลยด้วยซ้ำ ความเอ็นดูย่อมมีมากเป็นธรรมดา

ไม่ใช่แค่นั้นสิ

อังเตเห็นบัวบูชามาตั้งแต่ชาติก่อนๆ แล้วต่างหาก

ในเมื่อผู้คนที่นี่ต่างมีความเชื่อเรื่องการเวียนว่ายตามเกิด แล้วใครบอกกันล่ะว่ามันไม่จริง

“ครับ เอาเป็นว่าต่อจากนี้ถ้าคุณบัวอยากไปที่ไหนก็บอกผมมาได้เลย”

บัวบูชาเป็นเด็กน่ารัก นั่นทำให้อังเตเลือกที่จะมาที่นี่เพื่อช่วยเหลือเธอ ทั้งๆ ที่ชาติก่อนหน้านี้ไม่เคยคิดเอื้อมมือเข้าไปยุ่งเกี่ยวเลยสักครั้ง

แม้ภายนอกองค์ราชาสมุทราจะไม่แสดงออกอะไร แต่อังเตย่อมรู้ดีว่าลึกๆ แล้วพระองค์เจ็บปวดหัวใจเพียงใด

ทุกสิ่งที่ราชาของเขาทำลงไปก็เพราะมันคือวาจาที่ตนเคยกล่าวลงทัณฑ์เมื่อหลายร้อยปีก่อน

ใครว่าตระกูลผู้ต้องโทษทัณฑ์นั้นต้องทนรับความทุกข์ทรมานอยู่ฝ่ายเดียวกัน

ผู้ที่ต้องทนมองเห็นคำลงทัณฑ์ของตนนั้นดำเนินไปอย่างไม่อาจเอื้อมมือเข้าไปหยุดยั้งมันได้ทั้งๆ ที่อยากทำต่างหากที่ทรมานดั่งตายทั้งเป็น

โทษทัณฑ์นั้นไม่ได้เพียงตามติดสายเลือดของตระกูลภูวศิษฐ์เจ็ดชั่วอายุ แต่มันจองจำผู้ที่เอ่ยวาจานั้นดั่งโซ่ตรวนเส้นหนาที่ไม่อาจหลุดพ้นด้วยเช่นกัน               

“ผมชื่ออังเต จากนี้ไปผมสัญญาจะดูแลคุณให้ดีที่สุด”

วาจาสัญญากล่าวมั่นไม่ได้เป็นเพียงปากเปล่า อังเตเอ่ยคล้ายสัจจะสาบานที่เปล่งออกมาจากใจจริง

อีกไม่นานบัวบูชาจะหมดสิ้นอายุขัย

ทันทีที่ลมหายใจของบัวบูชาสิ้นลงก็จะถือเป็นจุดสิ้นสุดของโทษทัณฑ์ที่ทำหน้าที่ของมันมาอย่างยาวนาน

พวกเขาก็แค่ต้องรอเวลา

เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม ทุกอย่างจะดำเนินไปอย่างที่มันควรจะเป็นเอง

“ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณอังเต”

“เป็นเกียรติอย่างยิ่งเลยครับคุณหนูบัว”

“ป้าอนงค์คะ… อ้าว หายไปไหนแล้ว”

บัวบูชาหันมองป้าแม่บ้านที่เคยยืนอยู่ข้างกัน ก่อนจะประหลาดใจเมื่ออนงค์นั้นหายไป

เมื่อกี้ยังยืนอยู่ด้วยกันตรงนี้นี่นา

หญิงสาวคิดว่าจะไหว้วานให้อนงค์ไปจัดห้องพักให้อังเตสักหน่อยเชียว

“ดึกแล้ว ปล่อยแกไปนอนเถอะครับ ผมนอนที่ไหนก็ได้”

“บัวไม่รู้ว่าคุณจะมา ห้องอะไรก็ไม่ได้เตรียมเอาไว้ให้เลย”

“โซฟาก็ได้ครับ”

อังเตปรายตามองโซฟาเก่าๆ ที่เหลือแต่แกนไม้ด้านใน ทั้งยังมีราดำเหม็นชื้นตลอดแนว รวมไปถึงใยแมงมุมและฝุ่นหนาเกาะอยู่ด้วยสีหน้าเรียบๆ

ภาพลวงตาที่ผกาทิพย์สร้างอาจใช้ได้กับมนุษย์อย่างบัวบูชา แต่แน่นอนว่ามันใช้ไม่ได้กับนาคาอย่างอังเต

บัวบูชามองสีหน้าแปลกๆ ของอีกคนด้วยความไม่เข้าใจ

หญิงสาวหันมองโซฟานวมสีครีมที่มีลวดลายสลักงดงาม แม้มันจะดูยาวและกว้างใหญ่พอสำหรับให้ใครสักคนมานอนพักสายตาได้ แต่คงไม่เหมาะหากต้องนอนทั้งคืน

“ถ้าคุณนอนไม่สะดวก นอนห้องน้ำปรุงก็ได้นะคะ เดี๋ยวให้น้ำปรุงมานอนกับบัวแทน”

อังเตรีบส่ายหัว

“ไม่รบกวนดีกว่าครับ เดี๋ยวรอพรุ่งนี้เช้า ผมค่อยหาโรงแรมอีกที”

เห็นแบบนี้ อังเตก็หลอนเกินกว่าจะอยู่เรือนหลังนี้ไหว

“แล้วคุณจะอยู่โรงแรมตลอดไปเลยหรือไงคะ พ่อบัวจ้างคุณมาเท่าไหร่เนี่ย”

อังเตยกยิ้มกว้าง ยักคิ้วกวนๆ

“ก็เยอะมากพอจนผมอยู่ดูแลคุณได้อีกหลายเดือนแบบสบายๆ เลยล่ะ”

“นอนที่นี่เถอะค่ะ ไว้พรุ่งนี้บัวจะให้คนเตรียมห้องให้”

ตอนนี้คนอื่นหายไปไหนกันหมดนะ สงสัยเข้านอนกันแล้วแน่เลย

“ฮ้าววว~”

อังเตแสร้งอ้าปากหาว

“ผมพึ่งขับรถมาจากเมืองหลวง ง่วงจังเลยครับ”

องครักษ์หนุ่มยกมือขึ้นขยี้ดวงตาตนเบาๆ มือหนาโยนกระเป๋าเป้ใบหนึ่งลงบนโซฟาตัวใหญ่ ก่อนจะเอนหลังพิงและล้มตัวนอน

“ฝันดีนะครับคุณบัว”

“ฝันดีค่ะ ตามสบายนะคะคุณอังเต”

“ขอบคุณครับ”

อังเตรอจนบัวบูชาเดินขึ้นบันไดเข้าห้องนอนของตนไป ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ

ให้ตายเถอะ! ขนาดนาคาอย่างเขายังอยู่ยาก แล้วมนุษย์เพศหญิงตัวเล็กๆ อย่างบัวบูชาอาศัยอยู่ในที่แบบนี้ได้ยังไงกัน

ท่อนแขนหนายกขึ้นพาดหน้าผากด้วยท่าทางคิดไม่ตก

หลังจากนี้เขาควรจะทำอย่างไรต่อไปดี

 

 

 

 

 

เช้าวันต่อมา

 

“จัดสำรับให้แขกแล้วหรือยังอนงค์”

ผกาทิพย์ที่มีฟื้นฟูพลังวิญญาณของตนมาได้บ้างแล้วเดินออกมาจากห้องพักส่วนตัว โดยมีน้ำปรุงคอยประคอง

“เรียบร้อยแล้วค่ะคุณหญิง”

คำตอบของอนงค์ในชุดเสื้อคอกระเช้าสีม่วงเปลือกมังคุด ทำให้ผกาทิพย์พยักหน้ารับคำด้วยความพึงพอใจ

วันนี้วันเสาร์แล้วหรือเนี่ย

ตั้งแต่บัวบูชามาอยู่ที่นี่ วันเวลาทุกอย่างล้วนผ่านไปเร็วในความรู้สึกของเธอซะเหลือเกิน

“คุณยายตื่นแล้วหรือคะ”

บัวบูชายกยิ้มหวานมาแต่ไกล หญิงสาวเดินเข้ามากอดคุณยายที่เธอรัก โดยที่หญิงชราก็ไม่ลืมที่จะกอดหลานสาวตอบ

พอมีราชองครักษ์หลวงอย่างอังเตมาอยู่ร่วมด้วย ผกาทิพย์ก็รู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก เห็นทีองค์ราชาอาจทรงมีพระเมตตา บัวบูชาอาจรอดพ้นจากบ่วงกรรมของตระกูล

“บัวคิดถึงคุณยายจัง ไม่เจอกันตั้งหนึ่งคืน”

“ปากหวานอย่างนี้จะอ้อนอะไรยายหืม”

ผกาทิพย์ยกมือลูบผมหลานรักอย่างเอ็นดู

“วันนี้บัวอยากไปเที่ยวเล่นในเมือง”

“ไปกับคนของพ่อเราใช่ไหมลูก”

“ใช่ค่ะ แต่บัวว่าจะชวนน้ำปรุงไปด้วย” บัวบูชาส่งยิ้มให้เด็กสาวข้างกาย

“ไปเที่ยวด้วยกันนะน้ำปรุง”

“เอ่อ… วันนี้น้ำปรุงเหมือนจะไม่สบายเลยจ้ะ สงสัยจะเป็นไข้เข้าแล้ว”

น้ำปรุงมีท่าทีอ้ำอึ้ง เด็กสาวออกไปเที่ยวไกลขนาดนั้นไม่ได้

เธอไม่มีพลังวิญญาณมากพอ

“อ้าว เป็นหนักรึเปล่า ไปหาหมอดีไหม”

“ไม่เอาหรอกจ้ะ แค่กินยาสมุนไพรของแม่แล้วนอนพัก น้ำปรุงก็น่าจะดีขึ้นแล้ว”

“ให้น้ำปรุงพักเถอะหนูบัว เอาไว้วันหลังค่อยพาน้องไปเที่ยวด้วยกัน” ผกาทิพย์ช่วยพูดอีกแรง

“ถ้าอย่างนั้นพี่จะซื้อขนมมาฝากนะน้ำปรุง”

“อื้อ คุณบัวไปเที่ยวให้สนุกนะจ๊ะ น้ำปรุงจะรออยู่ที่บ้าน”

บัวบูชายิ้มรับ

“แล้วคุณยายอยากได้อะไรไหมคะ ในเมืองน่าจะมีของอร่อยเยอะเลย”

“ยายแก่แล้วทานอาหารอะไรก็ไม่ค่อยถูกปาก หนูทานให้อิ่มก็พอ ไม่ต้องเป็นห่วงยายหรอกลูก”

“คนแก่ที่ไหนจะสวยขนาดนี้ล่ะคะคุณยาย”

ผกาทิพย์ถึงจะอายุเยอะแค่ไหนก็สวยสำหรับบัวบูชาเสมอ

“ดูแลตัวเองนะหนูบัว แล้วยายจะรอหนูกลับมา”

“ค่ะคุณยาย”

แม้จะรู้สึกแปลกใจกับคำพูดที่ได้ยิน แต่บัวบูชาก็เลือกที่จะสลัดทุกความสงสัยทิ้ง

หญิงสาวหอมแก้มคุณยายอันเป็นที่รักอีกครั้ง ก่อนจะขอตัวเดินออกไปยังลานจอดรถที่มีอังเตรออยู่ก่อนแล้ว

“หวังว่าท่านจะดูแลบัวบูชาได้เป็นอย่างดี”

คุณหญิงผกาทิพย์พึมพำบอกอังเตที่นั่งรออยู่บนรถคันหรูหมายว่าเขาคงได้ยิน และมันก็เป็นแบบนั้น

อังเตเงยหน้ามองผ่านกระจกรถขึ้นมาสบตากับเธอราวกับเขารับรู้มัน และให้มั่นใจได้เลยว่าอยู่กับเขา บัวบูชาจะต้องปลอดภัย

“คุณบัวอยากแวะทานอะไรก่อนรึเปล่าครับ”

เมื่อขับรถเข้ามาถึงตัวเมือง สองฝั่งถนนสายหลักก็เต็มไปด้วยร้านค้ามากมาย

“แถวนี้เขาว่ามีร้านดังๆ เยอะเลย”

อังเตเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น นานๆ ทีเขาจะมีโอกาสเข้ามาใช้ชีวิตปะปนกับมนุษย์

“คุณทานข้าวมาแล้วไม่ใช่หรอคะ”

บัวบูชาเลิกคิ้วสงสัย

เมื่อเช้าในมื้ออาหารอังเตยังบอกว่าอิ่มแล้วจึงไม่ขอร่วมโต๊ะด้วยเลย

พึ่งผ่านมาไม่นานเท่าไหร่ ทำไมหิวอีกแล้วล่ะ

“คุณหิวแล้วหรอ"

“ก็ที่นี่ของน่าอร่อยเยอะเลยนี่ครับ” 

อังเตหัวเราะร่วน

บ้านเรือนในเมืองบรรยากาศดีน่ามองกว่าที่เรือนริมน้ำนั่นเป็นไหนๆ เรือนไม้เก่าที่หลังคาหายไปเกือบครึ่งนั้นช่างไม่น่าจรรโลงใจเอาซะเลย

“ถ้าคุณหิวก็เลือกเลย จริงๆ บัวทานมาแล้ว แต่ทานเป็นเพื่อนคุณอีกก็ได้ค่ะ”

สิ้นคำอนุญาต อังเตก็เลี้ยวรถเข้าร้านอาหารร้านหนึ่งที่หมายตาเอาไว้อย่างไม่ลังเล

“ไหนว่ามาปกป้องคุณบัว ท่าทางเจ้าดูเหมือนอยากลงมาเที่ยวสนุกที่โลกมนุษย์เสียมากกว่า”

อังเตหยุดมือที่กำลังจะตักอาหารพื้นเมืองเข้าปาก นัยน์ตาคมตวัดมองเพื่อนสนิทที่หายตัวเข้ามานั่งอยู่ข้างๆ กัน ทั้งๆ ที่มีบัวบูชานั่งอยู่ฝั่งตรงข้าม

“โห น่ากินจริงๆ ด้วยค่ะคุณเต ขนาดบัวอิ่มแล้วท้องยังร้องเลย”

จารีย์หันมองบัวบูชาด้วยความรู้สึกมากมายในใจ

ร่างสูงในชุดโจงกระเบนดูแตกต่างจากคนอื่นๆ แต่มันไม่ได้มีปัญหาเมื่อไม่มีใครสามารถมองเห็นเขา

มือเล็กตักอาหารชิมจานนู้นคำจานนี้คำด้วยท่าทางสดใส นั่นทำให้จารีย์เผลอหลุดยิ้มตาม

“อะแฮ่ม!”

อังเตแกล้งกระแอมในลำคอ ให้จารีย์พ่นลมหายใจใส่เพื่อนอย่างนึกเซ็ง

น่าอิจฉาชะมัด

ทำไมไม่เป็นเขากันที่ได้รับมอบหมายให้ทำหน้าที่นี้

“ทานเยอะๆ นะคุณบัว มื้อนี้ผมเลี้ยงเอง”

อังเตใช้ช้อนกลางตักอาหารใส่จานบัวบูชาให้อีกฝ่ายได้ลองชิม หญิงสาวยิ้มหวานไม่หยุดพาให้หัวใจของเหล่าองครักษ์ฟูฟ่องเป็นสีชมพู

อยู่กับสตรีมันจรรโลงใจอย่างนี้นี่เอง ต่างจากตอนอยู่กับองค์ราชาผู้เคร่งขรึมราวฟ้ากับดิน

“คุณพ่อต้องไว้ใจคุณมากแน่ๆ ถึงได้ให้เงินเยอะแยะขนาดนี้”

อังเตไม่เหมือนบอดี้การ์ดคนอื่นๆ ที่บิดาเคยจ้างมาดูแลเธอเลย อีกฝ่ายดูเหมือนเป็นญาติห่างๆ ของบิดาที่ไว้ใจจนส่งมาตามประกบเธอซะมากกว่า

“อาหารพวกนี้ไม่ได้แพงขนาดนั้นสักหน่อยนี่ครับ คุณบัวล่ะก็”

เป็นจารีย์ที่อดเบะปากใส่เพื่อนไม่ได้

เงินทองพวกนั้นล้วนแลกมาด้วยแก้วแหวน เครื่องประดับ และทรัพย์สินส่วนพระองค์ของราชาสมุทราทั้งนั้น

เจ้าอังเตนี่ชักน่าโมโหขึ้นมาจริงๆ แล้ว

น่าให้องค์ราชาสั่งลงโทษซะให้เข็ดเลย

 

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...