บทที่ ๑๑
‘เรามาเพื่อช่วย’
ปัจจุบัน
บรรยากาศเย็นชื้น อุดมสมบูรณ์เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ
ทั้งพืชผลนานาพันธุ์และสัตว์น้อยใหญ่ต่างอยู่อาศัยกันอย่างสงบสุข
พื้นที่บริเวณนี้มีแผ่นป้ายไม้สลักซีดๆ
ตัวอักษรสีจางตามกาลเวลาถูกขีดเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น ‘เขตหวงห้าม’
ไม่ว่าผู้ใดที่กล้าย่างกรายเข้ามาล้วนแล้วแต่หลงเหลือกลับไปเพียงนาม
ไร้ซึ่งชีวิตลมหายใจ ไม่อาจก้าวกลับออกไปได้แม้แต่วิญญาณ
มนุษย์หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือคำสาป
บ้างก็เชื่อว่าบริเวณน่านน้ำนี้มีกระแสน้ำวนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถว่ายทวนกระแสหลุดออกมาจากสายน้ำที่ไหลเชี่ยวได้
ไม่ว่าความเชื่อแบบใด
ที่แห่งนี้ก็ล้วนอันตรายต่อผู้คนที่พบเจอ
ลึกลงไปหลายแสนฟุต
มีถ้ำหินอยู่เบื้องล่างเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และเมืองบาดาลเข้าไว้ด้วยกัน
เยื่อประตูบางๆ กางกั้นทั้งสองโลกเอาไว้
โดยที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น แม้แต่มนุษย์ผู้เก่งกล้าวิชาอาคมก็ไม่อาจรุกล้ำเข้ามาได้
หากเจ้าของอาณาเขตไม่อนุญาต
“เพลานี้อำคากำเริบนักพะยะค่ะ
มันคอยป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ใกล้เธอราวกับหมายจักเอาชีวิต
ทุกอย่างที่เกิดจากฝีมืออำคาล้วนแล้วแต่มิใช่เรื่องดีทั้งสิ้น”
คำรายงานจากจารีย์ พาให้นัยน์ตาคู่คมแสนเรียบนิ่งตวัดมอง
“ปล่อยไป”
เสียงทุ้มกล่าวอย่างทรงอำนาจ
“ผีที่ต้องรอแต่ของเซ่นไหว้จากมารดา
มิมีเหลือแม้แต่บุญบารมีของตนเอง คิดว่าเจ้านั่นจักทำสิ่งใดได้”
แม้วาจาที่เปล่งออกมาจะไร้ซึ่งความรู้สึกใด หากแต่ใครจะรู้ว่ายามเอ่ยถึงชื่อนี้
พญานาคราชกลับรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างจากผีร้ายอย่างอำคา
อำคาคือหนึ่งในสายเลือดของภูวศิษฐ์ที่กลับชาติมาเกิด
คืออดีตเพื่อนและองครักษ์คู่ใจที่ผูกพันกันดั่งครอบครัว
ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อความจริงปรากฏพร้อมกับการกลับมาของโทษทัณฑ์
จารีย์พยักหน้ารับ
องครักษ์หนุ่มรู้ดีว่ายามนี้องค์ราชาของตนกำลังรู้สึกเช่นไร
“ครานี้อำคาดลใจให้บัวบูชาเกือบพลัดตกเรือนได้
กระหม่อมคิดว่าอีกมินานเธอคงมิสามารถหนีโทษทัณฑ์ที่ตามติดมาได้อีกต่อไป”
สมุทราโคลงศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้
เขาทรุดกายนั่งลงบนตั่งบัลลังก์ทอง
“ท่านจักช่วยนางตามคำร้องขอของแม่ผกาทิพย์หรือไม่พะยะค่ะ”
คำถามไม่น่ารื่นรมย์ถูกเอ่ยออกจากปากคนสนิทให้ราชานาคราชตวัดตามองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก
“ไตร่ตรองดีแล้วหรือจึงเอ่ยเช่นนี้”
จารีย์รีบก้มหน้าลง โค้งศีรษะและโน้มลำตัวลงต่ำเพื่อกล่าวขออภัย
“ขอประทานอภัยพะยะค่ะ”
“เจ้าจงตามดูนางทุกฝีก้าว
ข้ากำลังสงสัยว่าผกาทิพย์อาจคิดทำการสิ่งใดที่มิควรต่อกฎการอยู่ร่วมกันของวิญญาณ”
ผีทั้งเรือนอยู่ร่วมกับมนุษย์
ฟังยังไงก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น
“นางยอมทำทุกทางเพื่อปกป้องหลานสาว” จารีย์เอ่ยเสริม
“หากเป็นเช่นนั้นจริง
นางจำต้องได้รับโทษอย่างเหมาะสม”
“เรือนไม้ของนางเคยมอดไหม้
บัดนี้อยู่ได้ด้วยพลังวิญญาณ
กระหม่อมเกรงว่าหากบัวบูชาอยู่ที่นั่นต่อไปจักมิใช่เรื่องที่ดี”
สมุทรานิ่งฟังสหายคนสนิทกล่าวต่อ
“มนุษย์มิอาจอยู่ร่วมกับวิญญาณได้นาน เมื่อพลังวิญญาณอ่อนลง
ที่แห่งนั้นก็มิต่างจากเรือนร้างไร้ผู้ใด”
ทั้งที่อายุขัยของบัวบูชาเหลืออีกเพียงไม่นานแล้ว
แต่วิญญาณเหล่านั้นกลับพากันดันทุรังทำเรื่องน่าขันที่ไม่มีวันทำได้จริง
คิดหรือว่าบุญที่สะสมมาจะไม่มีวันหมดลง
ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งทำลายแม้กระทั่งอำนาจแห่งดวงจิตของตนเองและพวกพ้องก็เท่านั้น
“นางยังคงไปภาวนาที่เทวาลัย
แลให้หลานสาวนำเครื่องสักการะไปที่นั่นด้วย”
จารีย์เอ่ยรายงาน
ตัวเขาได้รับคำสั่งให้คอยสอดส่องดูแลชาวบ้านที่ไปขอพรด้วยความศรัทธา
และหนึ่งในนั้นมีผกาทิพย์รวมอยู่ด้วยเสมอ
ขึ้นชื่อว่าวิญญาณ ไม่ว่าจะมีบุญสูงส่งแค่ไหนก็คือวิญญาณอยู่ดี
เทวาลัยคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์
เปรียบเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับเมืองบาดาล
มีเหล่าทหารนาคาคอยคุ้มครองปกปักษ์รักษา
และวิญญาณพวกนั้นก็ไม่ควรรุกรานในที่แห่งนี้
“หากบัวบูชากราบไว้ท่านด้วยศรัทธาที่แท้จริงเล่า
เช่นนั้นนางควรได้รับการปกป้องจากท่านด้วยหรือไม่”
จารีย์จ้องมองเจ้านายที่ตนลั่นวาจาว่าจะมอบชีวิตถวายลมหายใจให้ตลอดไปด้วยความใคร่รู้
ถึงท้ายที่สุดองค์ราชาจะเผลอยื่นมือเข้าไปปกป้องบัวบูชาจากอำคาอยู่หลายครั้ง
ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ่วงกรรมอื่นๆ ของบัวบูชาเลย
แม้คำลงทัณฑ์จะกำลังรอวันพรากชีวิตของหญิงสาวไป
“อดีตที่เคยกระทำมิอาจลบล้างด้วยการกระทำจากอนาคตได้
มิว่ามันผู้นั้นจักตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่กรรมย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลง”
“กระหม่อมเข้าใจแล้ว”
“เกิดเรื่องแล้วพะยะค่ะองค์ราชา!”
เสียงตะโกนโวยวายของอังเต
องครักษ์อีกคนที่สมุทรารับเอาไว้เป็นผู้ดูแลข้างกาย
ทำเอาจารีย์หันมองอย่างนึกตำหนิ
“มีเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงกระทำตัวโหวกเหวกโวยวายไร้สัมมาคารวะเช่นนี้ต่อหน้าองค์สมุทรา”
“ที่เรือนคุณหญิงผกา...”
สองนายบ่าวนิ่งเงียบ
“ตอนนี้ชาวบ้านพากันทำพิธีขับไล่วิญญาณ
อาจเป็นเพราะทนเห็นวิญญาณสาวใช้วนเวียนเข้าออกอยู่บริเวณนั้นมิไหว”
“หาใช่เรื่องของเราไม่”
ถ้อยคำเย็นชาจากองค์ราชาเหนือหัวพาให้อังเตมองหน้าจารีย์อย่างขอความคิดเห็น
“ท่านว่ากษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำมิใช่หรือ
ผกาทิพย์จัดอยู่ในผู้ที่ศรัทธาท่านมาแสนนานตั้งแต่จำความได้ เช่นนั้นแล้ว…”
เป็นจารีย์ที่กล้าเอ่ยท้วงขึ้นมา
ให้สมุทราขบกรามแน่น
“พอที”
สององครักษ์คนสนิทลอบมองใบหน้ากันยามกลืนก้อนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก
ทั้งคู่รีบก้มหัวให้องค์นาคาในทันใด เริ่มรู้สึกเกรงกลัวว่าอาจถูกโทษทัณฑ์ร้ายแรง
“อยากทำสิ่งใดก็แล้วแต่พวกเจ้าแล้วกัน”
ประโยคน่าเหลือเชื่อพาให้จารีย์และอังเตเงยหน้าขึ้นมององค์สมุทราอย่างไม่อยากจะเชื่อหู
“จากนี้ไป ข้ามิขอออกความเห็นใดเกี่ยวกับตระกูลนี้อีกจนกว่าจักถึงเพลาที่สายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลสิ้นอายุขัย”
ใกล้แล้ว
เวลาที่ทุกคนต่างก็รอคอย
การประหารเจ็ดชั่วโคตรกำลังจะยุติลง
การสูญเสียอย่างยาวนานของตระกูลภูวศิษฐ์กำลังจะจบลงตามลมหายใจของบัวบูชา
รวมถึงความทุกข์ทรมานในใจขององค์สมุทราด้วยเช่นกัน
เขาลงทัณฑ์ภูวศิษฐ์และลูกหลานในตระกูล
ล้างแค้นให้แก่วงศ์ตระกูลได้สำเร็จ
ทว่าคำสาปของภูวศิษฐ์เองก็เกิดขึ้นตามคำกล่าวสุดท้ายอย่างที่สมุทราก็ไม่อาจหลีกหนี
ตลอดเวลาที่ผ่านมา
สมุทรานั้นช่างทุกข์ระทมในจิตใจเสียเหลือเกิน
มันถึงเวลาแล้วที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงเสียที
“เช่นนั้นกระหม่อมขอออกตัวช่วยนาง”
อังเตรีบเอ่ย เขาเห็นผกาทิพย์มานาน
รวมถึงบัวบูชาที่เติบโตขึ้นจากที่นี่ในวัยเด็กด้วยเช่นกัน
บัวบูชาเป็นหญิงสาวที่ถูกต้องตามเพศสตรี
มีกิริยามารยาทแสนงดงาม ใบหน้าหวานสวยสด วาจาไพเราะนุ่มนวลน่าฟัง
แม้จะแสบไปบ้างตามประสา แต่กลับขยันกระทำแต่คุณงามความดี
ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใดในทุกขณะจิตที่หายใจ
เธอเป็นที่รักใคร่และเอ็นดูของเหล่ามนุษย์
ทวยเทพเทวดา และเหล่านาคาอย่างพวกเขา
“หากถึงเพลาที่ท่านกล่าว
กระหม่อมสัญญาจักมิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับดวงชะตาชีวิตของผู้ใด”
ยามเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว
ต่อให้เป็นผู้วิเศษมีอำนาจมากล้นมือ
หรือแม้แต่ผู้ที่เอ่ยลงทัณฑ์นั้นด้วยตนเองอย่างองค์สมุทราก็ไม่อาจขัดขวางคำประกาศิตที่เคยเอ่ยออกจากปากในอดีตได้
พญานาคทุกตนรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี
“ข้าอนุญาต”
“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพะย่ะค่ะ”
อังเตยกมือไหว้ขึ้นเหนือหัว
ก่อนจะรีบออกไปในทันที
“เช่นนั้นกระหม่อม…”
เสียงของสหายอีกคนที่นิ่งฟังอยู่นานดังขึ้นให้สมุทราปรายตามอง
จารีย์ยกยิ้มแหย กลืนถ้อยคำที่อยากกล่าวเสียสิ้น
“ข้าจักรออยู่ที่นี่เช่นพระองค์… ก็ได้พะย่ะค่ะ”
คำตอบจากจารีย์ช่างน่าฟัง
องค์สมุทรานิ่งมองด้วยความพึงใจ
เสียงขู่ฟ่อของอำคาดังขึ้น
ยามปรากฎกายให้ชาวบ้านนับร้อยชีวิตได้มองเห็น
วิญญาณหนุ่มในตอนนี้เปรียบดั่งสัตว์ประหลาดน่ากลัวน่าสยดสยอง
เล็บนิ้วมือทั้งสิบยาวแหลม
ดวงตากลมลึกโบ๋มีแววตาแฝงอยู่ด้านในนั้น คมเขี้ยวงอกยาวออกมาจากปาก หากจะบอกว่าสิ่งตรงหน้าคืออสูรกายที่หลุดออกจากขุมนรกก็คงไม่เกินจริงนัก
ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่พวกชาวบ้านกำลังหวาดกลัวนั้นกลับกลายเป็นความจริงทุกประการ
คบเพลิงจำนวนมากถูกจุดต่อกัน
ไม่ใช่เพื่อให้แสงสว่าง แต่ถูกนำมาใช้แผดเผาเรือนริมน้ำผีสิงแห่งนี้ให้มอดไหม้อีกครั้งต่างหาก
“เป็นผีทำไมไม่อยู่ส่วนผี
เป็นตายร้ายดีวันนี้กูจะเผาที่นี่ให้วอดวายกว่าเดิมให้ดู!”
เสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านต่างพากันเห็นด้วย
เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน
จู่ๆ พวกชาวบ้านก็เริ่มเห็นวิญญาณในเรือนออกมาป้วนเปี้ยนและใช้ชีวิตปะปนกับคนราวกับไม่ยอมไปผุดไปเกิด
คราวแรกก็อยู่กันได้แบบสุขสงบอยู่หรอก
แต่พักหลังๆ กลับมีผีสาวใช้มาจ่ายตลาด และหยิบยื่นเศษใบไม้ให้แทนเงินตรา
และเริ่มอาละวาดหนักขึ้นเรื่อยๆ
จนพวกชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะออกมาทำมาหากินเหมือนอย่างเคย
“พ่อหมอจัดการเลย จับมันใส่หม้อไปเลย!”
“ใช่ๆ ถ่วงน้ำไปเลย”
เมื่อได้ยินเสียงยุ
หมอผีวัยกลางคนที่มีหนวดเครายาวตลอดคางและสันกรามก็เริ่มบริกรรมคาถาบางอย่าง
ยังไม่ทันได้ท่องมนต์จบพิธี วิญญาณอำคาก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ร่างของเขา ก่อนจะหลุดวับหายไปให้ชาวบ้านต่างนิ่งตะลึงงัน
“กรี๊ด!”
เท่านั้นไม่พอ จู่ๆ
พ่อหมอคนดังกล่าวก็เริ่มทึ้งเส้นผมของผู้คนรอบข้าง
ลงมือทำร้ายร่างกายจนเกิดเหตุวุ่นวายดังจ้าละหวั่นทั่วอาณาบริเวณ
ในขณะที่ผู้คนกำลังพากันวิ่งหนีตายจากพ่อหมอนั้นเองก็มีรถคันหรูขับเข้ามาใกล้ให้ชาวบ้านบางส่วนหยุดชะงักลง
หลายคนมองมาด้วยความสงสัย
กระจกเงาวับข้างคนขับค่อยๆ ลดลงปรากฏเป็นชายหนุ่มรูปงามหน้าตาคมเข้ม
สูงกำยำคล้ายนายแบบหรือดาราคนดังในทีวี
ชายคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอังเตนั่นเอง
ก่อนหน้านี้องครักษ์หนุ่มนำแก้วแหวนเงินทองขององค์ราชามาเนรมิตจัดแจงถอยรถคันหรูและเครื่องแต่งกายงดงามให้เข้ากับยุคสมัยของมนุษย์
แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากการอนุญาตของราชาสมุทราทั้งสิ้น
“มีสิ่งใดกันรึ”
หลังเผลอหลุดวาจาที่เคยใช้กล่าวมานานนับร้อยปี พญานาคหนุ่มก็กระแอมเบาๆ
ในลำคอก่อนจะเอ่ยใหม่อีกครั้ง
“เอ่อ... มีเรื่องอะไรกันหรอครับ”
ใบหน้างงงวยของชายแปลกหน้าไม่คุ้นตา
ทว่ามีบุคลิกน่าค้นหา
ทั้งยังดูเป็นมิตรมากเสียจนหนุ่มสาวในขบวนขับไล่ของพวกชาวบ้านเริ่มพากันซุบซิบว่าคนตรงหน้าใช่ดาราจริงๆ
หรือไม่
“ที่นี่มันมีผี
พวกมันเฮี้ยนจนชาวบ้านแทบไม่ได้หลับได้นอน”
นอกจากผีสาวรับใช้จะพากันเทียวเข้าไปซื้อกับข้าวกับปลาทุกวันแล้ว
ยังชอบส่งเสียงร้องโหยหวนยามวิกาลจนชาวบ้านได้ยินดังก้องไปทั่ว
ความเฮี้ยนหลอนนั้นผลักดันให้ความกลัวเปลี่ยนเป็นแรงฮึดสู้จนได้รวมพลกันมาในวันนี้
“ใช่ๆ”
กลุ่มชาวบ้านด้านหลังขบวนพยักหน้ายืนยัน
“ว๊าย! หนีเร็ว พ่อหมอถูกพวกมันสิงร่างแล้ว”
เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังขึ้น
ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโวยวาย
ความวุ่นวายกาลาหลตรงหน้า
ทำให้อังเตกุมขมับ
โชคดีที่เขามาทันเวลาพอดี
ถ้ามาช้ากว่านี้เห็นทีเรือนคุณหญิงผกาทิพย์คงได้วอดวายเป็นครั้งที่สอง
และคนที่จะแย่ที่สุดก็คงไม่พ้นบัวบูชา
“ใจเย็นๆ กันก่อนนะครับ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว
ผมเป็นหลานชายคุณหญิงผกาทิพย์ที่ถูกเรียกตัวมาที่นี่เพราะท่านล้มป่วย”
อังเตนาคราชยืดอก
ติ๊ต่างโกหกพูดปดคำโตอย่างเป็นธรรมชาติ
บางครั้งคำโกหกก็อาจน่าฟังมากกว่าความจริง
ลองให้เขาบอกพวกชาวบ้านออกไปว่าตนเป็นนาคาแปลงกายมา
ทั้งยังเป็นบริวารคนสนิทขององค์ราชานาคราชผู้ยิ่งใหญ่ดูสิ
เห็นทีว่าเรื่องวันนี้มันคงไม่มีวันจบลงง่ายๆ
“มันจะเป็นไปได้ยังไงก็บ้านหลังนี้มันไหม้...”
เสียงของคุณลุงคนหนึ่งเงียบลงทันที
เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ต่างพากันยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ
อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตน
ตอนนี้เรือนริมน้ำของคุณหญิงผกาทิพย์กลับมางดงามดั่งสมัย
๒๐ ปีก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน
ต้นไม้รอบบริเวณผลิดอกสวยบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่ว
ก่อนหน้านี้ตัวเรือนมีแต่คราบเขม่า
แถมต้นไม้โดยรอบก็ตายเกลี้ยง พาให้ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบสงสัย
“อ๋อ… เดี๋ยวก่อนนะ ผมนึกออกแล้ว”
อังเตเอ่ยเรียกความสนใจของชาวบ้านให้หันมอง
“พวกคุณหมายถึงเมื่อหลายเดือนก่อนที่มีทีมงานมาเช่าที่ขอถ่ายละครใช่รึเปล่า
นี่ผมเกือบลืมแล้วนะเนี่ย”
เสียงซุบซิบของชาวบ้านดังระงมอย่างสับสน
บางส่วนเริ่มคิดว่าอังเตอาจจะเป็นหนึ่งในวิญญาณหลอนที่มาหลอกกัน
แต่ผีสางที่ไหนจะหล่อและดูดีขนาดนี้
ทั้งยังขับรถคันหรูเข้ามาให้เห็นกับตานั่นอีก
“ตอนนั้นที่เรือนของเราถูกตกแต่งใหม่
เพื่อจัดฉากสำหรับถ่ายละครน่ะครับ ไม่คิดว่าจะทำให้ทุกคนตกใจจนเข้าใจผิด”
อังเตยกยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางสุภาพสบายๆ
ดูเป็นกันเองเสียจนคนมองเริ่มไม่กล้าเอ่ยแย้งคำใดออกมา
ทั้งหมดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
ก่อนจะมีคุณยายใจกล้าผู้หนึ่งกล่าวออกมา
“เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นข่าวออกจะดัง”
“ใช่ๆ
ข่าวคุณหญิงกับคนในบ้านถูกลูกชายตัวเองฆ่าตายใครๆ ก็รู้
อีกอย่างหลานคุณหญิงผกาเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรอ แกไม่มีหลานชายสักหน่อย
โมเมแล้วพ่อหนุ่ม”
“เอ ผมก็ไม่ได้ตามข่าวที่ไทยนานแล้วด้วยสิ
มันเกี่ยวกับสัญญาโปรโมทหนังรึเปล่านะ”
อังเตนาคราชทำท่าทางครุ่นคิด
“รบกวนใครสักคนช่วยเปิดข่าวนั้นให้ผมดูหน่อยสิครับ
ผมจะได้คิดเงินค่าโปรโมทย้อนหลังกับทีมงานเพิ่มทีเดียวเลย”
สิ้นคำพูดของอังเต
ชาวบ้านที่ยังดูวัยรุ่นและพอมีมือถือก็เริ่มหยิบมือถือขึ้นมากดค้นหาข่าวการตายของคุณหญิงผกาทิพย์
ทว่าทั้งหมดกลับว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีเรื่องนั้นเกิดขึ้น
“พ่อหนุ่มเป็นหลานคุณหญิงจริงๆ หรอ
ถ้าใช่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเห็นหน้า”
“ผมพึ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศน่ะครับ”
คนมีเงินแถวระแวกนี้มักชอบส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็ก
มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรจนชาวบ้านพากันคล้อยตาม
พวกเขาหันมองเรือนไม้สวยตรงหน้าอีกครั้ง
ก่อนจะเริ่มนึกสับสนกับตัวเอง
แล้วก่อนหน้านี้กันล่ะ พวกเขาตาฝาดงั้นหรือ
เป็นอุปทานหมู่หรืออย่างไรกัน
“ถ้าผมเป็นใครก็ไม่รู้
จะกล้าขับรถแบบนี้เข้ามาในบ้านผีสิงหรอครับ” อังเตแสร้งหัวเราะ
“รบกวนทุกคนช่วยหลีกทางให้หน่อยนะ ผมจะเข้าบ้าน”
แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อ
แต่ทุกสิ่งที่อังเตพูดล้วนมีเหตุผลจนคนฟังเถียงไม่ออก
เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผีอำคาในร่างพ่อหมอได้เห็นอังเตจึงรีบหายตัววับออกจากร่างไป
“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้” หมอผีคนเดิมพึมพำเสียงดัง
ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวคล้ายหมอผีในหนัง
ขณะนี้ดูคล้ายคนสติหลุด วิ่งหลบไปจากบริเวณให้ชาวบ้านพากันยืนงง
ทั้งที่พ่อหมอคนนี้เลื่องชื่อนักหนา
ปราบผีร้ายอยู่หมัดมานักต่อนัก จนถึงขนาดชาวบ้านต้องพากันไปเชิญจากอีกเมืองโดยเฉพาะ
ดูเหมือนว่าที่พึ่งเดียวของพวกเขาจะพึ่งพาอะไรไม่ได้เสียแล้ว
เมื่อที่พึ่งและเสาหลักของความเชื่อนั้นจากไป
ชาวบ้านจึงได้แต่พากันมองเรือนคุณหญิงอย่างนึกขยาด
เมื่ออังเตปิดกระจกรถลงและกลับไปอยู่ในตำแหน่งคนขับอีกครั้ง
ผู้คนก็ค่อยๆ ยอมหลีกทางเป็นแนวยาวให้ตัวรถเคลื่อนผ่านประตูรั้วที่จู่ๆ
ก็เปิดเลื่อนออกเองเข้าไปด้านใน
พวกชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านตนเองอย่างง่ายดาย
แม้จะยังคงสับสนและสงสัยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากเพียงใดก็ตาม
เสียงเครื่องยนต์จากรถสปอร์ตคันหรูดังเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงบของบ้านสวนริมน้ำ
เรียกความสนใจของบัวบูชาที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่บริเวณชานบ้านหันมองอย่างนึกสงสัย
บัวบูชาไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ด้านนอกเลยแม้แต่นิด
โชคดีที่คุณหญิงผกาทิพย์ยังพอมีพลังเหลือในการสร้างม่านบังตาไม่ให้หลานสาวต้องออกไปพบเจอความวุ่นวายด้านนอก
อังเตดับเครื่อง ก่อนจะก้าวลงมาจากรถ
นาคาหนุ่มปรายตามองบริวารคุณหญิงที่ยืนโชกเลือดตัวไหม้เกรียมรายล้อมอยู่ทั่วเป็นวงกว้าง
ของเสียทั้งเลือดและน้ำเหลืองที่ตัวส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง
บ้างก็ไร้ลูกนัยน์ตา เบ้าตากลวงโบ๋ บางรายแขนขาบิดเบี้ยวผิดรูปน่าสยดสยอง
มองปราดเดียว
อังเตก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าหลานสาวของคุณหญิงผกาทิพย์คงไม่เคยได้มองเห็นภาพเหล่านี้เป็นแน่
โอ้สวรรค์!
นี่บัวบูชาต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งใดกันเนี่ย
“เรามาเพื่อช่วย”
อังเตถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทรงพลังไม่ต่างจากผู้เป็นนาย
วิญญาณในเรือนต่างมองมายังเขาเป็นจุดเดียว
ไม่นานก็หายวับไปโดยไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อกัน
พวกเขาคงเป็นห่วงเจ้านายตัวเอง
แม้ตายไปแล้วก็ยังคงจงรักภักดีกับผกาทิพย์ไม่เปลี่ยน ทั้งยังห่วงใยจนไม่ยอมไปผุดไปเกิดที่ไหน
ตอนผกาทิพย์ยังมีชีวิตอยู่คงใจดีกับทุกคนที่นี่มากเลยจริงๆ
ช่างน่าเห็นใจที่คนดีๆ
แบบนี้ต้องพบเจอกับเคราะห์กรรมที่เป็นผลมาจากการกระทำที่ตนเองเคยก่อไว้ในอดีต
แม้ชาตินี้จะไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเลยก็ตาม

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น