วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 11

 

 

บทที่ ๑๑

‘เรามาเพื่อช่วย’

 

 

 

ปัจจุบัน

 

บรรยากาศเย็นชื้น อุดมสมบูรณ์เปี่ยมไปด้วยธรรมชาติ ทั้งพืชผลนานาพันธุ์และสัตว์น้อยใหญ่ต่างอยู่อาศัยกันอย่างสงบสุข

พื้นที่บริเวณนี้มีแผ่นป้ายไม้สลักซีดๆ ตัวอักษรสีจางตามกาลเวลาถูกขีดเขียนเอาไว้อย่างชัดเจนว่าเป็น ‘เขตหวงห้าม’

ไม่ว่าผู้ใดที่กล้าย่างกรายเข้ามาล้วนแล้วแต่หลงเหลือกลับไปเพียงนาม ไร้ซึ่งชีวิตลมหายใจ ไม่อาจก้าวกลับออกไปได้แม้แต่วิญญาณ

มนุษย์หลายคนเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นคือคำสาป บ้างก็เชื่อว่าบริเวณน่านน้ำนี้มีกระแสน้ำวนที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติอยู่บ่อยครั้งจึงทำให้ไม่มีผู้ใดสามารถว่ายทวนกระแสหลุดออกมาจากสายน้ำที่ไหลเชี่ยวได้

ไม่ว่าความเชื่อแบบใด ที่แห่งนี้ก็ล้วนอันตรายต่อผู้คนที่พบเจอ

ลึกลงไปหลายแสนฟุต มีถ้ำหินอยู่เบื้องล่างเป็นทางเชื่อมระหว่างโลกมนุษย์และเมืองบาดาลเข้าไว้ด้วยกัน

เยื่อประตูบางๆ กางกั้นทั้งสองโลกเอาไว้ โดยที่ไม่มีผู้ใดมองเห็น แม้แต่มนุษย์ผู้เก่งกล้าวิชาอาคมก็ไม่อาจรุกล้ำเข้ามาได้ หากเจ้าของอาณาเขตไม่อนุญาต

“เพลานี้อำคากำเริบนักพะยะค่ะ มันคอยป้วนเปี้ยนวนเวียนอยู่ใกล้เธอราวกับหมายจักเอาชีวิต ทุกอย่างที่เกิดจากฝีมืออำคาล้วนแล้วแต่มิใช่เรื่องดีทั้งสิ้น”

คำรายงานจากจารีย์ พาให้นัยน์ตาคู่คมแสนเรียบนิ่งตวัดมอง

“ปล่อยไป”         

เสียงทุ้มกล่าวอย่างทรงอำนาจ

“ผีที่ต้องรอแต่ของเซ่นไหว้จากมารดา มิมีเหลือแม้แต่บุญบารมีของตนเอง คิดว่าเจ้านั่นจักทำสิ่งใดได้”

แม้วาจาที่เปล่งออกมาจะไร้ซึ่งความรู้สึกใด หากแต่ใครจะรู้ว่ายามเอ่ยถึงชื่อนี้ พญานาคราชกลับรู้สึกเจ็บปวดไม่ต่างจากผีร้ายอย่างอำคา

อำคาคือหนึ่งในสายเลือดของภูวศิษฐ์ที่กลับชาติมาเกิด คืออดีตเพื่อนและองครักษ์คู่ใจที่ผูกพันกันดั่งครอบครัว ก่อนที่ทุกอย่างจะเปลี่ยนไปเมื่อความจริงปรากฏพร้อมกับการกลับมาของโทษทัณฑ์

จารีย์พยักหน้ารับ องครักษ์หนุ่มรู้ดีว่ายามนี้องค์ราชาของตนกำลังรู้สึกเช่นไร

“ครานี้อำคาดลใจให้บัวบูชาเกือบพลัดตกเรือนได้ กระหม่อมคิดว่าอีกมินานเธอคงมิสามารถหนีโทษทัณฑ์ที่ตามติดมาได้อีกต่อไป”

สมุทราโคลงศีรษะเล็กน้อยเป็นเชิงรับรู้ เขาทรุดกายนั่งลงบนตั่งบัลลังก์ทอง

“ท่านจักช่วยนางตามคำร้องขอของแม่ผกาทิพย์หรือไม่พะยะค่ะ”

คำถามไม่น่ารื่นรมย์ถูกเอ่ยออกจากปากคนสนิทให้ราชานาคราชตวัดตามองด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์เท่าไหร่นัก

“ไตร่ตรองดีแล้วหรือจึงเอ่ยเช่นนี้”

จารีย์รีบก้มหน้าลง โค้งศีรษะและโน้มลำตัวลงต่ำเพื่อกล่าวขออภัย

“ขอประทานอภัยพะยะค่ะ”

“เจ้าจงตามดูนางทุกฝีก้าว ข้ากำลังสงสัยว่าผกาทิพย์อาจคิดทำการสิ่งใดที่มิควรต่อกฎการอยู่ร่วมกันของวิญญาณ”

ผีทั้งเรือนอยู่ร่วมกับมนุษย์ ฟังยังไงก็ดูเป็นเรื่องที่ไม่ควรเกิดขึ้น

“นางยอมทำทุกทางเพื่อปกป้องหลานสาว” จารีย์เอ่ยเสริม

“หากเป็นเช่นนั้นจริง นางจำต้องได้รับโทษอย่างเหมาะสม”

“เรือนไม้ของนางเคยมอดไหม้ บัดนี้อยู่ได้ด้วยพลังวิญญาณ กระหม่อมเกรงว่าหากบัวบูชาอยู่ที่นั่นต่อไปจักมิใช่เรื่องที่ดี”

สมุทรานิ่งฟังสหายคนสนิทกล่าวต่อ

“มนุษย์มิอาจอยู่ร่วมกับวิญญาณได้นาน เมื่อพลังวิญญาณอ่อนลง ที่แห่งนั้นก็มิต่างจากเรือนร้างไร้ผู้ใด”

ทั้งที่อายุขัยของบัวบูชาเหลืออีกเพียงไม่นานแล้ว แต่วิญญาณเหล่านั้นกลับพากันดันทุรังทำเรื่องน่าขันที่ไม่มีวันทำได้จริง

คิดหรือว่าบุญที่สะสมมาจะไม่มีวันหมดลง

ยิ่งทำก็เหมือนยิ่งทำลายแม้กระทั่งอำนาจแห่งดวงจิตของตนเองและพวกพ้องก็เท่านั้น

“นางยังคงไปภาวนาที่เทวาลัย แลให้หลานสาวนำเครื่องสักการะไปที่นั่นด้วย”

จารีย์เอ่ยรายงาน ตัวเขาได้รับคำสั่งให้คอยสอดส่องดูแลชาวบ้านที่ไปขอพรด้วยความศรัทธา และหนึ่งในนั้นมีผกาทิพย์รวมอยู่ด้วยเสมอ

ขึ้นชื่อว่าวิญญาณ ไม่ว่าจะมีบุญสูงส่งแค่ไหนก็คือวิญญาณอยู่ดี

เทวาลัยคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เปรียบเป็นหนึ่งในสถานที่ที่มีความเชื่อมโยงกับเมืองบาดาล มีเหล่าทหารนาคาคอยคุ้มครองปกปักษ์รักษา และวิญญาณพวกนั้นก็ไม่ควรรุกรานในที่แห่งนี้

“หากบัวบูชากราบไว้ท่านด้วยศรัทธาที่แท้จริงเล่า เช่นนั้นนางควรได้รับการปกป้องจากท่านด้วยหรือไม่”

จารีย์จ้องมองเจ้านายที่ตนลั่นวาจาว่าจะมอบชีวิตถวายลมหายใจให้ตลอดไปด้วยความใคร่รู้

ถึงท้ายที่สุดองค์ราชาจะเผลอยื่นมือเข้าไปปกป้องบัวบูชาจากอำคาอยู่หลายครั้ง ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่เคยเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบ่วงกรรมอื่นๆ ของบัวบูชาเลย แม้คำลงทัณฑ์จะกำลังรอวันพรากชีวิตของหญิงสาวไป

“อดีตที่เคยกระทำมิอาจลบล้างด้วยการกระทำจากอนาคตได้ มิว่ามันผู้นั้นจักตั้งใจหรือไม่ก็ตาม แต่กรรมย่อมมิอาจเปลี่ยนแปลง”

“กระหม่อมเข้าใจแล้ว”

“เกิดเรื่องแล้วพะยะค่ะองค์ราชา!”

เสียงตะโกนโวยวายของอังเต องครักษ์อีกคนที่สมุทรารับเอาไว้เป็นผู้ดูแลข้างกาย ทำเอาจารีย์หันมองอย่างนึกตำหนิ

“มีเรื่องอันใดกัน เหตุใดจึงกระทำตัวโหวกเหวกโวยวายไร้สัมมาคารวะเช่นนี้ต่อหน้าองค์สมุทรา”

“ที่เรือนคุณหญิงผกา...”

สองนายบ่าวนิ่งเงียบ

“ตอนนี้ชาวบ้านพากันทำพิธีขับไล่วิญญาณ อาจเป็นเพราะทนเห็นวิญญาณสาวใช้วนเวียนเข้าออกอยู่บริเวณนั้นมิไหว”

“หาใช่เรื่องของเราไม่”

ถ้อยคำเย็นชาจากองค์ราชาเหนือหัวพาให้อังเตมองหน้าจารีย์อย่างขอความคิดเห็น

“ท่านว่ากษัตริย์ตรัสแล้วมิคืนคำมิใช่หรือ ผกาทิพย์จัดอยู่ในผู้ที่ศรัทธาท่านมาแสนนานตั้งแต่จำความได้ เช่นนั้นแล้ว…”

เป็นจารีย์ที่กล้าเอ่ยท้วงขึ้นมา ให้สมุทราขบกรามแน่น

“พอที”

สององครักษ์คนสนิทลอบมองใบหน้ากันยามกลืนก้อนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ทั้งคู่รีบก้มหัวให้องค์นาคาในทันใด เริ่มรู้สึกเกรงกลัวว่าอาจถูกโทษทัณฑ์ร้ายแรง

“อยากทำสิ่งใดก็แล้วแต่พวกเจ้าแล้วกัน”

ประโยคน่าเหลือเชื่อพาให้จารีย์และอังเตเงยหน้าขึ้นมององค์สมุทราอย่างไม่อยากจะเชื่อหู

“จากนี้ไป ข้ามิขอออกความเห็นใดเกี่ยวกับตระกูลนี้อีกจนกว่าจักถึงเพลาที่สายเลือดคนสุดท้ายของตระกูลสิ้นอายุขัย”

ใกล้แล้ว

เวลาที่ทุกคนต่างก็รอคอย

การประหารเจ็ดชั่วโคตรกำลังจะยุติลง

การสูญเสียอย่างยาวนานของตระกูลภูวศิษฐ์กำลังจะจบลงตามลมหายใจของบัวบูชา รวมถึงความทุกข์ทรมานในใจขององค์สมุทราด้วยเช่นกัน

เขาลงทัณฑ์ภูวศิษฐ์และลูกหลานในตระกูล ล้างแค้นให้แก่วงศ์ตระกูลได้สำเร็จ ทว่าคำสาปของภูวศิษฐ์เองก็เกิดขึ้นตามคำกล่าวสุดท้ายอย่างที่สมุทราก็ไม่อาจหลีกหนี

ตลอดเวลาที่ผ่านมา สมุทรานั้นช่างทุกข์ระทมในจิตใจเสียเหลือเกิน

มันถึงเวลาแล้วที่ทุกอย่างจะสิ้นสุดลงเสียที

“เช่นนั้นกระหม่อมขอออกตัวช่วยนาง”

อังเตรีบเอ่ย เขาเห็นผกาทิพย์มานาน รวมถึงบัวบูชาที่เติบโตขึ้นจากที่นี่ในวัยเด็กด้วยเช่นกัน

บัวบูชาเป็นหญิงสาวที่ถูกต้องตามเพศสตรี มีกิริยามารยาทแสนงดงาม ใบหน้าหวานสวยสด วาจาไพเราะนุ่มนวลน่าฟัง แม้จะแสบไปบ้างตามประสา แต่กลับขยันกระทำแต่คุณงามความดี ไม่เคยคิดร้ายต่อผู้ใดในทุกขณะจิตที่หายใจ

เธอเป็นที่รักใคร่และเอ็นดูของเหล่ามนุษย์ ทวยเทพเทวดา และเหล่านาคาอย่างพวกเขา

“หากถึงเพลาที่ท่านกล่าว กระหม่อมสัญญาจักมิเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับดวงชะตาชีวิตของผู้ใด”

ยามเมื่อถึงเวลานั้นแล้ว ต่อให้เป็นผู้วิเศษมีอำนาจมากล้นมือ หรือแม้แต่ผู้ที่เอ่ยลงทัณฑ์นั้นด้วยตนเองอย่างองค์สมุทราก็ไม่อาจขัดขวางคำประกาศิตที่เคยเอ่ยออกจากปากในอดีตได้

พญานาคทุกตนรับรู้ถึงความจริงข้อนี้ดี

“ข้าอนุญาต”

“เป็นพระมหากรุณาธิคุณยิ่งพะย่ะค่ะ”

อังเตยกมือไหว้ขึ้นเหนือหัว ก่อนจะรีบออกไปในทันที

“เช่นนั้นกระหม่อม…” เสียงของสหายอีกคนที่นิ่งฟังอยู่นานดังขึ้นให้สมุทราปรายตามอง

จารีย์ยกยิ้มแหย กลืนถ้อยคำที่อยากกล่าวเสียสิ้น

“ข้าจักรออยู่ที่นี่เช่นพระองค์… ก็ได้พะย่ะค่ะ”

คำตอบจากจารีย์ช่างน่าฟัง

องค์สมุทรานิ่งมองด้วยความพึงใจ

เสียงขู่ฟ่อของอำคาดังขึ้น ยามปรากฎกายให้ชาวบ้านนับร้อยชีวิตได้มองเห็น

วิญญาณหนุ่มในตอนนี้เปรียบดั่งสัตว์ประหลาดน่ากลัวน่าสยดสยอง

เล็บนิ้วมือทั้งสิบยาวแหลม ดวงตากลมลึกโบ๋มีแววตาแฝงอยู่ด้านในนั้น คมเขี้ยวงอกยาวออกมาจากปาก หากจะบอกว่าสิ่งตรงหน้าคืออสูรกายที่หลุดออกจากขุมนรกก็คงไม่เกินจริงนัก

ยิ่งเป็นเครื่องยืนยันชั้นดีว่าสิ่งที่พวกชาวบ้านกำลังหวาดกลัวนั้นกลับกลายเป็นความจริงทุกประการ

คบเพลิงจำนวนมากถูกจุดต่อกัน ไม่ใช่เพื่อให้แสงสว่าง แต่ถูกนำมาใช้แผดเผาเรือนริมน้ำผีสิงแห่งนี้ให้มอดไหม้อีกครั้งต่างหาก

“เป็นผีทำไมไม่อยู่ส่วนผี เป็นตายร้ายดีวันนี้กูจะเผาที่นี่ให้วอดวายกว่าเดิมให้ดู!”

เสียงเซ็งแซ่ของชาวบ้านต่างพากันเห็นด้วย

เรื่องราวมันเริ่มต้นขึ้นนับตั้งแต่เมื่อสัปดาห์ก่อน จู่ๆ พวกชาวบ้านก็เริ่มเห็นวิญญาณในเรือนออกมาป้วนเปี้ยนและใช้ชีวิตปะปนกับคนราวกับไม่ยอมไปผุดไปเกิด

คราวแรกก็อยู่กันได้แบบสุขสงบอยู่หรอก แต่พักหลังๆ กลับมีผีสาวใช้มาจ่ายตลาด และหยิบยื่นเศษใบไม้ให้แทนเงินตรา และเริ่มอาละวาดหนักขึ้นเรื่อยๆ จนพวกชาวบ้านไม่กล้าแม้แต่จะออกมาทำมาหากินเหมือนอย่างเคย

“พ่อหมอจัดการเลย จับมันใส่หม้อไปเลย!”

“ใช่ๆ ถ่วงน้ำไปเลย”

เมื่อได้ยินเสียงยุ หมอผีวัยกลางคนที่มีหนวดเครายาวตลอดคางและสันกรามก็เริ่มบริกรรมคาถาบางอย่าง ยังไม่ทันได้ท่องมนต์จบพิธี วิญญาณอำคาก็พุ่งกระโจนเข้าใส่ร่างของเขา ก่อนจะหลุดวับหายไปให้ชาวบ้านต่างนิ่งตะลึงงัน

“กรี๊ด!”

เท่านั้นไม่พอ จู่ๆ พ่อหมอคนดังกล่าวก็เริ่มทึ้งเส้นผมของผู้คนรอบข้าง ลงมือทำร้ายร่างกายจนเกิดเหตุวุ่นวายดังจ้าละหวั่นทั่วอาณาบริเวณ

ในขณะที่ผู้คนกำลังพากันวิ่งหนีตายจากพ่อหมอนั้นเองก็มีรถคันหรูขับเข้ามาใกล้ให้ชาวบ้านบางส่วนหยุดชะงักลง หลายคนมองมาด้วยความสงสัย

กระจกเงาวับข้างคนขับค่อยๆ ลดลงปรากฏเป็นชายหนุ่มรูปงามหน้าตาคมเข้ม สูงกำยำคล้ายนายแบบหรือดาราคนดังในทีวี

ชายคนนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน เป็นอังเตนั่นเอง

ก่อนหน้านี้องครักษ์หนุ่มนำแก้วแหวนเงินทองขององค์ราชามาเนรมิตจัดแจงถอยรถคันหรูและเครื่องแต่งกายงดงามให้เข้ากับยุคสมัยของมนุษย์

แน่นอนว่าทุกสิ่งล้วนแล้วแต่เกิดจากการอนุญาตของราชาสมุทราทั้งสิ้น

“มีสิ่งใดกันรึ”

หลังเผลอหลุดวาจาที่เคยใช้กล่าวมานานนับร้อยปี พญานาคหนุ่มก็กระแอมเบาๆ ในลำคอก่อนจะเอ่ยใหม่อีกครั้ง

“เอ่อ... มีเรื่องอะไรกันหรอครับ”

ใบหน้างงงวยของชายแปลกหน้าไม่คุ้นตา ทว่ามีบุคลิกน่าค้นหา ทั้งยังดูเป็นมิตรมากเสียจนหนุ่มสาวในขบวนขับไล่ของพวกชาวบ้านเริ่มพากันซุบซิบว่าคนตรงหน้าใช่ดาราจริงๆ หรือไม่

“ที่นี่มันมีผี พวกมันเฮี้ยนจนชาวบ้านแทบไม่ได้หลับได้นอน”

นอกจากผีสาวรับใช้จะพากันเทียวเข้าไปซื้อกับข้าวกับปลาทุกวันแล้ว ยังชอบส่งเสียงร้องโหยหวนยามวิกาลจนชาวบ้านได้ยินดังก้องไปทั่ว       

ความเฮี้ยนหลอนนั้นผลักดันให้ความกลัวเปลี่ยนเป็นแรงฮึดสู้จนได้รวมพลกันมาในวันนี้

“ใช่ๆ”

กลุ่มชาวบ้านด้านหลังขบวนพยักหน้ายืนยัน

“ว๊าย! หนีเร็ว พ่อหมอถูกพวกมันสิงร่างแล้ว”

เสียงหวีดร้องของหญิงสาวดังขึ้น ก่อนจะตามมาด้วยเสียงโวยวาย

ความวุ่นวายกาลาหลตรงหน้า ทำให้อังเตกุมขมับ

โชคดีที่เขามาทันเวลาพอดี ถ้ามาช้ากว่านี้เห็นทีเรือนคุณหญิงผกาทิพย์คงได้วอดวายเป็นครั้งที่สอง และคนที่จะแย่ที่สุดก็คงไม่พ้นบัวบูชา

“ใจเย็นๆ กันก่อนนะครับ เข้าใจผิดกันไปใหญ่แล้ว ผมเป็นหลานชายคุณหญิงผกาทิพย์ที่ถูกเรียกตัวมาที่นี่เพราะท่านล้มป่วย”

อังเตนาคราชยืดอก ติ๊ต่างโกหกพูดปดคำโตอย่างเป็นธรรมชาติ

บางครั้งคำโกหกก็อาจน่าฟังมากกว่าความจริง

ลองให้เขาบอกพวกชาวบ้านออกไปว่าตนเป็นนาคาแปลงกายมา ทั้งยังเป็นบริวารคนสนิทขององค์ราชานาคราชผู้ยิ่งใหญ่ดูสิ

เห็นทีว่าเรื่องวันนี้มันคงไม่มีวันจบลงง่ายๆ

“มันจะเป็นไปได้ยังไงก็บ้านหลังนี้มันไหม้...”

เสียงของคุณลุงคนหนึ่งเงียบลงทันที เช่นเดียวกับชาวบ้านคนอื่นๆ ที่ต่างพากันยกมือขึ้นขยี้ตาตัวเองซ้ำๆ อย่างไม่อยากจะเชื่อสายตาตน

ตอนนี้เรือนริมน้ำของคุณหญิงผกาทิพย์กลับมางดงามดั่งสมัย ๒๐ ปีก่อนอย่างไม่มีผิดเพี้ยน ต้นไม้รอบบริเวณผลิดอกสวยบานสะพรั่งส่งกลิ่นหอมไปทั่ว

ก่อนหน้านี้ตัวเรือนมีแต่คราบเขม่า แถมต้นไม้โดยรอบก็ตายเกลี้ยง พาให้ชาวบ้านต่างพากันซุบซิบสงสัย

“อ๋อ… เดี๋ยวก่อนนะ ผมนึกออกแล้ว”

อังเตเอ่ยเรียกความสนใจของชาวบ้านให้หันมอง

“พวกคุณหมายถึงเมื่อหลายเดือนก่อนที่มีทีมงานมาเช่าที่ขอถ่ายละครใช่รึเปล่า นี่ผมเกือบลืมแล้วนะเนี่ย”

เสียงซุบซิบของชาวบ้านดังระงมอย่างสับสน บางส่วนเริ่มคิดว่าอังเตอาจจะเป็นหนึ่งในวิญญาณหลอนที่มาหลอกกัน 

แต่ผีสางที่ไหนจะหล่อและดูดีขนาดนี้ ทั้งยังขับรถคันหรูเข้ามาให้เห็นกับตานั่นอีก

“ตอนนั้นที่เรือนของเราถูกตกแต่งใหม่ เพื่อจัดฉากสำหรับถ่ายละครน่ะครับ ไม่คิดว่าจะทำให้ทุกคนตกใจจนเข้าใจผิด”

อังเตยกยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ ท่าทางสุภาพสบายๆ ดูเป็นกันเองเสียจนคนมองเริ่มไม่กล้าเอ่ยแย้งคำใดออกมา

ทั้งหมดมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ก่อนจะมีคุณยายใจกล้าผู้หนึ่งกล่าวออกมา

“เป็นไปไม่ได้ ตอนนั้นข่าวออกจะดัง”

“ใช่ๆ ข่าวคุณหญิงกับคนในบ้านถูกลูกชายตัวเองฆ่าตายใครๆ ก็รู้ อีกอย่างหลานคุณหญิงผกาเป็นผู้หญิงไม่ใช่หรอ แกไม่มีหลานชายสักหน่อย โมเมแล้วพ่อหนุ่ม”

“เอ ผมก็ไม่ได้ตามข่าวที่ไทยนานแล้วด้วยสิ มันเกี่ยวกับสัญญาโปรโมทหนังรึเปล่านะ”

อังเตนาคราชทำท่าทางครุ่นคิด

“รบกวนใครสักคนช่วยเปิดข่าวนั้นให้ผมดูหน่อยสิครับ ผมจะได้คิดเงินค่าโปรโมทย้อนหลังกับทีมงานเพิ่มทีเดียวเลย”

สิ้นคำพูดของอังเต ชาวบ้านที่ยังดูวัยรุ่นและพอมีมือถือก็เริ่มหยิบมือถือขึ้นมากดค้นหาข่าวการตายของคุณหญิงผกาทิพย์ ทว่าทั้งหมดกลับว่างเปล่าราวกับไม่เคยมีเรื่องนั้นเกิดขึ้น         

“พ่อหนุ่มเป็นหลานคุณหญิงจริงๆ หรอ ถ้าใช่ทำไมพวกเราถึงไม่เคยเห็นหน้า”

“ผมพึ่งเรียนจบกลับมาจากต่างประเทศน่ะครับ”

คนมีเงินแถวระแวกนี้มักชอบส่งบุตรหลานไปเรียนต่างประเทศตั้งแต่ยังเด็ก มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรจนชาวบ้านพากันคล้อยตาม

พวกเขาหันมองเรือนไม้สวยตรงหน้าอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มนึกสับสนกับตัวเอง

แล้วก่อนหน้านี้กันล่ะ พวกเขาตาฝาดงั้นหรือ

เป็นอุปทานหมู่หรืออย่างไรกัน

“ถ้าผมเป็นใครก็ไม่รู้ จะกล้าขับรถแบบนี้เข้ามาในบ้านผีสิงหรอครับ” อังเตแสร้งหัวเราะ

“รบกวนทุกคนช่วยหลีกทางให้หน่อยนะ ผมจะเข้าบ้าน”

แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อ แต่ทุกสิ่งที่อังเตพูดล้วนมีเหตุผลจนคนฟังเถียงไม่ออก

เป็นจังหวะเดียวกันกับที่ผีอำคาในร่างพ่อหมอได้เห็นอังเตจึงรีบหายตัววับออกจากร่างไป

“ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้” หมอผีคนเดิมพึมพำเสียงดัง

ชายวัยกลางคนที่แต่งตัวคล้ายหมอผีในหนัง ขณะนี้ดูคล้ายคนสติหลุด วิ่งหลบไปจากบริเวณให้ชาวบ้านพากันยืนงง

ทั้งที่พ่อหมอคนนี้เลื่องชื่อนักหนา ปราบผีร้ายอยู่หมัดมานักต่อนัก จนถึงขนาดชาวบ้านต้องพากันไปเชิญจากอีกเมืองโดยเฉพาะ

ดูเหมือนว่าที่พึ่งเดียวของพวกเขาจะพึ่งพาอะไรไม่ได้เสียแล้ว

เมื่อที่พึ่งและเสาหลักของความเชื่อนั้นจากไป ชาวบ้านจึงได้แต่พากันมองเรือนคุณหญิงอย่างนึกขยาด

เมื่ออังเตปิดกระจกรถลงและกลับไปอยู่ในตำแหน่งคนขับอีกครั้ง ผู้คนก็ค่อยๆ ยอมหลีกทางเป็นแนวยาวให้ตัวรถเคลื่อนผ่านประตูรั้วที่จู่ๆ ก็เปิดเลื่อนออกเองเข้าไปด้านใน

พวกชาวบ้านต่างพากันแยกย้ายกลับบ้านตนเองอย่างง่ายดาย แม้จะยังคงสับสนและสงสัยกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นมากเพียงใดก็ตาม

 

เสียงเครื่องยนต์จากรถสปอร์ตคันหรูดังเข้ามาท่ามกลางความเงียบสงบของบ้านสวนริมน้ำ เรียกความสนใจของบัวบูชาที่กำลังนั่งร้อยมาลัยอยู่บริเวณชานบ้านหันมองอย่างนึกสงสัย

บัวบูชาไม่ได้รับรู้ถึงเหตุการณ์ด้านนอกเลยแม้แต่นิด

โชคดีที่คุณหญิงผกาทิพย์ยังพอมีพลังเหลือในการสร้างม่านบังตาไม่ให้หลานสาวต้องออกไปพบเจอความวุ่นวายด้านนอก

อังเตดับเครื่อง ก่อนจะก้าวลงมาจากรถ

นาคาหนุ่มปรายตามองบริวารคุณหญิงที่ยืนโชกเลือดตัวไหม้เกรียมรายล้อมอยู่ทั่วเป็นวงกว้าง

ของเสียทั้งเลือดและน้ำเหลืองที่ตัวส่งกลิ่นเหม็นคละคลุ้ง บ้างก็ไร้ลูกนัยน์ตา เบ้าตากลวงโบ๋ บางรายแขนขาบิดเบี้ยวผิดรูปน่าสยดสยอง

มองปราดเดียว อังเตก็พอจะเดาได้ไม่ยากว่าหลานสาวของคุณหญิงผกาทิพย์คงไม่เคยได้มองเห็นภาพเหล่านี้เป็นแน่

โอ้สวรรค์!

นี่บัวบูชาต้องใช้ชีวิตอยู่กับสิ่งใดกันเนี่ย

“เรามาเพื่อช่วย”

อังเตถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่งทรงพลังไม่ต่างจากผู้เป็นนาย

วิญญาณในเรือนต่างมองมายังเขาเป็นจุดเดียว ไม่นานก็หายวับไปโดยไม่ได้มีปฏิกิริยาใดๆ ต่อกัน

พวกเขาคงเป็นห่วงเจ้านายตัวเอง แม้ตายไปแล้วก็ยังคงจงรักภักดีกับผกาทิพย์ไม่เปลี่ยน ทั้งยังห่วงใยจนไม่ยอมไปผุดไปเกิดที่ไหน

ตอนผกาทิพย์ยังมีชีวิตอยู่คงใจดีกับทุกคนที่นี่มากเลยจริงๆ

ช่างน่าเห็นใจที่คนดีๆ แบบนี้ต้องพบเจอกับเคราะห์กรรมที่เป็นผลมาจากการกระทำที่ตนเองเคยก่อไว้ในอดีต แม้ชาตินี้จะไม่ได้มีส่วนรู้เห็นเลยก็ตาม


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...