วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

Meen to be yours คุณหนูมีนจะร้าย ตอนพิเศษ Special Thanks - First time with u

 

Special Thanks

First time with u

 

 

เทศกาลงานดนตรี

ใจกลางเมืองหลวงทางตอนเหนือของประเทศ

ผู้คนมากมายต่างพร้อมใจพากันมารวมตัวโดยนัดหมาย โดยกว่าจะมาที่นี่ได้ ทุกคนต้องซื้อตั๋วล่วงหน้าถึง 6 เดือนผ่านระบบออนไลน์ ตามตารางการขึ้นแสดงสดของวงดนตรีชื่อดังกว่า 20 วงที่ผลัดกันขึ้นโชว์ตลอดทั้งงาน

ทุกคนต่างยินดีกับการเฝ้ารอโชว์สุดแสนพิเศษในครั้งนี้ ต่างกับใครบางคนที่ไม่เคยคิดจะมาเข้าร่วมเลยตั้งแต่แรก คิ้วคมเข้มขมวดเข้าหากันอย่างนึกหงุดหงิด อีกทั้งยังทำหน้าบอกบุญไม่รับแบบสุดๆทันทีที่รถยนต์ที่ตนขับมาเริ่มเข้าสู่พื้นที่ที่มีรถคันอื่นๆสัญจรอย่างแน่นเอี๊ยดจนแทบไม่มีพื้นที่หายใจ

สหภัฐที่อยู่ในวัยมัธยมปลายมองผู้คนบางส่วนที่เตรียมเต้นท์และเก้าอี้สนามพร้อมกับเสบียงและเครื่องดื่มมึนเมาอีกเป็นลังๆบ่งบอกว่าค่ำคืนนี้พร้อมจะสนุกแบบสุดเหวี่ยง

“นี่หรอวะ เรื่องสนุกที่ว่า”

ร่างสูงเอ่ยขึ้นอย่างนึกเซ็ง เขาไม่ได้ตั้งใจจะมาที่นี่เลยสักนิด ทว่ากลับถูกแมทธิวตามตื๊ออยู่เกือบตลอดทั้งวัน บอกว่าจะพามาหาอะไรสนุกๆทำ

อุตส่าห์นั่งเครื่องบินมาไกลถึงภาคเหนือของประเทศ ทั้งยังยอมลงทุนเช่ารถเสร็จสรรพ

เขานึกว่าเพื่อนจะพามาทำกิจกรรมสุดเอ็กซ์ตรีม ปีนเขารับลมธรรมชาติอะไรแบบนั้นซะอีก ใครมันจะไปรู้ว่าดันเป็นงานเทศกาลดนตรีที่ดูฮอตฮิตในหมู่วัยรุ่น แต่คนถูกหลอกมากลับไม่รู้จักเลยสักนิด

“เออดิ ทำหน้าให้มันตื่นเต้นสมวัยหน่อย”

“ไมล์ นายหลอกฉัน”

สหภัฐพูดเสียงเล็ดลอดไรฟัน

ให้ตายเถอะ! เขาเดินทางหอบสังขารตัวเองมานั่งรถเพื่ออะไรแบบนี้งั้นหรอ เหลือจะเชื่อจริงๆ

“หลอกตรงไหน งานนี้มีแต่ไอดอลดังๆ ไม่มาถือว่าพลาด โดนไอ้เนมห้องสามตามบู้บี้ไปอีกหลายเดือน”

เนมคือชื่อของเพื่อนที่เคยเรียนอยู่ห้องเดียวกัน อีกฝ่ายเป็นคนรู้จักคนค่อนข้างเยอะ แถมยังเป็นคนทันสมัยชนิดที่ว่าอะไรกำลังเป็นเทรนด์ในตอนนี้รู้หมด

จะให้แมทธิวยอมปล่อยให้ตัวเองและเพื่อนซี้ของเขาไม่รู้เรื่องอะไรกับเขาได้ไง ไม่คูลเอาซะเลย

“ใครจะบู้บี้ก็ช่างมันเถอะ ฉันจะกลับแล้ว”

นี่ขนาดนั่งอยู่ในรถยังสัมผัสได้ถึงความวุ่นวายจากด้านนอกในพื้นที่ที่แน่นขนัดไปด้วยผู้คนเลย เกิดยอมเอาตัวเองก้าวออกไป ไม่ใช่ว่าเขาจะต้องหงุดหงิดเพราะต้องคอยเบียดเสียดกับผู้คนจำนวนมากจนรู้สึกรำคาญใจเลยหรอ

คนรักการอยู่คนเดียวอย่างสหภัฐขอบายซะยังดีกว่า

“อะไรวะ อยู่ด้วยกันก่อนดิ พ่อนายอุตส่าห์ยอมปล่อยให้มา”

ปกติแล้วพ่อของสหภัฐนั้นเป็นคนเข้มงวดกับลูกชายเอามากๆ แถมครั้งนี้แมทธิวอุตส่าห์ลงทุนตามตื๊อแม่ของเพื่อนนานนับเดือน แถมยังต้องใช้วาทศิลป์หลอกล่อให้สหภัฐยอมตามกันมาอีก

จะให้ความพยายามทั้งหมดของเขาสูญเปล่าอย่างนั้นน่ะหรอ ไม่มีทาง!

สหภัฐทำหน้าเซ็งกว่าเดิม

นั่นสิ พ่อเขาอุตส่าห์ยอมปล่อยให้ออกมา ไหง๋ต้องมาเจออะไรแบบนี้กันเนี่ย เสียเที่ยวจริงๆ ขณะที่เขากำลังจะเลี้ยวรถกลับและในหัวกำลังคิดว่าจะกลับไปอาบน้ำนอนตากแอร์เย็นๆในโรงแรมที่จองเอาไว้เพื่อปลอบใจตัวเอง แต่หางตาดันเหลือบไปเห็นเด็กสาวหน้าตาสละสวยที่ยืนอยู่ไม่ไกลจนทำให้ต้องเปลี่ยนใจ

“อืมๆ อยู่ด้วยก็ได้ เห็นว่านายขอหรอกนะ”

เกิดทิ้งเพื่อนให้อยู่คนเดียวในที่แบบนี้

สหภัฐคงเป็นเพื่อนที่แย่มากเลยล่ะจริงมั้ย :)

“เยส! มันต้องงี้ดิวะ”

แมทธิวระบายยิ้มออกมาด้วยความดีใจ ไม่รู้หรอกว่าทำไมจู่ๆเพื่อนดันเปลี่ยนใจขึ้นมา เอาเป็นว่าเขาจะไม่เอ่ยถามซักไซ้อะไรให้มากความ เกิดทำมันอยากกลับบ้านขึ้นมาอีกรอบล่ะแย่เลย

“อ่ะ นี่ของนาย”

แมทธิวยื่นตั๋วที่ตัวเองลงทุนกดเองกับมือให้สหภัฐเอื้อมมือไปรับมันไว้

“โห ยอมใจเลยอ่ะ”

ถึงจะไม่รู้ว่าอีกคนได้มันมายังไง แต่เขาเองก็พอจะเดาออกว่ามันคงไม่ใช่เรื่องง่ายแน่ๆ

“เท่าไหร่ ไว้เดี๋ยวฉันเอาเงินให้”

“ไม่เป็นไร เพื่อนกันป่ะวะ”

ถือว่าเป็นไถ่โทษกับที่เขาหลอกล่อให้อีกคนออกมาด้วยกันก็แล้วกัน

“เออ งั้นอยากกินอะไรเลือกเลย เดี๋ยวเลี้ยงเอง”

“เคเลยครับป๋า”

 

 

 

หลังจากใช้เวลาหาที่จอดรถเกือบยี่สิบนาทีเต็ม สองเพื่อนซี้ก็พากันแลกริชแบนด์เพื่อสวมมันไว้ที่ข้อมือและเดินเข้าไปในงานพร้อมกัน

ความตื่นตาตื่นใจของเวทีขนาดใหญ่ยักษ์ที่มาพร้อมเครื่องเสียงและเครื่องดนตรีเล่นสดแบบจัดหนักจัดเต็มทำให้คนที่เคยรู้สึกว่ามันดูน่าเบื่อเมื่อครู่เริ่มแอบตื่นเต้นขึ้นมาหน่อยๆ

แสงสีเสียงและผู้คนที่แน่นขนัดที่ต่างร่วมใจกันมาสนุกในสถานที่จัดเทศกาลดนตรีแห่งนี้ทำให้สหภัฐเริ่มรู้สึกดีมากยิ่งขึ้นจนเผลอโยกหัวตามจังหวะเพลงมันส์ๆของวงดนตรีร็อคชื่อดังอย่างเลี่ยงไม่ได้

สาวสวยมากหน้าหลายตาที่พากันเดินมากับแก๊งเพื่อนต่างพากันส่งสายตาหวานๆมาให้สหภัฐรู้สึกกระชุ่มกระชวยไปทั้งหัวใจ

จะมีอะไรที่เด็กม.5 อย่างเขาต้องการได้อีกกันล่ะ

เขาเองก็ยังโสด ไม่มีพันธะและพร้อมจะมีเจ้าของหัวใจอยู่บ้าง แม้ว่าตอนนี้จะยังไม่เคยเจอใครที่ถูกใจตรงๆเลยก็ตาม

“เห็นมะ บอกแล้วว่างานนี้น่าเที่ยว ดื่มด่ำกับดนตรีแถมยังได้หรี่สาว”

แมทธิวเอ่ยอย่างภาคภูมิให้สหภัฐทำปากแข็ง

“ก็...งั้นๆแหละ”

ใครมันจะไปยอมรับว่าเริ่มสนุกขึ้นมาหน่อยๆแล้ว

 

 

 

ใครก็ได้เอาเขาออกไปจากตรงนี้ที!

สหภัฐเริ่มรู้สึกเหนื่อย เขาปวดหูเพราะไม่เคยถูกดนตรีดังๆเปิดอัดกล่อมยาวนานติดต่อกันขนาดนี้มาก่อน

ลำพังปกติขนาดวงดนตรีในโรงเรียนขึ้นโชว์ เขายังไม่อยากจะไปดูเลย นับประสาอะไรกับงานใหญ่จริงจังแบบนี้

แรกๆมันก็สนุกอยู่หรอก แต่พอเริ่มต้องยืนนานๆจนเข้าสู่ชั่วโมงที่สาม เขาก็เริ่มรู้สึกอ่อนล้าจนอยากจะเอนนอนเต็มที

เสียงเพลงที่ดังกระหึ่มตลอดหลายชั่วโมงและดูท่าจะไม่มีวันสิ้นสุดลงง่ายๆ สลับกับเสียงเจี๊ยวจ๊าวของผู้คนที่ทั้งกรีดร้อง ร้องเพลงตาม ส่งเสียงโวยวายกันดังสนั่นทั่วทุกทิศทางจนคนรักสงบเริ่มอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก

“โว้วววว”

แม้แต่แมทธิวเองก็ยังสนุกไปดนตรี อีกฝ่ายยกน้ำอัดลมชื่อดังกระดกเข้าปากด้วยรอยยิ้ม

ท่าทางของเพื่อนที่พ่วงมาด้วยแววตาเป็นประกายทำให้สหภัฐไม่อยากเข้าไปขัดจังหวะความสุขของอีกคน

เขาอยากขอตัวเดินออกไปพักข้างนอกจะแย่อยู่แล้ว

ออกไปสักแป๊บค่อยกลับมาก็คงไม่เป็นไรหรอกมั้ง

เสียงเพลงที่ดังากจนไม่น่าจะสามารถตะโกนแข่งได้ทำให้สหภัฐรู้สึกถอดใจและเลือกที่จะเดินออกมาด้วยตัวคนเดียว

เอาวะ เดี๋ยวค่อยกลับมา มันคงยืนอยู่แถวๆที่เดิมนั่นแหละ

เขาหันกลับมามองเพื่อนอีกครั้งเพื่อจดจำบริเวณโดยรอบให้มั่นใจก่อนจะเดินปลีกตัวออกมา

โอ๊ย หูจะตึงมั้ยเนี่ย

สหภัฐเบ้หน้า รู้สึกปวดแก้วหูจนลามไปถึงซีกแก้ม เขาไม่เข้าใจเลยสักนิดว่าคนอื่นๆทนกันได้ยังไง

ร่างสูงเป็นคนไม่ชอบเสียงดังมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ถ้าจะต้องอยู๋ในที่แบบนี้นานกว่านั้น เขาคิดว่าเขาคงอยากจะกลั้นใจตายเสียมากกว่า

พลั่ก!

ไหล่บางของเขาถูกใครบางคนกระแทกเข้าอย่างจังจนเผลอเดินเซ

ในใจเกือบจะอ้าปากสบถออกไปทว่าใบหน้าหวานน่ารักของสาวน้อยแปลกหน้าที่กำลังหยุดยืนอยู่ตรงหน้าก็ทำให้สหภัฐเงียบเสียงลง

อีกฝ่ายดูมีท่าทีตื่นกลัวอะไรบางอย่าง

แม้แต่ตอนหันกลับมาสบตาเขาก็ยังดูตกใจไม่หาย

ดวงตากลมโตฉายแววสั่นระริกไม่ต่างจากลูกนกตัวน้อยที่กำลังต้องการที่พึ่งพิง

แล้วมีหรือรุ่นพี่สุดเท่อย่างเขาจะยอมปล่อยให้สาวน้อยน่าสงสัยคนนี้รู้สึกแบบนั้นต่อไป

“เป็นไรเปล่าน้อง”

ท่าดูจากตาเปล่า อีกคนน่าจะเด็กกว่าเขา แต่ก็ไม่น่าจะเด็กเกิน 3-4หรอกมั้ง นะ

มีนาเงยหน้าขึ้นมองรุ่นพี่แปลกหน้าตรงหน้า ประโยคคำถามที่เจือความเป็นห่วงของเขาทำให้เธอตัดสินใจที่จะรีบคว้าแขนอีกฝ่ายเอาไว้ตามสัญชาตญาณ แล้วหลบอยู่ด้านหลังทันที

สหภัฐขมวดคิ้วมองท่าทางดังกล่าวด้วยความงุนงง

“จะวิ่งหนีพี่ไปไหนล่ะมีน”

เด็กวัยรุ่นอายุราวๆสหภัฐที่วิ่งตามกันมาเอ่ยถามด้วยท่าทางสนิทสนม ทว่าสีหน้าตื่นกลัวของร่างเล็กที่หลบอยู่ด้านหลังเขาทำให้ร่างสูงรู้สึกได้ว่ามันมีอะไรบางอย่างที่ผิดแปลกไป

เขามองหน้าอีกคนสลับกับเด็กที่ชื่อ มีนเล็กน้อยก่อนจะทำใจกล้าเอ่ยถามออกไป

“มีอะไรรึเปล่าครับ”

มีนาเผลอกำชายเสื้อคนตรงหน้าแน่นราวกับเขาเป็นที่พึ่งพิงสุดท้ายที่เธอจะพึงหาได้ในเวลานี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกับเธอเมื่อครู่ทำเธอรู้สึกหวาดกลัวมากเสียจนแทบอยากจะร้องไห้ออกมา

ก่อนหน้านี้เธอถูกรุ่นพี่ที่รู้จักกันมานานทำท่าทางเกือบจะลวนลามเธอ ทั้งยังจะบีบบังคับกันให้ตามเข้าไปในห้องน้ำเสียให้ได้

สัญชาตญาณบางอย่างบอกเธอว่าเธอต้องรีบตะโกนดังๆให้ใครสักคนมาช่วยเหลือ แต่ความขี้อายของเธอกลับทำให้เด็กสาวไม่กล้าที่จะทำอย่างนั้น มีนาจึงตัดสินใจที่จะอาศัยจังหวะที่อีกคนเผลอรีบวิ่งหนีออกมาหวังกลับเข้าไปในงาน

“เธอเป็นแฟนผมครับ เราทะเลาะกันนิดหน่อยเธอก็เลยงอนแล้ววิ่งหนีมา”

“ไม่ใช่นะคะ”

“มีนจะบอกว่าเราไม่รู้จักกันหรอคะ”

มีนาเม้มปากแน่น เธอกับเขารู้จักกันก็จริง แต่เราไม่ได้เป็นแฟนกันสักหน่อย

ทำยังไงดี เธอจะทำยังไงดี

“ถ้าแฟนกันจริง น้องผู้หญิงเขาคงไม่กลัวจนตัวสั่นขนาดนี้หรอกมั้ง”

สหภัฐเอ่ยเสียงเรียบพลางมองหน้าผู้ชายอีกคนด้วยท่าทางเอาเรื่อง

เริ่มรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาหน่อยๆแล้ว

ทั้งที่เขาเป็นคนไม่ชอบชกต่อยเพราะไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วงแท้ๆ แต่ดันต้องมีเรื่องให้เข้ามายุ่งแบบไม่ทันตั้งตัวแบบนี้ มันเป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้เลยจริงๆ

ศักดิ์ศรีลูกผู้ชาย ถ้าเจอผู้หญิงที่กำลังเดือดร้อนก็ต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือไม่ใช่หรอ

ถ้าจะให้สหภัฐทำเหมือนไม่เห็นไม่รับรู้อะไรแล้วใช้ชีวิตของตัวเองต่อไป เขาคงจะฝังใจกับความรู้สึกขี้แพ้แบบนี้ไปทั้งชีวิตเลยจริงๆ

“มันเรื่องของฉันกับเธอ นายอย่ามายุ่งเลยดีกว่า”

อีกฝ่ายดูจะหัวเสียอยู่ไม่น้อย

“งั้นก็ถามเขา ว่าน้องเขาอยากจะไปกับนายหรืออยากจะเกาะหลังฉันอยู่ตรงนี้” สหภัฐเอ่ยตอบ ท่าทางที่ไม่ต่างจากลูกหมีโคอาล่าทั้งยังเกาะติดหนึบหลังกันไม่ปล่อยทำให้สหภัฐรู้ดีว่าอีกฝ่ายคงจะกำลังหวาดกลัวมากแน่ๆ

เธอมาขอให้คนช่วยถูกคนแล้ว เขาไม่มีทางยอมปล่อยให้เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักขนาดนี้โดนรังแกหรอก มันบีบหัวใจเกินไป

“น้องมีน”

มีนาเผลอกัดปากตัวเองแน่นเมื่อถูกกดดันจากทั้งสอง

“หรือจะให้พี่โทรบอกคุณน้าว่าเราดื้อคะ”

“มีนไม่ได้ดื้อนะคะ ก็พี่ลวนลามมีนก่อน ทำแบบนั้นมันไม่ดีเลยนะคะ”

มีนากลั้นใจเอ่ยบอกความจริงออกไปให้สหภัฐรู้สึกฉุนกึก

“อ่าว ไอ้นี่...”

เด็กหนุ่มเริ่มถกแขนเสื้อ ขยับไปหมายจะซัดใบหน้าอีกคนเพื่อสั่งสอนให้รู้จักหลาบจำ

เกลียดนัก พวกเก่งแต่กับผู้หญิง

เขาไม่เล่นด้วยยังจะทำตัวทุเรศแบบนั้นอีก น่าสมเพชชะมัด

มีนารีบกอดแขนสหภัฐเอาไว้ทันที

“อย่านะคะ”

เธอไม่อยากให้มีเรื่องกันเลย แต่เธอเองก็กลัวรุ่นพี่คนนั้นเกินกว่าจะยอมกลับไปด้วยแล้วจริงๆ

สหภัฐขมวดคิ้วมองด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะเอ่ยกระซิบบอกอีกคน

“มันมากันหลายคนนะน้อง จะให้พี่ยืนมองเราโดนพวกมันเอาตัวไปเฉยๆหรอ”

เปิดก่อนได้เปรียบ สหภัฐเชื่อแบบนั้น

และตอนนี้พวกเพื่อนๆของคนที่เด็กสาววิ่งหนีมาก็เริ่มวิ่งตามมาสมทบกว่า 3-4คนแล้ว

5 รุม 1 มันจะไปชนะได้ยังไงไม่รู้ แต่สหภัฐรับปากว่าจะสู้จนตัวตายจนกว่าจะมั่นใจว่าเด็กสาวคนนี้จะปลอดภัยจริงๆ

มีนากัดปากแน่น ถ้าปล่อยให้อีกคนทำแบบนั้น สภาพของผู้ชายคนนี้ต้องออกมาแย่มากแน่ๆ ไม่เคยมีใครมีเรื่องกับกลุ่มรุ่นพี่ของเธอแล้วรอดมาก่อนเลย

ถ้าไม่เจ็บเจียนตายนอนไม่ได้สติอยู่ในโรงพยาบาล ก็ต้องรีบมาคุกเข่าขอโทษ ไม่ก็รีบทำเรื่องลาออกจากโรงเรียนไปทุกราย

เธอรู้ว่ามันไม่ยุติธรรมเลยสักนิด

แต่โลกแบบนี้มันคงไม่มีคำนั้นอยู่ตั้งแต่แรกเลยล่ะมั้ง

“ปล่อยเเขนมัน แล้วมาหาพี่เดี๋ยวนี้มีน”

อีกฝ่ายเอ่ยอย่างใจเย็นเมื่อเห็นว่าผู้คนโดยรอบเริ่มหันมาสนใจกลุ่มพวกเราบ้างแล้ว

ถ้าทำอะไรกระโตกกระตากมากเกินไป เรื่องนี้อาจจะถึงหูตำรวจเอาได้

แม้ว่าเขาจะยังคงเป็นเพียงเยาวชนก็ตาม

“มีไรกันวะคราม”

แมทธิวที่พึ่งรู้ตัวว่าเพื่อนหายออกไปจากงาน เดินเข้ามาหาในทันทีที่เห็นว่าเพื่อนกำลังถูกกลุ่มเด็กวัยรุ่นวัยใกล้เคียงกันกำลังหาเรื่องอยู่

“ไอ้นี่มันลวนลามน้องเขา เขาเลยมาเกาะเสื้อฉันไม่ปล่อย”

แมทธิวมองเด็กสาวที่เอาแต่ก้มหน้าจนไม่เห็นหน้าเห็นตาสลับกับกลุ่มวัยรุ่นที่ดูจะเป็นพวกอันธพาลอีกครั้ง ก่อนจะพยักหน้ารับรู้

“อ๋า งี้นี่เอง แป๊บ”

เขายกสายต่อหารุ่นพี่ที่สนิทกัน ทั้งยังเป็นสตาฟคุมงานที่นี่

ให้มีนาเผลอเหลือบมองบุคคลที่มาใหม่สลับกับสหภัฐด้วยความสงสัย

พวกพี่เขาจะทำยังไงกันนะ

จะเอาชนะคนพวกนั้นได้จริงๆน่ะหรอ

ขนาดตัวเธอเองที่พยายามหลบเลี่ยงมาตลอดยังไม่วายถูกตามตื๊อจนเกือบโดนลวนลามแบบนี้เลย

มีนาเริ่มรู้สึกแล้วว่าชีวิตในวัยเรียนของเธอนับจากนี้ คงจะไม่มีทางสงบสุขอย่างเดิมแล้วแน่ๆ

หมับ!

รุ่นพี่ของมีนาเอื้อมแขนมากระชากแขนเล็กของอีกคนเข้าหาตัวอย่างรวดเร็วและรุนแรง

พลั่ก!!

สหภัฐผลักอกเด็กหนุ่มคนดังกล่าวเต็มแรงจนอีกฝ่ายเซไปหลายก้าว

“เฮ้ยพวกมึง! จัด!!!”

“ก็มาดิไอ้พวกเหี้*

สหภัฐพุ่งเข้าใส่ทันที

ทั้งหมดเริ่มผลัดกันตะลุมบอนให้สหภัฐด้วยความรุนแรง ต่างฝ่ายต่างแลกหมัดใส่กันอย่างไม่มีใครยอมใคร

“ไม่! อย่านะ หยุดนะ อย่าทำเขา” มีนาพยายามร้องห้าม

ทว่าทั้งหมดกลับไม่มีใครหยุดฟังเธอเลย เด็กสาวตาโตด้วยความตกตะลึง

เพราะแทนที่สหภัฐจะเป็นฝ่ายเสียเปรียบ เด็กอีก 5 คนที่เหลือกลับดูสะบักสะบอมมากกว่าเสียอีก

หล่อจัง พี่เขาเท่มากๆเลย

แม้ว่าความคิดนั้นมันจะไม่สมควรเกิดขึ้นในช่วงเวลาคับขันแบบนี้ แต่มันก็นับว่าเป็นความประทับใจแรกพบที่มีนารู้สึกกับรุ่นพี่แปลกหน้าดังกล่าว คนที่มีใบหน้าจืดชืดราวกับไม่สู้คน ทั้งยังจัดฟันและดูเรียบร้อย

แตกต่างจากในเวลานี้ลิบลับ

แววตาคู่คมดูเอาจริงและดูน่ากลัวมากเสียจนมีนาเองก็ยังรู้สึกเสียวสันหลังไม่ได้

อีกฝ่ายเตะต่อยราวกับถูกฝึกมาเป็นอย่างดี ทุกหมัดที่ปล่อยออกไปดูรุนแรงและแน่วแน่มากกว่าจะเป็นเพียงการต่อยตีของวัยรุ่นสักคน

ตุบตับตุบตับ!

เสียงต่อยตีกันด้วยความรุนแรงทำเอาแมทธิวที่กำลังยุ่งอยู่กับการพูดคุยเพื่อบอกพิกัดให้แห่งรุ่นพี่ที่เป็นสตาฟคุมงานถึงกับหันมองตาค้าง

“เชี่ยคราม!!! พี่! รีบมาด่วนเลย มันนัวกันแล้วๆๆๆ”

ประโยคหลังเขารีบกรอกเสียงไปเร็วๆก่อนจะรีบเก็บมือถือแล้วเข้าไปร่วมวงด้วยอีกคน

พลั่ก!

“สัสเอ้ย! มึงต่อยเพื่อนกูหรอวะ”

 

เป็นเวลากว่า 10 นาทีเต็มๆที่ทั้งสองฝ่ายซัดกันนัวเนียจนขลุกลำตัวกลิ้งไปมาอยู่บนพื้นดิน อีกทั้งยังทึ้งคอเสื้อกันอย่างไม่มีใครยอมใคร

ปรี้ดๆๆๆๆๆๆ หวี้ดๆๆๆๆๆ

เสียงนกหวีดดังลั่น พร้อมด้วยรปภ.และสตาฟที่กรูเข้ามาช่วยจับทั้งสองฝ่ายแยกออกจากกัน

“ใจเย็นดิน้อง ถ้าไม่หยุดจะจับส่งตำรวจแล้วนะ!”

สหภัฐจ้องหน้าคู่อริอย่างเอาเรื่อง แววตาคู่คมฉายแววโกรธขึ้งอย่างชัดเจน

มีนากัดปากแน่น รู้สึกหัวใจดวงเล็กมันสั่นไหวแปลกๆเมื่อถูกปกป้องจากผู้ชายคนนี้ ทั้งสภาพรุ่นพี่ของเธอและคนอื่นๆที่เหลือเรียกได้ว่ายับในแบบที่ไม่เคยเห็นมาก่อน

“ไอ้นี่หรอไมล์ที่บอกว่ามันลวนลามผู้หญิง”

รุ่นพี่ที่เป็นสตาฟคุมงานเอ่ยถามให้แมทธิวพยักหน้ารับ

“ใช่พี่ ไอ้นี่แหละ พวกนี้ก็เพื่อนมันด้วย”

“เออ! ดี งั้นลากตัวมันออกไป แล้วอย่าให้มันกลับเข้ามาในงานอีก”

“น้องมีน!”

อีกคนพยายามเอ่ยเรียกทั้งยังทำท่าจะพุ่งเข้ามาใกล้ให้มีนาขยับกายถดหนีในทันที

“โถ่เว้ย! ปล่อยสิวะ”

เหล่าวัยรุ่นอันธพาลต่างพากันโดนลากตัวออกไปด้านนอกทันที

สหภัฐเบ้หน้าด้วยความเจ็บ เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นคาวเลือดที่คลุ้งอยู่ในปาก อาการปวดบริเวณใบหน้าทำร่างสูงรู้สึกเซ็งอยู่ไม่น้อย

คงต้องหาข้อแก้ตัวดีๆให้พ่อกับแม่ซะแล้ว

เขาหันไปมองหน้าแมทธิวที่มีสภาพไม่ต่างกัน

อีกฝ่ายมีรอยฟกช้ำตามใบหน้าให้สหภัฐต้องถอนหายใจยาวออกมา

ถ้าไม่ได้แมทธิวเข้ามาช่วย เขาเองก็อาจจะเอาไม่ไหวเหมือนกัน

ถ้าต้องสู้คนเดียวนานกว่านี้ก็อาจจะรู้สึกล้าจนแรงที่ต่อยออกไปนั้นเบาลงแม้ว่าในใจจะกำลังเดือดดาลมากแค่ไหนก็ตาม

“เจ็บมากรึเปล่าคะ”

มีนาขยับไปหาสหภัฐ เธอมองเขาด้วยแววตาเป็นห่วง

“ไม่เป็นไร แค่นี้เล็กน้อย”

ร่างสูงยักคิ้วให้สาวน้อยน่ารักที่ชื่อมีนไปหนึ่งทีด้วยท่าทางเท่ๆ

ไหนๆก็เจ็บตัวแล้วขอทำเท่หน่อยเถอะ

มีนายกมือไหว้ทั้งสหภัฐและแมทธิว

“ขอบคุณพวกพี่มากๆเลยนะคะ ถ้าไม่ได้พวกพี่ช่วยต้องแย่แน่”

“อือ ทีหลังอย่าไว้ใจใครง่ายๆอีกล่ะ รู้จักกันก็ใช่ว่าจะไว้ใจได้”

สหภัฐเอ่ยบอกให้มีนาเม้มปาก เธอหลุบตาต่ำลงด้วยความรู้สึกผิดก่อนจะพยักหน้ารับ

“พี่เลือดไหล ให้มีนพาไปทำแผลนะคะ”

ตรงขมับของเขามีเลือดซึมออกมาด้วย ถ้าปล่อยให้จากไปแบบนี้ทั้งที่ยังไม่ทันได้ตอบแทนอะไรเลยมีนาต้องรู้สึกผิดแน่ๆ

“พี่ไม่เป็นไร เรารีบกลับบ้านเหอะ ป่านนี้แม่คงห่วงแย่ ออกมาเที่ยวกับผู้ชายแบบนี้ มันดูไม่ดีนะครับ มันมีตั้ง 4-5 คน แต่เรากล้ามาคนเดียวกับพวกมันได้ไง”

คนที่ไม่ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านอย่างสหภัฐอดไม่ได้ที่จะเอ่ยสอนอีกคนออกมา

เกิดอีกฝ่ายโดนรุมโทรมขึ้นมาล่ะบันเทิงแน่

ถ้าเมื่อกี้มีนวิ่งหนีออกมาไม่ทันล่ะ?

ถ้าเมื่อกี้อีกคนโดนวางยาล่ะ?

ไม่อยากจะคิดเลยว่าสภาพอีกฝ่ายจะเป็นยังไง

“พี่เขาเป็นลูกชายของเพื่อนสนิทคุณแม่น่ะค่ะ เรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก มีนคิดไม่ถึงว่าเขาจะทำแบบนี้”

“อืม แล้วจะเอาไงต่อ นี่จะกลับยังไง”

“จริงๆ คืนนี้มีนจองที่พักเอาไว้แล้ว แต่มีนคงไม่กล้ากลับไปที่นั่นแน่ อีกอย่างมีนมากับพี่เขาน่ะค่ะ คงต้องรอกลับรถประจำทางพรุ่งนี้”

“งั้นก็ไปพักโรงแรมเดียวกับพวกพี่ก็ได้”

แมทธิวเอ่ยเสริมให้สหภัฐส่ายหน้า

“ห้องเต็มหมดแล้วมั้ง เทศกาลอ่ะ มันจะว่างได้ไง”

เพื่อนสนิทฉีกยิ้มกว้าง แววตาของแมทธิวทำสหภัฐไม่รู้สึกไว้ใจเลยสักนิด

“นอนกับนายไง”

“ตลกเหอะ ไม่เอา ไม่อยากมีปัญหา”

“งั้นน้องนอนห้องพี่ก็ได้ครับ” แมทธิวเอ่ยบอกให้สหภัฐรีบท้วง

“ไม่!”

แมทธิวเลิกคิ้วด้วยท่าทางงุนงง

“อะไร ฉันหมายถึงให้เขานอนห้องฉัน แล้วเดี๋ยวฉันย้ายไปนอนกับนายแทน”

เขารู้หรอกน่าว่าอะไรควรไม่ควร ถึงแม้ว่าเด็กสาวตรงหน้าจะตรงสเปคเขาแบบสุดๆไปเลยก็เถอะ

“อือ ถ้างั้นก็ได้ แต่นายนอนพื้นนะ ฉันไม่ชอบนอนเบียดกับใคร”

สหภัฐเอ่ยพลางยืนให้มีนาทำแผลที่บริเวณหางคิ้วให้

ดีหน่อยที่เหล่าสตาฟมีกล่องปฐมพยาบาล ไม่งั้นคงต้องไปหาซื้อกันให้วุ่นวายอีก

“ไม่เป็นไรก็ได้ค่ะ แค่นี้มีนก็เกรงใจจะแย่แล้ว”

“ไม่ได้ๆ เราจะนั่งอยู่ที่นี่ยันเช้ารึไง เดี๋ยวพวกสตาฟก็ทยอยกลับกันหมดแล้ว”

แมทธิวรีบเอ่ยดักในสิ่งที่มีนาคิดออกมา

เกิดปล่อยให้อยู่ในที่แบบนี้คนเดียวต่อ ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าอีกฝ่ายจะยังคงปลอดภัยและไม่เจอเรื่องร้ายๆแบบเมื่อกี้อีก

และถึงจะปลอดภัยก็ไม่ได้หมายความว่าเมื่อเด็กสาวก้าวเท้าออกจากงาน แล้วเด็กวัยรุ่นพวกนั้นจะไม่ย้อนลับมาทำร้ายกัน

มีนาเม้มปาก สีหน้าคิดไม่ตก

“นั่นสิ เอายังไงดีนะยัยมีน”

“ไปกับพี่เหอะ ถ้าไม่ไว้ใจจะไปเรียกตำรวจก็ได้ เขาพาไปส่งบ้านได้”

“เอ่อ คือว่า...”

เธอรู้สึกไม่กล้าไว้ใจใครแล้ว ขนาดคนที่ไว้ใจยังกลายเป็นคนที่ใจร้ายได้เลย ตอนนี้รุ่นพี่แปลกหน้าสองคนที่ยอมเอาตัวเองเข้ามาเสี่ยงจึงกลายเป็นคนที่ทำให้มีนารู้สึกดีด้วยอย่างบอกไม่ถูก

“ถ้าไม่ได้พกเงินมา จะอยู่ฟรีก็อยู่”

สหภัฐเอ่ยบอกให้มีนาเงยหน้าสบตา

“ไม่เอาค่ะ ค่าห้องคืนนึงก็ตั้งหลายบาท”

“อืม งั้นแล้วแต่ ป่ะ ไอ้คราม กลับ! ยุงกัดแล้วว่ะ ร้อนด้วย อยากอาบน้ำ”

แมทธิวเอ่ยอย่างไม่อยากเซ้าซี้ต่อ เขาแอบเซ็งที่ตั้งใจจะพาเพื่อนมาสนุกกับงาน แต่ดันได้พากันมาออกกำลังเรียกเหงื่อเฉยเลย

“ขอบคุณพวกพี่อีกครั้งนะคะ”

มีนาก้มหัวให้ด้วยความรู้สึกขอบคุณจากใจจริง

ทว่าเสียงเรียกเข้าจากมือถือที่ทำได้เพียงแค่โทรเข้าโทรออกก็ทำให้มีนาเม้มปากแน่นเมื่อเห็นว่าใครที่เป็นคนโทรเข้ามา

รุ่นพี่ของเธอที่พึ่งจะมีเรื่องชกต่อยเมื่อครู่ทำให้เธอตัดสินใจตัดสายทิ้งและปิดเครื่องหนีในทันที

หมับ

สหภัฐขยับมาคว้าข้อมือเล็กเอาไว้ก่อนจะพาเดินไปที่รถเพื่อมัดมือชกอีกฝ่าย

แมทธิวขยี้หัวตัวเองแรงๆ ก่อนจะวิ่งตามไป

 

 

 

 

“ขึ้นรถครับ เดี๋ยวขับไปส่ง”

แมทธิวมองหน้าเพื่อนตาปริบๆ

“คือไร ถ้าน้องเขามาจากใต้ นายก็จะพาไปหรอ”

“อืม”

แมทธิวอ้าปากค้างกับคำยืนยันดังกล่าว

มีนาตาโต ตกใจกับสิ่งที่อีกคนเอ่ยไม่แพ้กัน

“หมายถึง...ส่งที่บ้านคืนนี้เลยน่ะหรอคะ”

“ใช่ ถ้าขับไม่ไหว เดี๋ยวเปลี่ยนกับไอ้ไมล์เอา”

“ว้อท!”

ถามกันสักคำรึยัง ถามเพื่อนหน่อยก็ได้มั้งพ่อคุ๊ณ เขาเหนื่อยและง่วงจนตาจะปิดอยู่แล้ว ให้ไปมีแรงที่ไหนขับรถต่อได้อีก

“บ้านมีนอยู่ไกลมากเลยนะคะ จริงๆพี่ส่งมีนที่ท่ารถก็ได้”

“รถหมดแล้ว หยุดพูดอะไรที่มันฟังแล้วเซ็งได้ไหมครับน้อง”

แมทธิวเอ่ยอย่างเริ่มนึกรำคาญใจขึ้นมาหน่อยๆ

แทนที่จะยอมให้ช่วยดีๆ ดันมากเรื่องอยู่นั่น

คืนนี้คงไม่มีใครได้กลับบ้านไปนอนกันพอดี

“เราพึ่งรู้จักกันเองนะ อยู่ๆจะให้พี่ขับไปส่งที่ใต้ พี่ไม่คิดว่ามันมากเกินไปบ้างหรอ”

แมทธิวอ้าปากค้าง ยัยเด็กคนนี้บ้านดันอยู่ใต้จริงๆด้วยดิ พีคจัด!

“เดี๋ยวพาไปสนามบิน เคยัง มีพาสปอร์ตอยู่กับตัวอยู่ใช่มั้ย”

สหภัฐเหลือบมองกระเป๋าสะพายข้างสีขาวของอีกคนให้มีนาพยักหน้ารับรัวๆ

“อื้อๆ มีค่ะ”

แมทธิวถอนหายใจยาวด้วยสีหน้าเหนื่อยใจสุดขีด

ผมจะได้นอนไหมครับคืนนี้

 

 

 

            2 ชั่วโมงต่อมา

“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”

มีนายกมือไหว้รุ่นพี่ใจดีทั้งสอง เธอขยับไปหยิบกระเป๋าสะพาย เปิดประตูรถ

สหภัฐหันมองเล็กน้อย เขาไม่เอ่ยตอบอะไรนอกจากพยักหน้าให้เบาๆ อาการเหนื่อยล้าสะสมทำเขาไม่หลงเหลือพลังงานใดๆอีกต่อไปแล้ว และอยากจะนอนเต็มทน

ต่างจากแมทธิวที่แค่หัวถึงเบาะก็หลับสนิททั้งยังกรนเสียงดังทั้งที่เอ่ยปากบอกว่าจะช่วยสลับกันขับ

มีนาลงจากรถ ก่อนจะเดินเข้าไปในสนามบินให้สหภัฐปรับเบาะให้เอนลง เขาทิ้งตัวพิงเบาะยามหลับตา เมื่อเห็นว่าสิ่งที่ตนตั้งใจนั้นสำเร็จเสียที

เขาได้ส่งเด็กสาวแปลกหน้าคนหนึ่งให้ได้กลับบ้านอย่างปลอดภัย

แม้จะเหนื่อยแทบตาย แถมยังรู้สึกนี่มันไม่ใช่ธุระของตัวเองเลยสักนิด  

ต้องโทษความใจดีและความไม่สามารถทนมองเห็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกันลำบาก (โดยเฉพาะกับเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆที่กำลังต้องการความช่วยเหลือ) ล้วนๆที่พาให้เขามาหยุดอยู่ตรงนี้

สิ่งที่สหภัฐทำมันอาจจะไม่ได้ช่วยเปลี่ยนแปลงอะไรบนโลกใบนี้ให้ดีขึ้น

แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้เขารู้สึกนอนหลับฝันดี และไม่รู้สึกผิดกับตัวเอง

เหตุการณ์นี้คงจะเป็นเหตุการณ์ที่ทำให้สหภัฐจดจำและรู้สึกภาคภูมิใจไปตลอดชีวิตเชียวล่ะ

แมทธิวทำปากแจ่บๆ พลิกตัวอีกฝั่งเพื่อให้ตนอยู่ในท่วงท่าที่สบายมากยิ่งขึ้น ขณะที่สหภัฐลดกระจกทั้งสี่ฝั่งลงครึ่งหนึ่งเพื่อให้พวกเขาพอมีอากาศหายใจ และเริ่มดับรถเพื่อนอนพักผ่อนหน้าสนามบิน

รู้อยู่ว่ามันอันตรายและไม่สมควรทำแบบนี้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน

แต่สหภัฐเหนื่อยเกินกว่าจะมีแรงไปตามหาโรงแรมดีๆสักที่แล้ว ถ้ายังฝืนตัวเองขับต่อไปอีกสักนิดอาจจะเกิดอุบัติเหตุก็ได้

มีนาที่หยุดยืนอยู่ด้านในสนามบินแล้วหันกลับมามองคนทั้งคู่อีกครั้ง ก่อนจะชะงักด้วยความแปลกใจที่รถไม่ได้ขับออกไป แต่กลับจอดสนิทแทน

เด็กสาวแอบอมยิ้มกับความโชคดีที่ตนได้รับ

เอาจริงๆพี่เขาก็... น่ารักจัง เราจะมีโอกาสได้เจอกันอีกไหมนะ

ดูจากบ้านของพวกเราที่อยู่ไกลกันเอามากๆแล้ว มันคงไม่มีหวังเลย

แต่มีนาเชื่อว่าเธอจะไม่มีวันลืมบุญคุณของทั้งสองเลยจริงๆ

เธอเม้มปากแน่น ดวงตากลมโตฉายแววลังเลอยู่ไม่น้อย

“เขาคิดจะนอนตรงนี้จริงๆน่ะหรอ”

เด็กสาวหันมองซ้ายมองขวา ก่อนจะเห็นร้านขายตุ๊กตาผ้าห่ม

อากาศเย็นๆในฤดูหนาวแบบนี้คงนอนไม่สบายตัวแย่

เพราะเธอแท้ๆ ที่ทำให้อีกฝ่ายต้องมานอนบนรถแทนที่จะได้กลับไปนอนโรงแรมดีๆ

เธอมองเจ้าก้อนที่มีผ้าห่มอยู่ด้านในอย่างชั่งใจ ก่อนจะตัดสินใจหยิบขึ้นมาสองตัวแล้วเดินไปที่เคาน์เตอร์จ่ายเงิน

 

 

 

“อืมม...ฮ้าววว”

แมทธิวรู้สึกตัวตื่นเมื่อสัมผัสได้ถึงแอร์เย็นๆที่หายไปพร้อมกับรถที่จอดสนิท เขายกสองแขนขึ้นบิดขี้เกียจเพื่อหันมองไปรอบๆเพื่อพบว่าตอนนี้ตนกับเพื่อนได้อยู่สนามบินแล้วจริงๆ

เหลือจะเชื่อเลย ไอ้คุณชายครามมันพูดจริงทำจริง จริงๆเว้ย

แถมยังใจดีกับเขา ไม่ปลุกกันมาสลับขับรถอีกต่างหาก

คนที่ได้งีบไปกว่าสองชั่วโมงเลยรู้สึกมีเรี่ยวแรงแบบสุดๆ

แมทธิวก้มมองผ้าห่มที่อยู่บนตัวของตนตอนไหนก็ไม่รู้ ก่อนจะเงยหน้ามองสหภัฐที่กำลังนอนหลับสนิทและมีมีนากำลังตั้งใจขยับคลี่ตุ๊กตาผ้าห่มออกเพื่อนำมันมาห่มให้กับเพื่อนของเขาเช่นเดียวกัน

ร่างสูงระบายยิ้มบางออกมาด้วยความรู้สึกหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง เพื่อนเขายื่นมือเข้าไปช่วยคนไม่ผิดจริงๆ

แม้ว่าก่อนหน้าเขาจะนึกรำคาญเด็กมันไปบ้างเพราะด้วยเหนื่อยและง่วงที่ถาโถมใส่ตัว แต่ตอนนี้แมทธิวเห็นแล้วว่าเด็กสาวคนนี้เหมาะกับการถูกช่วยเหลือมากขนาดไหน

“น้อง ขอบใจนะ”

เขายกผ้าห่มขึ้นเล็กน้อยให้มีนาหันมอง

“จะไปแล้วหรอ ป่ะ เดี๋ยวพี่เดินไปส่ง”

ตอนนี้เขารู้สึกสดชื่นสุดๆไปเลยล่ะ มีแรงวิ่งได้ปร๋อเลยเนี่ย

เมื่อเห็นว่าเพื่อนหลับ แมทธิวจึงปลดเข็มขัดนิรภัยของตนออก

“แล้วพี่จะปล่อยเพื่อนพี่ให้นอนอยู่ตรงนี้คนเดียวหรอคะ มันอันตรายนะ”

“เออว่ะ”

แมทธิวมองสหภัฐอย่างนึกขึ้นได้ เขาเขย่าตัวเพื่อนแรงๆเพื่อปลุกอีกคน

“ครามๆ ล็อครถด้วยนะ เดี๋ยวฉันมา ไปส่งน้องเขาแปปนึง”

“อือออออ”

สหภัฐขมวดคิ้วมุ่นเมื่อถูกรบกวน อีกฝ่ายดูง่วงจนไม่รับรู้สิ่งใด ขยับตัวหนีก่อนจะหลับสนิท

“พี่พาพี่เขากลับไปพักที่โรงแรมเถอะค่ะ ขอบคุณมากๆอีกครั้งนะคะ ถ้าวันไหนไปเที่ยวใต้ก็โทรมาได้เลย มีนจะเป็นไกด์คอยดูแลให้เอง”

มีนายิ้มหวาน

“ไกลเกินอ่ะ คงไม่มีโอกาสได้ไป แต่ถ้าจะแลกเบอร์ แลกได้เลย เดี๋ยวมันตื่นจะเอาไปให้มันด้วย”

มีนาบอกสหภัฐที่หลับสนิทอีกครั้ง ก่อนจะยอมบอกเบอร์โทรศัพท์ตัวเอง

“ไว้เจอกันสาวน้อย อย่าไปหลงเชื่อใครง่ายๆอีกล่ะ ถ้าไอ้คนนั้นมันหล่อไม่เท่าครึ่งหนึ่งของพวกพี่สองคนรวมกัน”

แมทธิวยิ้มด้วยสีหน้าเริงร่าให้มีนาหลุดหัวเราะ

“พวกพี่นิสัยน่ารักจัง มีนต้องโชคดีแค่ไหนถึงได้มาเจอพวกพี่ได้”

“สงสัยบุญเก่าเราจะเยอะแหละ”

แมทธิวเอ่ยตอบกวนๆ

“งั้นมีนไปจองตั๋วกลับบ้านก่อนนะคะ พวกพี่ก็ขับรถดีๆล่ะ เอ่อ...ถ้าถึงโรงแรมแล้วติดต่อกลับมาหน่อยได้มั้ยคะ มีนจะได้ไม่ห่วง”

แมทธิวพยักหน้า

“ได้ครับ ขอบใจอีกครั้งสำหรับผ้าห่ม”

มีนาก้มหัวให้ ก่อนจะเดินกลับเข้าไปด้านในสนามบิน

 

 

 

แมทธิวมองสหภัฐที่หลับสนิทก่อนจะลอบอมยิ้ม

เสร็จโจรล่ะคราวนี้

 

 

 

 

 

 

 

หลายเดือนต่อมา

“บ๊ายบายครับน้องมีน”

แมทธิวโบกมือยิ้มๆให้สหภัฐขมวดคิ้วยามเดินออกมาจากโรงเรียน

“ใครวะ แอบมีสาวไม่บอกกันหรอไมล์”

“ไม่ได้แอบ คนนี้นายก็เคยเจอ”

“เคยเจอจริงดิ? แต่ชุดไม่คุ้นเลยนะ รร.ไหน”

“นานาชาติคอนเซนโว จริงๆ เขาไม่ใช่คนที่นี่หรอก พึ่งย้ายมาเรียนเทอมนี้”

“หืม”

แค่ได้ยินชื่อโรงเรียนก็ทำสหภัฐหูผึ่งทันที เขาขยับมากอดคอเพื่อน

“นี่นายล่อเด็กนานาชาติเลยหรอ ไม่ธรรมดาว่ะ”

แมทธิวขำ

“ตอนนี้สถานะเป็นพี่ชายที่แสนดี”

“อ่า”

สหภัฐพยักหน้ารับก่อนจะเอ่ยถามอย่างนึกขึ้นได้

“แล้วน้องคนนั้นที่เขาใหญ่ นายได้เบอร์มายัง”

แมทธิวเลิกคิ้วอย่างนึกแปลกใจ

“เรื่องผ่านมาเป็นเดือนๆ ละ พึ่งนึกได้หรอ”

“อือดิ ตอนนั้นมันหลับมั้ย เหนื่อยด้วย โครตเพลีย”

ไมล์ก็สบายเลยดิ หลับเป็นตายอยู่คนเดียว

“แล้วนายจะอยากได้เบอร์น้องเขาไปทำไม”

“เอ้า ก็อยากสานสัมพันธ์ป่ะ เด็กน้อยน่าสงสาร หลุดมือฉันไปไม่รู้จะไปเจอเสือหรือกระทิงที่ไหนอีก”

สหภัฐว่าออกมาตามตรง

เขาพึ่งนึกขึ้นได้ว่าตนดันลืมแลกเบอร์น้องมีนคนนั้นเอาไว้

ทั้งที่มันสำคัญมากๆ

ถ้าไม่ได้แลกเบอร์กันไว้ พวกเราก็ไม่มีทางวนกลับมาเจอกันอีก

“เออพี่ไมล์ ลืมเลย พอดีมีนว่าจะขอ...”

เด็กสาวเดินกลับมาหาแมทธิวอีกครั้ง ก่อนจะชะงักไปเมื่อสบตาเข้ากับใครบางคนที่ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลยตั้งแต่วันนั้น

“...”

“...”

            ทั้งสองสบตากันนิ่ง ต่างฝ่ายต่างทำตัวไม่ถูก ราวกับว่ามีอะไรบางอย่างที่มันเริ่มกวนใจแบบแปลกๆ

มีนายกมือไหว้

“สวัสดีค่ะ”

ร่างสูงเผลอยกมือรับไหว้ รู้สึกได้เลยว่าเริ่มไม่เป็นตัวเอง

“เอ่อ...เธอ...มาได้ไง”

“ก็คนนี้ไงที่ฉันเล่าให้ฟังเมื่อกี้ น้องเขาย้ายมาเรียนที่นี่ตามพ่อกับแม่ที่ย้ายมาทำงาน ใช่ป่ะครับน้องมีน”

“ใช่ค่ะ บังเอิญจังเลยนะคะ พวกพี่เรียนอยู่ใกล้ๆพอดี”

สหภัฐเม้มปาก รู้สึกแอบเสียใจที่ตนนั้นช้ากว่าแมทธิวไปก้าวหนึ่ง

และถ้าเป็นแบบนั้น...

“นายกับน้องเขา...คั่วกันอยู่หรอ”

“ฮะ?

มีนาตาโต ขณะที่แมทธิวทำหน้าเซ็ง

กะว่าจะกันไปเรื่อยๆไม่ให้รู้สักหน่อย เขาอยากลองจีบมีนาให้ติดก่อนค่อยเฉลยกับเพื่อนทีหลัง

แต่ดูเหมือนว่ามันจะไม่ทันแล้ว

“เปล่านะคะ มีนไม่ได้คิดแบบนั้นกับพี่ไมล์เลยนะ”

แมทธิวยกยิ้มแหยกับคำปฏิเสธตรงๆจากปากน้องคนสวย เขามองหน้าเพื่อนอย่างคาดโทษ

แม่งเอ้ย ขัดกันงี้เลยหรอวะ

ก็บอกไปแล้วไงว่าสถานะตอนนี้เป็นพี่ชายที่แสนดี มันไม่คิดจะให้โอกาสเพื่อนได้ลองจีบกันเลยดิ

สหภัฐยกยิ้มกรุ้มกริ่ม เขาทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ราวกับไม่ได้ทำความผิดอะไร

รู้สึกราวกับถูกยกภูเขาลงจากอก

“ถ้าอย่างนั้น...”

ร่างสูงขยับเข้าหาเด็กสาวตรงหน้าก่อนจะเอ่ยด้วยเสียงน่าฟัง

“กับพี่ครามล่ะครับ...หนูมีนคิดยังไง”

มีนาแก้มแดงก่ำ เขินจนได้แต่หลบสายตาทั้งที่ใจมันเต้นแรงจนทำตัวไม่ถูก

ชอบค่ะ มีนชอบพี่ครามมากๆเลย

ประโยคคำตอบที่ทำได้เพียงคิด เพราะนึกเขินอายเกินกว่าจะเอ่ยออกไป

ท่ามกลางฉากหลังของโรงเรียนมัธยมชายล้วนที่มีผู้คนพูดคอจอแจ เราสองคนกลับมองเห็นกันและกันอย่างชัดเจน

ก็พี่ครามน่ะ อยู่ในสายตาของมีนมาตลอดอยู่แล้วนี่นา





ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...