บทที่ ๒๕
‘จุมพิตหวาน’
ก๊อกๆ
เสียงเคาะประตู
ทำให้ชินตะหยุดอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูบ้าน
เอมรินกับบัวบูชาเองก็มองออกไปนอกบ้านของชินตะเช่นกัน
มือหนาเปิดประตูออก
ก่อนที่ริมฝีปากหยักนั้นจะยกยิ้มขึ้นทันทีเมื่อเห็นใบหน้าสวยของรุ่นพี่คนสนิทอย่าง
ต้นตะวัน
รุ่นพี่ที่รู้จักกันตอนที่อีกฝ่ายไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศตอนปิดภาคเรียนฤดูร้อน
ต้นตะวันรีบมาหาชินตะตามคำร้องขอของอีกฝ่าย
โดยที่ยังคงสวมชุดนักศึกษาแพทย์ไว้อยู่ทั้งยังหอบหิ้วสัมภาระมากมายเอาไว้ในมือ
หลังจากที่ลงเวรเธอก็รีบมาที่นี่เลย
โดยที่ยังไม่ได้กลับห้องตัวเองด้วยซ้ำ
“เข้ามาเลยครับพี่ตะวัน
มาไวกว่าที่คิดนะเนี่ย”
บัวบูชาและเอมรินชะโงกหน้ามองสาวแปลกหน้าที่ดูจะอายุมากกว่าพวกตนเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ
หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นแฟนของชินตะกันนะ
“คนนี้เลยพี่
ดูให้หน่อยว่าผี… อ่า พญานาคตนนั้นไปหรือยัง”
ชินตะชี้นิ้วไปยังบัวบูชาที่นั่งอยู่บนโซฟา
ให้บัวบูชาและเอมรินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก
นอกจากต้นตะวันจะเป็นว่าที่แพทย์ที่ใกล้จบเต็มทีแล้ว
รุ่นพี่สาวยังมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นภูติผีหรือวิญญาณได้
นั่นทำให้ชินตะเลือกที่จะโทรไปขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่คนนี้
ชายหนุ่มอยากรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นพญานาคจริงไหม
หรือองค์สมุทราอะไรนั่นเป็นแค่ผีสิบแปดมงกุฎที่ตั้งใจมาหลอกบัวบูชากันแน่
ทุกอย่างก็เพราะความเป็นห่วงและหวังดีของชินตะที่ทำใจไว้ใจผู้ชายของเพื่อนไม่ลง
โชคดีสุดๆ
ที่เขาได้รู้จักกับต้นตะวัน
“เดี๋ยวเหอะชิน!
นี่ยูถึงขั้นพาหมอผีมาเลยหรอ” บัวบูชาถึงกับหน้าเหวอ
“หมอผีที่ไหน
พี่เขาเป็นอินเทิร์นอยู่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศเราเลยนะ
อีกหน่อยก็จบออกมาเป็นหมอจริงๆ แล้ว” ชินตะอธิบาย
“ถ้ายูไม่คิดจะเข้าใจ
ไอจะกลับแล้ว”
บัวบูชาขมวดคิ้วมุ่น
ร่างเล็กลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบกระเป๋ามาถือเอาไว้
ท่าทางของบัวบูชา
ทำให้ชินตะเดินเข้าไปกอดแขนเพื่อนเอาไว้ทันที
“ถ้ายูยังรักไอ
ช่วยยอมอยู่เฉยๆ ให้พี่เขาตรวจก่อนได้ไหม ถือซะว่าทำเพื่อความสบายใจของไอก็ได้”
ชินตะไม่ได้มีนิสัยชอบก้าวก่ายชีวิตของใคร
ที่ผ่านมาพวกเราเป็นเพื่อนที่ดีและคอยซัพพอร์ตกันเสมอ
ครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะรับไว้
ชินตะแค่ต้องการความมั่นใจว่าเพื่อนจะปลอดภัยกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปจริงๆ
“ถ้าพี่ตะวันบอกว่าไม่เป็นไรไอก็จะเชื่อ
และจะไม่วุ่นวายกับเรื่องนี้อีก”
ใครก็ตามที่ต้นตะวันเอ่ยปากว่าจะช่วยแล้ว
มักสำเร็จและเชื่อถือได้กว่า ๙๙.๙๘% ตอนนี้ชินตะขอแค่ไม่ให้เพื่อนของเขาเป็น ๐.๐๒%
ที่เหลือก็พอ
“อ่า
ตกลงยังไง”
ต้นตะวันมองสองเพื่อนซี้ที่ยืนเถียงกันไปมาอย่างไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงต่อไป
“เพื่อนนายก็ปกตินี่ชิน
ไม่ได้แกล้งนัดกันมาเล่นๆ เพราะคิดถึงหรอกใช่ไหมเนี่ย”
หญิงสาวหรี่ตามองรุ่นน้องอย่างนึกจับผิด
บัวบูชาก็ดูปกติ
ไม่มีวิญญาณหรือสิ่งใดติดตามให้รู้สึกน่ากลัว
ปรื้น~
เสียงรถยนต์ดังขึ้นหน้าบ้านเรียกให้ทั้งหมดหันมองพร้อมกัน
“กลับล่ะ
แล้วถ้าจะนัดมาคุยเรื่องนี้อีกไอจะไม่คุยกับยูแล้วชิน”
บัวบูชาว่าอย่างนึกเซ็ง
เธอเข้าใจความหวังดีของอีกฝ่ายดี
แต่บางทีก็อดหงุดหงิดกับความหัวรั้นไม่ยอมฟังใครของชินตะไม่ได้
“หมอนั่นๆ”
ชินตะที่หันไปเห็นสมุทราก้าวลงมาจากรถพอดี รีบสะกิดให้ต้นตะวันดู
ไหนๆ
ก็ไหนๆ แล้ว ปกติต้นตะวันงานยุ่ง เรียนก็หนัก ใช่ว่าจะหาเวลานัดมาเจอกันได้ง่ายๆ
เขาก็ขอสร้างความมั่นใจกับตัวเองให้ได้มากที่สุด
บัวบูชาเคยหยุดหายใจไปเชียวนะ
เขาเกือบเสียเพื่อนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับแล้ว
ใครจะไปทำใจเชื่อได้ง่ายๆ
กัน
สองขาแกร่งก้าวลงมาจากรถ
องค์สมุทราสวมชุดมนุษย์เหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเวลาขึ้นมาใช้ชีวิตกับบัวบูชา
ต้นตะวันหันมองตามสายตาของชินตะ
ก่อนที่เธอจะชะงักนิ่งไป หญิงสาวเผลอผละถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ
ทหารนาคามากมายรายล้อมอยู่รอบตัวผู้ชายที่เดินลงมาจากรถ
อีกทั้งราศีบางอย่างที่ส่องสว่างออกมาจากตัวของอีกฝ่ายนั้นบ่งบอกได้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปแน่
มือเล็กยกขึ้นลูบสองแขนของตัวเอง
ขนเส้นบางลุกขึ้นชูชัน รู้สึกหนาวทั้งๆ ที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้หนาวเย็นเลยสักนิด
ชินตะหันมองต้นตะวันด้วยสายตาตื่นตกใจ
“พี่เห็นอะไร!”
“เอ่อ…”
ต้นตะวันแทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอ
“บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ
หมอนั่นจะมาเอาชีวิตเพื่อนผมไปใช่ไหม”
เป็นชินตะที่มีสีหน้าหวาดผวา
“คุณ…
เห็นจริงๆ หรอคะ”
บัวบูชาหันมองตะวันด้วยความแปลกใจ
ต้นตะวันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่
“มีอะไรกันรึเปล่า”
องค์สมุทราเดินเข้ามาหากลุ่มของบัวบูชาที่พากันมายืนอยู่บริเวณชานหน้าบ้าน
ชินตะรีบดึงแขนบัวบูชาให้หลบหลังตนทันที
“ไอเตือนยูแล้วใช่ไหม”
ชินตะกัดฟันกรอด
ชายหนุ่มจ้องหน้าสมุทราเขม็งแม้ใจจะกล้าๆ กลัวๆ
ต่อให้ต้นตะวันจะไม่ได้พูดอะไร
แต่ปฏิกิริยาของรุ่นพี่สาวก็บอกได้ดีว่าแฟนหนุ่มของบัวบูชานั้นไม่ปกติแน่
ท่าทางที่ทำให้สมุทราเลิกคิ้วมองเล็กน้อย
ถึงจะยังไม่เข้าใจ
แต่ดูจากท่าแล้วน่าจะมีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจกันอย่างแน่นอน
ต้นตะวันทำหน้าคล้ายจะร้องไห้
เธอพยายามไม่สบตากับผู้ชายที่เดินเข้ามา
เขาเป็นผีหรืออะไรต้นตะวันก็ไม่สามารถบอกได้
แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ใช่คน
ถึงจะเป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด
แต่เธอก็ไม่เคยชินกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้สักเท่าไหร่
ตอนนี้เองก็เช่นกัน
ทหารร่างกายกำยำที่จ้องมองมา
ทำเอาเธออยากจะเป็นลมลงไปกองกับพื้น
“บัว
ไอเป็นห่วงยูจริงๆ นะ”
“ไม่เอาน่าชิน”
บัวบูชาเอื้อมมือไปกอดแขนเพื่อนเอาไว้
เธอพยายามพูดปลอบเพื่อนสนิทอย่างใจเย็น
“กลับไปเลยนะ
เพื่อนไอไม่อยากเห็นหน้ายูแล้ว” ชินตะตะโกนบอก
สมุทราหลุดหัวเราะ
ท่าทางของบัวบูชาในตอนนี้นั้นช่างห่างไกลกับสิ่งที่อีกคนพูดโดยสิ้นเชิง
ราชาหนุ่มตัดสินใจหันมองเอมรินที่ดูจะเข้ากับตนได้มากกว่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม
“คือพอดีว่า…
ชินกลัวว่าคุณจะเอาชีวิตบัวไปก็เลยพาพี่ที่เป็นหมอผีมาจัดการคุณ”
เอมรินฟ้องหน้าตาย
“ฉันไม่ใช่หมอผีนะคะ”
ต้นตะวันรีบโบกมือไปมา
“ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์เฉยๆ
ค่ะ ถ้าคุณมีปัญหาอะไรก็เคลียร์กับชินเลย ฉันไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”
ว่าที่แพทย์หญิงที่แสนดีของน้องชินตะยิ้มแหย
“พี่ตะวันทำไมทิ้งกันแบบนี้อ่ะ
ไหนว่าจะช่วยกันไงล่ะ นี่พี่จะปล่อยให้เพื่อนผมตายจริงๆ หรอ”
“เขาไม่ทำอะไรเพื่อนสนิทนายหรอกน่า
อีกอย่างถ้าผีจะหล่อขนาดนี้ก็มองข้ามเรื่องอื่นไปบ้างก็ได้เถอะ”
ประโยคหลังต้นตะวันเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแทน
“ถ้าพี่ใช้คำว่าเขาไม่ทำอะไร
แสดงว่านี่ก็ผีจริงๆ ใช่ป่ะ!!”
ชินตะหน้าถอดสี
ผิวที่ขาวอยู่แล้วแถมไม่หลงเหลือสีเลือดฝาด
บัวบูชาหัวเราะร่วน
หญิงสาวเดินไปหาองค์สมุทราที่ยืนรอกันอยู่แล้ว
“ทำไมวันนี้เลิกงานไวจังล่ะคะ
บัวยังไม่ทันได้บอกให้คุณมารับเลย”
“พี่คิดถึงเราน่ะเลยอยากรีบมาหา”
องค์สมุทราคลี่ยิ้มอบอุ่น
มือหนายกขึ้นลูบศีรษะทุยอย่างนึกเอ็นดู
ใบหน้าหวานของบัวบูชาขึ้นสีแดงระเรื่อ
เมื่ออีกฝ่ายแสดงความรักต่อกันท่ามกลางสายตาของทุกคน
“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่กลับก่อนนะ”
ต้นตะวันตบบ่าชินตะเบาๆ
ก่อนจะขอตัวกลับ
“ไม่เอาดิพี่ตะวัน
พี่จะปล่อยให้มัน… เอ่อ เขาคบกับเพื่อนชินจริงๆ หรอ”
ชินตะรีบกอดแขนรุ่นพี่เอาไว้แน่น
“ก็ถ้าเขารักกันนายจะไปทำอะไรได้”
ต้นตะวันตอบตามสิ่งที่คิด
ดูจากที่เห็น
ถ้าผู้ชายคนนั้นจะเอาชีวิตบัวบูชาไปจริง
เพื่อนสนิทของชินตะคงไม่ได้มีโอกาสมายืนหายใจอยู่ตรงหน้านี้แน่นอน
“ทานข้าวกันมาหรือยังครับ
ไปกินข้าวกับพวกเราสักมื้อไหม”
องค์สมุทราเอ่ยชวนอย่างเป็นมิตร
เขาอยากผูกมิตรกับเพื่อนภรรยาสักหน่อย
“ดีเลยค่ะดีๆ
ที่จริงแล้วพวกเราก็ว่าจะชวนกันไปกินข้าวอยู่เหมือนกัน… เนอะชินเนอะ” เอมรินรีบตอบ
พลางมองหน้าชินตะไปด้วย
“งั้นก็ขึ้นรถเลยครับ”
สมุทราพยักหน้ารับ
ก่อนจะพาบัวบูชาเดินไปขึ้นรถที่จอดไว้
เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย
ทำให้ราชาหนุ่มใช้คำพูดโบราณเหมือนเวลาอยู่ที่นาคานคร
หรือเวลาอยู่กับบัวบูชาสองต่อสองไม่ได้
สมุทราไม่เคยชินกับภาษามนุษย์สักเท่าไหร่เพราะไม่ได้ใช้มานานแล้ว
เห็นทีคงต้องหัดพูดให้บ่อยขึ้น
“ไปเร็วชิน
ไปด้วยกันเนี่ยแหละ พี่ตะวันไปด้วยกันนะคะ”
เอมรินคว้าแขนชินตะเอาไว้
พลางรั้งอีกฝ่ายให้เดินตามไปที่รถด้วยกัน
“พอดีพี่มีธุระต่อ
เชิญน้องตามสบายเลยค่ะ”
ต้นตะวันปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
เธอแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ผมไปด้วยดิพี่”
ชินตะร้องตามต้นตะวันทันที
ต้นตะวันยังไม่สู้
แล้วเขาจะกล้าสู้กับองค์สมุทราได้ยังไง
“นายไปกับเพื่อนเถอะ
ถ้าอยากมั่นใจก็ลองไปสนิทกันไว้จะได้ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะมาทำอะไรเพื่อนนายไง”
ต้นตะวันเอ่ยแนะนำ
“แล้วถ้าหมอนั่นฆ่าผมล่ะ”
“นายก็ตายไงล่ะ”
ต้นตะวันแกล้งทำท่าบาดคอ
“ถ้าผมตาย
ผมจะตามหลอกหลอนพี่ไปตลอดชีวิตเลย”
ต้นตะวันหัวเราะร่วน
หญิงสาวหันมององค์สมุทราอีกครั้ง
ก่อนจะโค้งศีรษะให้องค์สมุทรารวมไปถึงทหารองครักษ์ตนอื่นๆ
แล้วกลับออกไปอย่างไม่คิดจะใยดีรุ่นน้องสุดที่รักสักนิด
บัวบูชามองตามต้นตะวันด้วยหัวใจที่เต้นรัว
พี่เขาเห็นจริงๆ
ด้วย
ปกติจะไม่มีใครเห็นทหารขององค์สมุทรานอกจากเธอ
พี่สาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยแฮะ
ชินตะหันมองสมุทราอย่างคาดโทษ
ก่อนที่จะรีบวิ่งตามต้นตะวันออกไป
“เพื่อนเจ้านี่…
ตลกดีนะ”
สมุทรากระซิบข้างใบหูบัวบูชาให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคน
“ชินตะน่ารักนะคะ
เห็นห้าวๆ แบบนั้นเขาเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เลย”
“งั้นหรือ”
มือหนายกขึ้นลูบแก้มใสอีกคนไปมา
“เช่นนั้นเพื่อนเจ้าน่ารักเท่าข้าหรือไม่”
“ทำไมช่วงนี้คุณขี้อ้อนจัง
ไปเรียนมาจากไหนเนี่ย”
บัวบูชาช้อนสายตามองสบตา
อ้อนแบบนี้หัวใจเธอจะไม่วายตายในสักวันหรอ
“นอกจากเจ้าแล้ว
ข้าจักเรียนมาจากที่ใดได้”
“แล้ววันนี้คุณอยากทานอะไรดี
อาหารทะเลดีไหมคะ ของโปรดคุณ”
“ของโปรดข้าหาใช่อาหารทะเลไม่”
นัยน์ตาคมคายสบกับนัยน์ตาหวานเชื่อมของคนรักอย่างมีเลศนัย
“บัวไม่ใช่อาหารนะคะ
เลิกมองแบบนั้นเลย”
บัวบูชาเม้มปากกลั้นความเขิน
เธอเข้าใจความหมายที่องค์สมุทราจะสื่อ
และคิดว่าเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็คงได้ยินและเข้าใจเช่นกัน
“ฉันว่า
ฉัน… กลับก่อนดีกว่า”
เอมรินพยายามกลั้นเขิน
เห็นทีแยกตัวกลับไปอาจจะดีกว่า
อยู่ต่อก็เป็นก้างขวางคอเพื่อนกับคนรักไปอย่างนั้น
“อ้าว
ไหนว่าจะไปกินข้าวด้วยกันไง”
“เขามองแกเหมือนจะกลืนลงท้องขนาดนี้
จะให้ฉันอยู่ขวางได้อีกหรอ”
“ไม่ขนาดนั้นสักหน่อย”
บัวบูชายิ้มเขิน
“ขออนุญาตนะคะองค์ราชา”
เอมรินเชื่อสนิทใจเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงขององค์สมุทรา
และมั่นใจว่าเขาจะรักและหวังดีกับบัวบูชาตลอดไปแน่นอน
หญิงสาวส่งยิ้มให้ทั้งคู่
ก่อนจะขอตัวเดินแยกไป
เมื่ออยู่กันตามลำพัง
องค์สมุทราก็อุ้มบัวบูชาขึ้นในท่าเจ้าสาวให้อีกฝ่ายหน้าเหวอด้วยความคาดไม่ถึง
“องค์สมุทรา!”
“ข้าอยากกินเจ้ามากกว่าสิ่งใดเสียอีก”
“มะ
ไม่ได้นะคะ”
ท่าทางขององค์ราชาบ่งบอกถึงความต้องการที่ปิดไม่มิด
ทำเอาบัวบูชายู่ปาก ใบหน้าหวานฉายแววดื้อรั้น
“บัวหิวจะแย่อยู่แล้ว
อีกอย่างวันนี้พ่อบอกว่าจะมาหาที่คอนโดด้วย”
ตอนนี้เธอกลับมาเรียนตามปกติ
แต่ที่ต่างออกไปคือบัวบูชาออกมาอยู่คอนโดที่บิดาเคยซื้อเอาไว้ให้แทน
โดยมีสมุทราคอยมาหากันทุกครั้งที่มีเวลาว่าง
“เช่นนั้นข้าจักรีบกินก็แล้วกัน”
สมุทราวางร่างเล็กของบัวบูชาลงบนเบาะด้านหลังของตัวรถ
ก่อนจะแทรกตัวเองเข้าไปด้วยกัน
บัวบูชากัดริมฝีปากแน่น
เธอร้อนรุ่มไปทั้งใบหน้า
หญิงสาวพยายามไม่สนใจทหารมากมายที่ยืนอยู่รอบตัวรถ
และดูเหมือนองค์ราชาก็รู้ดี
มือหนายกขึ้นตวัดเพียงนิด
ทหารเหล่านั้นก็หายวับไปในทันตา
ริมฝีปากหยักบดจูบลงไปบนอวัยวะเดียวกันอย่างไม่คิดรอให้อีกคนอนุญาต
“อื้ม…”
บัวบูชายกมือขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้
เธอกำเสื้อเชิ้ตที่อีกฝ่ายสวมอยู่จนยับยู่ยี่
เขาหิวมาจากไหนเนี่ย
นับวันยิ่งคลั่งรักกันเกินไปแล้ว
ธาราโหมกระหน่ำ คลื่นสาดซัด
เกลียวน้ำพลิ้วไหว สัมผัสร้อนรุ่ม
จุมพิตหวาน มิอาจหยุดยั้ง
เพลิงปรารถนา ดั่งพิษร้าย
มัวเมา รอนแรม สืบไป

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น