วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 25

 

 

บทที่ ๒๕

‘จุมพิตหวาน’

 

 

 

ก๊อกๆ

เสียงเคาะประตู ทำให้ชินตะหยุดอารมณ์ทุกอย่างเอาไว้ ก่อนจะเดินไปเปิดประตูบ้าน

เอมรินกับบัวบูชาเองก็มองออกไปนอกบ้านของชินตะเช่นกัน

มือหนาเปิดประตูออก ก่อนที่ริมฝีปากหยักนั้นจะยกยิ้มขึ้นทันทีเมื่อเห็นใบหน้าสวยของรุ่นพี่คนสนิทอย่าง ต้นตะวัน

รุ่นพี่ที่รู้จักกันตอนที่อีกฝ่ายไปเรียนภาษาที่ต่างประเทศตอนปิดภาคเรียนฤดูร้อน

ต้นตะวันรีบมาหาชินตะตามคำร้องขอของอีกฝ่าย โดยที่ยังคงสวมชุดนักศึกษาแพทย์ไว้อยู่ทั้งยังหอบหิ้วสัมภาระมากมายเอาไว้ในมือ

หลังจากที่ลงเวรเธอก็รีบมาที่นี่เลย โดยที่ยังไม่ได้กลับห้องตัวเองด้วยซ้ำ

“เข้ามาเลยครับพี่ตะวัน มาไวกว่าที่คิดนะเนี่ย”

บัวบูชาและเอมรินชะโงกหน้ามองสาวแปลกหน้าที่ดูจะอายุมากกว่าพวกตนเล็กน้อยด้วยความประหลาดใจ

หรือว่าอีกฝ่ายจะเป็นแฟนของชินตะกันนะ

“คนนี้เลยพี่ ดูให้หน่อยว่าผี… อ่า พญานาคตนนั้นไปหรือยัง”

ชินตะชี้นิ้วไปยังบัวบูชาที่นั่งอยู่บนโซฟา ให้บัวบูชาและเอมรินมองหน้ากันเลิ่กลั่ก

นอกจากต้นตะวันจะเป็นว่าที่แพทย์ที่ใกล้จบเต็มทีแล้ว รุ่นพี่สาวยังมีความสามารถพิเศษในการมองเห็นภูติผีหรือวิญญาณได้

นั่นทำให้ชินตะเลือกที่จะโทรไปขอความช่วยเหลือจากรุ่นพี่คนนี้

ชายหนุ่มอยากรู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นพญานาคจริงไหม หรือองค์สมุทราอะไรนั่นเป็นแค่ผีสิบแปดมงกุฎที่ตั้งใจมาหลอกบัวบูชากันแน่

ทุกอย่างก็เพราะความเป็นห่วงและหวังดีของชินตะที่ทำใจไว้ใจผู้ชายของเพื่อนไม่ลง

โชคดีสุดๆ ที่เขาได้รู้จักกับต้นตะวัน

“เดี๋ยวเหอะชิน! นี่ยูถึงขั้นพาหมอผีมาเลยหรอ” บัวบูชาถึงกับหน้าเหวอ

“หมอผีที่ไหน พี่เขาเป็นอินเทิร์นอยู่โรงพยาบาลชั้นนำของประเทศเราเลยนะ อีกหน่อยก็จบออกมาเป็นหมอจริงๆ แล้ว” ชินตะอธิบาย

“ถ้ายูไม่คิดจะเข้าใจ ไอจะกลับแล้ว”

บัวบูชาขมวดคิ้วมุ่น ร่างเล็กลุกขึ้นยืน ก่อนจะหยิบกระเป๋ามาถือเอาไว้

ท่าทางของบัวบูชา ทำให้ชินตะเดินเข้าไปกอดแขนเพื่อนเอาไว้ทันที

“ถ้ายูยังรักไอ ช่วยยอมอยู่เฉยๆ ให้พี่เขาตรวจก่อนได้ไหม ถือซะว่าทำเพื่อความสบายใจของไอก็ได้”

ชินตะไม่ได้มีนิสัยชอบก้าวก่ายชีวิตของใคร ที่ผ่านมาพวกเราเป็นเพื่อนที่ดีและคอยซัพพอร์ตกันเสมอ

ครั้งนี้มันเป็นเรื่องที่เกินกว่าจะรับไว้

ชินตะแค่ต้องการความมั่นใจว่าเพื่อนจะปลอดภัยกับสิ่งที่ตัดสินใจทำลงไปจริงๆ

“ถ้าพี่ตะวันบอกว่าไม่เป็นไรไอก็จะเชื่อ และจะไม่วุ่นวายกับเรื่องนี้อีก”

ใครก็ตามที่ต้นตะวันเอ่ยปากว่าจะช่วยแล้ว มักสำเร็จและเชื่อถือได้กว่า ๙๙.๙๘% ตอนนี้ชินตะขอแค่ไม่ให้เพื่อนของเขาเป็น ๐.๐๒% ที่เหลือก็พอ

“อ่า ตกลงยังไง”

ต้นตะวันมองสองเพื่อนซี้ที่ยืนเถียงกันไปมาอย่างไม่รู้ว่าตัวเองควรทำยังไงต่อไป

“เพื่อนนายก็ปกตินี่ชิน ไม่ได้แกล้งนัดกันมาเล่นๆ เพราะคิดถึงหรอกใช่ไหมเนี่ย”

หญิงสาวหรี่ตามองรุ่นน้องอย่างนึกจับผิด

บัวบูชาก็ดูปกติ ไม่มีวิญญาณหรือสิ่งใดติดตามให้รู้สึกน่ากลัว

ปรื้น~

เสียงรถยนต์ดังขึ้นหน้าบ้านเรียกให้ทั้งหมดหันมองพร้อมกัน

“กลับล่ะ แล้วถ้าจะนัดมาคุยเรื่องนี้อีกไอจะไม่คุยกับยูแล้วชิน”

บัวบูชาว่าอย่างนึกเซ็ง

เธอเข้าใจความหวังดีของอีกฝ่ายดี แต่บางทีก็อดหงุดหงิดกับความหัวรั้นไม่ยอมฟังใครของชินตะไม่ได้

“หมอนั่นๆ”

 ชินตะที่หันไปเห็นสมุทราก้าวลงมาจากรถพอดี รีบสะกิดให้ต้นตะวันดู

ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว ปกติต้นตะวันงานยุ่ง เรียนก็หนัก ใช่ว่าจะหาเวลานัดมาเจอกันได้ง่ายๆ เขาก็ขอสร้างความมั่นใจกับตัวเองให้ได้มากที่สุด

บัวบูชาเคยหยุดหายใจไปเชียวนะ

เขาเกือบเสียเพื่อนไปอย่างไม่มีวันหวนกลับแล้ว

ใครจะไปทำใจเชื่อได้ง่ายๆ กัน

สองขาแกร่งก้าวลงมาจากรถ องค์สมุทราสวมชุดมนุษย์เหมือนอย่างที่เคยทำเป็นประจำเวลาขึ้นมาใช้ชีวิตกับบัวบูชา

ต้นตะวันหันมองตามสายตาของชินตะ ก่อนที่เธอจะชะงักนิ่งไป หญิงสาวเผลอผละถอยหลังเล็กน้อยด้วยความตกใจ

ทหารนาคามากมายรายล้อมอยู่รอบตัวผู้ชายที่เดินลงมาจากรถ อีกทั้งราศีบางอย่างที่ส่องสว่างออกมาจากตัวของอีกฝ่ายนั้นบ่งบอกได้ดีว่าชายหนุ่มตรงหน้าไม่ใช่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปแน่

มือเล็กยกขึ้นลูบสองแขนของตัวเอง ขนเส้นบางลุกขึ้นชูชัน รู้สึกหนาวทั้งๆ ที่อุณหภูมิในห้องไม่ได้หนาวเย็นเลยสักนิด

ชินตะหันมองต้นตะวันด้วยสายตาตื่นตกใจ

“พี่เห็นอะไร!”

“เอ่อ…” ต้นตะวันแทบจะหาเสียงตัวเองไม่เจอ

“บอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ หมอนั่นจะมาเอาชีวิตเพื่อนผมไปใช่ไหม”

เป็นชินตะที่มีสีหน้าหวาดผวา

“คุณ… เห็นจริงๆ หรอคะ”

บัวบูชาหันมองตะวันด้วยความแปลกใจ

ต้นตะวันกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่

“มีอะไรกันรึเปล่า”

องค์สมุทราเดินเข้ามาหากลุ่มของบัวบูชาที่พากันมายืนอยู่บริเวณชานหน้าบ้าน ชินตะรีบดึงแขนบัวบูชาให้หลบหลังตนทันที

“ไอเตือนยูแล้วใช่ไหม”

ชินตะกัดฟันกรอด ชายหนุ่มจ้องหน้าสมุทราเขม็งแม้ใจจะกล้าๆ กลัวๆ

ต่อให้ต้นตะวันจะไม่ได้พูดอะไร แต่ปฏิกิริยาของรุ่นพี่สาวก็บอกได้ดีว่าแฟนหนุ่มของบัวบูชานั้นไม่ปกติแน่

ท่าทางที่ทำให้สมุทราเลิกคิ้วมองเล็กน้อย

ถึงจะยังไม่เข้าใจ แต่ดูจากท่าแล้วน่าจะมีเรื่องอะไรที่ไม่เข้าใจกันอย่างแน่นอน

ต้นตะวันทำหน้าคล้ายจะร้องไห้ เธอพยายามไม่สบตากับผู้ชายที่เดินเข้ามา

เขาเป็นผีหรืออะไรต้นตะวันก็ไม่สามารถบอกได้ แต่ที่แน่ๆ เขาไม่ใช่คน

ถึงจะเป็นความสามารถที่ติดตัวมาตั้งแต่เกิด แต่เธอก็ไม่เคยชินกับเรื่องเหนือธรรมชาติเหล่านี้สักเท่าไหร่

ตอนนี้เองก็เช่นกัน

ทหารร่างกายกำยำที่จ้องมองมา ทำเอาเธออยากจะเป็นลมลงไปกองกับพื้น

“บัว ไอเป็นห่วงยูจริงๆ นะ”

“ไม่เอาน่าชิน”

บัวบูชาเอื้อมมือไปกอดแขนเพื่อนเอาไว้

เธอพยายามพูดปลอบเพื่อนสนิทอย่างใจเย็น

“กลับไปเลยนะ เพื่อนไอไม่อยากเห็นหน้ายูแล้ว” ชินตะตะโกนบอก

สมุทราหลุดหัวเราะ ท่าทางของบัวบูชาในตอนนี้นั้นช่างห่างไกลกับสิ่งที่อีกคนพูดโดยสิ้นเชิง

ราชาหนุ่มตัดสินใจหันมองเอมรินที่ดูจะเข้ากับตนได้มากกว่าด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยคำถาม

“คือพอดีว่า… ชินกลัวว่าคุณจะเอาชีวิตบัวไปก็เลยพาพี่ที่เป็นหมอผีมาจัดการคุณ” เอมรินฟ้องหน้าตาย

“ฉันไม่ใช่หมอผีนะคะ”

ต้นตะวันรีบโบกมือไปมา

“ฉันเป็นนักศึกษาแพทย์เฉยๆ ค่ะ ถ้าคุณมีปัญหาอะไรก็เคลียร์กับชินเลย ฉันไม่ได้เกี่ยวอะไรด้วย”

ว่าที่แพทย์หญิงที่แสนดีของน้องชินตะยิ้มแหย

“พี่ตะวันทำไมทิ้งกันแบบนี้อ่ะ ไหนว่าจะช่วยกันไงล่ะ นี่พี่จะปล่อยให้เพื่อนผมตายจริงๆ หรอ”

“เขาไม่ทำอะไรเพื่อนสนิทนายหรอกน่า อีกอย่างถ้าผีจะหล่อขนาดนี้ก็มองข้ามเรื่องอื่นไปบ้างก็ได้เถอะ”

ประโยคหลังต้นตะวันเปลี่ยนเป็นเสียงกระซิบแทน

“ถ้าพี่ใช้คำว่าเขาไม่ทำอะไร แสดงว่านี่ก็ผีจริงๆ ใช่ป่ะ!!”

ชินตะหน้าถอดสี ผิวที่ขาวอยู่แล้วแถมไม่หลงเหลือสีเลือดฝาด

บัวบูชาหัวเราะร่วน หญิงสาวเดินไปหาองค์สมุทราที่ยืนรอกันอยู่แล้ว

“ทำไมวันนี้เลิกงานไวจังล่ะคะ บัวยังไม่ทันได้บอกให้คุณมารับเลย”

“พี่คิดถึงเราน่ะเลยอยากรีบมาหา”

องค์สมุทราคลี่ยิ้มอบอุ่น มือหนายกขึ้นลูบศีรษะทุยอย่างนึกเอ็นดู

ใบหน้าหวานของบัวบูชาขึ้นสีแดงระเรื่อ เมื่ออีกฝ่ายแสดงความรักต่อกันท่ามกลางสายตาของทุกคน

“งั้นถ้าไม่มีอะไรแล้วพี่กลับก่อนนะ”

ต้นตะวันตบบ่าชินตะเบาๆ ก่อนจะขอตัวกลับ

“ไม่เอาดิพี่ตะวัน พี่จะปล่อยให้มัน… เอ่อ เขาคบกับเพื่อนชินจริงๆ หรอ”

ชินตะรีบกอดแขนรุ่นพี่เอาไว้แน่น

“ก็ถ้าเขารักกันนายจะไปทำอะไรได้” ต้นตะวันตอบตามสิ่งที่คิด

ดูจากที่เห็น ถ้าผู้ชายคนนั้นจะเอาชีวิตบัวบูชาไปจริง เพื่อนสนิทของชินตะคงไม่ได้มีโอกาสมายืนหายใจอยู่ตรงหน้านี้แน่นอน

“ทานข้าวกันมาหรือยังครับ ไปกินข้าวกับพวกเราสักมื้อไหม”

องค์สมุทราเอ่ยชวนอย่างเป็นมิตร

เขาอยากผูกมิตรกับเพื่อนภรรยาสักหน่อย

“ดีเลยค่ะดีๆ ที่จริงแล้วพวกเราก็ว่าจะชวนกันไปกินข้าวอยู่เหมือนกัน… เนอะชินเนอะ” เอมรินรีบตอบ พลางมองหน้าชินตะไปด้วย

“งั้นก็ขึ้นรถเลยครับ”

สมุทราพยักหน้ารับ ก่อนจะพาบัวบูชาเดินไปขึ้นรถที่จอดไว้

เพราะมีคนอื่นอยู่ด้วย ทำให้ราชาหนุ่มใช้คำพูดโบราณเหมือนเวลาอยู่ที่นาคานคร หรือเวลาอยู่กับบัวบูชาสองต่อสองไม่ได้

สมุทราไม่เคยชินกับภาษามนุษย์สักเท่าไหร่เพราะไม่ได้ใช้มานานแล้ว

เห็นทีคงต้องหัดพูดให้บ่อยขึ้น

“ไปเร็วชิน ไปด้วยกันเนี่ยแหละ พี่ตะวันไปด้วยกันนะคะ”

เอมรินคว้าแขนชินตะเอาไว้ พลางรั้งอีกฝ่ายให้เดินตามไปที่รถด้วยกัน

“พอดีพี่มีธุระต่อ เชิญน้องตามสบายเลยค่ะ”

ต้นตะวันปฏิเสธอย่างรวดเร็ว เธอแทบไม่ต้องเสียเวลาคิด

“ผมไปด้วยดิพี่”

ชินตะร้องตามต้นตะวันทันที

ต้นตะวันยังไม่สู้ แล้วเขาจะกล้าสู้กับองค์สมุทราได้ยังไง

“นายไปกับเพื่อนเถอะ ถ้าอยากมั่นใจก็ลองไปสนิทกันไว้จะได้ไม่ต้องห่วงว่าเขาจะมาทำอะไรเพื่อนนายไง” ต้นตะวันเอ่ยแนะนำ

“แล้วถ้าหมอนั่นฆ่าผมล่ะ”

“นายก็ตายไงล่ะ”

ต้นตะวันแกล้งทำท่าบาดคอ

“ถ้าผมตาย ผมจะตามหลอกหลอนพี่ไปตลอดชีวิตเลย”

ต้นตะวันหัวเราะร่วน หญิงสาวหันมององค์สมุทราอีกครั้ง ก่อนจะโค้งศีรษะให้องค์สมุทรารวมไปถึงทหารองครักษ์ตนอื่นๆ แล้วกลับออกไปอย่างไม่คิดจะใยดีรุ่นน้องสุดที่รักสักนิด

บัวบูชามองตามต้นตะวันด้วยหัวใจที่เต้นรัว

พี่เขาเห็นจริงๆ ด้วย

ปกติจะไม่มีใครเห็นทหารขององค์สมุทรานอกจากเธอ

พี่สาวคนนี้ไม่ธรรมดาเลยแฮะ

ชินตะหันมองสมุทราอย่างคาดโทษ ก่อนที่จะรีบวิ่งตามต้นตะวันออกไป

“เพื่อนเจ้านี่… ตลกดีนะ”

สมุทรากระซิบข้างใบหูบัวบูชาให้ได้ยินกันแค่เพียงสองคน

“ชินตะน่ารักนะคะ เห็นห้าวๆ แบบนั้นเขาเป็นเพื่อนที่ดีมากๆ เลย”

“งั้นหรือ”

มือหนายกขึ้นลูบแก้มใสอีกคนไปมา

“เช่นนั้นเพื่อนเจ้าน่ารักเท่าข้าหรือไม่”

“ทำไมช่วงนี้คุณขี้อ้อนจัง ไปเรียนมาจากไหนเนี่ย”

บัวบูชาช้อนสายตามองสบตา

อ้อนแบบนี้หัวใจเธอจะไม่วายตายในสักวันหรอ

“นอกจากเจ้าแล้ว ข้าจักเรียนมาจากที่ใดได้”

“แล้ววันนี้คุณอยากทานอะไรดี อาหารทะเลดีไหมคะ ของโปรดคุณ”

“ของโปรดข้าหาใช่อาหารทะเลไม่”

นัยน์ตาคมคายสบกับนัยน์ตาหวานเชื่อมของคนรักอย่างมีเลศนัย

“บัวไม่ใช่อาหารนะคะ เลิกมองแบบนั้นเลย”

บัวบูชาเม้มปากกลั้นความเขิน

เธอเข้าใจความหมายที่องค์สมุทราจะสื่อ และคิดว่าเพื่อนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลก็คงได้ยินและเข้าใจเช่นกัน

“ฉันว่า ฉัน… กลับก่อนดีกว่า”

เอมรินพยายามกลั้นเขิน

เห็นทีแยกตัวกลับไปอาจจะดีกว่า อยู่ต่อก็เป็นก้างขวางคอเพื่อนกับคนรักไปอย่างนั้น

“อ้าว ไหนว่าจะไปกินข้าวด้วยกันไง”

“เขามองแกเหมือนจะกลืนลงท้องขนาดนี้ จะให้ฉันอยู่ขวางได้อีกหรอ”

“ไม่ขนาดนั้นสักหน่อย” บัวบูชายิ้มเขิน

“ขออนุญาตนะคะองค์ราชา”

เอมรินเชื่อสนิทใจเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงขององค์สมุทรา และมั่นใจว่าเขาจะรักและหวังดีกับบัวบูชาตลอดไปแน่นอน

หญิงสาวส่งยิ้มให้ทั้งคู่ ก่อนจะขอตัวเดินแยกไป

เมื่ออยู่กันตามลำพัง องค์สมุทราก็อุ้มบัวบูชาขึ้นในท่าเจ้าสาวให้อีกฝ่ายหน้าเหวอด้วยความคาดไม่ถึง

“องค์สมุทรา!”

“ข้าอยากกินเจ้ามากกว่าสิ่งใดเสียอีก”

“มะ ไม่ได้นะคะ”

ท่าทางขององค์ราชาบ่งบอกถึงความต้องการที่ปิดไม่มิด ทำเอาบัวบูชายู่ปาก ใบหน้าหวานฉายแววดื้อรั้น

“บัวหิวจะแย่อยู่แล้ว อีกอย่างวันนี้พ่อบอกว่าจะมาหาที่คอนโดด้วย”

ตอนนี้เธอกลับมาเรียนตามปกติ แต่ที่ต่างออกไปคือบัวบูชาออกมาอยู่คอนโดที่บิดาเคยซื้อเอาไว้ให้แทน

โดยมีสมุทราคอยมาหากันทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

“เช่นนั้นข้าจักรีบกินก็แล้วกัน”

สมุทราวางร่างเล็กของบัวบูชาลงบนเบาะด้านหลังของตัวรถ ก่อนจะแทรกตัวเองเข้าไปด้วยกัน

บัวบูชากัดริมฝีปากแน่น เธอร้อนรุ่มไปทั้งใบหน้า

หญิงสาวพยายามไม่สนใจทหารมากมายที่ยืนอยู่รอบตัวรถ และดูเหมือนองค์ราชาก็รู้ดี

มือหนายกขึ้นตวัดเพียงนิด ทหารเหล่านั้นก็หายวับไปในทันตา

ริมฝีปากหยักบดจูบลงไปบนอวัยวะเดียวกันอย่างไม่คิดรอให้อีกคนอนุญาต

“อื้ม…”

บัวบูชายกมือขึ้นดันอกแกร่งเอาไว้ เธอกำเสื้อเชิ้ตที่อีกฝ่ายสวมอยู่จนยับยู่ยี่

เขาหิวมาจากไหนเนี่ย

นับวันยิ่งคลั่งรักกันเกินไปแล้ว

 

 

 

ธาราโหมกระหน่ำ คลื่นสาดซัด

เกลียวน้ำพลิ้วไหว สัมผัสร้อนรุ่ม

จุมพิตหวาน มิอาจหยุดยั้ง

เพลิงปรารถนา ดั่งพิษร้าย

มัวเมา รอนแรม สืบไป

 


ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น

ทิวาเริงวิมาน ตอนที่ 26 (ตอนจบ)

  บทที่ ๒๖ ‘เคียงใจนิจนิรันดร์’       องค์สมุทราเหม่อมองไปยังลานเทวาลัย ตอนนี้เขาอยู่ในร่างกายมนุษย์ ทั้งยังสวมใส่เสื้อผ้ายุคปัจจุ...