บทที่ ๐๒
‘พบเจออีกครา’
หนึ่งเดือนผ่านไป
งานประชุมสัมมนานอกสถานที่
“องค์พระเจดีย์กลางน้ำต้องนั่งเรือหางยาวไปถึงจะเข้าไปไหว้ได้”
เดือนอ้ายนั่งหาข้อมูลในโทรศัพท์มือถือในระหว่างที่ทุกคนกำลังนั่งสัมมนาอยู่ในห้องประชุมขนาดใหญ่
“มีที่อื่นอีกไหมอ่ะ
คราวที่แล้วเกือบลงเขาไม่ได้ฉันยังเข็ดอยู่เลยนะอ้าย”
บอกเลยว่านลินลิดายังขยาดจนถึงตอนนี้
กว่าจะลงมาถึงพื้นด้านล่างได้
เธอต้องใช้เจ้าหน้าที่ตัวใหญ่ถึงสองคนในการหิ้วปีกแบกหามพวกเธอลงมาตามทางชันของภูเขา
เรียกได้ว่าคำว่าทุลักทุเลยังน้อยเกินไป
สภาพตอนนั้นหญิงสาวแทบจะลืมความอายไปเลยเสียด้วยซ้ำ
พอเหยียบพื้นดินบริเวณหน้าอุทยานได้ก็แทบอยากจะรีบวิ่งแจ้นกลับขึ้นรถกันเลย
ไม่รู้หรอกว่าถ้ามีโอกาสได้กลับไปที่นั่นอีกครั้ง
เหล่าพี่ๆ เจ้าหน้าที่จะจำกันได้หรือเปล่า แต่นลินลิดาจำได้สนิทใจและคงไม่มีวันลืม
“ขึ้นที่สูงอาจไม่เหมาะกับเรา
บางทีลงน้ำอาจเป็นทางของพวกเราก็ได้”
เดือนอ้ายยื่นหน้าจอที่เป็นคลิปแนะนำสถานที่สั้นๆ
ให้เพื่อนดู
“สวยเนอะ
เขาว่าเจดีย์นี้ก็เน้นขอเรื่องความรักล่ะ”
“พอเลย ปีนี้เธอมูเรื่องนี้มาเป็นสิบๆ ที่แล้ว”
“เพิ่มอีกสักที่จะเป็นไร”
ยอมใจเลย
เพื่อนเธอนี่มันเจ้าแม่สายมูตัวจริง
ท่าเรือแห่งหนึ่ง ณ ริมบึงน้ำจืดขนาดใหญ่
นลินลิดากระพริบตาปริบๆ
ยามมองเรือหางยาวตรงหน้าด้วยความรู้สึกที่บรรยายไม่ถูก
“ไม่ต้องกลัวหรอกหนู เรือนี้น่ะลุงใช้มาเป็นสิบๆ
ปีแล้ว” คุณลุงเจ้าของเรือยิ้มแฉ่งโชว์ฟันหลอ
ยืนยันเต็มที่ถึงความปลอดภัยในการเดินทาง
“สิบปีเลยหรอคะ”
ไม่รู้ว่าดีหรือไม่ดีที่เรือลำนี้มีประสบการณ์ในการใช้โชกโชนมายาวนานขนาดนั้น
แต่สิบปีก็ต้องแปลว่าเก่ามากแล้วไม่ใช่หรอ
“เอาน่ายัยหนูบัว ของแบบนี้ยิ่งเก่ายิ่งเก๋า”
เดือนอ้ายขยิบตาให้
ก่อนจะเดินยิ้มร่าไปหาคุณลุงเจ้าของเรือที่ยื่นเสื้อชูชีพสีส้มซีดจางเหมือนอดีตเคยส้มมาหลายปีจนส้มต่อไปไม่ไหวแล้วมาให้
“แต่ว่าเดือนอ้าย…”
“ใส่เอาไว้เร็วเข้า
แค่นี้ก็ไม่ต้องกลัวหล่นน้ำแล้ว”
ยังไม่ทันได้อ้าปากเถียง
เพื่อนก็เอาเจ้าชูชีพแสนน่าสงสารนั่นมาสวมให้เสร็จสรรพ
ถอยหลังไม่ได้แล้วสินะ ยังไงก็ต้องนั่งเรือลำนี้ไปไหว้เจดีย์กลางน้ำจนได้
‘แม่หนูจำคำยายไว้
หนูจะได้เจอคู่แท้จากการเดินทางทางน้ำ แต่…’
‘แต่อะไรคะแม่หมอ’
‘หากใกล้น้ำหนูจะมีโชคเรื่องความรัก
แต่มันจะเป็นทุกขลาภที่นำมาซึ่งความสูญเสีย’
‘…’
‘จะเลือกสิ่งใดต้องไตร่ตรองให้ดี ก้าวเดินไปแล้วไม่มีทางให้ถอยหลังกลับ’
‘…’
‘ชะตาของหนู หนูจงเลือกมันด้วยตัวเอง’
“บัว… หนูบัว!”
“ฮะ? เอ่อ…
ว่ายังไงนะอ้าย”
“ฉันเรียกตั้งนานเธอไม่ตอบอะไรเลย
เหม่ออะไรอยู่หนูบัวรีบมาขึ้นเรือเร็ว”
เดือนอ้ายกวักมือเรียกเพื่อนสนิทที่อยู่ๆ
ก็ยืนนิ่งไป เธอลงทุนเหมาเรือลำนี้ทั้งลำ
เพื่อไม่ต้องไปเบียดกับนักท่องเที่ยวคนอื่นๆ
เรือลำไม่ใหญ่มาก
แต่มันก็พอดีกับผู้โดยสารสองคนและคุณลุงคนขับอีกหนึ่ง
“ขึ้นเรือสิยัยหนู ขึ้นช้าก็มีเวลาเที่ยวน้อยนะ”
คุณลุงพูดเร่งอีกคน
นลินลิดาเม้มปากเข้าหากันแน่นอย่างใช้ความคิด
มือเล็กเย็นชื้นขึ้นมากระทันหัน หัวใจดวงน้อยเต้นเร็วจนได้ยินเสียง
อยู่ดีๆ ก็รู้สึกใจหวิว
สงสัยอาจเป็นเพราะวันนี้เธอดื่มกาแฟตอนเช้า
ไม่ก็คิดเรื่องคำพูดของแม่หมอคนนั้นมากเกินไป
หมอดูก็คู่กับหมอเดานั่นแหละ
ก่อนหน้านี้ก็เดินทางทางน้ำมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
ไม่เห็นจะมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นสักที
เลิกงมงายได้แล้วนลินลิดา
ถ้าย้อนเวลากลับไปได้
หญิงสาวจะไม่เลือกเดินเข้าร้านดูดวงเก่าๆ ร้านนั้นตามลำพังเลยจริงๆ
นอกจากคำทำนายจะไม่ทำให้เธอมีกำลังใจในการใช้ชีวิตแล้วยังทำให้รู้สึกหวาดกลัวเมื่อต้องเข้าใกล้แหล่งน้ำอีกต่างหาก
หญิงสาวในชุดเสื้อยืดสีขาวสะอาดกับกางเกงยีนส์ขายาวทรงกระบอกกระชับสายกระเป๋าผ้าที่มักสะพายติดตัวเอาไว้ตลอดแน่น
เธอสูดหายใจเข้าลึกๆ ก่อนจะก้าวเท้าขึ้นเรือตามเพื่อนสนิทไป
พรึ่บ!
เคร้ง!
ร่างบางสะดุ้งสุดตัว
นลินลิดารีบทรุดตัวนั่งพร้อมกับจับขอบเรือเอาไว้แน่น
“โทษทีลูก ลุงทำอันนี้หลุดมือ”
คุณลุงฉีกยิ้มกว้างพลางชูอุปกรณ์อะไรสักอย่างที่ทำด้วยแสตนเลสเงาวับให้ดู
ว่าตนพึ่งทำของในมือหล่นกระทบกันจนเกิดเสียงดัง
“ตกใจหมดเลยค่ะลุง” เป็นเดือนอ้ายที่พูดตอบออกมา
นลินลิดาหน้าถอดสี เหงื่อไหลซึมกรอบหน้า
เธอรู้สึกกลัวอยู่ลึกๆ ในใจ ฝ่ามือทั้งสองข้างสั่นไหวอย่างควมคุมไม่อยู่
“กลัวเรือหรอหนู ไม่ต้องกลัวๆ
นั่งแค่ไม่กี่สิบนาทีก็ถึงเกาะกลางน้ำแล้ว”
คุณลุงตะโกนชวนคุยแข่งกับเสียงเครื่องเรือที่ดังลั่น
“สะ… สิบนาทีเลยหรอคะ”
บ้าจริง! นลินลิดาคิดว่าระยะทางจะไม่ไกลเกินห้านาทีซะอีก
แบบนี้เธอจะไม่เป็นลมไประหว่างทางก่อนใช่ไหมเนี่ย
“นั่งชมวิวไปไม่นานก็ถึง ถ้าพวกหนูชอบ
ลุงจะพาแวะสะดือบึงน้ำนี้ด้วย จุดชมวิวสำหรับเช็คอินนักท่องเที่ยวยุคนี้เลยนะ”
ลุงคนขับเรือแนะนำ มือก็ขยับปรับเครื่อง
ก่อนจะค่อยๆ เคลื่อนเรือออกจากท่าน้ำไปด้วย
ท่าทางที่บ่งบอกถึงความชำนาญอย่างที่โม้เอาไว้จริงๆ
ทำให้สองสาวเริ่มใจชื้นขึ้นกว่าเดิม
ก็ไม่เห็นมีอะไรน่ากลัวแบบที่คุณลุงบอกจริงๆ ด้วย
“สะดือบึงหรอคะ หนูไปๆ”
เดือนอ้ายตื่นเต้นทันที
เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายภาพตัวเองคู่กับการเดินทางบนเรือประหนึ่งนักทำคอนเทนต์ท่านหนึ่ง
นลินลิดามองผ่านผิวน้ำออกไปจนสุดสายตา
สายน้ำกระเด็นกระทบกายพาให้รู้สึกเย็นสบาย
ผ่อนคลายความกลัวไปจนหมด
“ว่าแต่สะดือบึงคืออะไรคุณลุง” เดือนอ้ายยังคงพูดคุยกับสารถีจำเป็นไม่หยุด
ต่างจากนลินลิดาที่นั่งเงียบตลอดทาง
“จุดที่ลึกที่สุดของบึงไง
เขาว่าใครได้สัมผัสน้ำบริเวณนั้นแล้วจะเป็นมงคล”
“ไปเลยค่ะลุง ลุงว่าดีหนูก็ว่าดี”
“ฉันขอรออยู่ที่เจดีย์แล้วเธอค่อยให้ลุงวนมารับนะ
จุดลึกที่สุดขอบายก็แล้วกัน ไม่ไหวจริงๆ”
นลินลิดาขอถอนตัว
เธอพาตัวเองมาตรงนี้ได้ก็เก่งแล้ว จุดลึกที่สุดนั่นขอเว้นเอาไว้ก่อน
“อ้าว ทำไมล่ะ
ถ้าเธอกลัวฉันไปแค่องค์พระเจดีย์กลางน้ำก็ได้”
“ไม่เป็นไร ฉันรู้เธออยากไปแตะน้ำแบบที่ลุงบอก
ฉันรอที่เจดีย์ได้น่า สัญญาจะเป็นเด็กดีรอไม่หนีไปไหน”
“เอาแบบนั้นก็ได้
ระหว่างเจดีย์กับสะดือบึงไกลกันมากไหมคะลุง”
ประโยคหลังเดือนอ้ายหันไปถามคนรู้ทาง
“ไม่ไกลเท่าไหร่หรอกหนู”
เดือนอ้ายพยักหน้ารับ ก่อนจะหันไปกำชับเพื่อนสนิท
“งั้นหนูบัวรอที่เจดีย์เลยนะ
ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาดตกลงไหม”
“อื้อ ฉันไม่ใช่เด็กสักหน่อย จะให้ไปซนที่ไหนได้”
“ใครจะรู้ล่ะ เธอชอบหายนี่นา
แค่สนใจอะไรหน่อยหันมาอีกทีก็หาไม่เจอแล้ว”
“ส่วนใหญ่ฉันบอกเธอก่อนไปทั้งนั้นอ่ะ
เธอนั่นแหละมัวสนใจของตรงหน้าจนไม่ทันได้ฟังที่ฉันพูด”
นลินลิดายู่ปากเล็กน้อย
เพื่อนน่ะชอบทำเหมือนเธอเป็นเด็กอยู่เรื่อย ทั้งๆ
ที่เป็นเดือนอ้ายเองต่างหากที่ชอบไม่ยอมฟังจนเดินหากันไม่เจอ
“พูดจริงๆ นะยัยหนูบัว
รอบนี้ห้ามเดินไปไหนเด็ดขาด รอที่เจดีย์ก็คือตรงเจดีย์เลยนะรู้ไหม”
“จ้า รู้แล้ว”
ซะที่ไหนกันล่ะ...
“ตรงนั้นคือทางไปจุดชมวิวหรอคะป้า”
นลินลิดาเอ่ยถามคนขายล็อตเตอรี่ที่ดูจะเป็นผู้เชี่ยวชาญในสถานที่แห่งนี้มากกว่าเจ้าหน้าที่ประจำเกาะซะอีก
หลังจากไหว้เจดีย์ขอพรเสร็จ เดือนอ้ายก็แยกตัวไปสะดือบึงกับลุงเจ้าของเรือ
โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติกลุ่มหนึ่งที่บังเอิญเจอกันที่นี่ขอตามไปด้วย
สามีภรรยาชาวต่างชาติมาเที่ยวแบบไม่มีไกด์นำทาง
ทั้งสองเหมือนจะมีปัญหาด้านการสื่อสารกับเจ้าหน้าที่จนพวกเธอสองคนต้องเข้าไปช่วยเหลือ
เธอและเดือนอ้ายจึงได้เพื่อนร่วมเดินทางมาด้วยแบบไม่ได้ตั้งใจ
“ไม่ใช่หรอกหนู
จุดชมวิวมีแค่ตรงท่าเรือที่ขึ้นมาเท่านั้นแหละจ้ะ”
คุณป้าเสื้อเขียวตอบกลับด้วยท่าทางใจดี
“ทางนู้นน่ะทางไปศาล ศาลเล็กๆ ท้ายเกาะ
ปกติไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปหรอก พวกของไหว้อะไรก็ไม่ได้มีด้วย”
“อ่า…”
ถึงอย่างนั้นนลินลิดาก็อดมองตามทางเดินเท้าที่ถูกแหวกหญ้าเอาไว้เพื่อไปทางนั้นไม่ได้
ศาลงั้นหรอ
“ว่าแต่หนูไม่สนใจรางวัลบ้างหรือจ้ะ เลขสวยๆ
ทั้งนั้นเลย ใครมาไหว้ที่นี่ก็มักจะได้โชคลาภติดไม้ติดมือกลับไปทั้งนั้น
ลองเสี่ยงโชคไปสักใบสองใบดูดีไหมล่ะ”
ป้าเจ้าของแผงล็อตเตอร์รี่เริ่มเปิดเวทีการขายขึ้นมาทันที
ให้หญิงสาวยิ้มแหย
“หนูไม่ชอบเสี่ยงโชคน่ะค่ะ
เป็นคนไม่ค่อยมีดวงเท่าไหร่”
“ไม่มีดวงก็ไม่เป็นไร
งั้นหนูลองเข้าไปไหว้ท่านแล้วค่อยออกมาซื้อก็ได้ เสริมโชคเสริมดวง”
“ท่านหรอคะ” นลินลิดาทำหน้างง
“ศาลที่หนูถามไงล่ะ
เมื่อก่อนน่ะชาวบ้านรวมเงินกันสร้างเจดีย์นี้ แต่สร้างเท่าไหร่ก็ไม่สำเร็จ
จนได้มาตั้งศาลพญานาคไว้ท้ายเกาะ หลังจากนั้นไม่นานเจดีย์ก็เสร็จเลย
ชาวบ้านที่นี่ชอบมาไหว้ขอเลขกัน เขาว่าแม่นนัก”
“ที่นี่มีพญานาคด้วยหรอคะป้า หนูไม่เห็นเคยได้ยินเลย”
ไม่เห็นมีใครเคยพูดถึงเรื่องศาลพญานาคที่เกาะกลางบึงน้ำนี้เลย
แม้แต่ในคลิปวิดีโอแนะนำที่เดือนอ้ายเอาให้ดูก็ยังไม่มีใครเอ่ยถึง
“ไม่เชื่อก็ลองเดินไปดูสิยัยหนู
ถ้าได้เลขกลับมาอย่าลืมมาซื้อแผงป้าล่ะ เดี๋ยวลดให้ราคาพิเศษเลย”
คุณป้าขยิบตาส่งยิ้ม
พลางโบกไม้โบกมือให้นลินลิดาลองเดินไปตามทางเพื่อไปที่ศาลท้ายเกาะนั่นดู
หญิงสาวก้มลงมองเวลาบนหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ขึ้นสัญญาณโทรศัพท์เป็นสีแดงสนิท
คิ้วเรียวเลิกขึ้นเล็กน้อยด้วยความแปลกใจ
เมื่อกี้ยังมีคลื่นอยู่เลย เธอยืนคิดอย่างชั่งใจ
อีกไม่นานเดือนอ้ายคงกลับมารับกันแล้ว
แต่ทางไปศาลนั่นก็ดูไม่ได้ไกลจนเกินไป แถมเกาะนี่ก็ยังเป็นเพียงเกาะกลางบึงเล็กๆ
ที่ไม่ได้ซับซ้อนจนทำให้หากันไม่เจอ
ลองเดินไปดูสักหน่อยคงไม่เป็นไรหรอกมั้ง
เนอะ...
“เป็นนางจริงๆ” จารีย์ขมวดคิ้วมองร่างบางของหญิงสาวที่เขาไม่ได้พบเห็นมานานนับร้อยปี
ใบหน้าหวานที่เหมือนกันกับสตรีผู้สูงส่งในความทรงจำทุกกระเบียดนิ้ว
ทำให้แววตาของเขาสั่นไหวอย่างห้ามไม่อยู่
“นางทำสำเร็จ”
นัยน์ตาคู่คมเอ่อคลอไปด้วยหยดน้ำตาที่คล้ายจะไหลออกมาอยู่รอมร่อ
ครั้งหนึ่งในอดีตนางเคยเป็นเจ้านายที่จารีย์รักถวายหัว
หมับ!
มือหนาของอังเตเอื้อมจับบ่าของสหายคนสนิทเอาไว้เพื่อดึงสติ
เมื่อเห็นว่าอีกคนทำท่าจะพุ่งเข้าไปหาหญิงสาวตรงหน้า
“เจ้าจะทำสิ่งใด” เสียงทุ้มเอ่ยเตือน
“เพลานี้นางอยู่คนละโลกกับพวกเรา
เจ้ามิควรเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับนาง”
จารีย์นิ่งเงียบไป
เขาลืมเรื่องเหล่านี้ไปสนิท เพียงแค่พบหน้าอีกฝ่ายอีกครั้งก็ลืมสิ้นทุกเหตุผล
ขอเพียงได้พูดคุยกันอีกสักคราก็เท่านั้น
ชายหนุ่มกำยำในชุดโจงกระเบนสีเขียวแก่พร้อมเครื่องประดับสีเงินบ่งบอกยศตำแหน่งขุนนางชั้นสูงยืนจ้องมองหญิงสาวในชุดมนุษย์ปัจจุบันที่ช่างแตกต่างจากภาพจำในอดีตโดยสิ้นเชิง
นลินลิดากำลังทรุดตัวนั่งลงหน้าศาลไม้ขนาดเล็กที่ชาวบ้านสร้างเอาไว้ตามแรงศรัทธา
สองมือเล็กยกขึ้นไหว้แม้ไม่มีเครื่องสักการะใดๆ
“ข้าจักเอาเรื่องนี้ไปกราบทูลองค์ราชา”
จารีย์หมุนตัวหันหลังกลับ ทว่าอังเตกลับรั้งกันเอาไว้อีกครั้ง
“ข้าว่ามิจำเป็น”
นัยน์ตาคมมองสบกับเพื่อนสนิทด้วยแววตาจริงจัง
ไม่ใช่ว่าอังเตไม่ยินดีที่ได้เจอนาง
แต่ด้วยอะไรหลายๆ อย่าง ทำให้เขาคิดว่ายังไม่ถึงเวลาอันควร
“นางมาไหว้ศาลด้วยตนเองเช่นนี้
แม้องค์ราชาจักมิได้อยู่ใกล้ พระองค์ก็ต้องสัมผัสได้เป็นแน่”
“…”
“กลิ่นอายของนาง
ต่อให้เห็นเพียงปลายผมก็มิมีทางที่ฝ่าบาทจักทรงลืมเลือน”
“ใช่นั้นแล้วเหตุใดพระองค์จึงยังมิเสด็จมากันเล่าอังเต”
จารีย์ขมวดคิ้วด้วยความไม่เข้าใจ
เป็นเขาคงไม่ปล่อยให้เวลาผ่านไปอย่างสูญเปล่าอีกแม้แต่เสี้ยววินาทีเดียว
ในเมื่อพวกเราต่างก็รอคอยการกลับมาของนางมาโดยตลอดไม่ใช่หรือ
“แล้วเจ้าแน่ใจหรือจารีย์
ว่าเพลานี้องค์ราชายังมิได้เสด็จมา”

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น